บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเมนูขวัญใจสายรีบอย่างพวกเราเป็นมากกว่าแค่อาหารจานด่วนครับ มันถือว่าเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนทั่วโลกเลยทีเดียว เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือเรื่องราวของชายผู้เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นที่ชื่อว่า โมโมฟุกุ อันโด (Momofuku Ando) ผู้ก่อตั้งบริษัท Nissin Foods Group ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อนิชชินนั่นเองครับ
โมโมฟุกุ อันโด บิดาผู้ให้กำเนิดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
โมโมฟุกุ อันโด เกิดปี ค.ศ. 1910 ที่ไต้หวัน ซึ่งตอนนั้นไต้หวันอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น จากนั้นเขาได้ย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ได้ลองผิดลองถูก เริ่มต้นธุรกิจหลายอย่าง ตั้งแต่สิ่งทอไปจนถึงการเงิน แต่ชีวิตของเขาก็พลิกผัน และได้รับการบันทึกชื่อไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ หลังจากได้ไอเดียตอนเกิดวิกฤตความหิวโหยหลังสงครามจบ

ญี่ปุ่นในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองประสบปัญหาขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง คุณโมโมฟุกุเห็นผู้คนจำนวนมากเข้าแถวรอซื้อราเม็งร้อน ๆ ในตลาดท่ามกลางอากาศหนาว ภาพนั้นทำให้เขาเกิดความคิดว่า “ฉันจะลองสร้างอาหารที่ทุกคนสามารถกินได้ทุกที่ทุกเวลา และทำเองได้ง่าย ๆ ที่บ้าน”
ตอนนั้นคุณโมโมฟุกุอายุเกือบ 48 ปีแล้วครับ แถมเขาไม่มีความรู้เรื่องการทำบะหมี่เลย แต่ความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาความหิวโหยให้กับเพื่อนมนุษย์ ผลักดันให้เขาใช้เวลาถึง 1 ปีเต็ม ในการทดลองสูตรอาหารที่กระท่อมเล็ก ๆ หลังบ้านของเขาที่เมืองอิเคดะ จังหวัดโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น
กำเนิดนวัตกรรมอาหารเปลี่ยนโลก “ชิกิงราเม็ง” มาแล้วจ้าาา
หลังจากล้มเหลวในการทดลองอาหารสูตรใหม่มาแล้วหลายครั้ง คุณโมโมฟุกุก็พบเทคนิคสำคัญโดยบังเอิญ ในตอนที่ภรรยาของเขา มาซาโกะ อันโดกำลังทอดเทมปุระ เทคนิคนั้นคือการทอดแบบเร่งด่วนด้วยน้ำมันร้อน (Flash Frying)



คุณโมโมฟุกุเริ่มต้นทำเส้นราเม็งเองด้วยไข่จากไก่ที่เขาเลี้ยงเอง พอได้เส้นแล้วก็นำไปต้มในหม้อซุปกระดูกไก่ นำไปผึ่งกับอากาศให้พอแห้ง ก่อนจะนำเส้นไปทอดในน้ำมันร้อนจัดเพื่อไล่ความชื้นออก เส้นที่ได้จึงแห้งกรอบและเก็บเอาไว้ได้นาน การทอดแบบนี้ทำให้เส้นราเม็งมีรูพรุน เมื่อเติมน้ำร้อนลงไป รูพรุนเหล่านี้จะดูดซับน้ำ และทำให้เส้นกลับมานุ่มพร้อมทานในเวลาเพียง 2 นาที
ปี 1958 ชิกิงราเม็ง (Chicken Ramen) หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสไก่จึงถือกำเนิดขึ้น กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้คนขนานนามว่า บะหมี่วิเศษ (Magic Ramen) เพราะความสะดวกสบายที่ไม่เคยมีมาก่อนนั่นเองครับ

ขั้นกว่าของความสะดวกสบายคือบะหมี่ถ้วย
ชิกิงราเม็งได้รับความนิยมในญี่ปุ่นอย่างมาก และคุณโมโมฟุกุคือสุดยอดนักธุรกิจที่มีหัวการค้าสูง เขามองหาช่องทางในการขยายตลาดส่งออกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปทั่วโลก ในปี 1966 คุณโมโมฟุกุเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อสำรวจตลาด แล้วพบว่าผู้จัดการซูเปอร์มาร์เก็ตที่นั่นได้ลองชิมชิกิงราเม็งด้วยการหักบะหมี่ใส่ในแก้วกาแฟกระดาษ แล้วเทน้ำร้อนลงไป จากนั้นใช้ส้อมจิ้มกิน
ภาพนี้เป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้คุณโมโมฟุกุตระหนักว่า การจะขยายตลาดสู่สากลต้องคำนึงถึงวัฒนธรรมการกินที่แตกต่างด้วย ชาวตะวันตกไม่มีชามกระเบื้อง และไม่ใช้ตะเกียบแบบชาวญี่ปุ่น คุณโมโมฟุกุใช้เวลาอีก 5 ปีในการพัฒนาสินค้าใหม่ที่รวมทุกอย่างไว้ในถ้วยเดียว ทั้งเส้น เครื่องปรุง และอุปกรณ์สำหรับการกิน
ในที่สุด Cup Noodles หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบถ้วยเจ้าแรกของโลกก็เปิดตัวในปี 1971 ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ทำให้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก้าวข้ามขีดจำกัดทางวัฒนธรรม จนกลายเป็นอาหารหลักขวัญใจสายรีบที่ไม่มีเวลาเตรียมอาหาร

Cup Noodles Museum สถานที่ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากคุณโมโมฟุกุ
เรื่องราวความมุ่งมั่นและความคิดสร้างสรรค์ของคุณโมโมฟุกุถูกรวบรวมไว้ที่ Cup Noodles Museum ซึ่งมี 2 แห่งคือที่โอซาก้าและโยโกฮาม่า ผมไปที่โอซาก้ามาครับ ตัวนิทรรศการที่บอกเล่าเรื่องราวของคุณโมโมฟุกุไม่เสียค่าเข้าชม แต่หากอยากทำกิจกรรมในนั้นต้องจ่ายเพิ่มเป็นอย่าง ๆ ไปครับ

ไฮไลต์ในพิพิธภัณฑ์
Instant Noodles History Cube
อุโมงค์ประวัติศาสตร์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่จัดแสดงผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกว่า 3,000 ชนิด เรียงตามลำดับเวลาตั้งแต่ชิกิงราเม็งซองแรกจนถึงรสชาติปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารชนิดนี้ มีรสชาติจากประเทศไทยด้วยนะครับ เพื่อน ๆ ลองไปตามหากันได้ว่าซ่อนอยู่ตรงไหน

Momofuku’s Work Shed
กระท่อมจำลองของคุณโมโมฟุกุ สมัยที่เขาใช้ลองผิดลองถูกคิดค้นชิกิงราเม็ง ข้างในนั้นเราจะเห็นว่าเขาใช้เครื่องมือบ้าน ๆ ที่เรียบง่าย ทำให้เห็นว่าการเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ ขอแค่ลงมือทำก็มีโอกาสสร้างนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกได้ครับ

My Cup Noodles Factory
กิจกรรมยอดนิยมที่ใครมาจะพลาดไม่ได้ เป็นการออกแบบลายถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของเราเองครับ สามารถเลือกผงซุปได้จาก 4 รสชาติที่มีให้เลือก และเลือกเครื่องเคียงได้ 4 อย่างจาก 12 อย่าง เรียกว่าเป็นบะหมี่ถ้วยที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลกก็ว่าได้ครับ กิจกรรมนี้มีค่าใช้จ่าย 500 เยน นอกจากสนุก ได้ของที่ระลึกกลับบ้านแล้ว ยังกินได้จริงอีกด้วยครับ

Chicken Ramen Factory
กิจกรรมนี้ผมไม่ได้ทำเพราะต้องจองล่วงหน้า และมีเป็นรอบ ๆ วันละแค่ไม่กี่รอบ โดยเราจะได้ลองทำบะหมี่ชิกิงราเม็งเองตั้งแต่ต้นจนจบ เริ่มตั้งแต่การนวดแป้ง รีดเส้น นึ่งเส้น ไปจนถึงการทอดแบบ Flash Frying
NOODLES BAZAAR
โซนฟู้ดคอร์ตที่รวมเมนูบะหมี่จากหลากหลายประเทศทั่วโลก โซนนี้ผมก็พลาดไม่ได้ไป เพราะไปถึงที่นั่นเย็นมากแล้ว เขาปิดให้บริการแล้ว แต่ก่อนกลับผมแวะร้านขายของที่ระลึกที่ขายพวกแม่เหล็กติดตู้เย็น พวงกุญแจ ตุ๊กตา เครื่องเขียน ได้ของติดมือกลับบ้านมาเล็กน้อยครับ
คุณโมโมฟุกุ อันโดเป็นตัวอย่างที่ดีในการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจ เขาประสบความสำเร็จตอนอายุ 49 ปี ซึ่งทำให้เราเห็นว่าไม่มีคำว่าสายหรือแก่เกินไปที่จะเริ่มต้นทำอะไร ตลอดช่วงอายุเขาใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มีลูกชาย 2 คน และลูกสาว 1 คน
คุณโมโมฟุกุเสียชีวิตในปี 2007 ตอนที่อายุได้ 96 ปี นับว่าอายุยืนเอามาก ๆ เขาเล่าว่าความลับในการมีชีวิตยืนยาวคือการตีกอล์ฟ และกินชิกิงราเม็งเกือบทุกวัน มีเรื่องเล่าว่าเขากินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิตเลยครับ หากเพื่อน ๆ สนใจชมบรรยากาศด้านในพิพิธภัณฑ์ กดดูคลิปนี้ได้เลยครับ
Leave a comment