นิยาย

พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 4

Share

สองสาวที่เพิ่งเข้ามาในห้อง คนหนึ่งเป็นประธานชมรมอาสาเพื่อสังคมชื่อ “น้ำเพชร” อีกคนเป็นกรรมการชมรมคนสนิทชื่อ “มุกลัดดา” สองสาวเรียนอยู่คณะวิทยาศาสตร์ มีรูปร่างที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด น้ำเพชรสูงราว 160 เซนติเมตร ผิวพรรณขาวผ่องเหมือนจ้อน ใบหน้าเรียวเล็กเข้ากับริมฝีปากสีชมพูอวบอิ่ม ผมดำยาวสลวยถูกรวบตึงไว้ด้านหลัง ดูราวกับเด็กมัธยมต้น เธอดูไม่เหมือนนักศึกษาชั้นปีที่สามเลย ดูอายุอ่อนกว่าวัยตั้งห้าปี

ส่วนมุกลัดดาเป็นนักกีฬาว่ายน้ำประจำมหาวิทยาลัย สมัยเรียนชั้นมัธยมเคยเป็นนักกีฬาวอลเล่ย์บอลของโรงเรียน จึงไม่แปลกที่เธอจะมีผิวสองสีและมีส่วนสูงเกินหญิงสาวธรรมดา เธอสูง 173 เซนติเมตร ท่าทางกระฉับกระเฉงอยู่ตลอดเวลา ไว้ผมซอยสั้น ใบหน้าไร้การประทินโฉมใด ๆ จึงดูแก่กว่าวัยไปตั้งห้าปี

ประธานชมรมอาสาเพื่อสังคมแปลกใจเล็กน้อย เมื่อเห็นสภาพห้องชมรมที่เปลี่ยนไป แท่นบูชาของเผ่าอะไรมาตั้งตรงมุมด้านหนึ่งของห้อง สมัยนี้วิทยาการความรู้ก้าวหน้าไปมาก ไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีลัทธิบูชาผีป่านางไม้ มาตั้งอยู่ในสถานศึกษาของเหล่าปัญญาชนแบบนี้

“เล่นสนุกอะไรกัน ที่นี่ห้องชมรมเป็นที่สาธารณะ ไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัวที่นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ” น้ำเพชรว่าด้วยน้ำเสียงค่อนแคะ

“เล่นที่ไหน ที่นี่คือสำนักหมอดูพ่อหมอณภัทร จะดูดวงไหมล่ะ แม่นอย่าบอกใครเชียวนะ” จ้อนโพทะนา

ณภัทรวางท่า คู่หูประจัญบานของแม่ประธานชมรมหูผึ่งขึ้นมาทันทีเมื่อพูดถึงเรื่องดูดวง

“จริงเหรอ ดูให้ฉันบ้างสิ จะแม่นเหมือนอย่างที่โม้ไว้หรือเปล่า?”

มุกลัดดาทำท่าจะเดินมาหาพ่อหมอ แต่น้ำเพชรรั้งเอาไว้ก่อน

“อย่านะยายมุก จะไปเล่นไร้สาระกับพวกนั้นทำไม เราเรียนอยู่คณะวิทยาศาสตร์เชื่อแต่เรื่องที่พิสูจน์ได้เท่านั้น ใครที่อ้างตัวว่ามีตาทิพย์มองเห็นอนาคต ขอให้รู้ไว้เลยว่าคนผู้นั้นโกหก มนุษย์เราจะมองเห็นอนาคตได้ยังไง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนเพราะเราเป็นคนกระทำ มีเหตุก็ต้องมีผล”

“โถ่… ยายเพชร ไม่เห็นจะมีอะไรเลย แค่ดูดวงเล่น ๆ สนุก ๆ เท่านั้นเอง” มุกลัดดาว่า

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ฉันอยากให้พวกหมอเดาหมดไปจากสังคมเราเสียที พวกหากินกับเรื่องงมงายไร้สาระ”

ณภัทรรีบสวนทันที

“เธอก็อย่างมงายวิทยาศาสตร์มากไปหน่อยเลยน่า บางเรื่องวิทยาศาสตร์ก็อธิบายไม่ได้นะ”

น้ำเพชรหันมา แววตาขุ่นเคือง

“ใช่! บางเรื่องวิทยาศาสตร์ยังหาคำตอบมาอธิบายไม่ได้ อาจเพราะวิทยาการยังก้าวหน้าไปไม่ถึงจุดนั้น แต่บางอย่างมันไม่มีอยู่จริงแต่แรก จึงไม่มีคำตอบและข้อพิสูจน์ใด ๆ เหมือนทำนายอนาคตที่นายกำลังทำอยู่นี่ไง เก็บข้าวของพวกนั้นออกไปให้หมด ไม่มีใครมีสิทธิ์ใช้ห้องชมรมตามอำเภอใจ”

“ฉันก็ไม่เห็นว่าเราจะได้ใช้ห้องนี้เท่าไหร่เลยนี่ ให้ฉันตั้งสำนักหมอดู ดีกว่าปล่อยห้องว่างให้ฝุ่นจับ”

“ฝุ่นไม่มีทางจับหรอกเพราะฉันเข้ามาทำความสะอาดทุกอาทิตย์ และเย็นนี้จะมีการประชุมกรรมการชมรม ถือโอกาสบอกนายสองคนให้รู้ไว้ตรงนี้ด้วยเลย เห็นไหมห้องนี้ได้ใช้ประโยชน์แล้ว เพราะฉะนั้นนายก็ขนข้าวของของนายออกไปจากห้องนี้ซะ”

“เรื่องอย่างนี้ให้เธอตัดสินใจคนเดียวไม่ได้หรอก ไว้ตอนเย็นกรรมการชมรมมา ค่อนตัดสินกันว่าจะเอายังไงกับสำนักหมอดูของฉัน แต่ฉันมั่นใจว่าสำนักของฉันจะยังอยู่ที่นี่เหมือนเดิม เพราะใคร ๆ ก็ชอบดูดวงกันทั้งนั้น” ณภัทรท่าทางมั่นอกมั่นใจ

“เหรอ… ฉันเห็นนายมั่นใจเสียทุกเรื่อง แล้วสุดท้ายเป็นอย่างไรล่ะ ก็แห้วตลอด” น้ำเพชรปรามาส

ณภัทรหน้าเจื่อน “งั้นเธอเตรียมหน้าแตกได้เลย แม่ประธานชมรมคลั่งวิทยาศาสตร์!”

ณภัทรและจ้อนเดินออกจากอาคารเรียนรวม มุ่งหน้าสู่ทางเดินไปยังตึกสโมสรนักศึกษา ตอนนี้เป็นเวลาหกโมงเย็นแล้ว ไปประชุมสายแน่ ๆ คาบเรียนสุดท้ายของวันนี้คือวิชาจิตวิทยา อาจารย์สอนเรื่องการสะกดจิตตัวเองเพื่อจัดการกับปัญหาให้อยู่หมัด นั่นทำให้ณภัทรมีกำลังใจเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น

“ไอ้พัด แกแน่ใจเหรอว่ากรรมการชมรมจะเห็นด้วยกับแก พวกนั้นเรียนคณะวิทยาศาสตร์ คณะวิศวะ คณะแพทย์ทั้งนั้นเลยนะ ยังไง ๆ เขาก็ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้กันหรอก” จ้อนพูดพลางก้าวเท้าให้ทันณภัทรซึ่งขายาวกว่า

“คนไทยชอบดูดวงจนเป็นนิสัย เรียกว่าฝังอยู่ในดีเอ็นเอเลยก็ว่าได้ ไม่อย่างนั้นตลาดนัดหน้ามหาลัยคงไม่มีพ่อหมอแม่หมอให้พรึบขนาดนั้นหรอกจริงไหม ขนาดยายมุกลัดดา คู่หูยายประธานยังวิ่งเข้าใส่เลย ตอนที่แกบอกว่าฉันดูดวงแม่น”

“ยายนั่นกะโหลกกะลาจะตายไปแกก็รู้ ถ้าไม่เกาะยายน้ำเพชรไม่รู้จะเรียนมาถึงปีสามได้หรือเปล่า?”

“แกก็พูดเกินไป ระวังยายนั่นมาได้ยินเข้าจะสกายคิกอัดหน้าเอา ยิ่งเถื่อน ๆ อยู่ด้วยคนนี้ ไม่รู้มีใครอยากแต่งงานด้วยหรือเปล่า ทะมันทะแมงเกินผู้หญิงเสียอย่างนั้น”

“นั่นน่ะสิ ใครตกหลุมรักยายนั่นต้องไปหาหมอเช็คประสาทให้ดี ๆ”

ณภัทรและจ้อนเป็นกรรมการชมรมที่มาถึงเป็นลำดับสุดท้าย คนอื่น ๆ นั่งพร้อมกันหน้าสลอนอยู่บนโต๊ะมองมาที่ทั้งสองด้วยแววตาตำหนิ ณภัทรเดาไว้ในใจว่าไม่โดนตำหนิเรื่องมาสายก็เรื่องที่ตั้งสำนักหมอดูโดยพละการ แต่สังหรณ์ใจว่าจะเป็นเรื่องสุดท้ายเสียมากกว่า ตอนที่ทั้งสองยังมาไม่ถึง ยายประธานชมรมคงใช้บุคลิกหน้าตาน่าเชื่อถือ เป่าหูกรรมการทุกคนให้เห็นคล้อยตามเธอ

“พัด! จอห์น! ทำแบบนี้ได้ยังไง ตั้งสำนักหมอดูแล้ว…”

การะเกด นักศึกษาคณะแพทย์ชั้นปีที่ 5 ผู้อาวุโสที่สุดในบรรดากรรมการชมรมพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ณภัทรคิดไว้อยู่แล้วว่าต้องลงเอยแบบนี้ จึงพยายามสะกดจิตหลอกตัวเองมาตั้งแต่ต้นคาบวิชาจิตวิทยาแต่ก็ไม่เป็นผล หมั่นไส้ยิ้มแสยะของยายน้ำเพชรที่ส่งมาให้เหลือเกิน

“…แล้วทำไมไม่โทรบอกพี่ วันนี้พี่นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ที่หอทั้งวันเบื่อมาก อยากดูดวงแก้เซ็งเสียหน่อย ไว้ประชุมเสร็จดูให้พี่หน่อยนะ” การะเกดแสดงท่าทีสนอกสนใจ

ณภัทรอึ้ง ผิดจากที่คาดไปมาก ใครจะไปนึกล่ะว่านักศึกษาแพทย์จะชอบดูดวงด้วยเหมือนกัน

“ฉันต่อนะ”

“ฉันด้วย ๆ”

“เฮ้ย! ฉันก่อนสิ”

กรรมการคนอื่น ๆ ก็สนใจด้วย ต่างแย่งจองคิวกันใหญ่ เสียงใครบางคนหน้าแตกทำณภัทรชุ่มชื่นหัวใจยิ่งนัก สะใจจริง ๆ ให้ยายประธานชมรมเรียนรู้เสียบ้างว่าไม่มีใครแพ้ตลอดไป บทเรียนนี้จะเป็นภูมิคุ้มกันไม่ให้เธอมั่นใจในตัวเองมากเกินไปจนเสียหน้าแบบคราวนี้อีก

ณภัทรยิ้มหน้าบาน ฝันถึงค่าบูชาครูที่กำลังจะได้

“ได้ครับ ๆ ไว้ประชุมเสร็จผมจะยังไม่กลับ จะอยู่ดูดวงให้ทุกคนก่อน ส่วนเรื่องค่าบูชาครูผมจะให้ไอ้จ้อน…”

จ้อนเอาศอกแทงสีข้างเพื่อน หวังเตือนสติไม่ให้ลืมเรื่องที่ตกลงกันไว้

“เอ่อ… ไอ้จอห์นเป็นคนเก็บนะครับ แล้วแต่จิตศรัทรา แต่บอกไว้ก่อนว่ายิ่งให้มากยิ่งแม่นมาก”

จ้อนตกลงกับณภัทรว่าเวลาอยู่ในที่สาธารณะพบปะผู้คน ณภัทรต้องเรียกจ้อนว่า “จอห์น” เหตุผลเพื่อความเท่และทันสมัย การประชุมวันนี้พูดถึงเรื่องกิจกรรมต่อไปของชมรม ช่วงนี้เพิ่งเปิดเทอมใหม่มีการรับน้องทั้งในและนอกสถานที่ ทางชมรมจึงอยากจัดกิจกรรมรณรงค์การรับน้องอย่างปลอดภัย สุภาพไม่อนาจารและไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น ซึ่งการประชุมก็ราบรื่นไปได้ด้วยดีโดยใช้เวลาไม่นาน ไม่รู้ว่าสาเหตุมาจากการเตรียมงานอย่างละเอียดรอบคอบของประธานชมรม หรือสมาชิกทุกคนช่วยกันเร่งการประชุมให้ไปไว เพื่อจะได้ถึงเวลาดูดวงเร็ว ๆ กันแน่

ณภัทรนั่งบนเบาะหน้าแท่นบูชา การะเกดนั่งประจันหน้าอยู่ฝั่งตรงข้าม เมื่อจ้อนยื่นขันเงินเข้ามาใกล้การะเกดก็ควักธนบัตรหนึ่งร้อยบาทหย่อนลงไป เมื่อเห็นว่าได้เงินมาแล้วณภัทรก็เริ่มทำงาน

“เอาละครับพี่ จ้องตาผมไว้นะ” ณภัทรพูดพลางจ้องสายตาแน่วแน่ไปยังการะเกด

ทันทีที่การะเกดสบสายตากับณภัทร มนตร์เชื่อมสายตาที่มาวินได้ร่ายไว้ก็ทำงาน ทุกภาพที่ณภัทรเห็นมาวินจะเห็นด้วย ภาพเรื่องราวในอดีตจวบจนปัจจุบันของการะเกดประดังเข้ามาในหัวของมาวินราวน้ำทะลักไหลจากเขื่อน ใช้เวลาดูภาพไม่นานมาวินก็รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับการะเกด

“ถามเขาสิณภัทรว่าอยากรู้เรื่องอะไร” มาวินบอก ณภัทรทำตาม

“พี่อยากรู้เรื่องอะไรครับ?”

“ช่วงนี้พี่รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ ไม่มีสมาธิทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เหงา ๆ เศร้า ๆ บอกไม่ถูกเหมือนกัน พัดมีวิธีที่จะทำให้พี่กลับมากระฉับกระเฉงเหมือนเดิมไหม?”

“เฮ้อ… เรื่องอย่างนี้ไม่เห็นต้องมาถาม น่าจะรู้อยู่แก่ใจ” มาวินพูดขึ้นลอย ๆ น้ำเสียงแฝงแววประชดประชัน เขาบอกให้ณภัทรพูดตามที่เขาพูด ณภัทรก็ทำตามโดยดี

“ที่พี่ไม่ค่อยสบายใจเพราะเรื่องที่ทะเลาะกับพ่อหรือเปล่า?”

เหมือนมีหอกแหลมมาแทงกลางใจดำ การะเกดอึ้งจ้องณภัทรเขม็งอย่างไม่เชื่อสิ่งที่เกิดขึ้น หมอดูคนนี้ดูแม่นเหมือนตาเห็นเลยจริง ๆ

“ใช่! รู้ได้ยังไง วันนั้นพี่ทะเลาะกับพ่อเรื่องโรงพยาบาลที่จะเข้าไปฝึกงาน ตัวพี่อยากไปฝึกงานช่วยเหลือผู้ป่วยที่ชายแดนใต้ เพราะที่นั้นขาดแพทย์เฉพาะทาง ที่นั่นไม่ได้อันตรายอย่างที่พวกเราคิดหรอกนะ แต่พ่อพี่น่ะสิ อยากให้พี่เข้าฝึกงานที่โรงพยาบาลใหญ่ ๆ ในเมือง แล้วพอเรียนจบก็เข้าทำงานเสียที่นั่น โรงพยาบาลใหญ่ ๆ บริหารเหมือนเป็นธุรกิจแบบนั้นพี่รับไม่ได้ ที่นั่นมีแพทย์เก่ง ๆ ฝีมือดีอยู่แล้วมากมาย ค่ารักษาก็แพงจนชนชั้นล่างไม่มีโอกาสเข้าถึง พี่อยากให้คนที่ด้อยโอกาสเหล่านี้ได้รับสิทธิ์ในการรักษาเหมือนคนในเมือง แต่พ่อพี่ไม่เข้าใจ พ่อพี่เห็นแก่ตัวเกินไป จึงไม่อยากกลับไปพบอีก นี่ก็สองเดือนมาแล้วที่พี่ไม่ได้กลับบ้าน” การะเกดเล่าสีหน้าระอาเนื่องด้วยไม่พอใจความคิดของผู้เป็นพ่อ

“พี่คงลืมเรื่องนี้ไปแล้ว งั้นผมจะเล่าใหม่ให้พี่ฟังอีกรอบ”

การะเกดหันมามองณภัทรด้วยความสนใจใคร่รู้ มีเรื่องราวอะไรในชีวิตที่เธอหลงลืมไป ณภัทรเล่าเรื่องราวตามที่ได้ยินมาจากมาวิน กล่องเก็บความทรงจำสีจาง ๆ ของการะเกดถูกเปิดออก ภาพในอดีตที่เลือนลางกลับมาเด่นชัดขึ้นอีกคราว

วันที่เด็กหญิงการะเกดเพิ่งเข้าเรียนชั้นอนุบาลหนึ่ง เธอร้องไห้โยเยกอดพ่อที่มาส่งแน่นไม่ยอมปล่อย คุณครูยิ้มอย่างใจดี เดินเข้ามาปลอบและเอาของเล่นมาหลอกให้ตามเข้าไปเล่นต่อในห้องเรียน แต่ก็ไม่เป็นผล พ่อมอบยิ้มละมุนใจให้ พลางลูบหัวอย่างเอ็นดูแล้วพูดว่า

“เกดเด็กดีของพ่อ ตอนนี้หนูโตและมีหน้าที่ต้องเรียนหนังสือ พ่อก็มีหน้าที่ต้องทำงานหาเงินมาเลี้ยงหนู เราต่างคนก็ต้องรับผิดชอบหน้าที่ของตนนะ เอาอย่างนี้ ถ้าหนูยอมไปกับคุณครูและหยุดร้องไห้ พ่อสัญญาว่าเมื่อถึงเวลาโรงเรียนเลิก พ่อจะกลับมารับหนูและพาไปซื้อจักรยานสีชมพูคันที่หนูอยากได้”

“จริงเหรอคะ? พ่อจะซื้อให้หนูจริงเหรอคะ? แล้วเมื่อไหร่พ่อจะมารับหนูล่ะ?” เด็กหญิงการะเกดถามแววตาใสซื่อ

“อีกไม่นานเกินรอจ๊ะ” ว่าแล้วพ่อก็วางลูกน้อยพร้อมจูบที่หน้าผาก เด็กหญิงคิดถึงคำสอนของพ่อท่องไว้ในใจ ว่าต้องเป็นเด็กดีให้พ่อเห็นให้ได้ จึงกลั้นสะอื้นโบกมือลาคุณพ่อแล้วยอมให้คุณครูอุ้มเข้าห้องเรียน

ตลอดระยะเวลาของการมาโรงเรียนวันแรก เด็กหญิงการะเกดเอาแต่ถามคุณครูว่าเมื่อไหร่โรงเรียนจะเลิก คุณครูชี้นาฬิกาแขวนผนังให้ดูแล้วบอกว่าเมื่อไรที่เข็มสั้นชี้เลขสาม เข็มยาวชี้เลขหก เมื่อนั้นคุณพ่อของหนูก็จะมารับ เด็กหญิงการะเกดเอาแต่จ้องมองนาฬิกาไม่ยอมลุกไปเล่นของเล่นกับกลุ่มเพื่อน ๆ ตั้งตารอเวลาที่เข็มสั้นชี้เลขสาม เข็มยาวชี้เลขหก

เมื่อนาฬิกาบอกเวลาบ่ายสามโมงครึ่ง เด็กหญิงการะเกดก็คว้ากระเป๋าวิ่งออกมาจากห้องเรียน เธอพบพ่อรออยู่ข้างนอกจึงโผเข้ากอดด้วยความคิดถึง พ่ออุ้มเธอเดินมาถึงหน้าโรงเรียน เด็กหญิงเห็นรถขายไอศกรีมก็นึกอยากกินจึงขอพ่อ เมื่อพ่อวางเธอลงเธอก็รีบวิ่งตรงไปยังรถขายไอศกรีมทันทีโดยไม่ทันระวังรถ

เด็กหญิงการะเกดวิ่งตัดหน้ารถกระบะบุโรทั่งสีขาวที่วิ่งมาด้วยความเร็วไม่สูงมาก พ่อของเธอเห็นลูกน้อยตกอยู่ในอันตรายก็ตกใจรีบวิ่งเข้าไปอุ้มเอาไว้ โชคดีที่เด็กหญิงไม่เป็นอะไรแต่ผู้เป็นพ่อถูกรถเฉียวที่ต้นขาขวาเลือดไหลเป็นทางยาว เด็กหญิงมองดูแผลนั่นแล้วร้องไห้ออกมาด้วยความตกใจและสงสารพ่อ

หลังจากทำแผลที่สถานีอนามัยเรียบร้อยแล้ว พ่อก็พาเด็กหญิงการะเกดมาซื้อจักรยานคันสีชมพูตามที่ให้สัญญาไว้เมื่อเช้านี้ แม้พ่อจะมีอาการปวดแผลที่ขาแต่ก็ฝืนทน จับท้ายจักรยานสอนลูกสาวขี่มัน

ได้ฟังเรื่องราวความรักของพ่อ การะเกดก็ระลึกถึงคุณความดีที่เคยทำให้พ่อกับแม่ ที่ผ่านมาเธอไม่เคยทำอะไรให้พ่อแม่ภูมิใจ นอกจากสอบติดคณะแพทย์ แต่นั้นก็ทำให้เธอยึดมั่นถือมั่นในตนเอง คิดว่าตนมีการศึกษาสูงกว่าพ่อแม่ที่จบเพียงชั้นประถม หลายครั้งที่เธอเคยคิดดูถูกคำแนะนำของพ่อแม่และพูดออกมาเสียงกร้าว จนไม่ได้ไตร่ตรองให้ลึกลงไปว่าคำแนะนำจากท่านทั้งสองเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย

น้ำตาหญิงสาวไหลร่วงริน ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนเพื่อน ๆ ต้องเข้ามาลูบหลังปลอบใจ เธอสำนึกแล้วว่าที่ทำไปไม่สมควรอย่างยิ่ง ตอนนี้อยากกลับไปเยี่ยมท่านที่บ้าน อยากกราบเท้าขอโทษ ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบและกอดขอความอบอุ่นให้คลายความเหงาเปล่าเปลี่ยวที่เกาะกุมใจของเธออยู่ตอนนี้

น้ำเพชรอึ้งจังงังกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่อยากเชื่อว่าผู้ชายที่ดูไม่เอาไหนอย่างณภัทรจะสามารถทำให้สาวจิตใจแกร่งประจำชมรมร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรอย่างนี้ได้


Share

Leave a Reply

What's New

Frankenstein: แฟรงเกนสไตน์ – เมื่อมนุษย์ทะเยอทะยาน ฝืนอยากเล่นบทพระเจ้า

ปีศาจสยองขวัญยุคคลาสสิก นอกจากแดร็กคูล่า มนุษย์หมาป่า และมัมมี่ ยังมีปีศาจจากเรื่องแฟรงเกนสไตน์ที่มีภาพจำเป็นปีศาจตัวยักษ์สีเขียว ทั้งตัวมีแต่รอยเย็บ ตรงขมับมีหมุดเหล็กปักอยู่ ไอติมบุ๊คคลับ ep นี้จะมาเล่าเรื่องจากนิยายไซไฟสยองขวัญเรื่องแฟรงเกนสไตน์ (Frankenstein) ผลงานเขียนของแมรี เชลลีย์ (Mary Shelley) ซึ่งเรื่องราวชีวิตส่วนตัวของเธอก็น่าสนใจมาก ไว้ผมจะเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังในตอนท้ายครับ ตัวละครหลักของเรื่องนี้คือวิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ (Victor Frankenstein)...

Suddenly Talented วิชาเก่งปุบปับ เทคนิคเรียนรู้จนกลายเป็นคนเก่ง แบบไม่ต้องพึ่งพรสวรรค์

ตั้งแต่เด็กเรามักถูกปลูกฝังว่า คนเราเกิดมามีพรสวรรค์ไม่เท่ากัน หรือ ถ้าไม่เก่งตั้งแต่เด็กก็คงไม่มีวันเก่ง แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งครับที่บอกว่า ความเก่งสร้างได้จากศูนย์ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Suddenly Talented: วิชาเก่งปุบปับ เขียนโดย ฌอน เดอซูซา (Sean D’Souza) ก่อนเข้าเนื้อหาของหนังสือ ผมขออธิบายความหมายของคำว่า Talented ก่อนนะครับ ความหมายแรกของคำนี้ที่คนมักนึกถึงคือ พรสวรรค์ แต่คำนี้ยังหมายถึงความสามารถได้ด้วยครับ เหมือนรายการโชว์ความสามารถ...

365 วิธี สมองดีขึ้นได้ในทุก ๆ วัน เรื่องง่าย ๆ ที่หมอสมองอยากให้คุณทำทันที

สมองของมนุษย์มีความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลเทียบเท่าหนังสือพิมพ์ 6 ล้านฉบับ กาแล็กซีทางช้างเผือกมีดาวประมาณ 100,000 ล้านดวง และสมองในกะโหลกเล็ก ๆ ของเรามีเซลล์สมองประมาณ 100,000 ล้านเซลล์พอ ๆ กันเลยครับ เซลล์สมองแต่ละเซลล์มีการเชื่อมต่อกับเซลล์อื่น ๆ บางเซลล์มีแค่ไม่กี่จุด แต่บางเซลล์อาจมีมากถึง 10,000 จุดเลยครับ เมื่อรวมกันแล้วเซลล์สมองของเรามีการเชื่อมต่อกันมากถึง 100 ล้านล้านจุด แต่ละเซลล์สื่อสารกันตลอดเวลา...

Million Dollar Weekend ธุรกิจเงินล้าน สร้างได้ภายใน 48 ชั่วโมง

ช่วงนี้หลายคนสนใจการเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียว ภาษาอังกฤษบางคนเรียกว่า Solopreneur บางคนเรียกว่า One-Person Business ความหมายของทั้งสองคำนี้คือ ธุรกิจที่เจ้าของเป็นคนลงมือทำ บริหาร และตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเองแบบไม่จ้างใครเลย โดยเน้นใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลมาช่วยครับ ผู้ประกอบการตัวคนเดียวเป็นโมเดลธุรกิจที่จัดการง่าย มีความคล่องตัวสูงเพราะทำคนเดียว และใช้เงินลงทุนไม่มาก บางธุรกิจอาจเริ่มต้นได้ด้วยเงิน 0 บาทเลยด้วยซ้ำครับ และธุรกิจตัวคนเดียวสามารถทำไปพร้อมกับงานประจำได้ โดยไม่จำเป็นต้องลาออก ผมสนใจแนวคิดนี้และกำลังเริ่มศึกษา ได้ไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เหมาะสำหรับคนอยากเริ่มต้นเรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียวครับ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Million...

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

Related Articles

พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 34 (จบ)

เจ๊จูเจ้าของหอพักที่ณภัทรเคยเช่า ขี่รถจักรยานยนต์มาเก็บค่าเช่าร้านขายของชำที่แกละและเมียเช่าเปิดขายอยู่ที่หอพักของแกถึงที่บ้าน สองผัวเมียคู่นี้ค้างค่าเช่ามาสามเดือนแล้ว และ 3-4 วันมานี้ไม่มาเปิดร้านเลย วันนี้ถ้าเจ๊จูไม่ได้ค่าเช่า จะให้เจ้าใหม่มาเช่าเปิดขายแทน แกจอดรถจักรยานยนต์ไว้หน้าบ้านไม้ริมน้ำของแกละ แล้วยืนตะโกนเรียกอยู่นาน ไม่เห็นมีใครออกมาเปิด จึงแง้มประตูรั้ว...

พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 33

สัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์ที่มหาวิทยาลัยมีงานหนังสือ หลังเสร็จจากคาบเรียนสี่หนุ่มสาวก็ชวนกันมาเดินเล่น น้ำเพชรอยากได้หนังสือภาษาอังกฤษมาอ่านสักเล่ม จ้อนมาเหมาหนังสือการ์ตูนครบชุดไปอ่าน 2-3 เรื่อง มุกลัดดาที่ปกติไม่ชอบอ่านหนังสือเท่าไหร่ ไม่ว่าประเภทไหน ลงทุนซื้อหนังสือนิยาย “ภาพฝันวันนั้นฉันมีเธอ” เพื่อนำไปให้นักแสดงหนุ่มผู้รับบทพระเอกเซ็นชื่อให้ ซึ่งเขาจะมาที่งานหนังสือในเย็นวันนี้พร้อมนักเขียน...

พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 32

บ้านหลังเดิมไม่ปลอดภัยสำหรับสงครามอีกต่อไป จึงหนีมาลี้ภัยที่บ้านของแกละ ผู้เป็นลูกศิษย์ที่อาวุโสกว่า บ้านของแกละอายุอานามพอ ๆ กับเจ้าของ มันเป็นบ้านไม้มุงหลังคาสังกะสีริมน้ำหลังเล็ก ๆ ที่มีเพียงห้องนอน ห้องน้ำและห้องครัว น้ำคลองก็ไม่ใสเหมือนแต่ก่อน แกละตกปลาขึ้นมากินไม่ได้อีกแล้ว...

พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 31

ลูกหนี้ของนางปลีคงได้เฮดีใจ เพราะเจ้าหนี้ถูกจับเข้าซังเตไปแล้ว หวยออกงวดหน้าผีพนันก็อดได้เลขเด็ดจากเจ้าพ่อสมิง แต่ก็ไม่วายเอาวันที่ที่ตำรวจบุกจับนางปลีไปเป็นเลขเด็ดแทงหวย ตำรวจบุกค้นตำหนักของสงคราม เพื่อหาหลักฐานว่านางปลีเริ่มเปิดคลินิกทำแท้งเถื่อนมาตั้งแต่เมื่อไหร่ และทำแท้งให้ผู้หญิงมาแล้วกี่ราย แต่ก็ไม่พบ เพราะแกไม่ได้บันทึกไว้ เจอแต่รายชื่อลูกหนี้เงินกู้และรายชื่อลูกค้าที่สั่งกุมารทองจากสงครามเท่านั้น ในรายชื่อลูกค้าที่สั่งกุมารทองมีแต่คนใหญ่คนโตทั้งนั้น ผู้หมวดปัญญ์สั่งลูกน้องให้สืบประวัติลูกค้าทั้งหมดในรายชื่อ...

error: Content is protected !!