เขาย่างกลับมาที่นี่อีกครั้ง จ้องตึกตระหง่านสูงเจ็ดชั้นตรงหน้า เขาฝังความแค้นไว้ที่นี่ วันนี้ถึงเวลาที่ต้องขุดขึ้นมาชำระแล้ว เด็กวัยรุ่นกะโหลกกะลาไม่ประสีประสาคาถาอาคม บังอาจทำอิทธิฤทธิ์อำนาจไสยศาสตร์ของเขาเสื่อมสลาย วันนี้เขาจ้างวัยรุ่นหัวไม้มาช่วยล้างแค้นด้วยสองคน เด็กคนนั้นจำต้องได้รับบทเรียนจากเขาให้สาสม เขายังมีความปราณีเหลือให้บ้าง จะไม่ทำร้ายจนถึงแก่ชีวิต เพียงแค่ซ้อมให้พอเจ็บนอนหยอดน้ำข้าวต้มไปสามวันเจ็ดวันพอ
ชายชราและพรรคพวกต่างวัยอีกสองคนเดินเข้าไปในลิฟต์ กดให้ลิฟต์ไปที่ชั้นหก ตู้เหล็กสี่เหลี่ยมทะยานมาถึงที่หมาย ก่อนประตูเปิดชายชราบอกแผนการให้พรรคพวกทราบ
“แกสองคนคอยอยู่ที่ลิฟต์นะ ฉันจะไปลากคอไอ้เวรนั่นมา แล้วเราจะเอามันไปสั่งสอนข้างล่าง”
วัยรุ่นหัวไม้สองคนพยักหน้ารับทราบ งานนี้ง่ายจริง ๆ แค่รุมอัดคนให้ตัวเจ็บซึ่งพวกมันชื่นชอบอยู่แล้ว แถมยังได้เงินไปซื้อเหล้ายาปลาปิ้งไว้มั่วสุมกับเพื่อน ๆ อีกด้วย
สองเท้าเหี่ยวย่นคีบรองเท้าแตะสีหม่นพื้นบางก้าวออกมาจากลิฟต์ เดินไม่นานก็ถึงหน้าห้องเป้าหมาย เขายกมือยาวใหญ่แห้งกร้านคล้ายใบลานขึ้นเคาะประตูเสียงดังรัว ๆ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ชายหนุ่มอยู่ในชุดนอนกางเกงบ็อกเซอร์ยาวครึ่งน่องกับเสื้อกล้ามสีขาว เขานอนอยู่บนเตียงเริ่มเคลื่อนไหวตอบสนอง เสียงดังน่ารำคาญหน้าห้องปลุกเขาให้ตื่น เขายันร่างขึ้นมาจากเตียงนั่งหน้ามุ่ย กำลังฝันดีอยู่เลยใครมารบกวนดึก ๆ ดื่น ๆ แถมเคาะประตูรัวเป็นตีกลองแบบนี้ไม่มีมารยาทเอาเสียเลย เขาก้าวฉับ ๆ ไปกระชากประตูเปิดหวังด่าเป็นการสั่งสอนมารยาท แต่ดวงตาต้องเบิกกว้างหายง่วงทันทีเมื่อเห็นบุรุษผู้ยืนอยู่หลังประตู
หมอผีเจ้าของร้านขายของชำด้านล่าง คนที่เขาทำอิทธิฤทธิ์บารมีแกเสื่อมไปแล้วนั่นเอง ทำไมไม่ส่องดูช่องตาแมวก่อนนะ ถ้ารู้ว่าเป็นแกคงไม่เปิดประตูอย่างนี้ หมอผีไม่รีรอปรี่เข้ามารัดคอณภัทรจากด้านหลัง ท่อนแขนตกกระกระแทกลูกกระเดือกเขาจนไอสำลัก
แค่ก แค่ก
“แสบนักนะ รู้ไหมชีวิตฉันเปลี่ยนไปยังไง นับตั้งแต่วันที่แกทำของฉันเสื่อม ห๊า!” หมอผีรัดแขนให้แน่นขึ้นอีก
ณภัทรโต้ตอบอะไรไม่ได้ ได้แต่ไอหนักกว่าเดิม สองมือพัลวันพยายามแกะแขนที่รัดคอออกแต่ไม่เป็นผล
แค่ก แค่ก
“ฮ่า ๆ เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ให้ดีเถอะ คืนนี้แกน่วมแน่น” หมอผีเหยียดยิ้มมุมปาก ดูน่าขยะแขยะ
ว่าแล้วแกก็ผลักณภัทรให้เดินออกจากห้อง แต่ก่อนจะพ้นประตูหมอผีรู้สึกถึงของแข็งยาว ๆ กระแทกอย่างแรงเข้าที่ก้านคอ แกตกใจผละณภัทรให้หลุดออกจากพันธนาการ ณภัทรทรุดตัวลงกับพื้น ยกมือขึ้นลูบคอพลางไออย่างทรมาน ชายชราหันไปมองด้านหลังเห็นชายหนุ่มร่างกะหร่อง ในมือกระชับร่มคันใหญ่สีชมพูสดใส เขาคือจ้อนนั่นเอง จ้อนฟาดร่มใส่กกหูหมอผีก่อนผละมันทิ้ง แล้ววิ่งมาฉุดเพื่อนรักลุกขึ้นจากพื้น หมอผีร้องโอ๊ยพร้อมกับอาการอื้อที่หู
“เร็วไอ้พัด รีบหนีกันเถอะ”
สองหนุ่มกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมาจากห้อง หนีลงบันไดข้างลิฟต์ผ่านหน้าสองวัยรุ่นหัวไม้ มันทั้งสองคิดว่าไอ้หน้าจืดสองคนนี้รีบไปไหน ท่าทางเหมือนหนีภัยใครอย่างนั้นแหละ หมอผีที่ยังหูอื้อไม่หายแม้พยายามกลืนน้ำลายลงคอรีบตามออกมาอย่างไว หงุดหงิดใจเมื่อเห็นว่าไอ้สองคนที่ออกเงินจ้างมายืนผิวปากอยู่ในลิฟต์เฉยปล่อยให้เหยื่อหนีไป
“ยืนเซ่อทำไมเล่า มันหนีลงบันไดไปแล้ว ตามลงไปสิวะ” หมอผีตะโกนด่า
สองวัยรุ่นหัวไม้ยังยืนงง ก็หมอผีเป็นคนบอกแผนการเองว่าจะไปพาเหยื่อมาขึ้นลิฟต์ด้วยตนเอง ใครมันจะไปรู้ล่ะว่าไอ้หน้าจืดสองคนที่วิ่งลงบันไดผ่านหน้าไปเมื่อสักครู่คือเหยื่อที่หมอผีจ้างมาทำร้าย รูปก็ไม่ให้ดูก่อนแล้วแบบนี้ยังจะมาโทษกันอีก สะเพร่าเองแท้ ๆ เมื่อพอเข้าใจอะไรแล้ว วัยรุ่นหัวไม้คนหนึ่งก็วิ่งลงบันไดตามไล่ล่า อีกคนกดลิฟต์ลงไปดักรอที่ชั้นหนึ่ง
อาการทรมานที่คอคลายลงแล้วณภัทรกลับมาวิ่งได้เต็มแรงเหมือนปกติ แต่เพื่อนข้าง ๆ เขานี่สิเริ่มก้าวต่อไม่ไหวแล้ว ฝีเท้าของจ้อนลดลงอย่างเห็นได้ชัด เสียงหอบก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ ณภัทรกลัวว่าเพื่อนจะไม่ไหวจึงหันมาถามอย่างใส่ใจ
“ไหวรหรือปล่าไอ้จ้อน? อีกนิดเดียวก็จะถึงชั้นล่างแล้ว อดทนวิ่งต่ออีกนิดนะ”
จ้อนพยักหน้าแม้ร่างกายจะไม่ไหวแล้ว พอถึงชั้นล่างแล้วพวกเขาจะทำยังไงต่อ? รถจักรยานยนต์ของณภัทรก็จอดน้ำมันหมดอยู่หน้าตึกฝ่ายเอกสาร รถประหยัดน้ำมันของจ้อนก็จอดยางรั่วอยู่หน้าตึกนี้เอง นี่เป็นสาเหตุที่คืนนี้เขาอาศัยนอนหอเพื่อน
สองหนุ่มก้าวพ้นบันไดขั้นสุดท้ายมาถึงพื้นชั้นหนึ่งแล้ว เนื่องจากตึกนี้ยกพื้นสูงจึงยังเหลือบันไดให้ก้าวข้ามอีกประมาณสิบกว่าขั้นจึงจะถึงพื้นด้านล่างที่เชื่อมต่อกับถนน ณภัทรลากจ้อนที่แข้งขาไม่ไหววิ่งผ่านลิฟต์ไป เป็นจังหวะเดียวกับที่วัยรุ่นหัวไม้ออกจากลิฟต์มาพอดี มันกระโจนเข้ารวบแขนจ้อนจากด้านหลังทันที สังเกตดี ๆ หมอนี่ไว้เครายาว อีกคนไว้หนวดเฟิ้ม
“จะหนีไปไหนพ้นไอ้หน้าจืด” วัยรุ่นเครายาวพูดน้ำเสียงยียวน
ณภัทรรวบรวมกำลังไว้ที่หมัด ซัดสุดแรงอัดหน้าวัยรุ่นเครายาวแล้วดึงจ้อนออกมา พาหนีลงบันไดไปสู่พื้นเบื้องล่าง
วัยรุ่นเครายาวยกมือจับจมูกไร้ดั้งของตน จากที่ไม่มีอยู่แล้วจะยิ่งยุบลงไปกว่าเดิมไหมเนี่ย หมัดหนักเป็นบ้าไอ้หน้าจืด มันรู้สึกร้อนวูบไปทั้งหน้า สบถคำหยาบด่าไล่หลังคนที่ทำให้เจ็บ ชักเริ่มโกรธแล้วสิ ไว้จับตัวได้จะอัดให้เละเลย
แผนการในหัวของณภัทรตอนนี้คือจะหนีไปหลบภัยในร้านสะดวกซื้อเปิดยี่สิบสี่ชั่วโมงที่อยู่หน้าหอพัก จากหอวิ่งไปแล้วข้ามถนน วิ่งต่ออีกหน่อยก็ถึงร้านที่ว่า พวกนั้นคงไม่กล้าเข้าไปทำอะไรพวกเขาถึงในร้านสะดวกซื้อที่มีกล้องวงจรปิด แต่อนิจจังแผนอาจพังไม่เป็นท่าเมื่อจ้อนสะดุดขาตัวเองล้มลงกับพื้น ณภัทรพยายามฉุดเพื่อนขึ้น หันไปมองด้านหลังเห็นคนพาลสามคนวิ่งลงบันไดตามมาติด ๆ แล้ว
“อดทนหน่อยไอ้จ้อน วิ่งไปหลบในร้านสะดวกซื้อ พวกมันคงไม่กล้าตามเข้าไป”
“ฉันไม่ไหวแล้วไอ้พัด ขามันไม่มีแรงลุกวิ่งต่อแล้ว แกหนีไปก่อนแล้วค่อยตามคนมาช่วยฉัน” จ้อนน้ำเสียงโอดโอย
“พวกมันได้รุมกระทืบแกตายน่ะสิ หนีไปพร้อมกันนี่แหละดีที่สุดแล้ว”
ณภัทรดึงแขนเพื่อนขึ้นพาดบ่า พยุงจ้อนยืนขึ้นมาอีกครั้ง เขาทิ้งเพื่อนทั้งอย่างนี้ไม่ได้ ก่อนจะทันได้ก้าวเท้าเปลือยเปล่าณภัทรก็รู้สึกได้ถึงแรงถีบอย่างรุนแรงที่ด้านหลัง เขาเซถลาไปด้านหน้าล้มกลิ้งลงกับพื้น 3-4 ตลบ ทิ้งจ้อนลงกองกับพื้นอย่างเดิม
“เป็นไง จะหนีได้สักกี่น้ำ” วัยรุ่นเครายาวเสียงห้าว ตอนนี้มันมีเลือดสีแดงสดเปื้อนบริเวณใต้จมูก
ณภัทรเท้าศอกกับพื้น หันมามองคนพาลทั้งสามด้วยสีหน้าไม่พอใจ หมดทางหนีเสียแล้วกระมัง ลำพังเพียงตัวเขาหนีไปให้ไกลนั้นสบายอยู่แล้ว แต่จ้อนนี่สิขืนปล่อยทิ้งไว้คนเดียวมีหวังได้เลี้ยงไม่โตแน่
“ณภัทรนายไหวหรือเปล่า?” เสียงวิญญาณหนุ่มถาม ทำไมไม่โผล่มาให้ไวกว่านี้ มาตอนอับจนหนทางอย่างนี้จะช่วยอะไรให้ดีขึ้นได้ “ดูเพื่อนนายไม่ไหวแล้วนะ”
“นึกว่าจะทิ้งกันเสียอีก นายมีแผนอะไรดี ๆ บ้างไหม” ณภัทรกระซิบถาม ดูเหมือนว่าหมอผีจะมองไม่เห็นสหายผีของเขาเสียแล้ว มาวินก้มเก็บเศษหินบนพื้นขึ้นมาปาใส่วัยรุ่นหนวดเฟิ้มเข้าตรงกลางหน้าผากพอดี
“โอ๊ย… ใครฟะ!” วัยรุ่นหนวดเฟิ้มยกมือแตะหน้าผาก สงสัยที่มาของหิน ไอ้หน้าจืดสองคนไม่ได้เป็นคนปามาแน่ ไม่เห็นมือพวกมันขยับเลย แล้วใครเป็นคนปาหินใส่หน้าผากมันล่ะ
“รีบจัดการมันเลย เอาไอ้กะหร่องนั่นก่อน” หมอผีชี้เป้ามายังจ้อน ทั้งสามย่างสามขุมเข้ามา หมายจะเอาเลือดหัวจ้อนออก
ณภัทรเห็นเพื่อนตกอยู่ในอันตรายจึงรีบลุกขึ้นมาพุ่งกระแทกหมอผีล้มก้นจ้ำเบ้า หมุนตัวเองหนึ่งรอบแล้วยกเท้าขึ้นถีบกลางอกวัยรุ่นหนวดเฟิ้มจนล้มไปนอนเคียงหมอผี วัยรุ่นเครายาวฉวยโอกาสช่วงชุลมุนพุ่งกำปั้นหมายอัดดั้งโด่งได้รูปของณภัทรเป็นการเอาคืน แต่เขาหันหน้าหลบทัน หมัดเจ้ากรรมจึงเข้าเป้าที่หางคิ้วซ้ายแทน โชคดีที่ไม่แตกเป็นแผล แต่ทำณภัทรมึนเซถลาไปชนรั้วล้อมที่ตั้งศาลพระภูมิ
“ไม่รู้จะได้ผลรึเปล่านะ ยังไม่เคยลองมาก่อนเลย” มาวินพูดกับตนเองแล้วหลับตาทำท่าสงบเสงี่ยม ตั้งจิตให้อยู่ในสมาธิแล้วร่างของเขาก็เป็นประกายแสงแวววาวพุ่งใส่จ้อนที่นอนฟุบหมดสภาพ ร่างของจ้อนแน่นิ่งราวกับถูกเยือกแข็งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนท่าทีเปลี่ยนไปดูน่าเกรงขาม เสียงหอบหายใจก็อันตรธานหาย ตอนนี้วิญญาณมาวินสิงสถิตร่างของจ้อนเรียบร้อยแล้ว
“อะไรไอ้หน้าจืด ลุกมานี่จะให้ฉันอัดแกล้มอีกทีใช่ไหม ได้เลย…”
วัยรุ่นเครายาวพุ่งหมัดหมายจะอัดเบ้าตาจ้อน น่ามหัศจรรย์จ้อนรับหมัดนั้นได้ด้วยฝ่ามือเดียว เวลานี้เรียกจ้อนว่ามาวินจะถูกกว่า เขาบิดแขนวัยรุ่นผู้นั้นไปด้านหลัง ถีบขาให้ล้มทรุดคุกเข่ากับพื้นแล้วใช้อีกมือจิกหัววัยรุ่นเครายาวโขกพื้นปูน
“เฮ้ย! ไอ้นี่อวดเก่งเหรอวะ” วัยรุ่นหนวดเฟิ้มกำหมัดปรี่เข้ามาหาด้วยความเร็ว มาวินตวัดขาเหมือนท่าบีบอยเตะเท้าวัยรุ่นผู้นั้นจนมันเสียหลักล้มลงหลังกระแทกพื้น ผละมือจากวัยรุ่นเครายาวมาสับสันมือเข้าท้องคนที่เพิ่งจะล้มลงไปเสียจุกจนร้องไม่ออก
หมอผีเริ่มตื่นตระหนก ใครจะเชื่อว่าชายหนุ่มร่างผอมกะหร่องท่าทางดูเป็นคุณหนูผู้นี้จะมีฝีมือด้านศิลปะการต่อสู้เยี่ยมยอดขนาดนี้ แกหันรีหันขวางมองหาสิ่งที่พอจะใช้เป็นอาวุธรอบตัว เจอกระบองไม้ไผ่ยาวประมาณหนึ่งวาก็เข้าไปคว้าจับมาป้องกันตัว
“อย่าเข้ามานะโว้ย เดี๋ยวพ่อตีหัวแบะ”
มาวินเริ่มขยับเป็นฟุตเวิร์คมวยไทย เขาลองเชิงคู่ต่อสู้ดูว่าจะเก่งแต่ปากหรือเปล่า โดยการทำท่าเหมือนจะปรี่เข้าไปจัดการแต่ล่าถอยออกมา หมอผีสีหน้าตกใจชี้กระบอกมาข้างหน้า นึกว่าตนจะเป็นเหยื่อรายต่อไปที่ต้องมีสภาพเหมือนวัยรุ่นหัวไม้ทั้งสองคน มาวินเห็นว่าสนุกดีเลยทำซ้ำอีกครั้ง อีกครั้งและอีกครั้ง ใบหน้าขี้ขลาดหวาดกลัวของหมอผีนั้นน่าขันเหลือเกินจนหลุดหัวเราะออกมา
“ขำอะไรฟะ!” หมอผียัวะที่ชายหนุ่มออกอาการขำเหมือนแกเป็นตัวตลก จึงเงื้อกระบอกไม้ไผ่ขึ้นเหนือหัว หมายจะอาศัยจังหวะที่ชายหนุ่มเผลอหัวเราะโจมตีให้เสียท่า หมอผีหวดกระบองไม้ไผ่สุดแรงเกิดพร้อมลากเสียง “ย๊าก” ยาวหวังตีแสกหัวชายหนุ่มให้แบะจนเลือดกระเซ็นขึ้นฟ้า
ประสาทสัมผัสของมาวินนั้นดีเหลือเกิน รับรู้ทุกการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ เขาฟันศอกใส่กระบองไม้ไผ่ที่โจมตีมา กระบองไม้ไผ่นั้นเริ่มร้าวจากจุดที่ถูกศอกคมสัมผัส รอยร้าวนั้นวิ่งอย่างรวดเร็วลามไปทั่วทั้งอัน กระบองไม้ไผ่ยาวหนึ่งวาแตกออกเป็นซี่เล็ก ๆ ประหนึ่งขนแปรงของจิตรกร ผิวไม้ไผ่ที่มีความคมบาดมือหมอผีจนเลือดไหลซิบ ณภัทรที่นั่งมึนหัวเกาะรั้วล้อมศาลพระภูมิมองภาพนี้ด้วยอาการอ้าปากค้าง
มาวินเอานิ้วโป้งปาดจมูกหนึ่งทีเหมือนเป็นพระเอกหนังกังฟูฮ่องกง ก่อนจะตวัดขาทำท่าจระเข้ฟาดหาง เสยก้านคอเหี่ยวย่นของหมอผีผู้ที่วันนี้หมายจะมาชำระแค้นจนสลบคาเท้า ปลิวไปนอนหนุนพุ่มไม้ด้านหน้าศาลพระภูมิ มาวินไม่ให้นอนพื้นปูนแข็ง ๆ ก็เป็นบุญเท่าไหร่แล้ว พุ่มไม้นั้นนุ่มน่าหนุนกว่าเยอะ
หันหลังกลับมาเห็นสองวัยรุ่นหัวไม้ช่วยพยุงกันและกัน เดินหนีออกไปจากสถานที่อันตรายตรงนี้ มาวินยิ้มมุมปากก้าวอาด ๆ มายังทั้งสอง สองวัยรุ่นเห็นดังนั้นก็ขยาดตัวสั่นระริกรีบเร่งฝีเท้าหนีห่าง แต่มาวินตามทันกระชากคอเสื้อทั้งสองแล้วพูดจาข่มขวัญหวังให้กลัวหัวหด
“นี่แค่อุ่นเครื่องนะ ยังไม่ได้จัดชุดใหญ่ สนใจเป็นคู่ชกกันไหมล่ะ ให้สองรุมหนึ่งเลยเอ้า! กติกาก็ง่าย ๆ ใครตายก่อนแพ้ เริ่มกันเลยไหม?”
มาวินเน้นคำว่าตายให้หนักเป็นพิเศษ สองวัยรุ่นหัวไม้ได้ยินก็สะดุ้งโหยง
“ไม่ครับ ๆ ยอมแล้วครับพี่ ไว้ชีวิตพวกผมเถอะ เรายังมีลูกเมียที่ต้องเลี้ยงดูแล” พวกมันยกมือไหว้ร้องไห้ขอชีวิต
“ฉันหวังว่าพวกแกจะไม่มายุ่งกับพวกเราสามคน เอ้ย! สองคนอีก ขืนไม่เลิกตอแยล่ะก็เตรียมบอกลาลูกเมียพวกแกได้เลย” มาวินเสียงเยือกเย็น ผลักทั้งสองกระเด็น พวกมันรีบลุกกุลีกุจอเผ่นหนีแข้งขากระโผกกระเผลก
“นายทำได้ยังไง สิงคนได้ด้วยเหรอ ไม่เห็นบอกกันเลย แล้วฝีมือมวยไทยนายสุดยอดมาก” ณภัทรลุกเดินมาหามาวิน
“เรื่องสิงคนนี่ฉันก็เพิ่งลองเป็นครั้งแรกเหมือนกัน ส่วนที่ใช้สู้เมื่อกี้ไม่ใช่มวยไทยหรอกฉันมั่วเอาทั้งนั้นเลย พลังฉันอ่อนเต็มทีแล้ว สิงร่างเพื่อนนายต่อไม่ได้แล้ว พรุ่งนี้ฉันคงช่วยนายดูดวงไม่ได้นะ ขอพักเติมพลังก่อน ไว้เจอ…” พูดไม่ทันจบมาวินก็วูบไปเหมือนโทรศัพท์ถูกตัดสาย ทิ้งร้ายสลบหมดสภาพของจ้อนให้ณภัทรดูแล
จะว่าไปเพื่อนผีของเขาเท่เหมือนอุลตร้าแมนเลย ต้องอาศัยร่างคนอื่นต่อสู้กับสัตว์ประหลาด อยู่บนโลกได้แค่ไม่กี่นาที คงตลกดีถ้ามาวินมีดวงไฟที่หน้าอกคอยกระพริบเตือนเวลาพลังใกล้จะหมด อยากเป็นฮีโร่เหมือนมาวินบ้าง แต่คิดดี ๆ มาวินเป็นผีจึงสิงร่างคนได้ ตอนนี้เขายังอยากเป็นคนอย่างนี้อยู่ ไว้อายุแปดสิบปีค่อยว่าเรื่องนี้กันอีกที
Leave a comment