พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 4

Share
Share

สองสาวที่เพิ่งเข้ามาในห้อง คนหนึ่งเป็นประธานชมรมอาสาเพื่อสังคมชื่อ “น้ำเพชร” อีกคนเป็นกรรมการชมรมคนสนิทชื่อ “มุกลัดดา” สองสาวเรียนอยู่คณะวิทยาศาสตร์ มีรูปร่างที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด น้ำเพชรสูงราว 160 เซนติเมตร ผิวพรรณขาวผ่องเหมือนจ้อน ใบหน้าเรียวเล็กเข้ากับริมฝีปากสีชมพูอวบอิ่ม ผมดำยาวสลวยถูกรวบตึงไว้ด้านหลัง ดูราวกับเด็กมัธยมต้น เธอดูไม่เหมือนนักศึกษาชั้นปีที่สามเลย ดูอายุอ่อนกว่าวัยตั้งห้าปี

ส่วนมุกลัดดาเป็นนักกีฬาว่ายน้ำประจำมหาวิทยาลัย สมัยเรียนชั้นมัธยมเคยเป็นนักกีฬาวอลเล่ย์บอลของโรงเรียน จึงไม่แปลกที่เธอจะมีผิวสองสีและมีส่วนสูงเกินหญิงสาวธรรมดา เธอสูง 173 เซนติเมตร ท่าทางกระฉับกระเฉงอยู่ตลอดเวลา ไว้ผมซอยสั้น ใบหน้าไร้การประทินโฉมใด ๆ จึงดูแก่กว่าวัยไปตั้งห้าปี

ประธานชมรมอาสาเพื่อสังคมแปลกใจเล็กน้อย เมื่อเห็นสภาพห้องชมรมที่เปลี่ยนไป แท่นบูชาของเผ่าอะไรมาตั้งตรงมุมด้านหนึ่งของห้อง สมัยนี้วิทยาการความรู้ก้าวหน้าไปมาก ไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีลัทธิบูชาผีป่านางไม้ มาตั้งอยู่ในสถานศึกษาของเหล่าปัญญาชนแบบนี้

“เล่นสนุกอะไรกัน ที่นี่ห้องชมรมเป็นที่สาธารณะ ไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัวที่นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ” น้ำเพชรว่าด้วยน้ำเสียงค่อนแคะ

“เล่นที่ไหน ที่นี่คือสำนักหมอดูพ่อหมอณภัทร จะดูดวงไหมล่ะ แม่นอย่าบอกใครเชียวนะ” จ้อนโพทะนา

ณภัทรวางท่า คู่หูประจัญบานของแม่ประธานชมรมหูผึ่งขึ้นมาทันทีเมื่อพูดถึงเรื่องดูดวง

“จริงเหรอ ดูให้ฉันบ้างสิ จะแม่นเหมือนอย่างที่โม้ไว้หรือเปล่า?”

มุกลัดดาทำท่าจะเดินมาหาพ่อหมอ แต่น้ำเพชรรั้งเอาไว้ก่อน

“อย่านะยายมุก จะไปเล่นไร้สาระกับพวกนั้นทำไม เราเรียนอยู่คณะวิทยาศาสตร์เชื่อแต่เรื่องที่พิสูจน์ได้เท่านั้น ใครที่อ้างตัวว่ามีตาทิพย์มองเห็นอนาคต ขอให้รู้ไว้เลยว่าคนผู้นั้นโกหก มนุษย์เราจะมองเห็นอนาคตได้ยังไง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนเพราะเราเป็นคนกระทำ มีเหตุก็ต้องมีผล”

“โถ่… ยายเพชร ไม่เห็นจะมีอะไรเลย แค่ดูดวงเล่น ๆ สนุก ๆ เท่านั้นเอง” มุกลัดดาว่า

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ฉันอยากให้พวกหมอเดาหมดไปจากสังคมเราเสียที พวกหากินกับเรื่องงมงายไร้สาระ”

ณภัทรรีบสวนทันที

“เธอก็อย่างมงายวิทยาศาสตร์มากไปหน่อยเลยน่า บางเรื่องวิทยาศาสตร์ก็อธิบายไม่ได้นะ”

น้ำเพชรหันมา แววตาขุ่นเคือง

“ใช่! บางเรื่องวิทยาศาสตร์ยังหาคำตอบมาอธิบายไม่ได้ อาจเพราะวิทยาการยังก้าวหน้าไปไม่ถึงจุดนั้น แต่บางอย่างมันไม่มีอยู่จริงแต่แรก จึงไม่มีคำตอบและข้อพิสูจน์ใด ๆ เหมือนทำนายอนาคตที่นายกำลังทำอยู่นี่ไง เก็บข้าวของพวกนั้นออกไปให้หมด ไม่มีใครมีสิทธิ์ใช้ห้องชมรมตามอำเภอใจ”

“ฉันก็ไม่เห็นว่าเราจะได้ใช้ห้องนี้เท่าไหร่เลยนี่ ให้ฉันตั้งสำนักหมอดู ดีกว่าปล่อยห้องว่างให้ฝุ่นจับ”

“ฝุ่นไม่มีทางจับหรอกเพราะฉันเข้ามาทำความสะอาดทุกอาทิตย์ และเย็นนี้จะมีการประชุมกรรมการชมรม ถือโอกาสบอกนายสองคนให้รู้ไว้ตรงนี้ด้วยเลย เห็นไหมห้องนี้ได้ใช้ประโยชน์แล้ว เพราะฉะนั้นนายก็ขนข้าวของของนายออกไปจากห้องนี้ซะ”

“เรื่องอย่างนี้ให้เธอตัดสินใจคนเดียวไม่ได้หรอก ไว้ตอนเย็นกรรมการชมรมมา ค่อนตัดสินกันว่าจะเอายังไงกับสำนักหมอดูของฉัน แต่ฉันมั่นใจว่าสำนักของฉันจะยังอยู่ที่นี่เหมือนเดิม เพราะใคร ๆ ก็ชอบดูดวงกันทั้งนั้น” ณภัทรท่าทางมั่นอกมั่นใจ

“เหรอ… ฉันเห็นนายมั่นใจเสียทุกเรื่อง แล้วสุดท้ายเป็นอย่างไรล่ะ ก็แห้วตลอด” น้ำเพชรปรามาส

ณภัทรหน้าเจื่อน “งั้นเธอเตรียมหน้าแตกได้เลย แม่ประธานชมรมคลั่งวิทยาศาสตร์!”

ณภัทรและจ้อนเดินออกจากอาคารเรียนรวม มุ่งหน้าสู่ทางเดินไปยังตึกสโมสรนักศึกษา ตอนนี้เป็นเวลาหกโมงเย็นแล้ว ไปประชุมสายแน่ ๆ คาบเรียนสุดท้ายของวันนี้คือวิชาจิตวิทยา อาจารย์สอนเรื่องการสะกดจิตตัวเองเพื่อจัดการกับปัญหาให้อยู่หมัด นั่นทำให้ณภัทรมีกำลังใจเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น

“ไอ้พัด แกแน่ใจเหรอว่ากรรมการชมรมจะเห็นด้วยกับแก พวกนั้นเรียนคณะวิทยาศาสตร์ คณะวิศวะ คณะแพทย์ทั้งนั้นเลยนะ ยังไง ๆ เขาก็ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้กันหรอก” จ้อนพูดพลางก้าวเท้าให้ทันณภัทรซึ่งขายาวกว่า

“คนไทยชอบดูดวงจนเป็นนิสัย เรียกว่าฝังอยู่ในดีเอ็นเอเลยก็ว่าได้ ไม่อย่างนั้นตลาดนัดหน้ามหาลัยคงไม่มีพ่อหมอแม่หมอให้พรึบขนาดนั้นหรอกจริงไหม ขนาดยายมุกลัดดา คู่หูยายประธานยังวิ่งเข้าใส่เลย ตอนที่แกบอกว่าฉันดูดวงแม่น”

“ยายนั่นกะโหลกกะลาจะตายไปแกก็รู้ ถ้าไม่เกาะยายน้ำเพชรไม่รู้จะเรียนมาถึงปีสามได้หรือเปล่า?”

“แกก็พูดเกินไป ระวังยายนั่นมาได้ยินเข้าจะสกายคิกอัดหน้าเอา ยิ่งเถื่อน ๆ อยู่ด้วยคนนี้ ไม่รู้มีใครอยากแต่งงานด้วยหรือเปล่า ทะมันทะแมงเกินผู้หญิงเสียอย่างนั้น”

“นั่นน่ะสิ ใครตกหลุมรักยายนั่นต้องไปหาหมอเช็คประสาทให้ดี ๆ”

ณภัทรและจ้อนเป็นกรรมการชมรมที่มาถึงเป็นลำดับสุดท้าย คนอื่น ๆ นั่งพร้อมกันหน้าสลอนอยู่บนโต๊ะมองมาที่ทั้งสองด้วยแววตาตำหนิ ณภัทรเดาไว้ในใจว่าไม่โดนตำหนิเรื่องมาสายก็เรื่องที่ตั้งสำนักหมอดูโดยพละการ แต่สังหรณ์ใจว่าจะเป็นเรื่องสุดท้ายเสียมากกว่า ตอนที่ทั้งสองยังมาไม่ถึง ยายประธานชมรมคงใช้บุคลิกหน้าตาน่าเชื่อถือ เป่าหูกรรมการทุกคนให้เห็นคล้อยตามเธอ

“พัด! จอห์น! ทำแบบนี้ได้ยังไง ตั้งสำนักหมอดูแล้ว…”

การะเกด นักศึกษาคณะแพทย์ชั้นปีที่ 5 ผู้อาวุโสที่สุดในบรรดากรรมการชมรมพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ ณภัทรคิดไว้อยู่แล้วว่าต้องลงเอยแบบนี้ จึงพยายามสะกดจิตหลอกตัวเองมาตั้งแต่ต้นคาบวิชาจิตวิทยาแต่ก็ไม่เป็นผล หมั่นไส้ยิ้มแสยะของยายน้ำเพชรที่ส่งมาให้เหลือเกิน

“…แล้วทำไมไม่โทรบอกพี่ วันนี้พี่นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ที่หอทั้งวันเบื่อมาก อยากดูดวงแก้เซ็งเสียหน่อย ไว้ประชุมเสร็จดูให้พี่หน่อยนะ” การะเกดแสดงท่าทีสนอกสนใจ

ณภัทรอึ้ง ผิดจากที่คาดไปมาก ใครจะไปนึกล่ะว่านักศึกษาแพทย์จะชอบดูดวงด้วยเหมือนกัน

“ฉันต่อนะ”

“ฉันด้วย ๆ”

“เฮ้ย! ฉันก่อนสิ”

กรรมการคนอื่น ๆ ก็สนใจด้วย ต่างแย่งจองคิวกันใหญ่ เสียงใครบางคนหน้าแตกทำณภัทรชุ่มชื่นหัวใจยิ่งนัก สะใจจริง ๆ ให้ยายประธานชมรมเรียนรู้เสียบ้างว่าไม่มีใครแพ้ตลอดไป บทเรียนนี้จะเป็นภูมิคุ้มกันไม่ให้เธอมั่นใจในตัวเองมากเกินไปจนเสียหน้าแบบคราวนี้อีก

ณภัทรยิ้มหน้าบาน ฝันถึงค่าบูชาครูที่กำลังจะได้

“ได้ครับ ๆ ไว้ประชุมเสร็จผมจะยังไม่กลับ จะอยู่ดูดวงให้ทุกคนก่อน ส่วนเรื่องค่าบูชาครูผมจะให้ไอ้จ้อน…”

จ้อนเอาศอกแทงสีข้างเพื่อน หวังเตือนสติไม่ให้ลืมเรื่องที่ตกลงกันไว้

“เอ่อ… ไอ้จอห์นเป็นคนเก็บนะครับ แล้วแต่จิตศรัทรา แต่บอกไว้ก่อนว่ายิ่งให้มากยิ่งแม่นมาก”

จ้อนตกลงกับณภัทรว่าเวลาอยู่ในที่สาธารณะพบปะผู้คน ณภัทรต้องเรียกจ้อนว่า “จอห์น” เหตุผลเพื่อความเท่และทันสมัย การประชุมวันนี้พูดถึงเรื่องกิจกรรมต่อไปของชมรม ช่วงนี้เพิ่งเปิดเทอมใหม่มีการรับน้องทั้งในและนอกสถานที่ ทางชมรมจึงอยากจัดกิจกรรมรณรงค์การรับน้องอย่างปลอดภัย สุภาพไม่อนาจารและไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น ซึ่งการประชุมก็ราบรื่นไปได้ด้วยดีโดยใช้เวลาไม่นาน ไม่รู้ว่าสาเหตุมาจากการเตรียมงานอย่างละเอียดรอบคอบของประธานชมรม หรือสมาชิกทุกคนช่วยกันเร่งการประชุมให้ไปไว เพื่อจะได้ถึงเวลาดูดวงเร็ว ๆ กันแน่

ณภัทรนั่งบนเบาะหน้าแท่นบูชา การะเกดนั่งประจันหน้าอยู่ฝั่งตรงข้าม เมื่อจ้อนยื่นขันเงินเข้ามาใกล้การะเกดก็ควักธนบัตรหนึ่งร้อยบาทหย่อนลงไป เมื่อเห็นว่าได้เงินมาแล้วณภัทรก็เริ่มทำงาน

“เอาละครับพี่ จ้องตาผมไว้นะ” ณภัทรพูดพลางจ้องสายตาแน่วแน่ไปยังการะเกด

ทันทีที่การะเกดสบสายตากับณภัทร มนตร์เชื่อมสายตาที่มาวินได้ร่ายไว้ก็ทำงาน ทุกภาพที่ณภัทรเห็นมาวินจะเห็นด้วย ภาพเรื่องราวในอดีตจวบจนปัจจุบันของการะเกดประดังเข้ามาในหัวของมาวินราวน้ำทะลักไหลจากเขื่อน ใช้เวลาดูภาพไม่นานมาวินก็รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับการะเกด

“ถามเขาสิณภัทรว่าอยากรู้เรื่องอะไร” มาวินบอก ณภัทรทำตาม

“พี่อยากรู้เรื่องอะไรครับ?”

“ช่วงนี้พี่รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ ไม่มีสมาธิทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เหงา ๆ เศร้า ๆ บอกไม่ถูกเหมือนกัน พัดมีวิธีที่จะทำให้พี่กลับมากระฉับกระเฉงเหมือนเดิมไหม?”

“เฮ้อ… เรื่องอย่างนี้ไม่เห็นต้องมาถาม น่าจะรู้อยู่แก่ใจ” มาวินพูดขึ้นลอย ๆ น้ำเสียงแฝงแววประชดประชัน เขาบอกให้ณภัทรพูดตามที่เขาพูด ณภัทรก็ทำตามโดยดี

“ที่พี่ไม่ค่อยสบายใจเพราะเรื่องที่ทะเลาะกับพ่อหรือเปล่า?”

เหมือนมีหอกแหลมมาแทงกลางใจดำ การะเกดอึ้งจ้องณภัทรเขม็งอย่างไม่เชื่อสิ่งที่เกิดขึ้น หมอดูคนนี้ดูแม่นเหมือนตาเห็นเลยจริง ๆ

“ใช่! รู้ได้ยังไง วันนั้นพี่ทะเลาะกับพ่อเรื่องโรงพยาบาลที่จะเข้าไปฝึกงาน ตัวพี่อยากไปฝึกงานช่วยเหลือผู้ป่วยที่ชายแดนใต้ เพราะที่นั้นขาดแพทย์เฉพาะทาง ที่นั่นไม่ได้อันตรายอย่างที่พวกเราคิดหรอกนะ แต่พ่อพี่น่ะสิ อยากให้พี่เข้าฝึกงานที่โรงพยาบาลใหญ่ ๆ ในเมือง แล้วพอเรียนจบก็เข้าทำงานเสียที่นั่น โรงพยาบาลใหญ่ ๆ บริหารเหมือนเป็นธุรกิจแบบนั้นพี่รับไม่ได้ ที่นั่นมีแพทย์เก่ง ๆ ฝีมือดีอยู่แล้วมากมาย ค่ารักษาก็แพงจนชนชั้นล่างไม่มีโอกาสเข้าถึง พี่อยากให้คนที่ด้อยโอกาสเหล่านี้ได้รับสิทธิ์ในการรักษาเหมือนคนในเมือง แต่พ่อพี่ไม่เข้าใจ พ่อพี่เห็นแก่ตัวเกินไป จึงไม่อยากกลับไปพบอีก นี่ก็สองเดือนมาแล้วที่พี่ไม่ได้กลับบ้าน” การะเกดเล่าสีหน้าระอาเนื่องด้วยไม่พอใจความคิดของผู้เป็นพ่อ

“พี่คงลืมเรื่องนี้ไปแล้ว งั้นผมจะเล่าใหม่ให้พี่ฟังอีกรอบ”

การะเกดหันมามองณภัทรด้วยความสนใจใคร่รู้ มีเรื่องราวอะไรในชีวิตที่เธอหลงลืมไป ณภัทรเล่าเรื่องราวตามที่ได้ยินมาจากมาวิน กล่องเก็บความทรงจำสีจาง ๆ ของการะเกดถูกเปิดออก ภาพในอดีตที่เลือนลางกลับมาเด่นชัดขึ้นอีกคราว

วันที่เด็กหญิงการะเกดเพิ่งเข้าเรียนชั้นอนุบาลหนึ่ง เธอร้องไห้โยเยกอดพ่อที่มาส่งแน่นไม่ยอมปล่อย คุณครูยิ้มอย่างใจดี เดินเข้ามาปลอบและเอาของเล่นมาหลอกให้ตามเข้าไปเล่นต่อในห้องเรียน แต่ก็ไม่เป็นผล พ่อมอบยิ้มละมุนใจให้ พลางลูบหัวอย่างเอ็นดูแล้วพูดว่า

“เกดเด็กดีของพ่อ ตอนนี้หนูโตและมีหน้าที่ต้องเรียนหนังสือ พ่อก็มีหน้าที่ต้องทำงานหาเงินมาเลี้ยงหนู เราต่างคนก็ต้องรับผิดชอบหน้าที่ของตนนะ เอาอย่างนี้ ถ้าหนูยอมไปกับคุณครูและหยุดร้องไห้ พ่อสัญญาว่าเมื่อถึงเวลาโรงเรียนเลิก พ่อจะกลับมารับหนูและพาไปซื้อจักรยานสีชมพูคันที่หนูอยากได้”

“จริงเหรอคะ? พ่อจะซื้อให้หนูจริงเหรอคะ? แล้วเมื่อไหร่พ่อจะมารับหนูล่ะ?” เด็กหญิงการะเกดถามแววตาใสซื่อ

“อีกไม่นานเกินรอจ๊ะ” ว่าแล้วพ่อก็วางลูกน้อยพร้อมจูบที่หน้าผาก เด็กหญิงคิดถึงคำสอนของพ่อท่องไว้ในใจ ว่าต้องเป็นเด็กดีให้พ่อเห็นให้ได้ จึงกลั้นสะอื้นโบกมือลาคุณพ่อแล้วยอมให้คุณครูอุ้มเข้าห้องเรียน

ตลอดระยะเวลาของการมาโรงเรียนวันแรก เด็กหญิงการะเกดเอาแต่ถามคุณครูว่าเมื่อไหร่โรงเรียนจะเลิก คุณครูชี้นาฬิกาแขวนผนังให้ดูแล้วบอกว่าเมื่อไรที่เข็มสั้นชี้เลขสาม เข็มยาวชี้เลขหก เมื่อนั้นคุณพ่อของหนูก็จะมารับ เด็กหญิงการะเกดเอาแต่จ้องมองนาฬิกาไม่ยอมลุกไปเล่นของเล่นกับกลุ่มเพื่อน ๆ ตั้งตารอเวลาที่เข็มสั้นชี้เลขสาม เข็มยาวชี้เลขหก

เมื่อนาฬิกาบอกเวลาบ่ายสามโมงครึ่ง เด็กหญิงการะเกดก็คว้ากระเป๋าวิ่งออกมาจากห้องเรียน เธอพบพ่อรออยู่ข้างนอกจึงโผเข้ากอดด้วยความคิดถึง พ่ออุ้มเธอเดินมาถึงหน้าโรงเรียน เด็กหญิงเห็นรถขายไอศกรีมก็นึกอยากกินจึงขอพ่อ เมื่อพ่อวางเธอลงเธอก็รีบวิ่งตรงไปยังรถขายไอศกรีมทันทีโดยไม่ทันระวังรถ

เด็กหญิงการะเกดวิ่งตัดหน้ารถกระบะบุโรทั่งสีขาวที่วิ่งมาด้วยความเร็วไม่สูงมาก พ่อของเธอเห็นลูกน้อยตกอยู่ในอันตรายก็ตกใจรีบวิ่งเข้าไปอุ้มเอาไว้ โชคดีที่เด็กหญิงไม่เป็นอะไรแต่ผู้เป็นพ่อถูกรถเฉียวที่ต้นขาขวาเลือดไหลเป็นทางยาว เด็กหญิงมองดูแผลนั่นแล้วร้องไห้ออกมาด้วยความตกใจและสงสารพ่อ

หลังจากทำแผลที่สถานีอนามัยเรียบร้อยแล้ว พ่อก็พาเด็กหญิงการะเกดมาซื้อจักรยานคันสีชมพูตามที่ให้สัญญาไว้เมื่อเช้านี้ แม้พ่อจะมีอาการปวดแผลที่ขาแต่ก็ฝืนทน จับท้ายจักรยานสอนลูกสาวขี่มัน

ได้ฟังเรื่องราวความรักของพ่อ การะเกดก็ระลึกถึงคุณความดีที่เคยทำให้พ่อกับแม่ ที่ผ่านมาเธอไม่เคยทำอะไรให้พ่อแม่ภูมิใจ นอกจากสอบติดคณะแพทย์ แต่นั้นก็ทำให้เธอยึดมั่นถือมั่นในตนเอง คิดว่าตนมีการศึกษาสูงกว่าพ่อแม่ที่จบเพียงชั้นประถม หลายครั้งที่เธอเคยคิดดูถูกคำแนะนำของพ่อแม่และพูดออกมาเสียงกร้าว จนไม่ได้ไตร่ตรองให้ลึกลงไปว่าคำแนะนำจากท่านทั้งสองเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย

น้ำตาหญิงสาวไหลร่วงริน ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนเพื่อน ๆ ต้องเข้ามาลูบหลังปลอบใจ เธอสำนึกแล้วว่าที่ทำไปไม่สมควรอย่างยิ่ง ตอนนี้อยากกลับไปเยี่ยมท่านที่บ้าน อยากกราบเท้าขอโทษ ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบและกอดขอความอบอุ่นให้คลายความเหงาเปล่าเปลี่ยวที่เกาะกุมใจของเธออยู่ตอนนี้

น้ำเพชรอึ้งจังงังกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่อยากเชื่อว่าผู้ชายที่ดูไม่เอาไหนอย่างณภัทรจะสามารถทำให้สาวจิตใจแกร่งประจำชมรมร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรอย่างนี้ได้


Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

Related Articles

พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 34 (จบ)

เจ๊จูเจ้าของหอพักที่ณภัทรเคยเช่า ขี่รถจักรยานยนต์มาเก็บค่าเช่าร้านขายของชำที่แกละและเมียเช่าเปิดขายอยู่ที่หอพักของแกถึงที่บ้าน สองผัวเมียคู่นี้ค้างค่าเช่ามาสามเดือนแล้ว และ 3-4 วันมานี้ไม่มาเปิดร้านเลย วันนี้ถ้าเจ๊จูไม่ได้ค่าเช่า จะให้เจ้าใหม่มาเช่าเปิดขายแทน แกจอดรถจักรยานยนต์ไว้หน้าบ้านไม้ริมน้ำของแกละ แล้วยืนตะโกนเรียกอยู่นาน ไม่เห็นมีใครออกมาเปิด จึงแง้มประตูรั้ว...

พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 33

สัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์ที่มหาวิทยาลัยมีงานหนังสือ หลังเสร็จจากคาบเรียนสี่หนุ่มสาวก็ชวนกันมาเดินเล่น น้ำเพชรอยากได้หนังสือภาษาอังกฤษมาอ่านสักเล่ม จ้อนมาเหมาหนังสือการ์ตูนครบชุดไปอ่าน 2-3 เรื่อง มุกลัดดาที่ปกติไม่ชอบอ่านหนังสือเท่าไหร่ ไม่ว่าประเภทไหน ลงทุนซื้อหนังสือนิยาย “ภาพฝันวันนั้นฉันมีเธอ” เพื่อนำไปให้นักแสดงหนุ่มผู้รับบทพระเอกเซ็นชื่อให้ ซึ่งเขาจะมาที่งานหนังสือในเย็นวันนี้พร้อมนักเขียน...

พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 32

บ้านหลังเดิมไม่ปลอดภัยสำหรับสงครามอีกต่อไป จึงหนีมาลี้ภัยที่บ้านของแกละ ผู้เป็นลูกศิษย์ที่อาวุโสกว่า บ้านของแกละอายุอานามพอ ๆ กับเจ้าของ มันเป็นบ้านไม้มุงหลังคาสังกะสีริมน้ำหลังเล็ก ๆ ที่มีเพียงห้องนอน ห้องน้ำและห้องครัว น้ำคลองก็ไม่ใสเหมือนแต่ก่อน แกละตกปลาขึ้นมากินไม่ได้อีกแล้ว...

พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 31

ลูกหนี้ของนางปลีคงได้เฮดีใจ เพราะเจ้าหนี้ถูกจับเข้าซังเตไปแล้ว หวยออกงวดหน้าผีพนันก็อดได้เลขเด็ดจากเจ้าพ่อสมิง แต่ก็ไม่วายเอาวันที่ที่ตำรวจบุกจับนางปลีไปเป็นเลขเด็ดแทงหวย ตำรวจบุกค้นตำหนักของสงคราม เพื่อหาหลักฐานว่านางปลีเริ่มเปิดคลินิกทำแท้งเถื่อนมาตั้งแต่เมื่อไหร่ และทำแท้งให้ผู้หญิงมาแล้วกี่ราย แต่ก็ไม่พบ เพราะแกไม่ได้บันทึกไว้ เจอแต่รายชื่อลูกหนี้เงินกู้และรายชื่อลูกค้าที่สั่งกุมารทองจากสงครามเท่านั้น ในรายชื่อลูกค้าที่สั่งกุมารทองมีแต่คนใหญ่คนโตทั้งนั้น ผู้หมวดปัญญ์สั่งลูกน้องให้สืบประวัติลูกค้าทั้งหมดในรายชื่อ...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!