พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 34 (จบ)

Share
Share

เจ๊จูเจ้าของหอพักที่ณภัทรเคยเช่า ขี่รถจักรยานยนต์มาเก็บค่าเช่าร้านขายของชำที่แกละและเมียเช่าเปิดขายอยู่ที่หอพักของแกถึงที่บ้าน สองผัวเมียคู่นี้ค้างค่าเช่ามาสามเดือนแล้ว และ 3-4 วันมานี้ไม่มาเปิดร้านเลย วันนี้ถ้าเจ๊จูไม่ได้ค่าเช่า จะให้เจ้าใหม่มาเช่าเปิดขายแทน แกจอดรถจักรยานยนต์ไว้หน้าบ้านไม้ริมน้ำของแกละ แล้วยืนตะโกนเรียกอยู่นาน ไม่เห็นมีใครออกมาเปิด จึงแง้มประตูรั้ว ถือวิสาสะเดินเข้าไปข้างในบ้านเสียเลย

เจ๊จูประหลาดใจว่าบ้านเก่าซอมซ่อหลังนี้ ทนปลวกมาถึงปัจจุบันได้ยังไง ประตูบานไม้ทำท่าจะหลุดออกจากวงกบ เมื่อเจ๊จูเอื้อมเปิด ข้างในบ้านมืดสลัวและเงียบสงัด ราวกับเป็นเวลาเที่ยงคืน ทั้งที่เพิ่งจะสิบเอ็ดโมงเช้า พื้นไม้ที่รองเท้าส้นสูงย่ำก็ลั่นเอี๊ยดอ๊าด

เจ๊จูเรียกชื่อเจ้าของบ้านทั้งสองอีกรอบ แต่ก็ไร้คนขานรับ หากคิดจะมุดหัวหลบอยู่ในบ้านเพื่อหนีค่าเช่านั้นอย่าหวัง เพราะเจ๊จูจะค้นให้ทั่วทุกตารางนิ้ว และเมื่อเจอตัวจะปรับค่าเช่าเป็นสองเท่า

รูม่านตาของเจ๊จูเริ่มขยาย ทำให้มองเห็นในที่สลัวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สองเท้าของแกค่อย ๆ ย่างอยู่ในสถานที่ไม่คุ้น ทันใดนั้นแกรู้สึกเหมือนเหยียบอะไรบางอย่างเข้า มันเป็นของหยุ่น ๆ นุ่มนิ่มคล้ายหมอนยัดนุ่น เมื่อก้มลงมองดูให้หายสงสัย สองตาของแกก็เบิกโพลง ร่างหญิงชรานอนหงายหมดลมหายใจ ใบหน้าตื่นตกใจเหมือนหวาดกลัวอะไรก่อนตาย ที่คอและหน้าเปื้อนเลือดเป็นคราบเกรอะกรัง นี่คือเมียของแกละนั่นเอง สภาพการตายน่าสยดสยองยิ่งนัก ใครกันเป็นฆาตกร ช่างจิตใจต่ำทรามผิดมนุษย์มนาเหลือเกิน

เมื่อตั้งสติได้ สิ่งที่เจ๊จูนึกออกคือต้องแจ้งตำรวจ แกหันหลังกลับจะออกประตูเดิมที่เดินเข้ามา แต่ผงะเข้ากับร่างของสงครามที่ยืนขวาง สงครามที่มีวิญญาณนรกสิงคว้าเจ๊จูมาฝังเขี้ยวแหลมไว้ที่คอ แล้วดูดกินเลือดคาวสด ทำเจ๊จูเสียชีวิตโดยไม่ทันได้ร้องอะไรสักแอะ

สงครามดูดเลือดของเจ๊จูจนหมดตัว แล้วโยนร่างไร้วิญญาณกองไว้ที่พื้น ตอนนี้กินเลือดมนุษย์ที่ไหนก็ได้ไปก่อน ไว้รอวิญญาณชินกับร่างใหม่ ค่อยไปกินเลือดจากหญิงสาวผู้มีวิญญาณบริสุทธิ์สองคนที่หมายตาไว้แล้ว

สิ้นปีนี้ชมรมอาสาเพื่อสังคมและชมรมพุทธศิลป์ ร่วมมือกันจัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี ขณะที่สมาชิกของทั้งสองชมรมต่างวุ่นวายในการจัดเตรียมสถานที่ให้พร้อมสำหรับคืนนี้ แต่ณภัทรและจ้อนกลับโดดงานมาเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้า อย่างไม่กลัวใครจะหาว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ตกแต่งรับบรรยากาศเทศกาลคริสต์มาสและวันปีใหม่ มีตุ๊กตาซานตาคลอสและต้นสนพลาสติกวางประดับตกแต่งข้างทางเดิน บนเพดานมีพู่ระยิบระยับหลากสีห้อยระโยงรยางค์ และเปิดเพลงพรปีใหม่วนซ้ำไปมาไม่ยอมเปลี่ยนเป็นเพลงอื่น ร้านรวงต่าง ๆ แข่งกันลดแลกแจกแถม เพื่อดึงดูดลูกค้า จึงทำให้ผู้คนแห่แหนกันมาจนดูพลุกพล่านน่าอึดอัดตา แม้ณภัทรจะไม่ชอบบรรยากาศเช่นนี้ แต่จำเป็นต้องมาเผชิญ เพราะเขาอยากซื้อของขวัญปีใหม่ให้น้ำเพชรสักชิ้น

“แกจะซื้ออะไรเป็นของขวัญปีใหม่ให้ยายน้ำเพชรแฟนของแกล่ะ เห็นไม่นานมานี้ได้ยินว่าอยากได้เครื่องอีรีดเดอร์นี่” จ้อนพูด

“อย่างน้ำเพชรถ้าซื้อเครื่องนั้นให้ฉันว่าคงใช้ไม่คุ้ม ยายนั่นโลว์เทคจะตาย ขนาดโปรแกรมเวิร์ดโปรเซสเซอร์ง่าย ๆ ยังใช้ไม่คล่องมือเลย”

“ตุ๊กตาดีไหม ซื้อตัวที่ใหญ่กว่ายายนั่น เอาให้แบกกลับบ้านจนหลังหักไปเลย”

“ซื้อให้เอาไปรกบ้านเปล่า ๆ น้ำเพชรโตแล้ว คงไม่ดีใจเท่าไหร่ที่ได้ตุ๊กตาหน้าตาโง่ ๆ พวกนั้น” ณภัทรพูดแล้วชี้ไปที่แผนกขายตุ๊กตา สองหนุ่มเดินเลยไป ไม่หยุดดู ขึ้นบันไดเลื่อนสู่ชั้นต่อไปที่ขายแต่สินค้าแบรนด์เนมทั้งชั้น

“อ๋อ… รู้แล้วว่าแกจะซื้ออะไรเป็นของขวัญให้ยายน้ำเพชร แกเห็นฉันซื้อเสื้อผ้าให้ยายมุกลัดดา แล้วกลัวแฟนแกน้อยใจ เลยจะซื้อให้สักชุดใช่ไหมล่ะ?”

“ถ้าเงินฉันมากพอก็คงจะซื้อให้อยู่หรอกนะ เออ พูดถึงยายมุกลัดดา ฉันอยากรู้ว่าเมื่อไหร่แกจะตอบรับรักยายนั่นสักที เห็นแอบรักแกข้างเดียวมานานแล้วนะ ปล่อยให้หวังไปวัน ๆ อย่างนี้น่าสงสารแย่”

“ฉันไม่ได้ชอบยายนั่นสักหน่อย” จ้อนพูดแล้วหูก็แดงขึ้นมา

“อย่าปากแข็งไปหน่อยเลยน่า หูแกแดงขนาดนี้แล้วยังจะโกหกฉันอีก แกรออะไรอยู่ ยายมุกลัดดายังดีไม่พอหรือไง ฉันว่ายายนั่นนิสัยดีออก เป็นคนจริงใจ ทำไมแกไม่คบเป็นแฟนสักที”

บันไดเลื่อนส่งสองหนุ่มมาถึงชั้นขายสินค้าแบรนด์เนม ณภัทรเดินทอดน่องมองนั่นมองนี่ไปเรื่อย

“ใช่! เพราะยายมุกลัดดาเป็นคนนิสัยอัธยาศัยดี เป็นคนจริงใจ เป็นที่รักใคร่ของเพื่อนฝูง มีความรับผิดชอบช่วยเหลืองานของครอบครัว หน้าตาสวย สูงเพรียวรูปร่างดี ผิวอาจคล้ำไปนิดและเรียนไม่ค่อยเก่งไปบ้าง เพราะอย่างนี้ไง ยายนั่นดีเกินไปที่จะลดตัวลงมาคบผู้ชายกระจอกไม่เอาไหนอย่างฉัน”

“ฮ่า ๆ ๆ ฉันเข้าใจแล้ว ที่แท้แกก็รักยายมุกลัดดาด้วยเหมือนกัน แต่แกเป็นคนเจียมตน ไม่ยอมให้ดอกฟ้าโน้มตัวลงมาหา น้ำเน่าจังเลยเพื่อน ทำไมแกกับยายนั่นจะคบกันไม่ได้ ความรักก็เหมือนจิ๊กซอว์ ทั้งแกและยายมุกลัดดาก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน ซึ่งต่างคนต่างจะเติมเต็มกันและกันให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น อย่าเพิ่งสบประมาทตัวเอง เพราะไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้สำหรับความรัก”

จ้อนบันทึกคำพูดของณภัทรไว้ในหัว เขาเป็นผู้ชายไม่เอาไหน ถ้าไม่นับความสามารถด้านคอมพิวเตอร์และการถ่ายภาพ เขาก็ไม่มีความสามารถเด่นอะไรอื่น ตัวก็เตี้ย รูปร่างผอมบางอย่างกับผู้หญิง เล่นกีฬาไม่เป็นสักอย่าง แล้วให้คบกับมุกลัดดาซึ่งเป็นนักกีฬานั้นจะเป็นไปได้เหรอ ไม่เป็นการเอาเปรียบฝ่ายหญิงหรือยังไง เขาคิดเช่นนั้นมาตลอด ถึงเวลาแล้วที่ต้องปรับเปลี่ยนทัศนะคติใหม่ ณภัทรตบบ่าเพื่อนเป็นการให้กำลังใจ แล้วเดินเข้าร้านแห่งหนึ่งเพื่อซื้อของขวัญปีใหม่ให้น้ำเพชร

สถานที่จัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปีคือศาลาติดสวนสาธารณะหน้ามหาวิทยาลัย ศาลาแห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก มุงหลังคาด้วยกระเบื้อง ผนังเปิดโล่งให้อากาศถ่ายเทได้จากทุกด้าน ตอนเย็นมักมีพ่อบ้านแม่บ้านรวมกลุ่มกันมาเต้นแอโรบิก สมาชิกชมรมผู้จัดกิจกรรมต้องนำผ้าใบพลาสติกมากางเป็นผนังกั้นไม่ให้ลมหนาวพัดเข้ามารบกวนผู้มาร่วมสวดมนต์ข้ามปีในคืนนี้ สมาชิกทั้งสองชมรมล้วนงานล้นมือ แถมต้องทำแข่งกับเวลาอีก

“เรื่องของว่างที่จะนำมาแจกคืนนี้ ไม่รู้ฟ้าไปติดต่อแล้วหรือยัง ยายมุกแกเห็นฟ้าบ้างไหม?” น้ำเพชรหันไปถามมุกลัดดา ทั้งสองสาวช่วยคนอื่น ๆ ขนเสื่อจากท้ายรถกระบะลงมาไว้ข้างในศาลา

“เห็นขี่มอเตอร์ไซด์ออกไปกับทิพย์ ไม่รู้ว่าออกไปติดต่อเรื่องของว่างหรือเปล่า” มุกลัดดาตอบ

“น้ำเพชรเดี๋ยวไปเอาหนังสือสวดมนต์จากห้องชมรมของเรามาไว้ที่นี่ทีนะ เมื่อวานพี่เพิ่งไปขอรับบริจาคจากโรงพิมพ์ ได้มาสองร้อยเล่ม คงพอจำนวนคนที่จะมาในคืนนี้” โมทย์ว่าแล้วยกเสื่อม้วนสุดท้ายลงจากรถ

“ได้ค่ะ เดี๋ยวขี่มอเตอร์ไซค์ไปเอาให้กับยายมุก”

“ไม่ต้องหรอกพี่น้ำเพชร ขึ้นหลังรถมาเลย พวกเรากำลังจะไปขนโต๊ะหมู่บูชากับพระพุทธรูปของชมรมพุทธศิลป์มาไว้ที่นี่” ต่ายพูดพลางกวักมือเรียกสองสาว แล้วเดินเปิดประตูเข้าไปนั่งในรถกระบะยังตำแหน่งคนขับ

เสียงรถจักรยานยนต์แล่นเข้ามาในบริเวณ เป็นฟ้ากับทิพย์นั่นเอง ไม่รอให้คนขับได้ดับเครื่องยนต์ น้ำเพชรก็ยิงคำถามใส่ฟ้า ซึ่งรับผิดชอบหน้าที่จัดหาของว่างสำหรับแจกผู้มาร่วมงานในคืนนี้ทันที

“หายไปไหนมาฟ้า เรื่องของว่างไปติดต่อมาหรือยัง ได้เรื่องยังไงบ้าง?”

“ไปมารอบที่สองแล้วเนี่ยพี่น้ำเพชร เมื่อกี้หนูกับยายทิพย์เพิ่งไปขอต่อราคากับพี่เจ้าของร้าน ถ้าพี่เขายอมลดให้เราชุดละสามบาท เราจะซื้อของว่างเพิ่มได้อีกตั้งสามสิบชุด แต่พี่เขาไม่ยอมใจอ่อนสักที เดี๋ยวว่าจะไปกันอีกรอบ” ฟ้าดับเครื่องยนต์แล้วตอบน้ำเพชร

“งั้นก็ดี พระจะเริ่มเทศน์ตอนสองทุ่ม พวกเธอต้องเอาของว่างมาถึงที่นี่ก่อนเวลานั้นหนึ่งชั่วโมงนะ”

“ค่า…” ฟ้าและทิพย์ประสานเสียงยานคางตอบ

น้ำเพชร มุกลัดดา ต้อมและต้าขึ้นไปนั่งหลังรถกระบะ แล้วต่ายก็ออกรถมุ่งสู่ตึกสโมสรนักศึกษา ต่ายขับรถมาด้วยความเร็วต่ำ เพราะเพิ่งขับรถยนต์เป็น เขาจอดรถกระบะไว้หน้าตึกอย่างนิ่มนวล ตึกสโมสรนักศึกษาในวันหยุดอย่างนี้ ร้างไร้ผู้คนปราศจากเสียงใด ๆ ของสิ่งมีชีวิต แม้แต่เสียงใบไม้ไหวก็ไม่มี เมื่อก้าวเข้ามาในตึก ก็สัมผัสกับมวลอากาศเย็น สามหนุ่มขนลุก ไม่ชินกับบรรยากาศอ้างว้างเช่นนี้

“รีบ ๆ ช่วยกันขนโต๊ะหมู่กับพระพุทธรูปลงมาเถอะ ทำไมวันนี้ตึกสโมน่ากลัวพิลึก” ต้อมว่าแล้วเอามือลูบแขน

“นั่นสิ พวกพี่ก็ทำเวลากันหน่อยนะครับ พวกเราจะขนลงมาทีเดียวหมดเลย” ต้าหันมาบอกสองสาว แล้วถือกุญแจประตูห้องชมรมพุทธศิลป์เดินขึ้นบันไดไปพร้อมกับเพื่อนซี้ทั้งสอง

น้ำเพชรและมุกลัดดาตามหลังมา แล้วแยกกับสามหนุ่มเลี้ยวไปคนละฝั่งตึก น้ำเพชรล้วงกระเป๋าเอากุญแจออกมาไขเปิดประตูเข้าไปในห้องชมรมอาสาเพื่อสังคม ห้องนี้กลับมารกเหมือนเดิม ทั้งที่เธอเพิ่งทำความสะอาดไปเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมานี้เอง

“พี่โมทย์เอาหนังสือสวดมนต์วางไว้ตรงไหนนะ?” น้ำเพชรบ่นกับตัวเอง พลางกวาดสายตามองไปรอบห้อง

“นั่นหรือเปล่า” มุกลัดดาว่า แล้วเดินไปที่ข้างหน้าต่างบานเกล็ด มีมัดห่อกระดาษสีน้ำตาลวางอยู่ ข้างบนเขียนไว้ว่า ‘ปรารถนาการพิมพ์ บริจาคหนังสือสวดมนต์จำนวน 199 เล่มเป็นกุศลในวันปีใหม่’ มุกลัดดายกขึ้นมา มันไม่หนักเลย หนังสือแต่ละเล่มคงประกอบด้วยกระดาษเพียงสามแผ่นเองมั้ง “อ้าว… มีแค่ 199 เล่มเอง ไหนพี่โมทย์บอกว่ามีสองร้อยเล่ม”

“คนไทยชอบถือเคล็ดเลข 9 ทำอะไรต้องมีเลข 9 เยอะ ๆ ฉันไม่เห็นว่าเลข 9 จะพิเศษว่าเลขอื่นตรงไหน  รีบขนมาเถอะ มีงานรอให้พวกเราไปทำอีกตั้งเยอะ”

ขณะที่มุกลัดดาหิ้วห่อหนังสือสวดมนต์เดินมาหา น้ำเพชรก็สังเกตเห็นเงาดำวูบผ่านกระจกบานเกล็ดไป

“นั่นอะไรน่ะ!”

มุกลัดดาเลิกคิ้ว สงสัยว่าเพื่อนของเธอตกใจอะไร

“มีอะไรเหรอ?”

“เมื่อกี้ฉันเห็นเงาวูบผ่านกระจกบานเกล็ดไป”

“แมวหรือเปล่า?”

“แมวยักษ์น่ะสิ เงามันใหญ่มากเลยนะ”

“งั้นฉันไปดูเอง” มุกลัดดาส่งห่อหนังสือให้น้ำเพชรหิ้วแทน เธอค่อย ๆ ย่างเข้ามาใกล้หน้าต่างบานเกล็ดอย่างระแวดระวัง มันจะใช่แมวยักษ์หรือเปล่านะ ทว่าทันใดนั้นเองก็มีชายแก่คนหนึ่งโผล่พรวดมาอยู่หลังหน้าต่างบานเกล็ด ทำมุกลัดดาตกใจสะดุ้งโหยง น้ำเพชรทำห่อหนังสือหล่นลงพื้น

ชายแก่คนนั้นคือสงครามนั่นเอง เมื่อมุกลัดดามองดูดี ๆ ก็หายตกใจ ไม่ใช่แมวยักษ์ที่ไหนแต่เป็นลุงแก่ท่าทางไม่เต็มบาทต่างหาก ทำกันตกอกตกใจหมดเลยนะลุง

“อ้าวลุง ขึ้นมาบนนี้ได้ยังไง ไม่กลัวตกลงไปกระดูกกระเดี้ยวหักบ้างเหรอ รีบลงไปเลยนะลุง ค่อย ๆ ลงล่ะ” มุกลัดดาบอก แต่สงครามนิ่งเฉย “เอ… ลุงเป็นคนบ้าหรือเปล่าเนี่ย เสื้อผ้าก็มอมแมม ผมเผ้าก็ยุ่งเหยิง แถมห้อยอะไรไม่รู้พะรุงพะรังเต็มคอไปหมด รีบลงไปเลยนะลุงเดี๋ยวหนูพาไปเลี้ยงขนม เอ… ลุงหน้าตาคุ้น ๆ เหมือนหนูเคยเห็นมาก่อน แต่จำไม่ได้ว่าเคยเห็นที่ไหน”

สงครามนิ่งเฉย ยืนเป็นหุ่นอยู่หลังหน้าต่างบานเกล็ด น้ำเพชรมองสายตาที่จ้องมาของสงคราม มันเป็นสายตาเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน ไร้สำนึกถูกผิดอย่างมนุษย์ น่ากลัวเหลือเกินว่าลุงคนนี้จะทำอันตราย แต่โชคดีว่าหน้าต่างบานเกล็ดแต่ละบานนั้น ติดเหล็กดัดเอาไว้ด้วย ไม่อย่างนั้นสงครามคงเข้ามาทำร้ายเธอทั้งสองได้

“เลือด… ดดด!” สงครามส่งเสียงครางต่ำ ราวกับเป็นเสียงของสัตว์ที่ออกหากินตอนกลางคืน แกเกาะเหล็กดัดเอาไว้แน่นด้วยมือทั้งสองข้าง จากนั้นออกแรงกระชากทีเดียวเหล็กดัดก็หลุดออกจากที่ยึดทั้งแผง นั่นทำให้สองสาวรู้ทันทีว่า บุรุษลึกลับตรงหน้าไม่ใช่มนุษย์เดินดินธรรมดา พวกเธอรีบก้าวขาวิ่งหนีเอาตัวรอดอย่างสุดชีวิต

“กรี๊ด… ดดด!”

สงครามหวดหมัดใส่กระจกบานเกล็ดจนแตก แล้วเบียดตัวเข้าไปข้างในห้องชมรม แม้แต่คมกระจกยังไม่สามารถระแคะระคายผิวของสงครามที่ถูกวิญญาณนรกสิงได้เลย เมื่อเข้ามายืนข้างในแล้วก็คำรามเสียงดังน่ากลัว

“โฮก… กกก!”

ต่าย ต้อม ต้ายกโต๊ะหมู่บูชามาไว้หลังรถกระบะเรียบร้อยแล้ว พวกเขาได้ยินเสียงสองสาวกรีดร้อง ถัดจากนั้นเป็นเสียงกระจกแตกก็หันมามองยังต้นเสียง แล้วหันมามองหน้ากันด้วยความสงสัย

“เกิดอะไรขึ้นวะ?”

สองสาวเร่งฝีเท้าก้าวลงมาจากตึก มุกลัดดาส่งเสียงบอกต่ายซึ่งเป็นคนขับรถ

“ต่ายรีบออกรถเร็ว!”

“มีอะไรเหรอครับพี่?”

“เร็วเถอะน่า ถ้าพวกนายยังไม่อยากตาย”

ต่ายหยุดความสงสัยไว้แค่นั้น แล้วกระโดดลงจากกระบะท้ายเข้าไปนั่งยังตำแหน่งคนขับ น้ำเพชรและมุกลัดดารีบปีนขึ้นมานั่งท้ายกระบะ ต่ายบิดกุญแจติดเครื่องยนต์ แต่ยังไม่ทันได้เข้าเกียร์ สงครามก็กระโดดทะลุหน้าต่างจากบนตึก ลงมากระแทกกระโปรงหน้ารถกระบะจนยุบ ต่ายตกใจแหกปากร้องลั่น เมื่อเห็นสงครามยืนอยู่ตรงหน้า

“จ๊าก… กกก!”

ทั้งหมดหนีออกมาจากรถกระบะ หมายจะวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อน ๆ ที่ศาลา แต่สงครามทำมือเลียนท่ากระพือปีก ทำให้เกิดมวลลมหนาแน่นอัดปะทะเหล่าหนุ่มสาวจนล้มหน้าคว่ำติดพื้น สงครามก้าวสามขุมลงมาจากกระโปรงหน้ารถกระบะ เข้ามาหาเหยื่อที่ล้มระเนระนาดอยู่ข้างหน้า

ณภัทรถือถุงกระดาษใส่ของขวัญสำหรับน้ำเพชรไว้ในมือ มันเป็นกล่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กเท่าฝ่ามือ เขามั่นใจว่าน้ำเพชรจะต้องดีใจและชอบเมื่อได้รับมัน จ้อนจอดรถประหยัดน้ำมันของเขาไว้ข้างศาลา ณภัทรเปิดประตูเดินลงมามองหาน้ำเพชร แต่ไม่พบจึงหันไปถามการะเกด

“พี่เกดครับ น้ำเพชรไปไหนเหรอ?”

“น้ำเพชรไปเอาหนังสือสวดมนต์กับมุกลัดดาที่ห้องชมรม เดี๋ยวอีกสักพักก็คงกลับมาแล้ว” การะเกดตอบ แล้วยกม้วนเสื่อไปปูพื้นศาลา

สงครามย่างเข้ามาใกล้มากขึ้นทุกที ทุกคนสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตผิดมนุษย์ที่แผ่ออกมาจากตัวชายแก่ ต้าเห็นกระถางต้นไม้อยู่ไม่ห่าง จึงกระโจนไปคว้าขึ้นมายกทุ่มใส่ตัวสงคราม ทว่าชายแก่สามารถใช้หมัดซัดกระถางแตกกลางอากาศ ทำเศษดินกระจุยกระจายไปทุกทิศทุกทาง ยื่นมือผลักต้าปลิวไปหลังอัดกระแทกต้นไม้เสียงดังอัก ต้อมล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาสุ่มโทรหาใครสักคนที่อยู่ในสมุดรายชื่อผู้ติดต่อ เพื่อขอความช่วยเหลือ

เมื่อไหร่น้ำเพชรจะกลับมาเสียที ณภัทรอดใจรอที่จะได้เห็นหน้าเธอยิ้มดีใจเมื่อได้รับของขวัญไม่ไหวแล้ว ทันใดนั้นโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของเขาก็สั่นร้องขึ้น เมื่อล้วงขึ้นมาดูเห็นชื่อต้อมเป็นคนโทรเข้ามา ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นติดต่อมา แล้ววันนี้มีเรื่องอะไรถึงโทรมาได้

“มีอะไรเหรอต้อม?”

ไม่ทันสิ้นเสียงของณภัทร ต้อมก็สวนขึ้นทันที

“พี่พัดช่วยพวกเราด้วย เราเจอคนบ้ากำลังจะทำร้าย มันเก่งมากเลย อย่างกับไม่ใช่คนอย่างนั้นแหละ เราอยู่ที่ตึกสโมนะพี่ รีบพาคนมาช่วยเราเร็ว อ๊าก… กกก!”

แล้วสายก็หลุดไป เพราะสงครามเข้ามาบีบคอต้อม ต้อมอึดอัดหายใจไม่ออก ทิ้งโทรศัพท์หลุดมือหล่นลงพื้น ณภัทรตกใจเมื่อรู้ว่ารุ่นน้องร่วมชมรมกำลังมีภัยคุกคาม เขาเดินไปขึ้นควบรถจักรยานยนต์ของใครไม่รู้ที่จอดอยู่ เจ้าของทิ้งกุญแจเสียบคาไว้ด้วย ณภัทรจึงบิดแล้วกดปุ่มให้เครื่องยนต์ติด หันไปตะโกนร้องเรียกจ้อน

“ไอ้จ้อนขึ้นมาเร็ว ไปช่วยพวกไอ้ต้อมกัน!”

“ต้อมเป็นอะไร?”

“ไม่รู้ อย่าเพิ่งถามฉัน ไปถึงแกก็รู้เองน่า”

จ้อนกระโดดขึ้นซ้อนท้ายณภัทร แล้วรถจักรยานยนต์ของใครไม่รู้คันนี้ก็ทะยานสู่ถนนคดเคี้ยวภายในมหาวิทยาลัย ณภัทรพยายามเร่งความเร็วรถให้มากที่สุด เท่าที่ตัวเองจะประคองรถจักรยานยนต์ได้โดยไม่ล้ม ไม่นานทั้งคู่ก็มาถึงตึกสโมสรนักศึกษา เบื้องหน้ามีรถกระบะคันหนึ่งที่กระโปรงหน้ายุบดูไม่ได้

ณภัทรเห็นต้อมถูกสงครามบีบคออยู่ คิดจะช่วยโดยการขับชนข้างหลังของสงคราม เขาบิดคันเร่งเพิ่มความเร็วแล้วชนข้างหลังของสงครามเข้าอย่างจัง จนได้ยินเสียงกระดูกหักดังกร๊อบ!  ขาข้างหนึ่งของสงครามโค้งงอเพราะข้อต่อหลุดจากเบ้า ณภัทรตกใจ เพราะตั้งแต่เกิดเขาไม่เคยทำร้ายใครจนถึงกับกระดูกหลุดออกจากเบ้ามาก่อน การที่ขับรถชนคนหนึ่งจนบาดเจ็บร้ายแรงขนาดนี้ เพื่อช่วยเหลืออีกคนเป็นการกระทำที่เกิดกว่าเหตุไปหรือเปล่า

ทว่าสงครามที่ถูกณภัทรขับรถจักรยานยนต์ชนจนกระดูกหลุดจากเบ้า กลับไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไร แกผละมือจากต้อมแล้วก้มลงจับขาข้างที่ถูกชน จากนั้นขยับกระดูกข้อต่อที่เคลื่อนให้กลับเข้าที่เดิม เพียงเท่านี้ร่างกายก็กลับมาใช้งานได้ปกติดังเดิม สงครามหันมามองณภัทรตาถมึงทึง แล้วยกล้อหน้าของรถจักรยานยนต์ขึ้นจากนั้นผลักทิ้ง ทำณภัทรและจ้อนกระเด็นไปพร้อมกัน

สงครามทำท่าจะเข้าไปบีบคอต้อมอีกครั้ง ต่ายรีบลุกไปเข็นถังขยะมาชนเป็นการหยุดยั้ง สงครามชะงัก ผลักถังขยะล้ม เศษขยะในถังกระจุยกระจายเรี่ยราด แล้วคว้าหมับเข้าที่คอของต่าย ออกแรงบีบแค่เพียงเล็กน้อย ต่ายก็ทำหน้าเจ็บปวดทรมานอย่างไม่เคยประสบมาก่อนในชีวิต

มุกลัดดาลุกขึ้นมาช่วยรุ่นน้อง เธอเตะสูงเข้าก้านคอของสงครามเข้าอย่างจัง ถ้าเป็นคนปกติโดนไปคงสลบคาเท้า แต่สำหรับสงครามที่ตอนนี้แข็งแกร่ง เพราะมีวิญญาณนรกสิงสู่ กลับไม่รู้สึกสะเทือนใด ๆ แกผละมือจากต่าย หันมาสนใจหญิงสาวผู้มีวิญญาณบริสุทธิ์ตรงหน้า หากได้ดื่มเลือดสด ๆ จากคอระหงส์ของเธอ คงเพิ่มกำลังวางชาขึ้นมาก จ้อนเห็นมุกลัดดากำลังตกอยู่ในอันตรายจึงลุกขึ้นมาช่วย

“ย๊าก… กกก!” จ้อนตะโกนเรียกพลัง พร้อมวิ่งปรี่เข้ามาถีบหลังสงครามเต็มแรง แต่กลับเป็นเขาเองที่กระเด็นออกไป

สงครามหันมาหาจ้อน ก่อนที่จะได้ดื่มเลือดจากหญิงสาวผู้มีวิญญาณบริสุทธิ์ ต้องกำจัดริ้นไรพวกนี้ให้หมดสิ้นเสียก่อน แกคว้าหมับเข้าที่คอของจ้อน แล้วดึงให้เขาลุกขึ้นมา ฝ่ามือของสงครามเกร็ง บีบคอจ้อนแน่น พยายามแกะยังไงก็เอาไม่ออก จ้อนเริ่มมองภาพรอบตัวไม่ชัดเจน หายใจเอาอากาศเข้าปอดไม่ได้ ขณะสติสัมปชัญญะกำลังจะวูบดับ ก็รู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแรงสูงวิ่งผ่านร่าง

ครืน… นนน!

จ้อนคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของสงคราม จากนั้นออกแรงบิด ข้อมือของสงครามก็พลิกคลายออกจากลำคอของจ้อน สายตาจ้อนห้าวหาญ กำหมัดแน่นแล้วซัดเข้าโหนกแก้มของสงครามจนหน้าหัน ทุกคนตะลึงในพละกำลังของจ้อน พลังที่ได้มาเพราะมาวินเข้าสิงร่าง

สงครามหันหน้ากลับมา โหนกแก้มข้างที่โดนชกเป็นรอยแดง แกแสยะยิ้มแล้วยื่นสองมือมาหมายจะหักคอมาวิน แต่มาวินยกแขนขึ้นปัดแล้วดันฝ่ามือผลักสงครามเซถลาถอยหลัง สงครามเจ็บใจ เมื่อตั้งหลักได้ก็กระโดดถีบ มาวินหลบฉาด ตวัดเท้าสวนกลับเข้าที่คางของสงครามจนล้มลงไปกองกับพื้น

“ไอ้เจ้าวิญญาณนรกชั่ว ออกจากร่างของมนุษย์คนนั้น แล้วกลับไปยังที่ที่แกมาซะ!” มาวินชี้หน้า ว่าสงครามเสียงกร้าว

สงครามลุกขึ้นมา อุตส่าห์ได้หลุดจากการจองจำในนรกมาได้ จะกลับไปให้โง่อีกทำไม แกคำรามลั่น จนทุกคนต้องยกมือขึ้นปิดหู เว้นแต่มาวิน เส้นเลือดทั่วร่างกายของสงครามนูนปูด สีผิวก็เปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้น

วิญญาณนรกดูดกลืนร่างของสงครามไปเป็นของมันอย่างสมบูรณ์แล้ว แกกระโจนเข้าตะครุบตัวมาวิน แล้วแทงเข่าเข้าท้องหลายที ตามด้วยอัดหมัดเข้าหน้า แล้วถีบมาวินกลิ้งหลุน ๆ นอนหมดสภาพอยู่กับพื้น

มาวินหอบ พลังของเขาในขณะนี้ไม่อาจทัดเทียมพลังของวิญญาณนรกร้ายกาจตนนี้ได้เลย สงครามย่างสามขุมเข้ามาหา หากฆ่าเขาได้สำเร็จ ทุกคนในที่นี่ก็จะเป็นรายต่อไป ไม่มีวิธีเอาชนะมันได้เลยหรืออย่างไร

มุกลัดดาวิ่งเข้ามาหาจ้อนโดยไม่รู้ว่าตอนนี้มีวิญญาณมาวินสิงร่าง เธอมองใบหน้าสะบักสะบอมของเขาแล้วรู้สึกสงสาร และภูมิใจที่เขาเป็นคนกล้าและเข้มแข็ง

“ไม่เป็นอะไรใช่ไหมจ้อน?” เสียงมุกลัดดาอ่อนหวานกว่าทุกที เธอจับไหล่ของเขาเพื่อให้รู้ว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเธอจะอยู่เคียงข้างเขาเสมอ แล้วมาวินก็รู้สึกถึงพลังวิ่งไหลผ่านจากฝ่ามือของมุกลัดดามายังร่างของจ้อน เขาหายจากอาการหอบและลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง

“นายเก่งมากนะจ้อน” น้ำเพชรเข้ามาจับไหล่อีกข้างของจ้อน

“พี่จอห์นพี่เท่มาก พี่คือฮีโร่ของผม” ต้าเดินมาจับด้านหลังของจ้อน แล้วต่ายกับต้อมก็ตามมาจับด้วย

“พี่ต้องสู้มันได้แน่ พวกผมเป็นกำลังใจให้”

“มันสู้พี่ไม่ได้อยู่แล้ว อัดมันให้น่วมเลยพี่จอห์น”

ณภัทรเดินมาหามาวิน เขามองเพื่อนผีตนเดียวของเขาด้วยความภาคภูมิใจ ตั้งแต่ได้รู้จักกัน มาวินนำหลายสิ่งเข้ามาในชีวิตของณภัทร เรื่องดีก็มาก เรื่องไม่ดีก็ทำให้ณภัทรได้เรียนรู้และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มาวินเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดอีกคนของเขา

“นายไม่เคยทิ้งฉันเลยจริง ๆ ขอบใจมากนะมาวิน” ณภัทรจับไหล่ของจ้อน แล้วพลังความรัก ความเชื่อใจและมิตรภาพของทุกคนก็ส่งผ่านเข้ามาเพิ่มพลังวิญญาณแก่มาวิน มันเป็นพลังมหาศาล อานุภาพสุดจะหยั่งถึง

มาวินตั้งสมาธิแน่วแน่ รวบรวมพลังทั้งหมด รวมทั้งพลังวิญญาณของตัวเองไว้ที่มือทั้งสองข้าง จากนั้นปล่อยก้อนพลังสีเหลืองทองก้อนใหญ่อัดปะทะสงคราม แล้วดึงวิญญาณนรกให้หลุดออกมาจากร่างที่สิงสู่ พลังที่ปล่อยออกมาแผดเผาเจ้าวิญญาณนรก จนมันร้องโอดโอยด้วยความทรมาน ก่อนจะมอดไหม้เป็นจุณในไม่กี่วินาทีต่อมา

มาวินใช้พลังวิญญาณของตัวเองเกินขอบเขต เขากลับมาอ่อนแรงอีกครั้ง จากที่ยืนได้แข้งขาก็ทรุด จนณภัทรต้องเขามาประคองไว้ไม่ให้ล้ม ถึงคราวที่เขาต้องกลับไปสู่วัฏจักรเวียนว่ายตายเกิดแล้ว

“มาวินทำใจดี ๆ ไว้” ณภัทรร้องเรียกสติเพื่อนผี น้ำเพชรเข้าใจในทันทีว่าวิญญาณในร่างจ้อนนั้นคือใคร

“ฉันหมดพลังวิญญาณแล้วณภัทร ถึงคราวที่ฉันต้องไปเกิดใหม่เสียที เกิดใหม่คราวหน้าหวังว่าฉันคงจะได้แม่ดี ๆ ที่ยอมคลอดและเลี้ยงดูฉันจนเติบใหญ่เป็นคนดีอย่างนาย นายกับน้ำเพชรต้องเป็นพ่อแม่ที่ดีของลูกให้ได้นะ”

เมื่อได้ยินว่าเพื่อนผีกำลังจะจากเขาไปตลอดกาล ณภัทรก็ยากที่จะทำใจ น้ำอุ่นใสไหลออกจากตาทั้งสองข้างของเขา “ฉันสัญญาว่าจะทำหน้าที่เป็นพ่อที่ดีในอนาคต เมื่อฉันพร้อมมีลูก”

“ขอบคุณนายมากนะมาวิน ที่ช่วยให้เรารอดพ้นจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ฉันขอโทษแทนน้ายุวภาด้วยที่ทำให้นายไม่ได้เกิดมา” น้ำเพชรพูด

“ฉันอโหสิกรรมให้ผู้หญิงคนนั้นแล้ว ฉันมั่นใจว่าเธอจะไม่ผิดพลาดเหมือนน้าของเธอและต้องเป็นแม่ที่ดีได้ในอนาคต”

พูดแล้วมาวินก็พริ้มตาหลับ เกิดแสงประกายวับวาวสีทองอร่ามทั่วร่างของจ้อน ประกายแสงลอยออกมาประกอบเป็นรูปลักษณ์ของมาวิน จากนั้นก็ลอยขึ้นฟ้า จากนี้ไปณภัทรจะไม่ได้พบเพื่อนผีตนนี้ของเขาอีกแล้ว ขอให้เขาโชคดีในภพหน้า ฉันจะไม่มีวันลืมนายเลยมาวิน

น้ำเพชรถอนตัวจากหน้าที่ดูแลการจัดงานสวดมนต์ข้ามปี ฉะนั้นประธานชมรมพุทธศิลป์จึงหัวปั่น ที่ต้องรับผิดชอบหน้าที่ในส่วนของน้ำเพชรด้วย แต่งานก็เรียบร้อยดี มีคนมาร่วมฟังเทศน์และรอสวดมนต์ข้ามปีไปพร้อมกันเกือบแน่นศาลาจัดงาน

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ทุกคนมีความสุข เพราะได้อยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว อยู่กับคนรักหรือสังสรรค์กับเพื่อนฝูง แม้ดึกป่านนี้แล้วแต่ถนนยังแน่นไปด้วยรถรา ทั่วทั้งเมืองเต็มไปด้วยแสงสี ทุกหย่อมมุมเมืองต่างเป็นสถานที่จัดงานนับถอยหลังเข้าสู่วันใหม่ ต้นไม้รายทางถูกประดับตกแต่งด้วยไฟกระพริบหลายสี ขนาดอยู่ในตึกพักคนไข้เกือบชั้นบนสุด ยังได้ยินเสียงคอนเสิร์ตดังแว่วเข้ามา

จ้อนนอนสลบไปกว่าเจ็ดชั่วโมงแล้ว ณภัทร น้ำเพชรและมุกลัดดามาเฝ้าเพื่อนของพวกเขา ต่อจากนี้คงไม่มีเรื่องวุ่นเกิดขึ้นกับหนุ่มสาวกลุ่มนี้อีกแล้ว เรื่องร้ายต่าง ๆ ก็คลี่คลายหมด นางปลีหมอทำแท้งเถื่อนก็รับโทษอยู่ในคุก หมอผีแกละก็ถูกอาจารย์ของตนฆ่าทิ้ง ศพลอยในแม่น้ำไม่ต่างจากสุนัขจรจัด หลังจากวิญญาณนรกสลายออกจากร่าง สงครามก็หัวใจวายตาย ปีใหม่นี้เป็นการเริ่มต้นชีวิตวัยรุ่นของพวกเขาเสียใหม่ ยังมีประสบการณ์ดี ๆ อีกมากรอพวกเขาไปเก็บเกี่ยว

มุกลัดดาอยากให้จ้อนตื่นเสียที เธอเห็นเขานอนนิ่งอย่างนี้แล้วใจคอไม่ค่อยดี หญิงสาวซักผ้าขนหนูในน้ำอุ่น แล้วเอามาเช็ดตัวให้เขาหลายรอบ หวังจะให้รู้สึกสบายตัวขึ้น น้ำเพชรมองเพื่อนสาวของเธอด้วยความเห็นใจ มุกลัดดาทั้งชอบและเป็นห่วงจ้อน แต่จ้อนไม่สนใจใยดีด้วยเลย แล้วมุกลัดดาก็ได้ยิ้มเสียทีเมื่อจ้อนขยับเปลือกตา

“นายจ้อนตื่นแล้วเหรอ เจ็บหรือปวดตัวตรงไหนหรือเปล่า ให้ฉันไปตามหมอมาไหม?” มุกลัดดาพูดสีหน้าโล่งใจ

“ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงเนี่ย?” จ้อนยังสะลึมสะลือ

มุกลัดดาเอาผ้าขนหนูสำหรับเช็ดตัวจ้อนแช่ไว้ในกะละมัง “วันนี้นายเท่มากเลย ที่ช่วยชีวิตพวกเราจากไอ้หมอผีชั่วคนนั้นมาได้”

“ฉันจัดการไอ้หมอผีนั่นเหรอ จำได้แค่ว่าฉันถูกมันบีบคอ แล้วเหมือนโดนไฟฟ้าแรงสูงไหลผ่านร่างกาย จากนั้นฉันก็จำอะไรไม่ได้ จนมาตื่นที่นี่” จ้อนพยายามนึกเรื่องหลังจากถูกสงครามบีบคอ แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออก ช่างเถอะ รอดชีวิตมาได้ก็เป็นบุญหนักหนาแล้ว เมื่อครู่มุกลัดดาถือผ้าขนหนู เธอเป็นคนเช็ดตัวให้เขาอย่างนั้นเหรอ

ณภัทรเห็นว่าเวลานี้เป็นโอกาสดี ที่จ้อนจะได้สะสางเรื่องค้างคาในใจที่มีต่อมุกลัดดา เขายังไม่ได้ให้ของขวัญปีใหม่แก่น้ำเพชร ควรแยกตัวออกไปข้างนอกคุยกันสองคนเป็นการดีกว่า

“ฉันกับน้ำเพชรขอตัวออกไปข้างนอกก่อนนะ แกก็อย่าลืมที่ฉันเคยบอกไปล่ะจ้อน ว่าไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้สำหรับความรัก” ณภัทรพูดแล้วจูงมือน้ำเพชรกับหิ้วถุงของขวัญออกไปข้างนอก

ในห้องพักคนไข้เหลือเพียงจ้อนและมุกลัดดา จ้อนท่องคำพูดของณภัทรเอาไว้ในหัว ‘ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้สำหรับความรัก’ ถ้าเขาไม่เปิดโอกาสให้ตัวเอง คงไม่มีวันรู้ว่าแท้จริงแล้วผู้ชายร่างกะหร่อง หมกมุ่นแต่เรื่องคอมพิวเตอร์จะเข้ากับผู้หญิงนักกีฬาท่าทางกระฉับกระเฉงอย่างมุกลัดดาหรือเปล่า

“เอ่อ… ตอนที่ฉันหลับไป เธอเป็นคนเช็ดตัวให้ฉันเหรอ?”  จ้อนเอ่ยทำลายความเงียบ

“ขอโทษนะถ้านายไม่พอใจ ฉันแค่อยากให้นายรู้สึกสบายตัวขึ้นก็เท่านั้น” มุกลัดดายิ้มแหย ที่ผ่านมาเธอทำอะไร ก็มักโดนเขาหาว่าผิด และครั้งนี้คงไม่ต่างจากครั้งก่อน ๆ

แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ ครั้งนี้จ้อนพูดน้ำเสียงไม่เหมือนเมื่อก่อน มันเป็นน้ำเสียงที่ไม่ถึงกับหวานหยาดเยิ้มจนฟังแล้วเลี่ยนหู แต่เป็นเพียงน้ำเสียงที่ไม่แข็งกระด้างเท่านั้น

“ขอบใจเธอมากนะ ต่อจากนี้… เธอ…” ประโยคในหัวช่างพูดออกมายากเย็นเหลือเกิน ตอนนี้หัวใจของจ้อนเต้นโครมครามอย่างจะทะลุออกมาจากอกให้ได้ “เธอช่วยดูแลฉันต่อไปในฐานะแฟนได้ไหม?”

มุกลัดดาตะลึงในประโยคที่จ้อนพูดออกมา มันหมายความว่านับตั้งแต่นี้เธอจะคบเขาในฐานะแฟนจริง ๆ ที่ไม่ได้มีไว้หลอกน้องบู้บี้แล้วใช่ไหม เธอดีใจยิ่งกว่าตอนที่รู้ว่าได้เป็นนักกีฬาว่ายน้ำตัวแทนมหาวิทยาลัยเสียอีก โผเข้ากอดจ้อน ชายหนุ่มผู้ทำให้การรอคอยของเธอสิ้นสุดลง

“โอ๊ย! เบา ๆ หน่อยได้ไหม ทำไมฉันถึงปวดไปทั้งเนื้อทั้งตัวอย่างนี้เนี่ย” จ้อนร้อง เมื่อถูกมุกลัดดาโอบ

ณภัทรพาน้ำเพชรมายืนที่ระเบียง จากตรงนี้สามารถมองเห็นแสงสีจากในเมืองเป็นมุมกว้างได้ ให้ของขวัญแก่น้ำเพชรตอนนี้สิ ถึงจะเรียกว่าเป็นของขวัญปีใหม่ได้เต็มปาก เพราะอีกไม่กี่นาทีก็จะเข้าสู่ศักราชใหม่แล้ว

“ในถุงนั่นมีอะไรเหรอ เห็นนายหิ้วมันทั้งวันแล้ว” น้ำเพชรถามพลางมองถุงกระดาษใบเล็กในมือณภัทร

“ของขวัญปีใหม่สำหรับเธอไงน้ำเพชร” ณภัทรพูดแล้วหยิบตลับกำมะหยี่สีม่วงตลับเล็ก ๆ ขึ้นมา เขาเปิดมันออก ข้างในมีแหวนเงินสลักชื่อน้ำเพชรเป็นภาษาอังกฤษเสียบเอาไว้ ณภัทรใช้เงินเก็บจากการดูดวงซื้อมันมา แม้แหวนวงนี้จะราคาถูกที่สุดในร้าน แต่ทำเงินในบัญชีเงินฝากของณภัทรร่อยหรอ

“ฉันจริงจังกับเธอนะ และแหวนวงนี้จะเป็นสัญลักษณ์แทนความหมายว่าฉันอยากจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกับเธอ” ณภัทรพูดพลางยื่นแหวนเงินให้น้ำเพชรดู

แหวนวงนี้เปรียบเสมือนแหวนหมั้นอย่างนั้นหรือ น้ำเพชรยังไม่อยากรับมันไว้ ไม่ใช่ว่าเธอคบหากับณภัทรแค่เล่น ๆ เพื่อฆ่าเวลาโดยไม่คิดจริงจัง แต่คิดว่าในตอนนี้มันเร็วเกินไปที่จะคิดถึงการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน เนื่องจากทั้งสองต่างเรียนอยู่ ยังขอเงินพ่อแม่ใช้ รับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตนเองยังไม่ได้ การรับแหวนหมั้นวงนี้ไว้นั้นยังไม่ถึงเวลา

“เร็วไปหน่อยไหม ฉันรับแหวนหมั้นจากนายตอนนี้ไม่ได้หรอก”

“ใครว่าฉันจะให้แหวนวงนี้เป็นของขวัญล่ะ” ณภัทรปิดตลับกำมะหยี่สีม่วง หยิบกล่องเหล็กใบเล็กในถุงกระดาษออกมาก เอาตลับแหวนใส่ลงในกล่องเหล็กแล้วล็อกด้วยแม่กุญแจที่มีมาให้ เขายื่นลูกกุญแจให้น้ำเพชร “นี่ต่างหาก ของขวัญปีใหม่ที่ฉันจะให้เธอ ฉันจะรอจนกว่าเราสองคนจะพร้อม หากถึงวันนั้นเมื่อไหร่ เธอเอากุญแจดอกนี้มาไขแหวนหมั้นที่ฉันนะ”

น้ำเพชรยิ้มอิ่มเอมใจ เธอเลือกคบคนไม่ผิดจริง ๆ ณภัทรเป็นคนรู้จักวางแผนชีวิต รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรสำหรับวัยของตนเองในตอนนี้ หน้าที่ของทั้งสองคือต้องตั้งใจเรียนให้จบ หางานทำ และตั้งตัวด้วยตนเองให้ได้ เรื่องชีวิตคู่ค่อยคิดหลังจากนั้น เธอรับลูกกุญแจจากเขา ของขวัญปีใหม่ชิ้นนี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ลูกกุญแจธรรมดา แต่คือคำสัญญาที่เขาให้ไว้ต่อเธอ เธอจะเก็บมันไว้ รอจนกว่าทั้งเธอและเขาจะพร้อมไขเอาแหวนหมั้นออกมา

“ขอบใจนะ ฉันจะเก็บลูกกุญแจนี้ไว้ นายก็อย่าทำกล่องใบนี้หายแล้วกัน”

“ไม่หายหรอก ของสำคัญแบบนี้ฉันจะเก็บไว้อย่างดีเลย”

ทั้งคู่ยิ้มให้กัน เป็นตอนที่เข็มสั้นและเข็มยาวชี้เลขสิบสองพอดี เข้าสู่ศักราชใหม่แล้ว พลุถูกจุดขึ้นฟ้าจากทั่วทุกที่ที่จัดงานนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่ พลุลูกแล้วลูกเล่าทะยานขึ้นฟ้าแล้วแตกออกเป็นลูกไฟหลากสีสันสว่างไสวไปทั้งเมือง สิ่งดี ๆ กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ความรักของสี่หนุ่มสาวเพิ่งจะเริ่มต้น หนทางชีวิตของพวกเขายังอีกยาวไกล กว่าจะได้แต่งงานและใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน พวกเขารอวันนั้นได้เสมอ เพราะการรอคอยทำให้สิ่งที่ได้มามีค่ามากยิ่งขึ้น

จบ


Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

Related Articles

พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 33

สัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์ที่มหาวิทยาลัยมีงานหนังสือ หลังเสร็จจากคาบเรียนสี่หนุ่มสาวก็ชวนกันมาเดินเล่น น้ำเพชรอยากได้หนังสือภาษาอังกฤษมาอ่านสักเล่ม จ้อนมาเหมาหนังสือการ์ตูนครบชุดไปอ่าน 2-3 เรื่อง มุกลัดดาที่ปกติไม่ชอบอ่านหนังสือเท่าไหร่ ไม่ว่าประเภทไหน ลงทุนซื้อหนังสือนิยาย “ภาพฝันวันนั้นฉันมีเธอ” เพื่อนำไปให้นักแสดงหนุ่มผู้รับบทพระเอกเซ็นชื่อให้ ซึ่งเขาจะมาที่งานหนังสือในเย็นวันนี้พร้อมนักเขียน...

พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 32

บ้านหลังเดิมไม่ปลอดภัยสำหรับสงครามอีกต่อไป จึงหนีมาลี้ภัยที่บ้านของแกละ ผู้เป็นลูกศิษย์ที่อาวุโสกว่า บ้านของแกละอายุอานามพอ ๆ กับเจ้าของ มันเป็นบ้านไม้มุงหลังคาสังกะสีริมน้ำหลังเล็ก ๆ ที่มีเพียงห้องนอน ห้องน้ำและห้องครัว น้ำคลองก็ไม่ใสเหมือนแต่ก่อน แกละตกปลาขึ้นมากินไม่ได้อีกแล้ว...

พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 31

ลูกหนี้ของนางปลีคงได้เฮดีใจ เพราะเจ้าหนี้ถูกจับเข้าซังเตไปแล้ว หวยออกงวดหน้าผีพนันก็อดได้เลขเด็ดจากเจ้าพ่อสมิง แต่ก็ไม่วายเอาวันที่ที่ตำรวจบุกจับนางปลีไปเป็นเลขเด็ดแทงหวย ตำรวจบุกค้นตำหนักของสงคราม เพื่อหาหลักฐานว่านางปลีเริ่มเปิดคลินิกทำแท้งเถื่อนมาตั้งแต่เมื่อไหร่ และทำแท้งให้ผู้หญิงมาแล้วกี่ราย แต่ก็ไม่พบ เพราะแกไม่ได้บันทึกไว้ เจอแต่รายชื่อลูกหนี้เงินกู้และรายชื่อลูกค้าที่สั่งกุมารทองจากสงครามเท่านั้น ในรายชื่อลูกค้าที่สั่งกุมารทองมีแต่คนใหญ่คนโตทั้งนั้น ผู้หมวดปัญญ์สั่งลูกน้องให้สืบประวัติลูกค้าทั้งหมดในรายชื่อ...

พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 30

จ้อนเกลียดรอยยิ้มมีเลศนัยและสายตาแวววาวของณภัทรที่จ้องมายังเขาในตอนนี้ มันเป็นสัญญาณบอกลางร้ายว่าพระศุกร์กำลังเข้า พระเสาร์กำลังแทรกดาวประจำราศีของเขา ณภัทรยิ้มอย่างนี้ทีไร มักหาเรื่องเดือดร้อนมาสู่จ้อนเสมอ “แกมองฉันอย่างนั้นหมายความว่ายังไง แกกำลังคิดอะไรอยู่?” จ้อนถามเพื่อนสนิทของเขา เมื่อรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล “เราจะไปหาหลักฐานมาให้พี่ปัญญ์ดูให้ยากเย็นทำไม สู้พาพี่ปัญญ์ไปเห็นกับตาไม่ดีกว่าเหรอ?” ณภัทรเปรย...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!