ตั้งแต่เด็กเรามักถูกปลูกฝังว่า คนเราเกิดมามีพรสวรรค์ไม่เท่ากัน หรือ ถ้าไม่เก่งตั้งแต่เด็กก็คงไม่มีวันเก่ง แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งครับที่บอกว่า ความเก่งสร้างได้จากศูนย์ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Suddenly Talented: วิชาเก่งปุบปับ เขียนโดย ฌอน เดอซูซา (Sean D’Souza)
ก่อนเข้าเนื้อหาของหนังสือ ผมขออธิบายความหมายของคำว่า Talented ก่อนนะครับ ความหมายแรกของคำนี้ที่คนมักนึกถึงคือ พรสวรรค์ แต่คำนี้ยังหมายถึงความสามารถได้ด้วยครับ เหมือนรายการโชว์ความสามารถ Thailand’s Got Talent
ในเมื่อเป็นความสามารถ แน่นอนว่ามันฝึกกันได้ บางคนอาจเกิดมาพร้อมพรสวรรค์ แต่ถ้าไม่ได้รับการฝึกฝนที่ถูกต้อง ก็คงพัฒนาได้ไม่ไกล ฌอนพูดถึงไมเคิล เฟลป์ส นักกีฬาว่ายน้ำโอลิมปิกที่ฝึกซ้อมทุกวัน 365 วันไม่มีวันพัก เป็นเวลา 5 ปี เข้านอนไม่เกินสี่ทุ่ม ดูแลร่างกายให้ฟื้นตัวอยู่เสมอ

แต่คงหาคนที่อยากทำอะไรซ้ำ ๆ ทุกวันติดกัน 5 ปีได้ยาก หลายคนไม่อยากสละเวลาตัวเองขนาดนั้น แต่ก็ไม่ได้อยากเป็นคนไร้ความสามารถ แล้วมันมีตรงกลางระหว่างห่วยแตกกับอัจฉริยะอยู่ไหมนะ?
ฌอนบอกว่าจุดตรงกลางนั้นคือ ความเก่งพอตัว ตอนที่เราเริ่มต้นทำอะไรใหม่ ๆ ช่วงแรกเรามักคิดว่าตัวเองทำสิ่งนั้นได้ห่วยแตกมาก เมื่อฝึกซ้อมไปสักระยะเราจะค่อย ๆ ขยับมาอยู่ระดับงั้น ๆ เมื่อเดินหน้าต่อก็จะมาถึงจุดที่เก่งพอตัว ซึ่งเป็นจุดที่หลายคนเข้าใจว่าเราเป็นมืออาชีพในด้านนั้นครับ
ถ้าเราไม่ได้มีแผนจะฝึกซ้อมอย่างหนัก เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายสูงสุดคือการเป็นอัจฉริยะ การเก่งพอตัวนี่ถือว่ามีฝีมือโดดเด่นเป็นพิเศษแล้วครับ ฌอนบอกว่าทุกคนสามารถเดินทางจากจุดห่วยแตก มาสู่จุดเก่งพอตัวได้ หากมีระบบการเรียนรู้ที่ดี ซึ่งการสร้างระบบการเรียนรู้คือหัวใจหลักที่หนังสือเล่มนี้นำเสนอครับ
ฌอนบอกว่าการเรียนรู้จากคนอื่นก็ดีในแบบหนึ่ง แต่การลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ประสบการณ์ที่ได้คือสิ่งที่เป็นของเราจริง ๆ ยิ่งทำพลาดเยอะและยิ่งแก้ไขได้มากเท่าไหร่ ศักยภาพของเราก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้นครับ
ฌอนเสนอแผนผังในการสร้างทักษะ ซึ่งประกอบไปด้วย

ถ้าขาดพลังงานและความมั่นใจ เราก็ไม่สามารถสร้างทักษะขึ้นมาได้ พลังงานคือองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของการเรียนรู้ครับ ถ้าอะไรที่ต้องใช้พลังงานเกินกว่าระดับขั้นต่ำที่จำเป็น มันจะทำให้เรารู้สึกว่าเรื่องนั้นยาก เกิดหมดกำลังใจไปซะก่อน แล้วล้มเลิกกลางคันครับ
สิ่งที่ใช้พลังงานน้อยจะช่วยให้เราก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เรารู้กันอยู่แล้วว่าการเรียนรู้ต้องเริ่มต้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เหมือนสุภาษิตจีนที่ว่า หนทางหมื่นลี้ต้องเริ่มต้นที่ก้าวแรก แต่ฌอนเสริมว่าต้องดูด้วยว่าเมื่อก้าวไปแล้วหนึ่งก้าว เรารู้สึกเหนื่อยแค่ไหน มีพลังงานเหลือพอที่จะก้าวไปต่อหรือเปล่า
วิธีในการวัดว่าพลังงานยังเหลือให้พอไปต่อไหมคือ ความกระตือรือร้นอยากทำขั้นตอนต่อไป ถ้าขั้นตอนแรกง่ายพอ เราจะอยากทำขั้นตอนต่อไปทันทีครับ
ฌอนยกตัวอย่างเรื่องเล่าของซูซาน เคน นักเขียนที่มีนิสัยเก็บตัว และกลัวการพูดต่อหน้าคน วันหนึ่งเธอได้รับเชิญให้ขึ้นพูดบนเวที TED Talks ที่มีคนเข้าฟังประมาณ 1,500 คน ซูซานอยากขึ้นพูดบนเวที เพราะจะเป็นการได้โปรโมทหนังสือของตัวเอง แต่ก็กลัวการขึ้นเวทีมากครับ

ซูซานเลยสมัครเข้าอบรมสอนพูดในที่สาธารณะ วันแรกของการอบรม สิ่งที่ผู้จัดให้ผู้เข้าร่วมอบรมทำคือแนะนำตัวเองแล้วนั่งลง พอแนะนำตัวครบทุกคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน แล้วสัปดาห์ต่อ ๆ มา ผู้จัดก็ค่อย ๆ เพิ่มกิจกรรมให้ทำ
ในตอนแรกคนที่กลัวการพูดต่อหน้าคนอย่างซูซานสองจิตสองใจว่าจะไปอบรมหรือไม่ไปดี แต่พอไปแล้วพบว่ากิจกรรมที่ได้ทำเป็นเรื่องที่ง่ายมาก แทบไม่ต้องใช้พลังงานเลย ทำให้ใจชื้นว่าการพูดต่อหน้าคนอาจจะไม่ได้ยากเหมือนที่กลัว จนเธอจบหลักสูตรและได้ขึ้นพูดบนเวที TED Talks ในที่สุดครับ
ฌอนยกตัวอย่างวิธีวาดวาฬที่เขาเคยทดลองสอนคนมาแล้วหลายคน แม้จะเป็นคนที่ไม่มีฝีมือในการวาดรูปก็สามารถวาดวาฬออกมาได้สวยพอ ๆ กับฌอนวาดเองเลย วิธีวาดวาฬในแบบของฌอนมี 6 ขั้นตอนครับ คือ
ขั้นตอนที่ 1: วาดสี่เหลี่ยม

ขั้นตอนที่ 2: เติมปาก

ขั้นตอนที่ 3: ใส่ตา

ขั้นตอนที่ 4: วาดครีบ

ขั้นตอนที่ 5: วาดหาง

ขั้นตอนที่ 6: พ่นน้ำ

ถ้าสิ่งไหนลงมือทำได้ง่าย เราจะเกิดความมั่นใจและสนุกไปกับมัน จนอยากทำมันให้สำเร็จครับ
มาถึงองค์ประกอบที่ 2 ของการสร้างทักษะ ซึ่งคือความมั่นใจ ฌอนเล่าเรื่องหลานสาวของเขาที่กำลังขึ้น ม.1 บ่นว่าวิชาคณิตศาสตร์ของชั้น ม.1 ยากมาก ๆ ฌอนเลยถามว่า แล้ววิชาคณิตศาสตร์ของ ป.6 ล่ะยากไหม? หลานสาวตอบว่าง่าย ฌอนถามต่อว่าแล้วของ ป.5 ป.4 ป.3 ล่ะ หลานสาวก็ตอบว่าง่ายหมด
ทุกอย่างที่ผ่านมาล้วนง่ายทั้งนั้น พวกเราทุกคนล้วนรู้สึกว่างานหรือทักษะใหม่ ๆ จะยากในตอนแรก แต่เมื่อทำไปนาน ๆ สิ่งที่เคยยากจะกลายเป็นเรื่องง่าย ยิ่งนานวันเรายิ่งมีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้นครับ
ทักษะจะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าเราขาดความมั่นใจ การมีความมั่นใจจะทำให้คนที่กังขาในความสามารถของตัวเองรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้แย่อย่างที่คิด ในทางกลับกันการสูญเสียความมั่นใจก็ส่งผลให้ฟอร์มตกได้เหมือนกันครับ
นักกีฬาที่ทำพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการแข่งขันติดต่อกันจะเริ่มสูญเสียความมั่นใจ ส่งผลให้พวกเขาทำผลงานออกมาได้ไม่ดี ถ้าพลิกให้ตัวเองกลับมามีความมั่นใจไม่ได้ พวกเขาก็จะฟอร์มตกไปเรื่อย ๆ
แต่ภาวะฟอร์มตกไม่ได้หมายความว่า จู่ ๆ ทักษะของนักกีฬาคนนั้นก็หายไปเลย มันเกี่ยวข้องกับความมั่นใจครับ ฌอนบอกว่าความมั่นใจมาก่อนทักษะ ถ้ามั่นใจไม่ว่าทักษะอะไรก็สร้างขึ้นได้ทั้งนั้น
ฌอนเสนอแนวคิดที่เรียกว่า พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ สมัยที่เราเป็นนักเรียน เราถูกกดดันว่าต้องตั้งใจเรียน ต้องมีสมาธิ ต้องทำการบ้าน ต้องอ่านหนังสือ เพราะเรากลัวว่าจะถูกหักคะแนนถ้าทำข้อสอบผิด
แต่การเรียนรู้ควรจะเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น ควรจะเป็นความสุข และเรารู้สึกถึงความก้าวหน้า จนอยากเรียนรู้ให้มากยิ่งขึ้นไปอีก พื้นที่ปลอดภัยจึงสำคัญสำหรับการเรียนรู้ครับ
แล้วพื้นที่ปลอดภัยคืออะไร? มันคือห้องเรียนที่ไม่มีบรรยากาศกดดันครับ นักเรียนไม่ต้องกังวลว่าจะจำเนื้อหาไม่ได้ ผู้สอนอนุญาตให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ หากมีนักเรียนไม่เข้าใจเนื้อหา ความผิดไม่ได้อยู่ที่นักเรียน แต่เป็นความรับผิดชอบของผู้สอนที่ต้องหาวิธีที่เหมาะสมมาสอนนักเรียนให้เข้าใจ
ตอนเริ่มต้นเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เราจะเต็มไปด้วยข้อผิดพลาด แต่พอถึงจุดหนึ่งเราจะแม่นยำขึ้น รู้ว่าต้องเลี่ยงความผิดพลาดยังไง และเมื่อไหร่ที่ความผิดพลาดกลายเป็นศูนย์ เมื่อนั้นเราก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นครับ
การผิดพลาดไม่ใช่เรื่องที่ควรโดนตำหนิ กลับกันมันเป็นแก่นแท้ของการเรียนรู้เลยครับ ยิ่งรวมกลุ่มกัน เรายิ่งเรียนรู้จากความผิดพลาดได้มากขึ้น เพราะบางครั้งเราอาจมองไม่เห็นความผิดพลาดของตัวเอง แต่คนอื่นอาจมองเห็น หรือเรามองเห็นความผิดพลาดของคนอื่น แล้วเรียนรู้จากมันร่วมกันครับ
ในกลุ่มเรียนจำนวน 6-7 คน เมื่อได้รับโจทย์ท้าทายใหม่ ๆ แต่ละคนจะทำพลาดประมาณ 1-4 ครั้ง/คน ซึ่งหมายความว่าในกลุ่มนั้นจะมีตัวอย่างความผิดพลาดให้ได้เรียนรู้ 10-20 ครั้งเลยทีเดียว มากกว่าการเรียนรู้ตามลำพังครับ
ความผิดพลาดแบ่งได้เป็น 3 กรณี
- ไม่รู้ว่าตัวเองผิดพลาด
- รู้ว่าตัวเองผิดพลาด แต่ไม่รู้จะแก้ไขยังไง
- รู้ว่าตัวเองผิดพลาด และรู้วิธีแก้ไข
ถ้าเราได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เราจะสามารถฝ่าฟันความผิดพลาด สามารถทำสิ่งนั้นได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ จนกลายมาเป็นคนที่มีทักษะเก่งพอตัวได้ไม่ยากครับ ซึ่งทักษะระดับเก่งพอตัวนี้สามารถทำได้จริง และมันสามารถขยายออกไปได้ไกล
เพื่อน ๆ สามารถเล่นกีต้าร์เก่งพอตัว พูดภาษาญี่ปุ่นเก่งพอตัว ทำอาหารเก่งพอตัว หรือเต้นเบรกแดนซ์เก่งพอตัวภายในคน ๆ เดียวได้ครับ ต่างจากการเก่งระดับอัจฉริยะที่ต้องทุ่มสุดตัวให้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงแค่สิ่งเดียว ต้องเก่งแบบไร้ข้อกังขา ต้องเก่งโดดเด่นระดับโลก แต่จะมีทักษะติดตัวไม่หลากหลายครับ
ทั้งหมดนี้คือเนื้อหาคร่าว ๆ จากหนังสือ Suddenly Talented: วิชาเก่งปุบปับ เขียนโดย ฌอน เดอซูซา ตีพิมพ์เป็นภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น ราคา 250 บาทครับ

Suddenly Talented: วิชาเก่งปุบปับ
สามารถสั่งซื้อได้ที่ Shopee: https://s.shopee.co.th/8AUP9wuDzJ
หรือซื้อแบบ ebook: https://www.aitim.co/s/85j1
ซื้อผ่านลิงค์เป็นการสนับสนุนช่องครับ