มุกลัดดาเขย่าตัวจ้อน ไม่นานเขาก็ตื่นด้วยอาการมึนงงว่าตนมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ถามมุกลัดดาเธอก็เลิกคิ้วใส่ แล้วตอบกลับมาว่านายเป็นคนนำทุกคนมาช่วยณภัทรที่นี่เอง เพื่อน ๆ ช่วยกันแบกณภัทรซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่ต่ายเป็นคนขี่ ประกบท้ายด้วยต้อมแล้วแล่นออกไป พาณภัทรส่งยังโรงพยาบาลอย่างทุลักทุเล เพราะการบังคับรถจักรยานยนต์ที่แบกน้ำหนักไว้เกือบสองร้อยกิโลกรัมไม่ใช่เรื่องง่าย จ้อนขึ้นซ้อนท้ายต้า น้ำเพชรซ้อนท้ายมุกลัดดา ทั้งหมดตามคันข้างหน้าไป
มาถึงโรงพยาบาลณภัทรยังคงไม่ได้สติ บุรุษพยาบาลรีบเข็นเตียงมารับ นางพยาบาลเอาเครื่องมือมาวัดความดันโลหิตของณภัทรได้ 90 จากนั้นก็จัดแจงนำท่อออกซิเจนมาเสียบรูจมูกณภัทร บอกกับเพื่อน ๆ ของเขาว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพียงแค่หมดสติเพราะอ่อนเพลียได้นอนพักอาการจะดีขึ้นเอง คาดว่าไม่น่าเกินหกชั่วโมงเขาคงฟื้น จ้อนจึงบอกขอให้นำเพื่อนเขาพักห้องพิเศษ น้ำเพชร มุกลัดดา ต่าย ต้อม ต้า ขอตัวกลับไปเรียน ไว้ตอนเย็นจะมาเยี่ยมใหม่ ทิ้งจ้อนให้เฝ้าณภัทรอยู่คนเดียว
ประมาณหกโมงเย็นณภัทรได้สติ จ้อนลุกไปถามไถ่อาการ แต่ณภัทรถามกลับมาว่าทำไมแกมีตั้งสามหัว แล้วยกมือทั้งสองข้างของตนเองขึ้นดู เห็นนิ้วเรียงรายตรงหน้านับไม่ถ้วน จ้อนสังเกตเห็นอาการผิดปกติของเพื่อน จึงกดปุ่มเรียกพยาบาลที่หัวเตียง บอกให้ตามคุณหมอมาหาที่ห้องทีคนไข้ฟื้นแล้ว ไม่นานคุณหมอหนุ่มก็เดินเข้ามาพร้อมพยาบาลสองนาง ใช้ไฟฉายกระบอกเล็กที่มีไฟเพียงดวงเดียว ส่องดูรูม่านตาของณภัทร แต่เขากลับเห็นเป็นดวงไฟหลายดวงหมุนวงเป็นชิงช้าสวรรค์
คุณหมอยังไม่วินิจฉัยอย่างแน่ชัด สันนิษฐานว่าณภัทรอาจแค่หน้ามืดตาลาย เลยเห็นภาพซ้อน แต่ศีรษะของณภัทรได้รับการกระทบกระเทือนด้วย ไม่แน่ว่าอาจส่งผลถึงระบบประสาทที่ทำงานเกี่ยวกับการมองเห็น ทางที่ดีพรุ่งนี้ควรสแกนสมองตรวจสอบดูให้แน่ใจ ณภัทรใจ หายหากเขาเป็นอย่างหลังที่หมอว่า อนาคตที่ฝันอยากเป็นผู้กำกับมิวสิกวิดีโอศิลปินเกาหลีคงจบเห่ เขาจะเอาดวงตาที่ไหนดูภาคต่อของภาพยนตร์เรื่องโปรดที่กำหนดเข้าฉายปลายปีนี้
ไม่มีดวงตาก็อดหารายได้พิเศษจากการดูดวง พ่อแม่ที่รับภาระใช้หนี้สินแทนคนอื่นก็ลำบากอยู่แล้ว ยังต้องเลี้ยงดูลูกชายตาพิการอีกหรือ ทำไมชีวิตเขาถึงได้บัดซบเช่นนี้ คำสอนของหลวงลุงที่เคยบอกว่าอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดผุดขึ้นมาในหัว แต่กระนั้นณภัทรก็ไม่อาจทำใจได้ เรื่องนี้เข้ามาอย่างฉุกละหุกเกินไปไม่ทันเตรียมใจยอมรับ
จ้อนบอกเพื่อนให้ใจเย็น ๆ อย่าเพิ่งตีโพยตีพาย คุณหมอยังไม่ฟันเฟิร์มเสียหน่อยว่าตาแกจะบอด ตอนนี้ดวงตาก็ยังใช้การได้อยู่ แม้จะไม่ร้อยเปอร์เซ็นเหมือนเดิม แต่ถ้าใส่แว่นสายตาก็คงช่วยได้ และเดี๋ยวนี้มีเทคโนโลยีเลสิกแก้ไขอาการผิดปกติของดวงตาจะกลัวอะไร แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้จิตใจของณภัทรสงบลงได้ เขาคิดวิตกจริตเกี่ยวกับอาการของตนไปต่าง ๆ นานาจนผล็อยหลับไป ก่อนหน้าน้ำเพชรและมุกลัดดาจะมาเยี่ยม
“นายพัดยังไม่ฟื้นอีกเหรอ?” น้ำเพชรถามจ้อน แต่สายตามองไปยังณภัทรที่นอนอยู่บนเตียง
“ตื่นมาครั้งหนึ่งแล้ว นี่เพิ่งหลับไปก่อนหน้าพวกเธอจะมาเดี๋ยวเดียวเอง”
“คุณหมอตรวจอาการของเขาเพิ่มเติมหรือเปล่า แล้วว่ายังไงบ้าง?”
“ตอนไอ้พัดตื่น ฉันเรียกคุณหมอมาตรวจอาการมันละ เฮ้อ…”
จ้อนทอดถอนใจ ทำน้ำเพชรหันควับมาถามน้ำเสียงกระวนกระวาย
“นายถอนหายใจทำไม อาการของนายพัดน่าเป็นห่วงมากเลยเหรอ?”
“ตอนมันตื่นก็มีอาการเห็นภาพซ้อน คุณหมอบอกว่าถ้าไม่หน้ามืดตาลายก็คงมีอาการผิดปกติทางสายตา ก็ไอ้พัดมันได้รับการกระทบกระเทือนที่หัวด้วยนี่”
“โห… น่าสงสารจัง ถ้าตาบอดขึ้นมาจะทำอย่างไรล่ะทีนี้” มุกลัดดาว่า
คำพูดของเพื่อนสาวบีบหัวใจของน้ำเพชร หากชายหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียงเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เธอคงสงสารจับใจ เธอไม่อยากให้เขาประสบโชคร้ายอย่างนั้นเลย รีบกลับมาเป็นพ่อหมอณภัทรคนที่คอยทะเลาะกับเธอเหมือนเดิมเร็ว ๆ เถอะ
จ้อนมองสายตาที่น้ำเพชรมองณภัทรปราดเดียว ก็รู้ว่าความรู้สึกที่น้ำเพชรมีให้ณภัทรนั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป มันพัฒนาเกินคำว่าเพื่อนไปมาก ทั้งสองสาวขอตัวกลับ บอกพรุ่งนี้เป็นวันหยุดจะมาเยี่ยมใหม่ กลับถึงบ้านน้ำเพชรก็เล่าเรื่องของณภัทรให้แม่และยายของเธอฟัง
“เอ… สงสัยนายณภัทรจะเป็นอันธพาลจริงอย่างที่ยายเคยคิดไว้เสียละมั้ง มีเรื่องชกต่อยให้ได้ยินอยู่ตลอด ครั้งนี้ถึงกับต้องนอนโรงพยาบาลเลย ไม่อยากจะคิดว่าครั้งหน้าจะขนาดไหน” หัวหน้าฝ่ายว่าขณะจิบน้ำขิงอยู่บนโต๊ะรับประทานอาหาร
“ไม่หรอกค่ะคุณยาย นายพัดเป็นคนดี เรื่องต่อยตีไม่มีในหัว หนูว่าเขาต้องมีเหตุผลสักอย่างถึงไปที่นั่น แล้วเจ็บตัวอย่างนั้น” น้ำเพชรแก้ต่างแทน
“แหม… เข้าอกเข้าใจกันดีจังเลยนะ” เยาวภาน้ำเสียงกระแนะกระแหน ทำลูกสาวหน้าแดง
รุ่งเช้าเยาวภาฝากน้ำผักคั้นสดไปเยี่ยมณภัทร เวลาประมาณเก้าโมงเช้า มุกลัดดาขี่รถจักรยานยนต์มารับน้ำเพชรที่บ้าน บรรยากาศตอนนี้ปลอดโปร่งถนนก็โล่ง เพราะเป็นวันหยุดผู้คนไม่ต้องตื่นเช้าเร่งรีบไปทำงาน สองสาวแวะแผงขายผลไม้หน้าโรงพยาบาล ซื้อองุ่นแดงกับมะละกอสุกอย่างละครึ่งกิโลกรัมไปเป็นของฝากเยี่ยมไข้ณภัทร
ณภัทรตอนนี้กำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่บนเตียง สายตาของเขาไม่เห็นภาพซ้อนอีกแล้ว จ้อนนั่งเก้าอี้อยู่ข้าง ๆ เมื่อสักครู่เขาเพิ่งกลับมาจากห้องสแกนสมองด้วยเครื่องเอ็มอาร์ไอ ทางโรงพยาบาลนำอาหารเช้ามาส่งตอนเวลาเจ็ดโมงครึ่ง ซึ่งณภัทรเพิ่งตื่นนอนและยังไม่หิว ปกติเขาจะกินมื้อเช้าก็ตอนเรียนคาบแรกเสร็จหรือราว ๆ เก้าโมงครึ่ง ไม่ก็กินรวมกับมื้อกลางวันเป็นมื้อเดียว อาหารของทางโรงพยาบาลเป็นข้าวกล้องต้มจืด ๆ กับผัดผักอีก 2-3 อย่าง ลิ้นบอกว่าอาหารรสชาติไม่ได้เรื่อง แต่ณภัทรก็กินหมดไม่เหลือข้าวติดจานหลุมสักเม็ด
เสียงเคาะดังหน้าประตูอยู่ 2-3 ทีแล้วถูกเปิดออก สองสาวเดินเข้ามา คนหนึ่งหิ้วกระบอกน้ำอีกคนหิ้วถุงผลไม้นำมาวางไว้บนชั้นวางของเล็ก ๆ ข้างหัวเตียง ท่าทางชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนเตียงจะไม่เป็นอะไรแล้ว หน้าตาของเขาดูสดชื่นกระปรี้กระเปร่าต่างจากวานนี้ สายตาก็ดูไม่มีปัญหาอะไร เพราะเขามองดูเธอด้วยใบหน้าเรียบเฉยอย่างที่เคยเป็นทุกครั้ง สำหรับจ้อนเพื่อนสนิทที่สุดของณภัทรกลับมั่นใจว่าสายตาที่เพื่อนสบสาวเจ้านั้นไม่เหมือนเดิม ใบหน้าเรียบเฉยยังคงอยู่แต่สายตานั้นลดแววแข็งกร้าวจ้องเอาชนะลงไปมาก
ทำไมกันนะ พักหลังมานี้สบตากับณภัทรทีไร น้ำเพชรก็มีท่าทีประหม่าขึ้นมาทุกครั้ง
“แม่ฉันทำน้ำผักมาให้ ดื่มหน่อยนะ แม่บอกว่ามีแต่ผักบำรุงสายตาทั้งนั้น” น้ำเพชรพูดพลางรินน้ำผักจากกระบอกสเตนเลสใส่แก้วใสส่งให้ณภัทร
ณภัทรรับมา ยังไม่ทันเอาเข้าปาก กลิ่นเหม็นอันเป็นเอกลักษณ์ของผักแต่ละชนิดก็ฉุนปะทะจมูก
“อี๋… เหม็นเขียวชะมัดเลย แม่เธอเอาผักอะไรมาคั้นบ้างเนี่ย?”
“ผักดี ๆ มีประโยชน์ทั้งนั้นแหละ ดื่มหมดแก้วเลยจะได้ไม่เสียน้ำใจแม่ยายน้ำเพชร” มุกลัดดาว่าแล้วดันศอกณภัทรขึ้น ขอบแก้วทิ่มปากทำเขาเผลออ้าปากรับของเหลวสีเขียวเข้ม จนเกือบจะดำนั้นเข้าไปจนเกลี้ยงแก้ว เขากลืนลงคอ กลิ่นเหม็นเขียวระเบิดนาสิกประสาท พลันก็รู้เลยว่าน้ำคั้นนี้ทำมาจากผักอะไรบ้าง ใบบัวบกแก้ช้ำใน ขึ้นฉ่ายช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง สะระแหน่ช่วยขับอนุมูลอิสระ ผักบุ้งตาหวาน และกระเทียมช่วยขับสารพิษในเลือด
เสียงเคาะหน้าห้องดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นหมอหนุ่มเจ้าของไข้ เดินเข้ามาพร้อมพยาบาล ใบหน้าของทั้งคู่ดูยิ้มแย้ม เป็นหมายบอกที่ดีเกี่ยวกับอาการของณภัทร
“หมอตรวจผลการสแกนสมองของคุณณภัทรอย่างดีแล้ว ไม่พบความเสียหายอะไรครับ สายตาคุณเป็นปกติดีเช่นเดิม แต่หมออยากให้พักต่อที่นี่อีกหน่อย ยังไม่อยากให้ออกไปเจอแสงจ้า ๆ ข้างนอก ไว้เย็น ๆ ค่ำ ๆ หมอถึงจะให้ออกจากโรงพยาบาลนะครับ งั้นเชิญกันตามสบายหมอขอตัวก่อน” พูดแล้วทั้งหมอและพยาบาลก็ออกจากห้องไป
ณภัทรรู้สึกโล่งใจเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก เมื่อคืนเขาคิดกระวนกระวายกับเรื่องนี้กว่าจะหลับก็ตีสอง จ้อนแอบเห็นสายตาห่วงใยที่น้ำเพชรมองณภัทร เธอยิ้มด้วยความอิ่มเอมใจที่ชายหนุ่มปกติดีทุกอย่าง และกำลังจะได้ออกจากโรงพยาบาลเย็นวันนี้
จ้อนเคลือบแคลงสายตาคู่นั้น ที่แววตามีความหมายแฝงเช่นเดียวกับสายตาของณภัทร เพื่อนกันธรรมดาไม่มองกันด้วยสายตาแบบนี้แน่ นอกจากความสัมพันธ์ในใจของทั้งคู่จะพัฒนาจนเหนือคำว่าเพื่อน มองสองคนนี้แล้วเหมือนได้ดูภาพยนตร์โรแมนติกตอนกลางเรื่อง ที่พระนางกำลังตกหลุมรักกัน จ้อนยิ้มอย่างรู้ไต๋หันไปพูดกับมุกลัดดา
“เอ่อนี่มุกลัดดา ร้านกาแฟข้างล่างมีเค้กอร่อยมากเลย เธออยากกินเค้กฟรีไหม ฉันเลี้ยงเอง”
“หือ…” มุกลัดดาหันไปมองจ้อนอย่างไม่เชื่อหู เขามาไม้ไหน วันนี้ถึงเอ่ยปากเลี้ยงเค้กเธอ “ฉันกินของหวานไม่ได้ เพราะต้องคุมน้ำหนัก ขืนกินตามใจปาก มีหวังโค้ชได้มะเหงกใส่หัวเอา”
จ้อนถอนหายใจใบหน้าเหนื่อยหน่าย มุกลัดดาไม่รู้เลยหรือไงว่าสาเหตุที่เขาชวนเธอออกไปข้างนอกนั้นเพื่ออะไร
“งั้นเหรอ… แต่ข้าง ๆ กันมีร้านสลัด อยากกินไหมล่ะฉันจะเลี้ยง เอาเถอะจะกินหรือไม่กินก็แล้วแต่ เธอแค่ไปเป็นเพื่อนฉันก็พอ”
มุกลัดดากำลังจะบอกจ้อนว่าเธอกินสลัดเป็นมื้อเช้า แต่ไม่ทันได้ปริปากก็โดนลากแขนออกไปจากห้อง จ้อนเหนื่อยที่จะพูดจาหว่านล้อมให้มุกลัดดาออกไปพร้อมเขา เธอดูไม่ออกเลยหรือไงว่าเพื่อนของเราทั้งสองมีอะไรปิ๊งปั๊งในใจกันอยู่ จ้อนสังเกตและแอบสงสัยความรู้สึกของทั้งสองคนที่ปิดซ่อนเอาไว้มาตั้งนานแล้ว เขารู้นิสัยณภัทรเพื่อนของเขาดี หมอนี่ออกจะขี้เก๊กห่วงภาพลักษณ์ ใจจริงก็รักน้ำเพชรอยู่หรอก แต่ทำเป็นปากหนักไม่ยอมพูด น้ำเพชรเองคงรู้สึกเช่นเดียวกัน แต่เธอเป็นผู้หญิงให้เอ่ยปากบอกรักบอกชอบฝ่ายชายก่อนมันดูยังไงอยู่ นี่เป็นโอกาสดีที่ทั้งคู่จะได้เปิดเผยความรู้สึกในใจให้อีกฝ่ายได้รับรู้ จึงไม่ควรอยู่เป็นก้างขวางคอ
“อะไรกันนะสองคนนี้” น้ำเพชรยิ้มขำเพื่อน หันมาสบสายตาชายหนุ่มที่อยู่บนเตียงสีหน้าก็เปลี่ยนไปพลัน อยู่กันเพียงสองคนอย่างนี้รู้สึกประหม่าอย่างไรชอบกล ไม่รู้จะทำลายความเงียบอย่างไรดีเธอจึงเอ่ยถามถึงเหตุการณ์เมื่อวาน
“เมื่อวานนายไปทำอะไรที่บ้านท้ายซอยหลังตลาดนั่นเหรอ?”
“ฉันจะไปเปิดโปงความจริง แต่ไม่ทันคิดให้ถี่ถ้วนเลยพลาดท่า เธอรู้หรือเปล่าว่าที่นั่นเป็นคลินิกทำแท้งเถื่อน”
“จริงเหรอ!” ใบหน้าน้ำเพชรตื่นตกใจ “นายรู้ได้ยังไงว่าที่นั่นเป็นคลินิกทำแท้งเถื่อน?”
“เอ้า! เรื่องแค่นี้ทำไมพ่อหมอณภัทรจะไม่รู้ล่ะ ฉันมีตาวิเศษ มองปราดเดียวก็รู้ว่าบ้านหลังนั้นมีความลับอะไรซ่อนอยู่”
ณภัทรคุ้ยโว พอเหลือบเห็นน้ำเพชรหลุบตาลงต่ำเหมือนเบื่อหน่ายกับคำพูดเพ้อเจ้อโอ้อวดของเขาก็รู้สึกสมเพชตัวเอง ไม่อยากโกหกผู้หญิงคนนี้อีกต่อไปแล้ว เขาอยากให้เธอรับรู้ความจริงทุกอย่างเกี่ยวกับเขา รวมทั้งเรื่องของหัวใจด้วย มีคำหนึ่งที่เขาอยากเอ่ยบอกเธอแต่คงยากเกิน แค่คำว่าฝันดีเขายังไม่กล้าพูดออกไป เลยต้องบอกเลี่ยง ๆ แต่วันนี้เขาตั้งมั่นแล้วว่าจะบอกคำนั้นออกไปให้ได้ หากเธอตอบรับนับว่าโชคดี แต่หากปฏิเสธก็ภาวนาให้เธอยังเหลือความเป็นเพื่อนให้กันไว้เหมือนเดิม
น้ำเพชรยิ้มเฝื่อน เดินมานั่งเก้าอี้ข้างเตียง
“งั้นเหรอ… ได้ยินว่าพ่อหมอณภัทรดูดวงแม่นอย่างกับตาเห็น ช่วยดูดวงให้ฉันหน่อยสิ”
น้ำเพชรดูเหมือนยอมรับคำโกหกของณภัทร นั่นทำให้ชายหนุ่มรู้สึกผิดต่อตนเองไปใหญ่
“เอ่อ… ฉันยอมรับว่าฉันเป็นพ่อหมอลวงโลกจริงอย่างที่เธอครหา ต่อไปนี้ฉันจะไม่โกหกเธออีกแล้วน้ำเพชร เรื่องที่จะเล่าให้เธอฟังต่อไปนี้เป็นเรื่องจริง แล้วแต่ว่าเธอจะเชื่อหรือไม่ ฉันรู้จักกับผีตนหนึ่งชื่อมาวิน เขามีอิทธิฤทธิ์มองทะลุอดีตของคนได้ ฉันอาศัยเรื่องราวในอดีตที่มาวินเล่าเพื่อสันนิษฐานอนาคตของคนที่มาดูดวงกับฉัน รู้อย่างนี้แล้วเธอยังอยากให้ฉันดูดวงอยู่หรือเปล่า?”
น้ำเพชรนึกถึงครั้งที่ณภัทรดูดวงให้การะเกด ครั้งนั้นทำเธออึ้ง เพราะเห็นสาวจิตใจแกร่งประจำชมรม หลั่งน้ำตาร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร เมื่อโดนรื้นฟื้นความทรงจำ ดูจากสายตาที่ณภัทรพูดตอนนี้คงไม่ได้โกหก นี่อาจเป็นอีกเรื่องที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้
“ฉันเชื่อที่นายพูดนะ งั้นช่วยสันนิษฐานอนาคตให้ฉันหน่อย”
น้ำเพชรไม่กลัวณภัทรรู้อดีตของเธอ เพราะมั่นใจว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยทำอะไรผิดพลาดหรือน่าอาย จึงแบมือยื่นให้เขาเพราะนึกว่าเขาดูดวงผ่านลายมือ
ณภัทรประหลาดใจ เพราะไม่คาดคิดว่าผู้หญิงที่บูชาวิทยาศาสตร์อย่างน้ำเพชรจะเชื่อเรื่องที่ฟังเหมือนนิทานที่เขาเล่า บัดนี้หัวใจของเขาพองโต เนื่องจากได้รับการยอมรับจากเธอเสียที เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นมากุมฝ่ามือเล็ก ๆ นั้นของเธอ รู้สึกตื่นเต้นที่จะทำสิ่งที่ตั้งมั่นไว้ให้สำเร็จ
“ขอบใจนะที่เชื่อใจฉัน แต่ฉันไม่ต้องการรู้เรื่องราวในอดีตที่ผ่านมาของเธอ ฉันอยากร่วมสร้างอนาคตกับเธอมากกว่า เรามาเป็นส่วนหนึ่งในอนาคตของกันและกันนะน้ำเพชร”
จนแล้วจนรอดณภัทรก็ใจไม่กล้าพอที่จะเอ่ยประโยคนั้นออกมา แต่จะสำคัญอะไรกับเพียงแค่ลมปาก เขาจะทำทุกอย่างเพื่อให้เธอสัมผัสได้ถึงคำนั้น
จ้อนพามุกลัดดามานั่งในร้านกาแฟใกล้ ๆ ตึกผู้ป่วย ที่นี่เป็นร้านเล็ก ๆ ตกแต่งสะอาดตาด้วยโทนสีครีม-น้ำตาล เปิดเพลงบรรเลงเบา ๆ ที่ฟังแล้วอยากใช้ชีวิตช้า ๆ ไม่เร่งรีบ หอมกรุ่นกลิ่นกาแฟจากยอดดอยที่เจ้าของร้านบรรจงคัดเองทุกเมล็ด จ้อนสั่งเค้กเครปชาเขียวกับโกโก้ปั่นมากิน ทีแรกจะสั่งกาแฟดำให้มุกลัดดา แต่เธอบอกว่าดื่มกาแฟทีไรใจสั่นทุกที จึงเปลี่ยนเป็นมะนาวโซดาไม่ใส่น้ำตาลมานั่งดื่มเป็นเพื่อนจ้อนแทน
“ลากฉันมาด้วยทำไมเนี่ย สมน้ำหน้าได้เลี้ยงมะนาวโซดาฉันเลย น้ำอะไรแพงเป็นบ้าแก้วละเกือบร้อย” ประโยคสุดท้ายมุกลัดดาป้องปากกระซิบ ไม่ให้เจ้าของร้านได้ยิน
จ้อนกลืนเนื้อเค้กในปากลงคอให้หมดก่อนแล้วค่อยตอบ
“นี่เธอทั้งซื่อทั้งบื้อเลยใช่ไหม ดูไม่ออกหรือไงว่าน้ำเพชรกับไอ้พัดมีอะไรปิ๊งปั๊งในใจกัน ให้สองคนนั้นอยู่กันตามลำพังจะได้จูนคลื่นให้ตรงกันเสียที”
มุกลัดดายิ้มออกทันใด
“นายก็คิดเหมือนฉันใช่ไหม ตอนที่ออกค่ายไปค้างบ้านนายพัดทำให้ฉันมั่นใจเลยว่าผู้ชายในสเปกยายเพชรที่เคยเล่าให้ฉันฟังนั้นเป็นใครไปไม่ได้นอกจากนายพัด แหม… ป่านนี้ไม่รู้สองคนนั้นจูนคลื่นตรงกันไปกี่ย่านความถี่แล้ว” มุกลัดดายิ้มหวานตาเคลิ้ม เมื่อจินตนาการว่าเพื่อนทั้งสองที่ตนพูดถึงกำลังกุ๊กกิ๊กกันน่ารักเหมือนหนังเกาหลี มะนาวโซดาที่ดูดลงคอก็ทำหัวใจกระชุ่มกระชวยยิ่งขึ้นไปอีก
“เออ! แล้วน้ำมะนาวโซดานั่นฉันไม่ได้เลี้ยงนะ”
มุกลัดดาเปลี่ยนเป็นหน้ามุ่ย คายหลอดออกจากปากพลางเลื่อนแก้วเครื่องดื่มให้จ้อน
“ไม่เลี้ยงงั้นก็คืน แก้วละเกือบร้อย ไม่ได้เงินฉันหรอก อย่างฉันต้องชาไข่มุกใต้ตึกชมรมโน้น”
จ้อนเลื่อนแล้วมะนาวโซดาคืน “ดูดแล้วเอาคืนได้ไง น่าเกลียดจะตาย ฉันไม่เอาเงินเธอหรอกน่า แค่ต้องการให้ช่วยเหลืออะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ หน่อยเท่านั้น”
มุกลัดดาเอียงคอสงสัย “ช่วยเหลืออะไร?”
จ้อนวางช้อนตักเค้กลงแล้วนั่งตัวตรง พลางถอนหายใจทำท่าอย่างกับเรื่องที่กำลังจะพูดทำเขาคับอกคับใจ
“เธอช่วยเล่นละครเป็นแฟนฉันหน่อย”
“หา! ขอฉันเป็นแฟนเหรอ?”
“ไม่ใช่ ๆ แค่เล่นละครเฉย ๆ ไม่ได้เป็นแฟนกันจริง ๆ”
“จะให้ฉันทำอย่างนั้นทำไม?”
“อาทิตย์หน้าน้องบู้บี้จะบินกลับมาแล้ว ฉันไม่อยากหมั้นกับน้องเขา เคยเล่าเหตุผลให้เธอฟังแล้วนี่ แต่ผู้ใหญ่น่ะสิไม่สนใจฟังฉันเลย คิดว่าถ้าหากฉันมีแฟนขึ้นมา พวกท่านอาจเปลี่ยนใจ ตกลงจะเธอยอมช่วยฉันไหมเนี่ย นอกจากเธอก็ไม่รู้จะไปพึ่งใครแล้วนะ ถ้าหากเธอไม่ช่วยฉันคิดค่าน้ำมะนาวโซดาคืนสิบเท่า”
มุกลัดดาได้ฟังแล้วก็นั่งหงอย ทีแรกนึกว่าจ้อนจะขอเธอเป็นแฟนจริง ๆ เสียอีกเพราะเห็นว่ากำลังคุยเรื่องความรักของเพื่อนกันอยู่เลยคิดว่าจะถึงคราวของเธอบ้าง มารู้ว่าให้เป็นเพียงแค่แฟนกำมะลอไปหลอกตบตาผู้ใหญ่ก็ใจแป้วผิดหวัง ถึงอย่างไรก็ไม่มีเหตุผลที่เธอจะปฏิเสธ เธออยากขยับขยายความสัมพันธ์ระหว่างจ้อนให้ใกล้กันกว่าที่เป็นอยู่นี้ ได้สักคืบหรือครึ่งเซนติเมตรก็ยังดี
Leave a comment