สัปดาห์นี้ชมรมอาสาเพื่อสังคมจะเริ่มจริงจังกับการรณรงค์การรับน้อง ป้ายผ้าก็เขียนเสร็จแล้ว พร้อมนำไปแขวนไว้ตามจุดสะดุดตาต่าง ๆ ใบปิดประกาศและใบปลิว ณภัทรและจ้อนก็ช่วยกันออกแบบอย่างสวยงาม พิมพ์สี่สีพร้อมนำไปติดตามกระดานประชาสัมพันธ์ประจำคณะต่าง ๆ ทั่วทั้งมหาวิทยาลัย ช่วงเย็นจะมีการเดินรณรงค์ต่อต้านการรับน้องที่รุนแรงไปตามหอพักและลานกิจกรรมต่าง ๆ ด้วย
โดยการรณรงค์นี้จะจับเป็นคู่ เดินไปด้วยกันตามจุดที่ได้รับมอบหมาย การะเกดใช้สิทธิผู้อาวุโสที่สุดทำหน้าที่จับคู่ เธอเลือกจับคู่ได้เหมาะสมมาก จับณภัทรคู่กับน้ำเพชร จับจ้อนคู่กับมุกลัดดา ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าทั้งสองคู่นี้ไม่ถูกกัน ความจริงการะเกดอาจมีเจตนาดีแฝง เธอคงอยากให้คนทั้งสี่ได้ปรับความเข้าใจกัน
“ทำไมพี่เกดต้องให้ฉันคู่กับนายด้วยนะ” น้ำเพชรบ่นกระปอดกระแปด ระหว่างเดินไปยังหอพักชายสี่และห้า
“อย่างกับฉันอยากคู่กับเธอนักนี่ แหงสิ… เธอคงอยากคู่กับมุกลัดดาคู่เลสเบี้ยนของเธอใช่ไหม?”
น้ำเพชรหันมาค้อน
“ฉันกับยายมุกไม่ได้มีรสนิยมชอบเพศเดียวกัน ว่าแต่นายกับนายจอห์นเถอะ มีอะไรพิเศษต่อกันใช่ไหม เห็นนายจอห์นโพสอวดว่านายไปอยู่คอนโดด้วยแล้ว คงได้เสียกันเรียบร้อยแล้วสิ?”
“เฮ้ยเปล่า! คิดอะไรวิตถารอย่างนั้น ฉันชอบผู้หญิงและฉันก็แมนทั้งแท่ง” ณภัทรยืดอกโชว์
น้ำเพชรเบ้ปากใส่ รีบเดินแซงไปให้ถึงหอพักชายสี่ซึ่งอยู่ติดหอพักชายห้า ฝั่งตรงข้ามของตึกสองหลังเป็นอาคารเรียนคณะวิศวกรรม น้ำเพชรได้ยินเสียงตะโกนว๊ากดังมาจากคณะนี้ สงสัยคงกำลังมีห้องเชียร์อยู่ เธอไม่ชอบการรับน้องแบบนี้เลย คิดว่ามันไร้อารยะธรรมและดูถูกคุณค่าความเป็นมนุษย์ เมื่อไหร่วัฒนธรรมที่อ้างว่าศักดิ์สิทธิ์นักหนานี้จะหายไปจากมหาวิทยาลัยของเธอเสียที
ทางด้านคู่ของจ้อนและมุกลัดดา คู่นี้ได้รับมอบหมายให้เดินรณรงค์บริเวณลานกีฬา ชายหนุ่มดูเตี้ยกว่าหญิงสาวอย่างเห็นได้ชัด ร่างของจ้อนนั้นผอมบาง ไหล่แคบ ศีรษะโต ไร้มัดกล้ามเนื้อ ดูไม่น่าเชื่อว่านี่คือรูปร่างของผู้ชาย
ส่วนมุดลัดดานั้นรูปร่างสูงโปร่ง ดูสมบูรณ์เป็นนักกีฬา ท่าทางคล่องแคล่วว่องไว ถ้าไม่ไว้ผมซอยสั้นไม่เห็นสะโพกเอวคอดและหน้าอก คงดูไม่ออกว่าเธอเป็นผู้หญิง สีผิวของทั้งสองก็ต่างกันราวฟ้ากับเหว ผิวทั้งตัวจ้อนขาวอย่างกับกระดาษจึงขับปากชมพูให้โดดเด่น สาวผิวสองสีอย่างมุดลัดดามาเดินเคียงจึงดูคล้ำไปเลย
“ที่บ้านนายทำธุรกิจสถานเสริมความงามด้วยใช่ไหม?” มุกลัดดาถาม หลังเดินเงียบกันมานาน
“อืม” จ้อนตอบห้วน ๆ เหมือนไม่อยากคุยด้วย
“ผิวนายนี่ธรรมชาติหรือผ่านการทำอะไรมา?”
“แม่ฉันก็ผิวอย่างนี้”
“แล้วคลินิกนายชื่ออะไร?”
“นิติศักดิ์คลินิก”
“นั่นชื่อพ่อนายเหรอ?”
จ้อนแลหางตามาตำหนิมุกลัดดาว่าเธอถามมากเกินไปแล้วนะ ฉันรำคาญ
“นิติศักดิ์ นิติศักดิ์ นิติศักดิ์” มุกลัดดาพูดพลางกระโดดหย็องแหย็งไปมา
“หยุดล้อชื่อพ่อฉันได้แล้ว เล่นอะไรเป็นเด็กประถมไปได้” จ้อนรำคาญสุดจะทน
“นั่นไง พ่อนายชื่อนิติศักดิ์จริง ๆ ด้วย” น้ำเสียงมุกลัดดาเหมือนเด็กดีใจที่รับลูกบอลจากเพื่อนได้ “นิติศักดิ์ นิติศักดิ์ นิติศักดิ์” เธอพูดอย่างนี้ไปตลอดทางจนถึงลานกีฬา จ้อนแสดงท่าทีหมางเมิน เร่งฝีเท้าตีตนออกห่าง
การรณรงค์เริ่มต้นขึ้น มุกลัดดาเป็นฝ่ายถือป้ายพลางตะโกนเรียกร้องความสนใจจากผู้คนที่ผ่านไปมา “ช่วยกันหยุดการรับน้องที่รุนแรงด้วยกันนะคะ” จ้อนเป็นคนแจกใบปลิวแผ่นเล็ก ๆ ทั้งคู่เริ่มเดินตั้งแต่สนามเทนนิสไปยังสนามแบดมินตัน จนตอนนี้มาถึงสนามวอลเล่ย์บอลแล้ว เสียงตบลูกบอลดังตูมตามสนั่น ล่อใจนักวอลเล่ย์บอลเก่าอย่างมุกลัดดาให้มาเล่นด้วยกัน
นักวอลเล่ย์บอลสาวคนหนึ่งโยนลูกบอลขึ้นเหนือหัว เกร็งฝ่ามือ ตบลูกบอลมาข้างหน้า เธอไม่ได้สังเกตเห็นคนจากชมรมอาสาเพื่อสังคมกระมัง ถึงได้ตบลูกบอลให้มีทิศทางมาทางนี้ ลูกวอลเล่ย์บอลหมุนควง พุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วสูงมาหาจ้อน เพื่อนสาวที่เห็นอันตรายย่างกรายเข้ามาก็เบิกตาโพง
“นายจอห์นระวัง!”
มุกลัดดาตะโกนเสียงดัง ทำเอาทุกคนในสนามหันมามองเป็นตาเดียว เธอโยนป้ายในมือทิ้ง วิ่งมาใกล้จ้อนแล้วกระโดดลอยสูงจากพื้น เกร็งฝ่ามือง้างแขนหวดลูกวอลเล่ย์บอลเจ้ากรรมไปไกลถึงสนามเทนนิส ท่ามกลางอาการอ้าปากค้างของคนในชมรมวอลเล่ย์บอล นี่ถ้ามุกลัดดาไม่มาช่วย ปล่อยลูกบอลนั่นอัดเข้าหน้าจ้อน มีหวังเขาได้นอนเป็นเจ้าชายนิทราแน่ สาวประธานชมรมวอลเล่ย์บอลเจ้าของลูกหวดมหาประลัยรีบวิ่งเข้ามาก้มหัวขอโทษขอโพย
“ขอโทษนะคะ ขอโทษด้วยค่ะ ฉันผิดเองที่ไม่มองคนให้ดีก่อนตบลูก”
“ไม่เป็นไรค่ะ คนเราย่อมพลาดกันบ้างใช่ไหม” มุกลัดดาตอบไปอย่างยิ้มแย้ม ต้องขอบคุณสาวชมรมวอลเล่ย์บอลมากกว่าที่ทำให้เธอได้ยืดเส้นยืดสาย
“ฝีมือการตบลูกของคุณสุดยอดมาก คุณเป็นนักกีฬาวอลเล่ย์บอลหรือเปล่าคะเนี่ย? ถ้าใช่ช่วยมาฝึกน้อง ๆ ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ให้หน่อยสิคะ คนสอนไม่พอค่ะ”
“พอดีเคยเป็นนักกีฬาวอลเล่ย์บอลที่โรงเรียนค่ะ แต่ไม่ได้เล่นมาสามปีแล้ว แถมตอนนี้ฉันยังเป็นนักกีฬาว่ายน้ำตัวแทนมหาวิทยาลัย ต้องซ้อมเพื่อไปแข่งขันด้วยเหมือนกัน กลัวว่าจะไม่ว่างมาช่วยทางคุณ”
สาวชมรมวอลเล่ย์บอลตาละห้อยด้วยความเสียดาย
“งั้นเหรอคะ ฉันขอโทษที่รบกวนค่ะ”
“ไว้ว่าง ๆ จากทางโน่นจะมาเป็นคู่ซ้อมให้แล้วกันค่ะ ฝากนี่ด้วยนะคะ” มุกลัดดาคว้าใบปลิวจากมือจ้อนส่งยื่นให้สาวชมรมวอลเล่ย์บอล เมื่อสาวชมรมวอลเล่ย์บอลเดินจากไป มุกลัดดาก็หันมาพูดกับจ้อน
“ฉันอุตส่าห์ช่วยนายขนาดนี้ ขอบคุณสักคำก็ไม่มีให้เหรอ?”
จ้อนมองสายตาเย็นชามายังมุกลัดดาแล้วกล่าวขอบคุณน้ำเสียงราบเรียบ
“ขอบคุณ”
ณภัทรเป็นคนถือป้ายประชาสัมพันธ์พลางร้องให้คนสนใจออกไปว่า “ช่วยกันหยุดการรับน้องที่รุนแรงด้วยกันนะครับ” ส่วนน้ำเพชรเป็นคนแจกใบปลิว ทั้งคู่เดินไปตามร้านอาหารใต้หอและห้องอ่านหนังสือ ใช้เวลาไม่นานใบปลิวที่เตรียมมาก็หมดจึงต้องหยุดกิจกรรมไว้เท่านี้
“แยกกันตรงนี้เลยนะ ฉันจะไปที่ตึกฝ่ายเอกสาร นายก็เอาป้ายไปเก็บที่ห้องชมรม” น้ำเพชรบอก
ณภัทรไม่พูดอะไรเพียงแต่พยักหน้า ทั้งสองแยกไปคนละทาง ณภัทรเดินกลับทางเดิม น้ำเพชรเดินไปขึ้นรถกลับบ้านกับคุณยาย จากตรงนี้ไปตึกเอกสาร ทางที่ใกล้ที่สุดต้องทะลุผ่านคณะวิศวกรรม ตอนนี้เสียงตะโกนเงียบหายไปแล้ว ห้องเชียร์คงสิ้นสุดลง บรรยากาศเริ่มโพล้เพล้แสงแดดรำไร น้ำเพชรเดินผ่านตึกเรียนคณะวิศวกรรมอาคารสามก็เจอกลุ่มนักศึกษาชายคณะนี้ชั้นปีที่สามนั่งมั่วสุมกันอยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อน คนพวกนี้คงเป็นพี่ว๊าก
พวกเขาจ้องน้ำเพชรตาเป็นมัน ชายหนุ่มผอมสูงผิวขาวเนียน หน้าเค้าคนจีนไว้ผมยาวกระเซอะกระเซิงเดินเข้ามาทักทายเธอ เธอจำเขาได้ผู้ชายคนนี้ชื่อซ้งเป็นลูกชายเศรษฐีเจ้าของกิจการปั๊มน้ำมันใหญ่ เขาตามจีบเธอมาตั้งแต่ชั้นปีที่หนึ่ง แต่ถูกปฏิเสธมาโดยตลอด ได้ยินว่าเขาพ้นสภาพนักศึกษาแล้ว เนื่องจากผลการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ แน่ล่ะสิ เพราะเห็นเตร็ดแตร่เที่ยวเล่นไม่เป็นอันร่ำอันเรียน วันนี้เขาคงมาช่วยกิจกรรมที่คณะ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของรุ่น สานต่อวัฒนธรรมที่เข้าใจกันไปเองว่าศักดิ์สิทธิ์
“ว่าไงน้ำเพชร ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ มาหาฉันถึงนี่เพราะคิดถึงเหรอ ฉันก็คิดถึงเธอเหมือนกัน มานั่งคุยกันกับเพื่อนฉันก่อนสิ” ซ้งจับแขนจะลากน้ำเพชรเข้าร่วมวงด้วย
น้ำเพชรสะบัดแขน เธอเปลี่ยนใจไม่ผ่านทางนี้แล้ว เดินอ้อมไปอีกทาง แม้ไกลกว่าแต่ปลอดภัยและสบายใจ ว่าแล้วก็หันหลังให้ชายหนุ่มและรีบเดินหนีออกมา ซ้งหันมามองกลุ่มเพื่อนพลางยิ้มเลศนัย กลุ่มเพื่อนของเขาก็ตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มเดียวกัน จึงเดินลับออกมาตามหญิงสาวไป น้ำเพชรเร่งฝีเท้าทิ้งห่างเขาไปไกล จึงต้องรีบวิ่งมารั้งแขนสาวเจ้าไว้
“เดี๋ยวก่อนสิน้ำเพชร ไม่ได้เจอกันนาน ใจคอจะไม่คุยกันสักหน่อยเหรอ?” ซ้งออดอ้อนพร้อมส่งสายตาเจ้าชู้
“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับนาย” พูดแล้วสะบัดแขน หันหน้าหนีกลับมา
“แต่ฉันอยากคุยกับเธอ!” ซ้งขึ้นเสียงกร้าว กระชากไหล่น้ำเพชรให้หันมามองหน้าเขา “ฉันรักเธอนะน้ำเพชร เรามาคบเถอะ” ซ้งยื่นหน้าเข้าใกล้ ทำท่าจะจูบ
น้ำเพชรผลักซ้งออกห่าง พลางถอยออกมาสามก้าว
“ทำไม! เธอก็ยังไม่มีแฟนไม่ใช่เหรอ ฉันทั้งหล่อทั้งรวยที่บ้านมีธุรกิจใหญ่โต สมบูรณ์พร้อมขนาดนี้แล้ว เธอยังไม่พอใจที่จะมาเป็นแฟนฉันอีกเหรอ?” ซ้งชักฉุนกับท่าทีไร้เยื่อใยของเธอ
“ฉันไม่ได้ชอบนาย บอกไปไม่รู้กี่ครั้งแล้ว เลิกตอแยกับฉันเสียทีเถอะนายซ้ง” น้ำเพชรรำคาญเสมอที่ซ้งมีนิสัยหลงตัวเอง ชอบคุยโม้โอ้อวดตนเองว่าเหนือกว่าคนอื่น
ซ้งหงุดหงิดกับถ้อยคำปฏิเสธและการผลักไสไล่ส่งอย่างไร้เยื่อใยของหญิงสาว ความรักทำเขาหน้ามืดเสียแล้ว ชายหนุ่มพุ่งเข้ามากอดรัดแน่น ซุกหน้าโลมเล้าแก้มนวลและคอระหง หญิงสาวตกใจกรีดร้องออกมา แต่บริเวณนี้ค่อนข้างเปลี่ยวไม่มีรถสัญจรผ่าน ร้องออกไปคงไม่มีใครได้ยิน
“กรี๊ด! ไอ้บ้าปล่อยฉันนะ”
กลิ่นหอมจากเนื้อตัวและผิวเนียนนุ่มน่าสัมผัสของหญิงสาว ปลุกเลือดหนุ่มในตัวซ้งให้ร้อนเร่า เขารู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งร่าง หัวใจเต้นแรงผิดจังหวะ หายใจหอบเสียงดัง สมองจินตนาการไปไกลถึงไหนต่อไหน จนขนทั้งร่างลุกตั้งชัน
“ปล่อยนะ อย่าทำอะไรฉัน ช่วยด้วยค่ะ ใครก็ได้ช่วยฉันที กรี๊ด!”
หญิงสาวร้องสะดุ้ง เมื่อมือซุกซนของชายหนุ่มเคล้าคลึงสะโพกของเธออย่างหื่นกระหาย สิบนิ้วเคลื่อนขึ้นมาลูบไล้ทั่วแผ่นหลัง เธอตื่นกลัวร้องไห้ปล่อยน้ำตาไหลออกมา
“ฉันรักเธอนะน้ำเพชร ฉันอยากเป็นเจ้าของเธอ”
ซ้งพูดน้ำเสียงหอบ เลื่อนใบหน้าเข้ามาหมายจะขโมยจูบแรกของน้ำเพชร ยังไม่ทันได้ประกบปากกับริมฝีปากอวบอิ่มที่หมายปอง ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่หลัง แผ่ลามมาจุกถึงหน้าอก เขาล้มลงไปกองกับพื้น หันกลับมาเห็นณภัทรยืนถือไม้หน้าสามท่อนโต น้ำเพชรเห็นดังนั้นก็ใจชื้น โผเข้าไปกอดณภัทรอย่างลืมตัว โชคดีที่สวรรค์ยังเมตตาส่งวีรบุรุษมาช่วยเธอยามคับขัน
ซ้งมองภาพนั้นอย่างริษยาตาเป็นไฟ ไอ้หมอนี่มันเป็นใคร ใยจึงได้กอดจากน้ำเพชร เป็นแฟนเธออย่างนั้นหรือ ในเมื่อเขาไม่ได้เป็นเจ้าของน้ำเพชร ใครที่ไหนก็อย่าหวังจะได้ไป เขาลุกขึ้นมายืนกร่าง ชี้หน้าว่าณภัทร
“โกงกันนี่หว่า แกมีอาวุธ แน่จริงก็สู้กันตัวต่อตัวอย่างลูกผู้ชายสิวะ”
ณภัทรมองไม้หน้าสามในมืออย่างชั่งใจ เขาไม่เชื่อมั่นในฝีมือด้านการต่อสู้ของตนเองเท่าใดนัก หากปราศจากอาวุธก็ไม่รู้จะสู้ชายท่าทางนักเลงคนนี้ได้หรือเปล่า สุดท้ายก็ตัดสินใจโยนไม้หน้าสามในมือทิ้งหายไปในพงหญ้า เป็นจังหวะให้ซ้งฉวยโอกาสวิ่งเข้ามาอัดกำปั้นเข้าที่ท้องและชกอีกครั้งเข้าที่หน้า จนณภัทรหงายหลังลงไปนอนที่พื้น ซ้งขึ้นคร่อมหมายจะอัดซ้ำให้ณภัทรหน้าเสียโฉม แต่กลับถูกณภัทรถีบที่อก กระเด็นเป็นฝ่ายล้มไปนอนบ้าง ณภัทรรีบลุกขึ้นคร่อม ง้างหมัดชกหน้าจนเลือดซ้งไหลซิบที่มุมปาก
ซ้งไม่ยอมแพ้ ยกขาเตะสีข้างจนณภัทรกลิ้งเข้าไปในพงหญ้าลงนอนกับพื้น ซ้งลุกขึ้นคร่อมอีกครั้ง ยังมีเป้าหมายเดิมคือทำณภัทรใบหน้าเสียโฉม เขาอัดสองหมัดใส่หน้าณภัทรจนเลือดไหลซิบที่มุมปากเช่นเดียวกับเขาเป็นการเอาคืน อัดอีกหมัดเข้าที่เดิม อีกหมัดและอีกหมัด
ณภัทรมึนกับหมัดที่ต่อยใส่หน้าอย่างไม่ยั้ง มือของเขาคลำไปเจอไม้หน้าสามที่โยนทิ้ง เขากำมันไว้แน่นแล้วยกขึ้นฟาดเข้าที่ขมับซ้งจนล้มลงไปนอน ณภัทรชันขาลุกขึ้นยืนเดินมาระดมเตะซ้งไม่ยั้ง ไม่รู้เขาเคียดแค้นอะไรชายคนนี้นัก อาจเป็นเพราะชายคนนี้คิดมิดีมิร้ายกับเพื่อนร่วมชมรมของเขา
“พอแล้วนายพัด เดี๋ยวนายซ้งเขาก็ตายเอาหรอก”
เสียงของหญิงสาวเรียกสติชายหนุ่มกลับคืนมา เขาเตะไปกี่ทีไม่รู้ ไม่ได้นับ แต่กว่าจะรู้ตัวชายหนุ่มที่พื้นก็นอนแน่นิ่งเป็นหุ่นฟางไปเสียแล้ว ณภัทรก้มลงเอามือไปอังที่จมูก พบว่าซ้งยังหายใจเป็นปกติดีอยู่ โล่งใจนึกว่าจะกลายเป็นฆาตกรฆ่าคนไปเสียแล้ว
“ฉันจะไปส่งเธอเอง” ณภัทรพูดแล้วโยนไม้หน้าสามในมือทิ้ง เขาเดินมาจับแขนน้ำเพชรจะพาเธอไปส่งยังตึกฝ่ายเอกสาร แต่จู่ ๆ ก็รู้สึกหน้ามืดขึ้นมา ล้มใส่หญิงสาว เธอประคองเขาไว้พลางถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง
“เป็นยังไงบ้าง ไหวหรือเปล่านายพัด?”
โลกที่มืดสนิทเริ่มมองเห็นชัดขึ้นมาแล้ว อาการวิงเวียนที่ศีรษะค่อย ๆ บรรเทาลง ชายหนุ่มพอยืนด้วยตัวเองได้ ผละออกมาจะอ้อมแขนหญิงสาว น้ำเพชรดูท่าณภัทรจะไม่ไหว จึงประคองแขนเขาเดินไปด้วยกันยังตึกฝ่ายเอกสาร รู้สึกขอบคุณเขาเหลือเกิน แต่ก็ไม่ได้เอ่ยออกมา
“ทำไมนายถึงมาช่วยฉันได้ล่ะ?” น้ำเพชรถาม
“เอ่อ… คือ… อ่า…” ณภัทรตะกุกตะกัก จะหาเหตุผลอะไรมาอธิบายเธอดีล่ะ คิดไม่ออกเลย “โอ๊ย! ปวดหัวจังเลย เธอเลิกถามเซ้าซี้เถอะ ฉันขอร้อง” ณภัทรแสร้งทำเป็นเอามือมากุมขมับ ดูแล้วเป็นการโกหกที่ไม่แนบเนียนเลย
น้ำเพชรยิ้มให้กับการแสดงของชายหนุ่ม เลิกถามเซ้าซี้ตามที่เขาว่า แม้ไม่อาจรู้ว่าสาเหตุที่เขามาช่วยเธอนั้นคืออะไร เขาอาจมาหาเพื่อนที่คณะวิศวกรรมหรืออะไรก็ตามแต่ เธออดคิดไม่ได้ว่าสาเหตุนั้นคือเขาเป็นห่วงเธอถึงตามมาดู
สองหนุ่มสาวเดินมาถึงตึกฝ่ายเอกสาร หญิงสาวที่พยุงแขนชายหนุ่มมาตลอดทางปล่อยมือออก เธอไม่อยากให้คุณยายเข้าใจผิด คิดไปว่าเธอและเขามีความสัมพันธ์กันเกินเพื่อนร่วมชมรม
ทั้งสองเดินมายังรถกระบะบุโรทั่งที่จอดอยู่หน้าตึก หัวหน้าฝ่ายที่นั่งคอยหลานสาวอยู่ในรถเห็นสภาพของณภัทรก็ตกใจรีบออกมาดู ชายหนุ่มผมเผ้ากระเซอะกระเซิง มีเศษใบไม้แห้งติดอยู่เต็ม มุมปากมีเลือดไหลซิบหยดเลอะเสื้อเชิ้ตขาวเป็นดวง 3-4 ดวง ใบหน้าดูบอบช้ำ
“เกิดอะไรขึ้นกับเธอนายณภัทร?” น้ำเสียงหัวหน้าฝ่ายตกอกตกใจ
ณภัทรยิ้มแหย ไม่ตอบอะไร น้ำเพชรเห็นรอยยิ้มนั้นก็เผลอยิ้มตาม หันมาบอกกับคุณยายว่า
“เรื่องค่อนข้างยาว ไว้หนูจะเล่าให้คุณยายฟังทีหลังนะคะ ให้นายณภัทรไปทำแผลที่บ้านเราได้หรือเปล่าคะ?”
“ได้สิ ๆ ขึ้นรถเลย” หัวหน้าฝ่ายพูดพลางเดินขึ้นรถ ไม่รู้ว่าณภัทรผ่านเหตุการณ์อะไรมา แต่ภาวนาขออย่าให้เป็นเรื่องทะเลาะวิวาทอย่างพวกนักเลงหัวไม้เลย เธอคงผิดหวังมาก ถ้าณภัทรมีนิสัยอันธพาลเช่นนั้น
สองหนุ่มสาวตามขึ้นรถไป เมื่อปิดประตูเรียบร้อยแล้วหัวหน้าฝ่ายก็ออกรถมุ่งสู่เส้นทางกลับบ้าน การนั่งรถกระบะบุโรทั่งไปบ้านของน้ำเพชรหนนี้ ไม่น่าอึดอัดเหมือนหนแรก มีอะไรในใจเขาที่เปลี่ยนแปลงไปนะ?
Leave a comment