นิยาย

โฉมงาม – ตอนที่ 2/4

Share

ปัดพาเพื่อนมานั่งที่โต๊ะรับแขกข้างในสำนักงาน เห็นความเปลี่ยนแปลงของเพื่อนก็ทักขึ้น

“เดี๋ยวนี้แกสวยขึ้นนะยะยายเกด ตกลงที่เคยบอกฉันว่าพอจบปีสี่จะบินไปทำศัลยกรรมที่เกาหลี นี่ไปมาแล้วใช้หรือเปล่า?”

เกดชูนิ้วชี้ขึ้นมาปรามความคิดเพื่อน

“เปล่าจ้า… ไม่จำเป็นต้องไปเจ็บตัวขนาดนั้น   เดี๋ยวนี้โลกหมุนไหวจนศัลยกรรมเป็นของเชยไปเสียแล้ว”

ปัดพยักพเยิดให้ท่าทีมั่นอกมั่นใจของเพื่อน หันมาทักเพื่อนอีกคนบ้าง

“แกก็ดูเปลี่ยนไปนะ หน้าดูมีความสุขไม่ได้อมทุกข์เหมือนเมื่อก่อน ถามจริงตอบตรง แกมีความรักหรือเปล่ายะ?”

“เปล่าย่ะ สถานะฉันยังขึ้นว่าโสด คงเป็นเพราะฉันได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น เข้าใจชีวิตมากขึ้น แล้วก็กินอาหารเสริมอีกนิดหน่อย”

“นี่! ขอเข้าเรื่องเลยนะ” เกดแทรกขึ้น “ที่มาวันนี้ฉันอยากจะให้เพื่อนรักอย่างแกช่วยอุดหนุนสินค้าสักชิ้นสองชิ้น นี่ก็ใกล้จะถึงวันปิดยอดแล้ว ฉันยังทำได้ไม่ถึงเป้าเลย” พูดพร้อมหยิบแคตาล็อกเล่มหนาออกมาจากกระเป๋าถือ “ที่เห็นว่าฉันสวยขึ้นเป็นเพราะใช้ผลิตภัณฑ์ยี่ห้อนี้แหละ”

“เอ็กวายซี คอสเมโทโลจี” ปัดอ่านหน้าปกซึ่งเป็นชื่อบริษัท “เดี๋ยวนี้แกขายตรงบริษัทเครื่องสำอางเหรอ?”

“ใช่ ฉันลองใช้เองดูก่อน แล้วเห็นว่าดีเลยอยากแนะนำคนอื่นให้ได้ใช้บ้าง ถ้าแกสั่งซื้อฉันมีส่วนลดราคาสมาชิกให้ หรือถ้าแกสนใจสมัครมาเป็นเครือข่ายฉันจะยินดีมาก”

ปัดพลิกไปพลาง พูดไปพลาง โดยไม่ละสายตาจากแคตาล็อก “แกรู้ไหม? กว่าจะได้เครื่องสำอางพวกนี้มาใครต้องเจ็บตัวบ้าง”

ลัดดาและเกดสบตากัน เป็นอันรู้กันว่าปัดได้เข้าสู่โหมดแม่ชีอย่างสมบูรณ์แล้ว

“พวกสัตว์ไง นักวิจัยที่คิดค้นเครื่องสำอางพวกนี้ ใช้สัตว์มาทดลองว่ามีผลระคายเคืองหรือสารตกค้างอะไรไหม แล้วกว่าเครื่องสำอางแต่ละตัวจะสมบูรณ์ พวกสัตว์ต้องตายในห้องทดลองไปกี่ตัว รกแกะก็อีก แม่แกะเกิดมามีเพียงหน้าที่เดียวคือตั้งท้องเพื่อให้มนุษย์เอารกมันไปทาหน้า แกะเป็นสัตว์ไม่ใช่เครื่องจักร ร่างกายมันทรุดโทรมและทรมานได้เหมือนกัน” ปัดชี้แจงหน้าตาเป็นจริงเป็นจัง

“ค่ะ!” เกดพูดเสียงเจื่อน ไปไม่ถูกเท่าไหร่กับอารมณ์นี้ของเพื่อน “ตกลงแกจะไม่ช่วยอุดหนุนใช่ไหม ไม่เป็นไร ก็แค่เดือนหน้าทั้งเดือนเพื่อนแกคนนี้ไม่มีเงินซื้อข้าวกินเท่านั้นเอง”

“อย่ามาดราม่าใส่นะยะ ไหน ๆ สัตว์มันก็อุตส่าห์ตายไปแล้ว ช่วยอุดหนุนสินค้าแกสักอย่างก็แล้วกัน”

“แหม รักที่สุดเลยเพื่อนคนนี้ อย่าลืมชวนเพื่อนในที่ทำงานแกมาดูแคตาล็อกฉันด้วยล่ะ” เกดพูดพลางกวาดสายตามองเพื่อนร่วมงานของปัด


ในที่สุดวันที่ลัดดารอคอยก็มาถึง 3 วันต่อจากนี้ชีวิตของเธอจะไม่ได้มีแค่กินกับนอนหน้าโทรทัศน์ นี่เป็นการไปเที่ยวทะเลครั้งที่สองของเธอ ครั้งแรกไปกับโรงเรียนสมัยประถมหก ห่างจากตอนนี้ไม่กี่ปีเองมั้ง

ลัดดามารอยังที่นัดหมาย สามแยกหน้าตลาดเทศบาล ที่ซึ่งเจ้าหน้าที่สาวบอกว่าจะมีรถมาจอดรับเวลา 9 นาฬิกาตรง   ระหว่างที่รอลัดดาก็พยายามนึกว่าเธอลืมเตรียมอะไรใส่กระเป๋ามาหรือเปล่า คิดไปคิดมารถทัวร์ปรับอากาศลวดลายการ์ตูนน่ารักสีสันสดใสที่มีเฉพาะในประเทศไทยก็มาจอดตรงหน้า ประตูเปิดออกพร้อมเสียงเพลงคึกคักดังลอดออกมา

เธอหิ้วกระเป๋าสองใบไว้ในมือ ก้าวขึ้นรถที่มีเสียงเพลงดังระทึกผิดแผกจากคันอื่น ๆ บนท้องถนน ข้างในนี้มีแต่คนรูปร่างเหมือนเธอนั่งหน้าสลอนอยู่เกือบเต็มคัน ทุกสายตาจับจ้องมาที่เธอ นั่นสร้างความประหม่าให้อย่างมาก เธอไม่รู้จะไปนั่งไหนดี จนกระทั่งมีหญิงสาวทรวดทรงงามเข้ามาคุยเสียงหวานด้วย ถ้าเดาไม่ผิดเธอคงเป็นคนเดียวกับในโทรศัพท์ที่โทรมาเมื่อหลายวันก่อน

“สวัสดีค่ะคุณลัดดา” เธอไหว้เสียสวย “ดิฉันชื่อแหม่มนะคะ เป็นผู้ประสานงานกิจกรรมนี้ ที่นั่งของคุณอยู่ทางนี้ตามมาเลยค่ะ”

แหม่มเดินนำลัดดามายังที่นั่งแถวเกือบสุดท้าย แต่แถวนี้เป็นแถวสุดท้ายที่มีคนนั่ง ลัดดารู้ตำแหน่งที่นั่งของเธอทันทีโดยไม่ต้องรอให้แหม่มบอก ก็ทั้งแถวเหลือที่นั่งเพียงที่เดียว เธอยกกระเป๋าใบใหญ่ยัดใส่ช่องสัมภาระโดยได้รับการช่วยเหลือจากแหม่ม   เสร็จแล้วก็ทิ้งก้นลงเบาะที่นั่งนุ่ม ๆ

“ออกรถได้เลยค่ะ” แหม่มตะโกนบอกคนขับ แล้วรถคันใหญ่ก็เคลื่อนที่ไปข้างหน้า เธอหันมาพูดกับลัดดา “ดิฉันขอตัวก่อนนะคะคุณลัดดา” เธอรอให้ลัดดาพยักหน้าให้ก่อนจะเดินไปที่นั่งโดยสารหน้าสุด

“สวัสดีจ้ะ พี่ชื่อแก้วนะ หนูชื่อลัดดาล่ะสิ ยินดีที่ได้รู้จักนะ” ผู้หญิงที่นั่งข้าง ๆ ติดหน้าต่างทักทายลัดดาอย่างเป็นกันเอง เธอแต่งตัวเชย ๆ ดูวัยล่วงเลยไปวัยป้าแล้ว แต่ยังเรียกแทนตัวเองว่าพี่อยู่

“ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะพี่แก้ว” ลัดดายิ้มให้ไม่กว้างนัก เออออเรียกพี่ตามไปด้วย

“ส่วนฉันชื่อผกา มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ” หญิงวัยเดียวกันกับป้าแก้วแนะนำตัวเอง เธอนั่งที่นั่งอีกฝั่ง แต่งตัวชุดคลุมยาวสไตล์สาวยิปซี ผมดัดเป็นลอนเล็กมีผ้าโพกศีรษะไว้ แต่งหน้าจัด ลมหายใจมีกลิ่นบุหรี่โชยออกมา เธอดูไม่อ้วนเท่าไหร่นัก

“หนูชื่อพจมานค่ะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะพี่ลัดดา” คนนี้เป็นเด็กสาว ดูแล้วน่าจะเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย ใน 4 คนนี้เธออ้วนสุด ตาตี่เล็กจนเหมือนไม่ได้ลืมตา ผมยาวถักเปียมาถึงข้อศอก ชุดที่ใส่ก็เป็นแนววินเทจ เธอคงไม่คิดว่าตัวเองคือพจมาน สว่างวงศ์หรอกนะ


เวลาเที่ยงวันกว่า ๆ รถทัวร์พาคณะผู้โชคดีมาจอดรับประทานอาหารกันที่ร้านอาหารอีสานแห่งหนึ่ง ผู้ประสานกิจกรรมประกาศให้ทุกคนทราบว่าใกล้ถึงที่พักแล้ว ขณะนี้ถึงเวลาอาหารกลางวันและประกาศรายละเอียดกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นคร่าว ๆ ดังนี้

วันแรกเมื่อถึงที่พักให้ทุกคนนำสัมภาระเข้าไปเก็บในห้องพักและในตอนเย็นจะมีกิจกรรมสานสัมพันธ์ วันที่สองมีกิจกรรมกลางแจ้งบนชายหาด ตอนเย็นมีปาร์ตี้ปิ้งย่างริมหาด วันสุดท้ายเป็นการตะลอนชิมอาหารร้านดังต่าง ๆ และเดินทางกลับในเวลาบ่าย 3 โมง

ประกาศจบก็เชิญผู้โชคดีทุกท่านลงไปรับประทานอาหาร ร้านอาหารอีสานร้านนี้เป็นร้านริมทางที่มีโต๊ะยี่สิบกว่าตัว โต๊ะแต่ละตัวมีเก้าอี้นั่งได้สี่ที่ สี่สาวแถวท้ายสุดนั่งร่วมโต๊ะกัน ไม่นานอาหารหน้าตาน่าอร่อยก็มา พร้อมส่งกลิ่นหอมอยู่บนโต๊ะ บรรยากาศของร้านเย็นสบายมีลมโกรกเพราะร้านไม่มีผนังใด ๆ กั้น

ลัดดานึกตะหงิดอยู่ในใจ การมาเที่ยวฟรีครั้งนี้เป็นเที่ยวทุนต่ำอย่างที่เคยสันนิษฐานเอาไว้อย่างแน่นอน ที่พักที่แหม่มพูดถึงคงหนีไม่พ้นบังกะโลเหมาโหลจ่ายครึ่งราคา รู้อย่างนี้นอนอยู่บ้านดีกว่า เสียเวลาจัดกระเป๋าเปล่า ๆ

ทั้งสี่คนรับประทานอาหารอย่างมีมารยาท ตักคำพอดีปาก ไม่เคี้ยวเสียงดัง ไม่ใช้มือหยิบ แม้จริง ๆ แต่ละคนเป็นคนตะกละตะกลามกันจนเป็นนิสัย บนโต๊ะไม่มีเสียงสนทนาปราศรัย จนกระทั่งเดินขึ้นรถมานั่นแหละลัดดาก็เปิดประเด็นที่ค้างคาอยู่ในใจ

“หนูว่านะ ไอ้ทัวร์นี้ไม่ลงทุนแน่นอน กลัวว่าเราจะได้รับประทานอาหารแบบนี้ไปเสียทุกมื้อ ที่พักอาจเป็นบังกะโลเก่า ๆ โทรม ๆ ไกลจากชายหาดแน่เลย” เธอพูดเสียงเบาให้พอได้ยินกันเฉพาะแค่ในกลุ่ม

“นั่นสิคะ รู้อย่างนี้พจมานไม่มาตามคำแนะนำของคุณนายแม่ก็คงดี” สาวมัธยมคนเดียวในกลุ่มสนับสนุนคำพูดของลัดดา   ไม่ว่าใครได้ยินคำพูดคำจา ศัพท์แสง น้ำเสียงจีบปากจีบคอ คงมีอาการหมั่นไส้อยู่ในใจไปตาม ๆ กัน

ลัดดาพูดต่อ

“บริษัทนี้ไม่มีชื่อเสียงเลยนะคะ ขนาดหนูชอบดูทีวีมาก ยังไม่ค่อยเห็นสินค้าบริษัทนี้ออกโฆษณาบ่อยเท่าบริษัทอื่น ไม่รู้มีแต่เรา ๆ หรือเปล่าที่อุดหนุน”

“บริษัทเขาคงกำลังโตมั้ง ลดงบจัดกิจกรรมเอาไปลงทุนส่วนอื่น” ป้าแก้วแก้ต่าง

“แหม… ถ้าจะประหยัดขนาดนี้ งดไปเลยดีกว่า จัดแค่นี้ให้เป็นขี้ปากเรา ๆ เอาไปนินทาเสียเปล่า” ป้าผกาจิก

“เกิดสมมุติวันใดพวกเราเลิกอุดหนุนไป บริษัทนี้มีหวังเจ๊งล้มละลายแน่เลยค่ะ” ลัดดาแซว แล้ว 4 สาวแถวหลังสุดก็ปล่อยเสียงหัวเราะครืนใหญ่ คนจ้ำม้ำทั้งรถหันมามองเป็นตาเดียว สงสัยนักว่าพวกหล่อนขำอะไรกัน

หนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน เมื่อรถเคลื่อนออกจากร้านอาหารอีสานมาได้สักพัก ผู้โดยสารก็เริ่มทยอยพับเปลือกตาลง   อากาศในรถเย็นสะใจ ถ้าตอนนี้ลัดดาอยู่ที่บ้านหลังมื้ออาหารเช่นนี้เธอคงนอนจ่อพัดลมอยู่หน้าโทรทัศน์ สภาพไม่ต่างจากตอนนี้

คนขับรถทัวร์ตัวผอมกะหร่องก็รับประทานอาหารกลางวันจนหนังท้องตึงด้วยเหมือนกัน บรรยากาศเย็นสบายอย่างนี้ แถมแดดข้างนอกไม่แรงขนาดสะท้อนกับพื้นถนนเข้าตาแล้วแสบ ทุกอย่างทำให้เขานึกถึงชีวิตที่บ้านนอก เมื่อเสร็จจากมื้อกลางวัน เขามักมานอนหนุนตักเมียบนแคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นมะม่วง  มองออกไปเห็นต้นข้าวที่ลงแรงปลูกเอง เขียวขจีเต็มท้องทุ่ง คิดถึงช่วงเวลานั้นเสียจริง

ฟุบ!

Share

Leave a Reply

What's New

เศรษฐีชี้ทางรวย ปรัชญาสร้างความมั่งคั่งจากบุรุษผู้ร่ำรวยที่สุดแห่งบาบิโลน

ถ้าพูดถึงเรื่องการเงิน หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องซับซ้อน มีหลายอย่างที่ต้องทำความเข้าใจมากเกินไป แต่จริง ๆ แล้วแก่นหลักที่จะทำให้ใครสักคนมั่งคั่งมีแค่ไม่กี่ข้อเองครับ และเป็นเหมือนสัจธรรมด้านการเงินที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัย หลักการเหล่านี้ก็ยังใช้ได้ดีอยู่ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Richest Man in Babylon ชื่อไทยมีหลายชื่อเลยครับ แล้วแต่ว่าตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ไหน ชื่อที่เห็นบ่อยคือเศรษฐีชี้ทางรวย หรือบุรุษผู้มั่งคั่งที่สุดในบาบิโลน เขียนโดยจอร์จ ซามูเอล...

Frankenstein: แฟรงเกนสไตน์ – เมื่อมนุษย์ทะเยอทะยาน ฝืนอยากเล่นบทพระเจ้า

ปีศาจสยองขวัญยุคคลาสสิก นอกจากแดร็กคูล่า มนุษย์หมาป่า และมัมมี่ ยังมีปีศาจจากเรื่องแฟรงเกนสไตน์ที่มีภาพจำเป็นปีศาจตัวยักษ์สีเขียว ทั้งตัวมีแต่รอยเย็บ ตรงขมับมีหมุดเหล็กปักอยู่ ไอติมบุ๊คคลับ ep นี้จะมาเล่าเรื่องจากนิยายไซไฟสยองขวัญเรื่องแฟรงเกนสไตน์ (Frankenstein) ผลงานเขียนของแมรี เชลลีย์ (Mary Shelley) ซึ่งเรื่องราวชีวิตส่วนตัวของเธอก็น่าสนใจมาก ไว้ผมจะเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังในตอนท้ายครับ ตัวละครหลักของเรื่องนี้คือวิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ (Victor Frankenstein)...

Suddenly Talented วิชาเก่งปุบปับ เทคนิคเรียนรู้จนกลายเป็นคนเก่ง แบบไม่ต้องพึ่งพรสวรรค์

ตั้งแต่เด็กเรามักถูกปลูกฝังว่า คนเราเกิดมามีพรสวรรค์ไม่เท่ากัน หรือ ถ้าไม่เก่งตั้งแต่เด็กก็คงไม่มีวันเก่ง แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งครับที่บอกว่า ความเก่งสร้างได้จากศูนย์ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Suddenly Talented: วิชาเก่งปุบปับ เขียนโดย ฌอน เดอซูซา (Sean D’Souza) ก่อนเข้าเนื้อหาของหนังสือ ผมขออธิบายความหมายของคำว่า Talented ก่อนนะครับ ความหมายแรกของคำนี้ที่คนมักนึกถึงคือ พรสวรรค์ แต่คำนี้ยังหมายถึงความสามารถได้ด้วยครับ เหมือนรายการโชว์ความสามารถ...

365 วิธี สมองดีขึ้นได้ในทุก ๆ วัน เรื่องง่าย ๆ ที่หมอสมองอยากให้คุณทำทันที

สมองของมนุษย์มีความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลเทียบเท่าหนังสือพิมพ์ 6 ล้านฉบับ กาแล็กซีทางช้างเผือกมีดาวประมาณ 100,000 ล้านดวง และสมองในกะโหลกเล็ก ๆ ของเรามีเซลล์สมองประมาณ 100,000 ล้านเซลล์พอ ๆ กันเลยครับ เซลล์สมองแต่ละเซลล์มีการเชื่อมต่อกับเซลล์อื่น ๆ บางเซลล์มีแค่ไม่กี่จุด แต่บางเซลล์อาจมีมากถึง 10,000 จุดเลยครับ เมื่อรวมกันแล้วเซลล์สมองของเรามีการเชื่อมต่อกันมากถึง 100 ล้านล้านจุด แต่ละเซลล์สื่อสารกันตลอดเวลา...

Million Dollar Weekend ธุรกิจเงินล้าน สร้างได้ภายใน 48 ชั่วโมง

ช่วงนี้หลายคนสนใจการเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียว ภาษาอังกฤษบางคนเรียกว่า Solopreneur บางคนเรียกว่า One-Person Business ความหมายของทั้งสองคำนี้คือ ธุรกิจที่เจ้าของเป็นคนลงมือทำ บริหาร และตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเองแบบไม่จ้างใครเลย โดยเน้นใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลมาช่วยครับ ผู้ประกอบการตัวคนเดียวเป็นโมเดลธุรกิจที่จัดการง่าย มีความคล่องตัวสูงเพราะทำคนเดียว และใช้เงินลงทุนไม่มาก บางธุรกิจอาจเริ่มต้นได้ด้วยเงิน 0 บาทเลยด้วยซ้ำครับ และธุรกิจตัวคนเดียวสามารถทำไปพร้อมกับงานประจำได้ โดยไม่จำเป็นต้องลาออก ผมสนใจแนวคิดนี้และกำลังเริ่มศึกษา ได้ไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เหมาะสำหรับคนอยากเริ่มต้นเรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียวครับ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Million...

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

Related Articles

ชุดขาว – ตอนที่ 5/5 (จบ)

ถึงเวลาร้านปิด ทุกคนทะยอยกันกลับทางใครทางมัน กลุ่มของเหรียญยังมีสติกันครบ ยกเว้นหยวนที่หมดสภาพไปแล้ว ลำบากเหรียญและแบงค์ต้องหิ้วปีกกลับมาขึ้นรถของพี่ปอนด์ เหรียญกำชับให้เพื่อน ๆ หาถุงพลาสติกติดมือขึ้นรถไปด้วย เผื่อหยวนอ้วกระหว่างทางจะได้ไม่เหลือหลักฐานทิ้งไว้บนรถ ดูเหมือนฟรังก์จะติดใจบรรยากาศร้านในวงเหล้า ระหว่างทางกลับเธอเล่ามุกตลกที่โดนใจซ้ำให้เพื่อนในรถฟังอีกครั้ง คนระดับเธอมาเจออะไรแบบนี้เท่ากับได้เปิดโลกทัศน์เลยทีเดียว...

ชุดขาว – ตอนที่ 4/5

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความกังวลใจให้กับคนทุกระดับในสังคม แม้แต่ทางมหาวิทยาลัยก็ออกประกาศเตือนนักศึกษาให้ขับขี่รถอย่างระมัดระวัง งดสังสรรค์จนดึกดื่น ตลอดเวลาหนึ่งภาคการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย มีข่าวเกี่ยวกับผีชุดขาวให้ได้ยินไม่เคยขาด หลังสอบวิชาหนึ่งเสร็จ เหรียญและเพื่อน ๆ นัดกันกินมื้อกลางวันที่โรงอาหารประจำคณะ กินไปพลางพูดเรื่องข้อสอบที่เพิ่งทำมา จนเข้าเรื่องผีชุดขาวในที่สุด “สักวันหนึ่งจะมีคนใดคนหนึ่งในกลุ่มเราเจอผีชุดขาวไหมวะ?”...

ชุดขาว – ตอนที่ 3/5

ใกล้เวลาเรียนวิชาแรกเข้าไปทุกที อาจารย์ประจำวิชายังไม่มีทีท่าว่าจะมาถึง ระหว่างนี้มีนักศึกษาชายคนถึงลุกไปเปิดประตูห้องเรียนให้ใครคนหนึ่งเดินเข้ามา ทีแรกทุกคนนึกว่าเป็นอาจารย์ พากันเงียบกริบแล้วหันมามองเป็นตาเดียว ทว่าแท้จริงแล้วเป็นอัฐ เพื่อนร่วมชั้นปี ชายหนุ่มร่างท้วม ผิวคล้ำ ที่ตอนเข้าค่ายวันนั้นยังเห็นปกติสบายดี แต่ตอนนี้เขาต้องเดินกะเผกโดยใช้ไม้ค้ำยันช่วยพยุง ขาข้างขวามีเฝือกดามอยู่...

ชุดขาว – ตอนที่ 2/5

เล่าจบเพื่อนนักศึกษาใหม่ก็ส่งเสียงฮือฮา ขนลุกขนพองไปกับเรื่องที่อัฐเล่า ไม่อยากจินตนาการเลยว่าหากเป็นต้องไปตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น จะประคองสติไว้กับตัวเช่นใด เหรียญหัวเราะหึในลำคอ แววตาส่องประกายเหมือนคนจับโกหกคนอื่นได้ เขาหันหน้าไปคุยกับเพื่อน ๆ “นี่แบงก์ นายกลัวผีหรือเปล่า?” “ไม่รู้สิว่ากลัวไหม ไม่เคยเจอเองกับตัว...

error: Content is protected !!