จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เปลี่ยนคนที่ยังลังเลให้ซื้อทันที

Share
Share

สินค้าดี มีคนสนใจ แต่ทำไมไม่มีคนซื้อ? บางทีอาจเป็นเพราะสมองของลูกค้าไม่ยอมให้ซื้อก็เป็นได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เขียนโดยฌอน ดีซูซา นักการตลาดที่พบว่าต่อให้ลูกค้าสนใจแค่ไหน แต่พวกเขาจะยังไม่ซื้อ จนกว่าสมองจะได้รับข้อมูลครบถ้วน และตามลำดับที่ถูกต้อง

ฌอนบอกว่าสมองของคนเราทำงานเหมือนสายพานลำเลียงกระเป๋าที่สนามบินครับ ตอนขึ้นเครื่องเราโหลดกระเป๋ามาด้วยทั้งหมด 7 ใบ พอลงจากเครื่องเราต้องมายืนรอให้กระเป๋าออกมาตามสายพาน แล้วหยิบออกมาทีละใบ ๆ แม้ว่าเราจะรีบอยากออกไปจากสนามบินสักแค่ไหน แต่ก็ยังออกไปไม่ได้ ถ้ากระเป๋ายังมาไม่ครบ 7 ใบ

ในสมองของลูกค้าก็มีสายพานลำเลียงแบบนี้อยู่ครับ ตราบใดที่ยังมีกระเป๋าหลงเหลืออยู่บนสายพาน ลูกค้าจะไม่ยอมซื้อสินค้าหรือบริการสักที มาดูกันครับว่ากระเป๋าทั้ง 7 ใบที่ว่ามีอะไรบ้าง และแต่ละใบมีบทบาทยังไงกับความสนใจของลูกค้า


กระเป๋าใบที่ 1: ปัญหา (Problem)

“ปัญหา” คือสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเราได้ทันที จริง ๆ แล้วสมองของเราชอบหมกมุ่นกับปัญหาครับ เพราะสมองมีหน้าที่ช่วยให้เราเอาชีวิตรอด มันชอบจัดหมวดหมู่สิ่งต่าง ๆ ว่าอะไรเป็นสิ่งรบกวน อะไรดูน่ากลัว และอะไรอันตราย เช่น ถ้ามีคนโยนเศษผ้าชิ้นเล็ก ๆ ใส่เรา เราก็จะทำเพียงแค่เลิกคิ้วสงสัยว่าโยนมาทำไม แต่ถ้ามีคนเขวี้ยงท่อนไม้มาทางเรา เราจะรีบหลบให้พ้นทางโดยอัตโนมัติ

สมองของเราทำอะไรได้มากมาย ภายในเวลาแค่ไม่กี่มิลลิวินาที และไม่ว่าจะในสถานการณ์อะไร สมองของเราจะเกิดกระบวนการเหล่านี้ขึ้นในเวลาชั่วพริบตาเสมอครับ

  1. สมองเห็นความเปลี่ยนแปลง
  2. สมองประเมินว่าสิ่งนั้นเป็นปัญหาหรือไม่
  3. สมองหาทางออกเพื่อเลี่ยงปัญหานั้น

ผู้เขียนยกตัวอย่างโดยสมมุติว่าเรากำลังเดินอยู่ในตลาด รอบตัวเรามีแต่สิ่งน่าสนใจ มีแผงขายดอกไม้ แผงขายผลไม้ แผงขายอาหารที่ดูน่ากินไปหมด แต่พอเราเดินมาแล้วพบว่าข้างหน้ามีกองขี้หมาอยู่ สมองจะเบลอบรรยากาศดี ๆ รอบตัว แล้วพุ่งความสนใจไปที่กองขี้หมาตรงหน้า

เมื่อสมองเห็นกองขี้หมา มันจะตัดสินว่าเป็นปัญหาทันที เพราะหากเราเหยียบกองขี้หมาจะเกิดเรื่องยุ่งยากตามมา สมองจึงสั่งให้เราพุ่งความสนใจไปที่กองขี้หมา เพื่อให้เราระวังตัวและไม่เดินเหยียบกองขี้หมาครับ

ปัญหาจึงเป็นตัวปลุกสมองของเราให้ทำงาน เมื่อเราหยิบยกปัญหาขึ้นมาสื่อสารทางการตลาด ก็เท่ากับว่าเรากำลังกระตุ้นสมองของลูกค้าให้ทำงาน แต่คนส่วนมากมักไม่สื่อสารด้วยปัญหา แต่กลับหยิบยกทางแก้ขึ้นมานำเสนอแทน เพราะที่ผ่านมาหนังสือสอนการตลาดส่วนใหญ่มักแนะนำให้เราเน้นนำเสนอประโยชน์ของสินค้า ซึ่งประโยชน์เหล่านั้นก็คือทางแก้ของปัญหานั่นเองครับ

ในเมื่อสมองของลูกค้าโฟกัสที่ปัญหา แต่เรากลับนำเสนอทางแก้ตั้งแต่ต้น โดยหวังว่าลูกค้าจะสนใจ ก็ไม่แปลกหรอกครับที่การขายของเราจะไม่ประสบความสำเร็จ ผู้เขียนยกตัวอย่างสายการบินที่ทุกที่นั่งเป็นชั้นประหยัด ที่ผ่านมาลูกค้าก็นั่งกันได้โดยไม่รู้สึกอะไร

แต่พอสายการบินเพิ่มที่นั่งชั้นธุรกิจและชั้นเฟิร์สคลาสซึ่งเก้าอี้ใหญ่กว่า นั่งสบายกว่า มีอาหารและเครื่องดื่มจัดเต็มให้บริการ ผู้โดยสายที่เคยนั่งชั้นประหยัดก็จะรู้สึกว่าที่นั่งชั้นประหยัดนั่งไม่สบาย ตอนนี้สายการบินได้สร้างปัญหาที่ไม่เคยมีมาก่อนให้มีขึ้นมาครับ

ในความรู้สึกของเรา การพูดถึงปัญหาเหมือนจะเป็นเรื่องด้านลบ แล้วแบบนั้นจะไม่ทำให้ลูกค้าเบือนหน้าหนีเหรอ? มันจะชวนให้ลูกค้ามองในแง่ลบมากเกินไปหรือเปล่า? แต่ผู้เขียนบอกว่าการชี้ให้เห็นปัญหาก็ไม่ต่างอะไรกับการที่เราเตือนเด็กให้มองซ้ายมองขวาตอนกำลังจะข้ามถนน เราไม่ได้ขู่ให้กลัว แต่เตือนให้เห็นถึงสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ สถานการณ์ที่อาจทำให้ตกที่นั่งลำบากหากไม่ระวังตัว

แล้วเราจะยกปัญหาขึ้นมาทำการตลาดได้ยังไง? ผู้เขียนบอกว่าเราต้องระบุปัญหานั้นออกมาให้ชัดเจน สินค้าหรือบริการทุกอย่างมักแก้ได้หลายปัญหาในคราวเดียว หากเราทำการตลาดโดยการสื่อสารไปยังลูกค้าทุกกลุ่ม แบบนั้นเราจะเหนื่อยในการดึงดูดความสนใจจากทุกคนครับ

สิ่งที่เราต้องทำคือ ระบุปัญหานั้นออกมาให้ชัดเจน ผู้เขียนยกตัวอย่างคลินิกรักษาภูมิแพ้ที่ทำการตลาดโดยใช้ประโยคว่า “คุณแพ้ขนแมวใช่ไหม” ซึ่งจะพุ่งเป้าไปหาลูกค้าที่กำลังสงสัยว่าตัวเองแพ้ขนแมวได้อย่างตรงจุด

เหตุผลที่เราไม่พูดกว้าง ๆ ว่า “ภูมิแพ้” เฉย ๆ เพราะลูกค้ามีแนวโน้มจะตอบสนองต่อสิ่งที่เฉพาะเจาะจงมากกว่า และเมื่อลูกค้าตอบสนองแล้ว เราก็สามารถแนะนำสินค้าหรือบริการอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ในภายหลังครับ

วิธีการแบบนี้เหมือนเป็นการพาลูกค้ามาเยี่ยมชมบ้านของเรา ในบ้านของเรามีอยู่หลายห้องก็จริง แต่ก่อนอื่นต้องพาลูกค้ามาถึงหน้าประตูก่อน แล้วเชิญให้เขามานั่งพักในห้องรับแขก เมื่อลูกค้าผ่อนคลายแล้วจึงค่อยแนะนำห้องอื่น ๆ ต่อ ซึ่งห้องเหล่านี้คือสินค้าและบริการที่เราตั้งใจจะขายนั่นเองครับ


กระเป๋าใบที่ 2: ทางแก้ (Solution)

ทางแก้คือคำตอบของปัญหาครับ ลูกค้ามีปัญหา เราเสนอทางแก้ให้ ลูกค้ามีบางอย่างที่ต้องการแก้ไข เราเป็นคนเข้าไปจัดการ ทางแก้สำคัญพอ ๆ กับปัญหา แต่ต้องมาให้ถูกลำดับ ทางแก้ควรถูกพูดถึงหลังจากหยิบยกปัญหาขึ้นมาแล้ว อย่าใจร้อนรีบเอาทางแก้ขึ้นมาก่อนปัญหา เพราะแบบนั้นจะทำให้การสื่อสารของเราไม่มีพลังครับ

ลองนึกภาพว่าเพื่อน ๆ กำลังเดินอยู่แล้วมีหมาดุวิ่งเข้าใส่ สมองจะตื่นตัวทันที แล้วพยายามคิดหาทางแก้ ร่างกายจะตอบสนองด้วยความกระวนกระวาย หัวใจเต้นแรงขึ้น แต่พอเพื่อน ๆ วิ่งไปหลบในสวนที่มีรั้ว แล้วปิดประตูไม่ให้หมาเข้ามาได้เมื่อไหร่ แบบนั้นเพื่อน ๆ จะค่อยหายใจหายคอคล่องขึ้นหน่อย

บทบาทของทางแก้คือเพื่อคลายความกังวล แต่ลองนึกภาพในอีกกรณีหนึ่ง ถ้าเกิดไม่มีหมาเลย เพื่อน ๆ อาจจะเดินผ่านประตูรั้วนี้ไปหลายครั้งโดยไม่ได้ใส่ใจ ไม่สังเกตว่ามีสวนล้อมรั้วนี้อยู่ด้วย แต่พอมีหมาดุวิ่งเข้ามา เราจึงมองเห็นประตูรั้วนี้ที่ไม่เคยมองอย่างสนใจมาก่อน ประตูรั้วที่แน่นหนานี้คือสิ่งที่ลูกค้ากำลังมองหา เมื่อเจอกับปัญหาลูกค้าจะมองหาทางแก้ พร้อมทั้งพิจารณาด้วยว่าคนที่นำเสนอทางแก้เข้าใจปัญหาที่พวกเขากำลังเจอหรือไม่

ทางแก้คือด้านกลับของปัญหา ถ้าคอมพิวเตอร์ของลูกค้าอืด เราก็ทำให้มันเร็วขึ้น ถ้าราคาตั๋วเครื่องบินแพงเกินไป เราก็เสนอตัวเลือกที่ถูกกว่า ทางแก้ไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรที่ฉลาดล้ำ ขอเพียงแค่มันพลิกสถานการณ์ได้ก็พอครับ และลูกค้าไม่สนใจด้วยว่าเราจะทำยังไงเพื่อแก้ปัญหา ดังนั้นอย่าพยายามอธิบายยืดยาวถึงกระบวนการที่เราใช้ แค่มอบทางแก้ให้ลูกค้าไปตรง ๆ ก็พอ

ถ้าฝนกำลังตก เราก็ยื่นร่มให้ การอธิบายว่าร่มนี้ทำมาจากผ้าใบคุณภาพพิเศษที่มีคุณสมบัติสะท้อนน้ำและกันรังสียูวี มีโครงที่ทำมาจากวัสดุเดียวกับที่ใช้ในยานอวกาศ แบบนั้นอาจฟังดูฉลาด แต่การฉลาดเกินไปจะทำให้ลูกค้าสับสนและเดินหนีไปโดยไม่อยากทำความเข้าใจครับ


กระเป๋าใบที่ 3: โปรไฟล์เป้าหมาย (Target Profile)

เราอาจคุ้นเคยกับศัพท์ทางการตลาดคำว่า “กลุ่มเป้าหมาย” ที่หมายถึงกลุ่มคนที่มีบางสิ่งร่วมกัน อาจจะเป็นช่วงอายุ ระดับการศึกษา หรือรายได้ ธุรกิจส่วนใหญ่มักกำหนดกลุ่มเป้าหมาย แล้วสื่อสารการตลาดไปยังคนกลุ่มนั้น แต่หนังสือเล่มนี้นำเสนอศัพท์ใหม่ที่เรียกว่า “โปรไฟล์เป้าหมาย” ครับ หมายถึงคนเพียงคนเดียวที่เป็นบุคคลจริง ๆ มีชื่อจริง มีที่อยู่จริง

ผู้เขียนบอกว่าปัญหาของกลุ่มเป้าหมายคือมันกว้างเกินไป สมมุติว่าบริษัทกางเกงยีนส์รายหนึ่งกำหนดกลุ่มเป้าหมายว่าเป็นผู้หญิงอายุ 30-40 ปี เป็นแม่บ้านเต็มตัว ไปรับ-ส่งลูกที่โรงเรียนเองทุกวัน และชอบใส่กางเกงยีนส์ในชีวิตประจำวัน

ปัญหาของกลุ่มเป้าหมายนี้คือ ผู้หญิงอายุ 30-40 ปี อาจใส่กางเกงยีนส์กันคนละไซส์ คนหนึ่งอาจหนัก 49 กก. อีกคนหนัก 120 กก. อีกปัญหาคือลูกค้าแต่ละคนมีเกณฑ์ในการเลือกซื้อกางเกงยีนส์ต่างกัน คนหนึ่งอาจเลือกตัวที่ใส่สบาย อีกคนเลือกสีสัน หรืออีกคนเลือกรูปทรงที่สวยงาม ดังนั้นการพยายามขายกางเกงยีนส์ให้ทุกคนในกลุ่มเป้าหมายจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

โปรไฟล์เป้าหมายจะมาแก้ปัญหานี้ครับ โดยการหยิบลูกค้าขึ้นมาแค่คนเดียว แล้วสื่อสารไปยังคนนั้น ตัวอย่างเช่น Google ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1998 ในฐานะเว็บเสิร์ชเอ็นจินน้องใหม่ที่ในตอนนั้นมีเว็บเสิร์ชเอ็นจินดัง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Yahoo!, HotBot, Alta Vista, Infoseek หรือ Excite

การที่ Google โดดเด่นกว่าเว็บเหล่านั้น เพราะหน้าเว็บที่เรียบง่ายของ Google ในขณะที่หน้าแรกของเว็บอื่นเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร แต่หน้าแรกของ Google ไม่มีอะไรเลย นอกจากช่องให้กรอกคำที่จะค้นหา โปรไฟล์ลูกค้าของ Google นั้นชัดเจนมากคือคนที่เบื่อหน้าจอรก ๆ ครับ


ตัวจุดชนวน (Trigger)

ข้อนี้ไม่ได้อยู่ใน 7 สายพายจิตวิทยาการขายของผู้เขียนครับ แต่ข้อนี้เป็นอะไรที่สำคัญมาก เพราะมันคือตัวกระตุ้นให้ลูกค้าสนใจสินค้าหรือบริการของเรา หลังจากเราทำตามสายพานข้อ 1-3 เรียบร้อยแล้วครับ

มีนักวิจัยคำนวณว่า คนเราเห็นข้อความใหม่ ๆ ประมาณวันละ 3,000 ข้อความ เราอาจรู้สึกว่ามากไปหรือเปล่า ไม่น่าจะมากขนาดนั้นนะ งั้นสมมุติว่าวันหนึ่งเราเห็นข้อความใหม่ ๆ 50 ข้อความละกันครับ อะไรคือสิ่งที่ทำให้ข้อความของเราทะลุผ่านเข้าไปในสมองของลูกค้า และเมิน 49 ข้อความที่เหลือ คนเขียนบอกว่าสิ่งนั้นคือตัวจุดชนวนนั่นเองครับ

ตัวจุดชนวนคือสิ่งที่ทำให้ข้อความโดดเด่นขึ้นมา และดึงดูดความสนใจของสมองได้ในทันที เมื่อสมองเจอกับตัวจุดชนวน มันจะดึงดูดสมองของลูกค้าในพริบตา หน้าที่ของตัวจุดชนวนคือทำให้สมองเกิดความอยากรู้ และเมื่อสมองอยากรู้ มันจะตั้งคำถามว่า “จริงเหรอ ทำได้ยังไงนะ?” แล้วลูกค้าจะเปิดใจให้สินค้าและบริการของเราครับ

ตัวจุดชนวนคือประโยคขายที่รวมปัญหา ทางแก้ และเป้าหมายไว้ในประโยคเดียว ตัวอย่างเช่น

สตูดิโอโยคะ
เป้าหมาย:
คุณแม่หลังคลอด
ปัญหา: รูปร่างไม่เหมือนก่อนมีลูก
ทางแก้: กลับไปมีรูปร่างเหมือนก่อนมีลูก
ตัวจุดชนวน:เราช่วยให้คุณกลับมามีรูปร่างเหมือนก่อนมีลูกได้อย่างรวดเร็ว

ครีมบำรุงผิวหน้า
เป้าหมาย:
กลุ่มคนอายุ 40-50 ปี
ปัญหา: ดูแก่กว่าวัย
ทางแก้: ดูอ่อนกว่าวัย
ตัวจุดชนวน:ทำอย่างไรให้ดูเหมือนอายุ 30 ทั้งที่จริง ๆ 50 แล้ว

พอปล่อยตัวจุดชนวนออกไปแล้ว มันอาจดึงความสนใจจากลูกค้าได้ แต่แค่นั้นยังไม่พอครับ เราต้องรักษาความสนใจนั้นไว้ด้วย เพื่อพาลูกค้าไปสู่ขั้นตอนต่อไปซึ่งคือการทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อด้วยกระเป๋าอีก 4 ใบที่เหลือครับ


กระเป๋าใบที่ 4: ข้อคัดค้าน (Objections)

จังหวะที่เราอยากได้บางสิ่งบางอย่าง ความกลัวจะโผล่ขึ้นมา เช่น ก่อนที่เราจะตกลงคบใครสักคน เราจะลังเลว่าควรคบกัน หรือหยุดไว้เพียงแค่นี้ เราสับสนเพราะสมองยังลังเลอยู่ สมองฝั่งหนึ่งอยากไปต่อ แต่อีกฝั่งก็ยกเหตุผลขึ้นมารัว ๆ ว่าทำไมถึงไม่ควร

นี่คือวิธีที่สมองของเราทำงานครับ ทุกครั้งที่เราต้องตัดสินใจ เราจะพยายามพิสูจน์เพื่อให้ตัวเองเชื่อว่าเราไม่ได้ตัดสินใจผิด และกลไกที่เร็วที่สุดที่สมองใช้เพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดคือ การตั้งกำแพงแห่งข้อคัดค้านขึ้นมานั่นเองครับ

ข้อคัดค้านคือสัญญาณว่าลูกค้ากำลังสนใจ ส่วนลูกค้าที่ไม่ได้สนใจจะไม่คัดค้านและไม่ถามอะไรทั้งนั้น พวกเขาจะเดินจากไปเงียบ ๆ แต่เมื่อลูกค้าสนใจ นั่นแหละคือจุดที่สมองเริ่มชั่งใจความเสี่ยง แล้วลูกค้าก็จะเริ่มถาม เริ่มคัดค้านเรา

คนส่วนใหญ่มักไม่ชอบเวลาเจอลูกค้าคัดค้าน ไม่อยากให้ลูกค้าจุกจิก แต่ข้อคัดค้านไม่เคยหายไปไหน และควรทำความเข้าใจว่าข้อคัดค้านไม่ใช่การปฏิเสธ แต่เป็นเพียงอุปสรรค และอุปสรรคมีไว้ให้กำจัดทิ้งครับ

บางคนกลัวว่าถ้าพูดถึงข้อคัดค้านจะทำให้ขายของไม่ออก แต่จริง ๆ แล้วกลับตรงข้ามกันเลยครับ สิ่งที่ทำให้ขายของไม่ออกคือการพยายามทำเป็นว่าไม่มีข้อคัดค้าน ปล่อยให้ลูกค้าสับสน หรือมีคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบ แบบนั้นลูกค้าจะคิดวนเวียนอยู่กับข้อคัดค้านในหัว และไม่ตัดสินใจซื้อสักทีครับ

ตอนที่ลูกค้าพูดข้อคัดค้านออกมาตรง ๆ นั่นเป็นสัญญาณว่าข้อความที่เราสื่อสารออกไปมีบางอย่างตกหล่น แปลว่าสิ่งที่ลูกค้าถามคือสิ่งที่เรายังไม่ได้ให้คำตอบ แต่เมื่อเราตอบข้อสงสัยเหล่านั้น ลูกค้าจะรู้สึกผ่อนคลาย และพอใจที่จะตัดสินใจซื้อครับ

สิ่งที่เราต้องทำคือหยิบข้อคัดค้านขึ้นมาให้เห็นชัด ๆ ไปเลย และเมื่อเราตอบข้อสงสัยของลูกค้าได้ เราจะเห็นลูกค้าพยักหน้าเห็นด้วย และอาจจะถามเพิ่มเติม เพราะลูกค้าอยากมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองกำลังจะซื้อ


กระเป๋าใบที่ 5: คำรับรอง (Testimonials)

คำรับรองก็เหมือนเรซูเม่สมัครงาน ข้อมูลในนั้นไม่ได้น่าเชื่อถือทั้งหมด เพราะเป็นข้อมูลเพียงด้านเดียว เจ้าของสินค้ามักบอกว่าสินค้าของตัวเองเจ๋ง วิเศษและยอดเยี่ยม เมื่อลูกค้าได้ฟังคำรับรองแบบนั้นไปสักพักจะรู้สึกเลี่ยนและตั้งแง่ จนไม่มีทางทำใจเชื่อได้ลง

คำรับรองที่ดูน่าเชื่อถือต้องไม่บอกเพียงแค่ผลลัพธ์หลังใช้ แต่ต้องบอกเล่าความลังเลก่อนใช้เข้าไปด้วย ผู้เขียนเรียกสิ่งนี้ว่า “คำรับรองย้อนกลับ” ที่พูดถึงความลังเลของลูกค้าในตอนแรก แล้วปิดท้ายด้วยประโยคขาย ซึ่งจริง ๆ แล้วเราใช้คำรับรองย้อนกลับกันอยู่แล้วในชีวิตประจำวันครับ อย่างเช่นตอนที่เราแนะนำร้านอาหารให้เพื่อน เราอาจเคยพูดว่า

“ร้านนั้นดูโทรม ๆ ไม่น่าเข้า แต่อาหารโคตรอร่อยเลย” หรือ “ร้านนั้นดูหรู ๆ คงคิดราคาแพงเวอร์ แต่เมื่อคืนผมไปกินมาแล้ว อร่อยมาก แถมราคาถูกกว่าที่คิดซะอีก”

การที่เราใส่ความลังเลเล็ก ๆ ลงไปในคำรับรองของเรา จะทำให้ฟังดูจริงจังขึ้น น่าเชื่อถือขึ้น ทำให้คำรับรองมีพลังและมีมิติ ไม่ใช่คำพูดหวาน ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่ฟังดูมีเรื่องราวครับ

คำรับรองคือการหยิบข้อคัดค้านที่เราพูดถึงไปเมื่อข้อที่แล้วขึ้นมาแก้ต่าง ถ้าข้อคัดค้านของลูกค้าคือราคาแพงเกินไป คำรับรองที่ใช้อาจจะเป็น “ตอนแรกคิดว่าราคาแพงครับ แต่…” ผู้เขียนยกตัวอย่างคำรับรองของคลินิกรักษาภูมิแพ้ที่เจอลูกค้าตั้งแง่ว่าราคาแพงเอาไว้ว่า

ตอนแรกคิดว่าค่ารักษาจะแพง แล้วมันก็แพงจริง ๆ ครับ แต่ถามว่าคุ้มไหม ลองมาดูกันครับ ผมมีอาการแพ้ไวน์มา 12 ปีแล้ว ไม่ว่าจะลองรักษาด้วยวิธีไหนก็ไม่หายสักที ลองคิดดูดี ๆ ผมอาจเสียเงินค่ายาแก้แพ้ไปมากกว่าค่ารักษาครั้งนี้ซะอีก แถมยาพวกนั้นก็ช่วยให้อาการดีขึ้นแค่ชั่วคราวเท่านั้น

คลินิกนี้รักษาได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ ผ่านมา 6 เดือนแล้ว ผมยังไม่จามเลยสักครั้ง จนตอนนี้ผมกลับมาดื่มไวน์แดงได้อย่างมีความสุข ไม่ต้องรีบกลับบ้านเพราะหน้าบวมและตาแดง ผมอยู่ร่วมวงกับเพื่อน ๆ ต่อได้เต็มที่


กระเป๋าใบที่ 6: การพลิกความเสี่ยง (Risk Reversal)

บางครั้งลูกค้าที่มาซื้อสินค้าก็อาจเสี่ยงกับการได้รับสินค้าที่หลุดคุณภาพ หรือได้สินค้าไม่ครบ ในฐานะที่เราเป็นเจ้าของสินค้า เราจำเป็นต้องมีนโยบายรับผิดชอบต่อทุกความเสี่ยงที่ลูกค้าอาจเจอ โดยสิ่งที่เราต้องทำมีอยู่ 2 ขั้นตอนครับคือ

  1. ระบุความเสี่ยงที่เห็นได้ชัด
  2. ระบุความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่

การระบุความเสี่ยงที่เห็นได้ชัดก็ตรงตัวเลยครับ บางครั้งสินค้าบางชิ้นของเราอาจมีตำหนิ เราจึงควรมีนโยบายคืนเงินให้ลูกค้า ผู้เขียนยกตัวอย่างหมวกแบรนด์ Tilley Hat ที่มีการรับประกันชัดเจนว่าพวกเขาจะเปลี่ยนหมวกใบใหม่ให้ลูกค้าฟรี หากหมวกที่ซื้อไปซักแล้วหด หรือขาดเป็นชิ้น ซึ่งนโยบายเปลี่ยนหรือคืนสินค้าเป็นสิ่งที่เราพบเห็นได้ทั่วไป

แต่มีสิ่งที่เรียกว่าความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่สำคัญ และไม่มีใครนึกถึงหรือรู้สึกว่ามีอยู่ แต่พอลูกค้าได้ยินแล้วจะเกิดความสบายใจ กลับไปดูหมวก Tilley Hat อีกทีครับ พวกเขามีนโยบายที่เรียกว่าประกันหมวกหาย ไม่ว่าลูกค้าจะลืมหมวกไว้ไหนไม่รู้ หมวกโดนลมแรงพัดปลิวหาย หรือโดยหมาที่บ้านแทะจนหมวกพัง

นโยบายประกันหมวกหายของ Tilley Hat จะให้ลูกค้าซื้อหมวกใบใหม่ได้โดยจ่ายแค่ครึ่งราคา คุ้มครองนานถึง 2 ปี นโยบายนี้เองที่ทำให้หมวกของ Tilley Hat พิเศษกว่าแบรนด์อื่น ๆ ลูกค้าซื้อแล้วอุ่นใจว่าจะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ หากเจอปัญหาก็เคลมได้ไม่จุกจิก การที่เจ้าของสินค้ารับผิดชอบความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นแบบนี้ ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้นครับ


กระเป๋าใบที่ 7: เอกลักษณ์ (Uniqueness)

หากลองถามเจ้าของสินค้าว่า “เอกลักษณ์สินค้าของคุณคืออะไร?” คงได้คำตอบธรรมดา ๆ ที่เจ้าของสินค้าแทบทุกคนตอบเหมือนกันว่า “คุณภาพดี” ซึ่งไม่ได้มีความหมายอะไรเลยสำหรับลูกค้าส่วนใหญ่ครับ

บางครั้งเราอาจกำลังสร้างเอกลักษณ์ผิดวิธีอยู่ก็เป็นได้ครับ จริง ๆ แล้วเราอาจไม่จำเป็นต้องหาเอกลักษณ์ เพราะหากว่าต้องหา แสดงว่าเราเคยทำอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก่อนเมื่อในอดีต แต่ผู้เขียนแนะนำให้เราทิ้งอดีตที่เคยทำ แล้วหันไปโฟกัสสิ่งที่จะทำในอนาคตแทน

แทนที่จะถามว่า “ธุรกิจของฉันมีอะไรแตกต่างจากคนอื่นบ้าง?” ให้เปลี่ยนมาถามว่า “จากนี้ไปฉันจะทำอะไรให้ธุรกิจของฉันแตกต่างจากคนอื่น”

ผู้เขียนสมมุติตัวอย่างสตูดิโอสอนโยคะ หากมีคนถามว่า “อะไรทำให้สตูดิโอโยคะของคุณแตกต่างจากคนอื่น?” อาจตอบได้ยาก แต่หากเปลี่ยนคำถามเป็น “คุณอยากให้นักเรียนได้อะไรจากคลาสของคุณ?” สมองของเราจะเริ่มมองหาสิ่งที่อยากให้ลูกค้าได้รับ เริ่มหาเป้าหมาย และเจาะลึกลงไปในสิ่งที่เราไม่เคยนึกถึงมาก่อน

เจ้าของสตูดิโอโยคะคนนั้นอาจตอบว่า

ในคลาสโยคะ หากทำไม่ถูกท่า อาจเกิดการบาดเจ็บได้ ฉันอยากให้นักเรียนทุกคนฝึกโยคะได้ โดยที่ไม่บาดเจ็บเลย

ลองมาดูตัวอย่างจริงจากทอม โมนาแฮน ผู้ก่อตั้งร้านโดมิโน่ส์พิซซ่ากันครับ

ในยุค 70s ถ้ามีคนโทรหาร้านพิซซ่า แล้วถามว่าทางร้านมีบริการจัดส่งไหม ร้านจะตอบกลับมาว่าไม่มี ทอมมองเห็นโอกาส ลูกค้าโทรหาร้านพิซซ่าไม่ใช่เพราะอยากกินพิซซ่าที่อร่อยที่สุด แต่เพราะลูกค้าหิวต่างหาก ทอมเลยสร้างเอกลักษณ์ให้ร้านพิซซ่าของตัวเองด้วยบริการจัดส่งเดลิเวอรีถึงบ้านลูกค้า แถมรับประกันด้วยว่าถ้าไปส่งช้าเกิน 30 นาที ลูกค้าจะได้กินพิซซ่าออเดอร์นั้นฟรี

ผู้เขียนบอกว่ากระเป๋าใบที่ 7 ที่ชื่อว่าเอกลักษณ์นี้สำคัญที่สุด แม้เราจะหยิบกระเป๋าก่อนหน้าออกมาครบทั้ง 6 ใบแล้ว เราก็ยังมีโอกาสเสียลูกค้าได้ หากไม่มีเอกลักษณ์ ทุกสิ่งที่อุตส่าห์ทุ่มเทมาทั้งหมดก็สูญเปล่าครับ สินค้าและบริการของเราจะไม่ต่างจากของคนอื่นเลย ดังนั้นอย่าลืมสร้างเอกลักษณ์ให้ลูกค้ารู้ว่าอะไรที่ทำให้เราแตกต่าง แล้วสิ่งนี้จะเป็นทั้งความภาคภูมิใจและจุดยืนของเราครับ


ทั้งหมดนี้คือเนื้อหาแบบสรุปจากหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เพื่อน ๆ คนไหนสนใจอยากอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถหามาอ่านกันได้ครับ ตีพิมพ์เป็นภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น ราคา 295 บาทครับ

สนใจหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง

สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee:
https://s.shopee.co.th/20o5Gx2PJk
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ

Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

Related Articles

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน...

ทำไม USJ ถึงทำรถไฟเหาะให้วิ่งถอยหลัง เบื้องหลังวิธีคิดที่พาธุรกิจผ่านวิกฤต ด้วยการใช้ไอเดียแทนเงิน

หากพูดถึงสวนสนุกระดับโลก นอกจาก Disneyland แล้ว ชื่อที่ตีคู่มาด้วยกันคือ Universal Studios ซึ่งในทวีปเอเชียของเรามีอยู่ 3 แห่ง คือในญี่ปุ่น สิงคโปร์...

ไปทำบะหมี่ถ้วยเดียวในโลกกัน! ส่องตำนานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารขวัญใจสายรีบที่ Cup Noodles Museum

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเมนูขวัญใจสายรีบอย่างพวกเราเป็นมากกว่าแค่อาหารจานด่วนครับ มันถือว่าเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนทั่วโลกเลยทีเดียว เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือเรื่องราวของชายผู้เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นที่ชื่อว่า โมโมฟุกุ อันโด (Momofuku Ando) ผู้ก่อตั้งบริษัท Nissin Foods Group ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อนิชชินนั่นเองครับ...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!