ถนนคืนนี้ไม่ได้แน่นไปด้วยรถ ออกจะโล่งเสียด้วยซ้ำ อากาศก็ดี ลมโกรกเย็นสบายและไม่เหม็นควันรถ เหมาะแก่การนั่งรถกินลมชมวิวเบิกบานใจ แต่ณภัทรไม่ได้คิดเช่นนั้น อากาศดี ๆ ไม่ได้ช่วยให้คลายความอึดอัดลง รถบุโรทั่งมีผู้ใหญ่สามคนนั่งอัดกันแถมคนขับก็เป็นใครไม่รู้ไม่สนิทชิดเชื้อด้วย หญิงสาวที่นั่งข้าง ๆ ก็เป็นคู่กัด ไม่รู้อยู่ ๆ เธอจะหาเรื่องชวนทะเลาะหรือเปล่า ตลอดทางไม่มีเสียงสนทนาปราศรัยใด ๆ นั่นทำให้รถที่คันเล็กอยู่แล้วดูเล็กลงไปอีก
ระยะทางจากมหาวิทยาลัยถึงบ้านของสองยายหลานนับว่าไม่ไกลกันเท่าไหร่นัก ใช้เวลาไม่นานก็มาถึง แต่ณภัทรกลับรู้สึกเหมือนเพิ่งนั่งรถข้ามประเทศมา รถบุโรทั่งถูกขับมาจอดที่โรงจอด มันกระตุก 3-4 ทีก่อนเครื่องยนต์จะดับสนิท ชายหนุ่มลงจากรถตามหญิงสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน เบื้องหน้าของเขาเป็นบ้านทรงไทย ครึ่งบนเป็นไม้ครึ่งล่างเป็นปูน ทาสีขาวดูสะอาดสะอ้านทั้งหลัง ไม้ดอกนานาพันธุ์ปลูกในกระถางแขวนประดับไว้รอบตัวบ้าน ส่งกลิ่นหอมทำผู้มาเยือนผ่อนคลาย สนามหญ้าเล็ก ๆ หน้าบ้านก็มีโคมไฟลวดลายวิจิตรประดับตกแต่งไว้สวยงาม
“เข้าไปข้างในกันเถอะ” หัวหน้าฝ่ายชวนแล้วเดินนำเข้าบ้านไป
ประตูบ้านเปิดอยู่แล้ว แสดงว่าบ้านหลังนี้มีใครอื่นอาศัยอยู่อีก ข้างในบ้านสะอาดสะอ้านพื้นขัดเงาวาววับ รูปถ่ายครอบครัวในกรอบไม้ใบใหญ่ติดผนังทักทายแขกผู้มาเยือน ณภัทรนับคนในรูปได้หกคน รู้จักหัวหน้าฝ่ายอยู่คนเดียว ในรูปเธอยังไม่โดนริ้วรอยแห่งวัยทำร้ายหนักเช่นปัจจุบัน เด็กสาววัย 3-4 ขวบในอ้อมกอดพ่อคงเป็นน้ำเพชร ตอนเด็ก ๆ เธอดูน่ารักไม่ผิดกับสมัยนี้ ข้าง ๆ กันนั้นคงเป็นแม่ของเธอผู้มีหน้าตาละม้ายคล้ายลูกสาวในตอนนี้มาก ขนาดมีอายุแล้วยังสวยพริ้ง ณภัทรคิดว่าพอน้ำเพชรแก่ตัวไปจะยังคงสาวและสวยเหมือนแม่ของเธอ ถัดไปเป็นผู้หญิงหน้าตาสะสวยไม่แพ้กันเพียงแต่ดูอ่อนวัยกว่า คงเป็นน้องสาวแม่หรือมีศักดิ์เป็นน้าสาวของน้ำเพชร ตรงกลางมีผู้อาวุโสสองคนนั่งเก้าอี้บุนวม คนหนึ่งคือหัวหน้าฝ่ายอีกคนคงเป็นสามีของเธอ
ถัดจากรูปถ่ายครอบครัวเป็นรูปหน้าศพในกรอบเล็ก ๆ ใบหน้าในกรอบเป็นคนเดียวกับสามีของหัวหน้าฝ่าย ใต้ภาพระบุไว้ว่ามรณะเมื่อห้าปีที่แล้ว ฉะนั้นบ้านงามหลังนี้จึงมีคนอาศัยเพียงห้าคน
“กลับมากันแล้วเหรอ หิวหรือยังจ๊ะ วันนี้แม่ทำผัดบล็อกโคลี่ของโปรดลูกด้วยนะ เอ๊ะ!… แล้วนั่นพาใครที่ไหนมาด้วยล่ะ?” แม่ของน้ำเพชรในชุดทำครัวเดินออกมาทักทายที่ห้องรับประทานอาหาร สีหน้าเธอฉงนเมื่อเห็นชายหนุ่มหน้าไม่คุ้น
“นายพัด เพื่อนที่ชมรมค่ะ เขาอยู่ช่วยงานเอกสารจนเสร็จ คุณยายเลยชวนมารับประทานมื้อเย็นที่บ้านของเรา” น้ำเพชรแนะนำเพื่อนชายให้คุณแม่รู้จัก
ณภัทรไหว้สวัสดีคุณแม่ของน้ำเพชร สองแม่ลูกหน้าตาสะสวยคล้ายกันจริง ๆ ยิ่งมองยิ่งเหมือนกันจนน่าประหลาดใจ เมื่อตอนสาว ๆ หัวหน้าฝ่ายคงสวยไม่ผิดกับลูกและหลานสาวเพราะสืบเชื้อสายต่อกันมา
“กินข้าวกันเลยดีกว่า คงหิวกันแล้ว มาเลยนายณภัทร” หัวหน้าฝ่ายเอ่ยปากชวนพลางเดินมานั่งที่โต๊ะรับประทานอาหารเป็นคนแรก
อาหารบนโต๊ะส่งกลิ่นหอมฉุยเตะจมูกเรียกกระเพาะให้ทำงาน ทั้งผัดบล็อกโคลี ไก่ผัดขิง แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากรายต่างดูน่ากินทั้งนั้น ณภัทรไม่เคยเห็นไก่ผัดขิงที่เต็มไปด้วยเนื้อไก่ชิ้นโตเต็มจานแบบนี้มาก่อนเลย เคยกินตามร้านอาหารตามสั่งที่ไก่ผัดขิงเต็มไปด้วยขิงซอยและพริกหวานหาเนื้อไก่แทบไม่เจอมีแต่หนัง แกงเขียวหวานก็น่ากินมีลูกชิ้นปลากรายลอยอยู่เต็มชาม ถ้าไปสั่งตามร้านข้างทางคงเจอแต่มะเขือ หาลูกชิ้นปลากรายไม่เจอ หวังจะมาหาโปรตีนเข้าร่างกายกลับได้อาหารมังสวิรัติมาแทน
ทุนคนมานั่งพร้อมกันที่โต๊ะรับประทานอาหาร เจ้าบ้านทั้งสามคนมารยาทบนโต๊ะอาหารดีเหลือเกิน ตักอาหารใส่ปากพอดีคำ ไม่ทำเสียงช้อนส้อมกระทบจานให้ได้ยินเลย ณภัทรเกร็งทำตัวไม่ถูก ปกติมารยาทในเรื่องแบบนี้เขามีไม่มากนัก เมื่อจานอาหารอยู่ตรงหน้าเขาก็ตักคำใหญ่ใส่ปาก เคี้ยวหยุบหยับเสียงดังแล้วรีบกลืนลงคอ
อาหารฝีมือแม่ของน้ำเพชรอร่อยจนลืมกลับวัด รสชาติเป็นเอกลักษณ์ถูกปากอย่างยิ่ง แต่การปฏิบัติรักษามารยาทตามเจ้าบ้านที่ตักได้แค่คำเล็ก ๆ เข้าปากนี่ทรมานไม่ทันใจเหลือเกิน ถ้ามีอาหารแบบนี้ให้กินทุกมื้อท่าจะดี คงอ้วนพีสมบูรณ์ แล้วต้องทำอย่างไรล่ะ มาเป็นเขยบ้านนี้ดีไหม?
นอกจากฝีมือปลายจวักจะดีแล้ว แม่ของน้ำเพชรยังอัธยาศัยดีหน้าตายิ้มแย้มตลอด ผิดกับลูกสาวที่เอาแต่นั่งหน้าบึ้งเป็นตูดไก่ เธอเล่าเรื่องราวครอบครัวนี้ให้ฟังว่าแต่เดิมที่นี่อยู่กันถึงหกคน เมื่อห้าปีก่อนคุณตาของน้ำเพชรป่วยด้วยโรคมะเร็งกล่องเสียงและเสียชีวิตเมื่อเข้ารักษาในโรงพยาบาลได้ไม่นาน ช่างบังเอิญเหลือเกินที่คุณปู่ของณภัทรก็เสียชีวิตด้วยโรคร้ายชนิดนี้ด้วยเหมือนกัน ต่างกันก็แต่คุณปู่ของณภัทรท่านเสียก่อนหลานคนนี้จะเกิด เลยไม่ทันได้เห็นหน้ากัน คุณพ่อของน้ำเพชรทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าแห่งหนึ่งซึ่งตอนนี้ไปดูงานนิทรรศการที่ต่างประเทศ น้าสาวของน้ำเพชรตอนนี้แต่งงานออกเรือนไปแล้ว
ณภัทรรับประทานอาหารมื้อนี้เสียอิ่มแปล้ ไม่น่าเชื่อว่าข้าวเปล่ายังอร่อย เขาคิดถูกแล้วที่ตัดสินใจติดรถหัวหน้าฝ่ายมารับสินน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ คราวหน้าจะมีโอกาสลาภปากได้กินอาหารอร่อย ๆ อย่างนี้อีกไหมนะ
“เราเรียนคณะอะไรเหรอจ๊ะ?” แม่ของน้ำเพชรถาม
“คณะการสื่อสาร สาขาออกแบบสื่อครับ”
“เขาเรียนพวกการถ่ายทำภาพยนตร์ ละคร โฆษณาอะไรอย่างนี้ใช่หรือเปล่า?” หัวหน้าฝ่ายถาม เป็นครั้งแรกที่ณภัทรรับรู้ได้ถึงท่าทีผ่อนคลายของแก
“ใช่ครับ ผมชอบดูหนังและชอบใช้งานโปรแกรมตัดต่อในคอมพิวเตอร์จึงเลือกเรียนสาขานี้ แต่อย่างว่าค่าเทอมคณะนี้แพงไปหน่อย ครอบครัวผมก็ไม่ได้มั่งมีอะไร แถมตอนนี้ยังมีภาระปัญหาเรื่องเงินของคนอื่นให้สะสางแทน โชคดีที่ท่านให้ทุนผมได้เรียนต่อ”
“แหม… แต่ตอนนี้นายก็มีอาชีพพิเศษทำนี่ ดูท่ารายได้จะดีเสียด้วยไม่ใช่เหรอ” น้ำเพชรสัพยอก
“อืม ฉันว่าเธอมีแววไปได้ดีทางด้านนี้ ฝึกฝนฝีมือตนเองให้ชำนาญ เดี๋ยวพวกบริษัทใหญ่ ๆ เห็นความสามารถกลัวจะรุมแย่งตัวไปร่วมงาน วงการนี้รายได้ดีไม่ใช่น้อย ได้ทุนมาแล้วก็ตั้งใจเรียนเข้าล่ะ อย่าทำให้พ่อแม่ของเธอผิดหวัง”
“ครับ!” ณภัทรรับคำ
“อาหารฝีมือน้าถูกปากหรือเปล่าจ๊ะ?” แม่ของน้ำเพชรเอ่ยถาม
“อร่อยมากครับ ผมไม่เคยได้กินอาหารแบบนี้เลย ปกติจะกินตามร้านข้างทางแถวหน้ามอบ้างหลังมอบ้าง โชคดีมาก ๆ เลยวันนี้ที่ได้มาชิมรสชาติอาหารฝีมือคุณน้า”
“ไว้วันหลังมาอีกก็ได้จ้ะ น้ำเพชรก็ชวนณภัทรมากินข้าวบ้านเราบ้าง เป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ?”
แม่ของน้ำเพชรคงยังไม่รู้อะไร ลูกสาวของเธอกับณภัทรไม่ค่อยกินเส้นกันเท่าไหร่นัก ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งยังง่ายกว่าการถูกน้ำเพชรชวนมากินข้าวเย็นที่บ้าน
“ผมก็หวังไว้ว่าอย่างนั้น ได้ยินคุณน้าพูดอย่างนี้แล้วน้ำเพชรคงหาโอกาสชวนผมมากินข้าวเย็นที่บ้านนี้บ่อย ๆ นิสัยเธอน่ารักครับ เพื่อนในชมรมต่างรักเธอกันทุกคน ผมหายสงสัยแล้วว่าเธอได้รับความสวยมาจากใคร เมื่อได้มาเห็นด้วยตาวันนี้ คุณน้ายังสวยเหมือนสาวแรกรุ่นอยู่เลยครับ นี่ถ้าไม่เรียกน้ำเพชรว่าลูก ผมนึกว่าคุณน้าเป็นพี่สาวของเธอเสียอีก” ณภัทรยกยอเอาใจแม่ของน้ำเพชรสุดฤทธิ์
น้ำเพชรทั้งเอียนทั้งเลี่ยนกับถ้อยคำสรรเสริญเยินยอประดิดประดอยของณภัทร นอกจากชายหนุ่มผู้นี้จะเลี้ยงน้องหมาที่น่ารักไว้ในปากแล้ว เขายังเป็นผู้ชายรสสตรอว์เบอร์รี่อีกด้วย แม่ของเธอก็หลงคารมไปด้วย ยิ้มหน้าบานภูมิอกภูมิใจกับคำยกยอปอปั้นนั่น
หัวหน้าฝ่ายหันไปมองนาฬิกาลูกตุ้มโบราณเรือนใหญ่ ขณะนี้เข็มสั้นจวนจะชี้เลขเก้า ดึกมากแล้วห่วงแต่ณภัทรว่าจะกลับอย่างไร คงไม่พ้นเป็นเธอต้องไปส่งเขาเพราะเป็นคนเอ่ยปากชวนมาที่นี่เอง ปกติเธอมักเข้านอนก่อนห้าทุ่ม อายุปูนนี้นอนดึกดื่นเหมือนสมัยสาว ๆ ไม่ได้ ปัญหาสุขภาพจะถามหาเอา เหลือเวลาอีกไม่มากต้องรีบไปส่งเขาแล้วกลับมาจัดการธุระส่วนตัวก่อนจะเข้านอน
“จวนจะยี่สิบเอ็ดนาฬิกาแล้ว เธออิ่มดีแล้วใช่ไหม ฉันจะได้ไปส่ง หอพักเธออยู่แถวไหนล่ะ?” หัวหน้าฝ่ายถาม
ณภัทรหันไปมองนาฬิกาเรือนเดียวกันถึงได้รู้ว่าใกล้จะสามทุ่มแล้ว ทำไมหัวหน้าฝ่ายไม่ใช่คำที่คนปกติเขาใช้สื่อสารเรื่องเวลากัน บอกว่าสามทุ่มก็ได้หรือบอกว่าเก้าโมงก็ดี ฟ้ามืดแบบนี้เขาคงไม่เข้าใจผิดว่าเป็นเวลาเก้าโมงเช้าหรอก
“อ๋อ… ไม่เป็นไรครับ คืนนี้ท่านพักผ่อนเถอะครับ วันนี้เหนื่อยเรื่องเอกสารมาทั้งวันแล้ว เดี๋ยวผมโทรให้เพื่อนมารับเองครับ” ณภัทรกล่าวปฏิเสธไปอย่างสุภาพ
“เอาอย่างนั้นเหรอ ตามใจเธอแล้วกัน แล้วคราวหลังไม่ต้องเรียกฉันว่าท่านดีกว่านะ ตำแหน่งของฉันไม่ได้ใหญ่โตอะไร เรียกฉันว่าคุณยายเหมือนที่น้ำเพชรเรียกก็แล้วกัน”
“จะดีเหรอครับ ผมเป็นใครก็ไม่รู้จะให้มาเรียกท่านอย่างสนิทสนมว่าคุณยาย”
“ดีสิเชื่อฉัน” หัวหน้าฝ่ายกล่าวเสียงเฉียบขาดไม่ให้ณภัทรเถียงได้อีกต่อไป
“ขอบคุณที่เมตตาผมครับคุณยาย” ณภัทรปั้นหน้ายิ้มใสซื่อหวังให้หัวหน้าฝ่ายเอ็นดู ถ้าหัวหน้าฝ่ายเอ็นดูเขาแล้ว การขอทุนในภาคเรียนต่อ ๆ ไปคงไม่ยาก
น้ำเพชรไม่ชอบใจเลยที่คุณยายให้ณภัทรเรียกท่านแบบเดียวกับเธอ ตอนเด็ก ๆ เคยได้ยินคุณยายบ่นกับคุณแม่ว่าเมื่อไรจะมีหลานชายให้ท่านเสียที หรือว่าคุณยายเกิดถูกชะตาหมอนี่เข้าและอยากได้มาเป็นหลานเพิ่มอีกคน ไม่นะเธอไม่อยากร่วมวงศาคณาญาติกับผู้ชายแบบณภัทร ไม่ว่าหัวเด็ดตีนขาดอย่างไรเธอก็จะไม่มีวันญาติดีด้วย
ณภัทรโทรบอกให้จ้อนมารับเรียบร้อยแล้ว บ้านของน้ำเพชรหาเจอได้ไม่ยาก อธิบายไม่นานจ้อนก็ร้องอ๋อแล้วบอกจะรีบบึ่งรถมารับ เพราะคิดว่าเพื่อนคงไม่อยากอยู่บ้านหลังนั้นนานนัก
ระหว่างรอการมาถึงของจ้อน ณภัทรเข้าไปในครัวอาสาจะช่วยล้างจานแต่แม่ของน้ำเพชรบอกว่าไม่ต้อง เขาเป็นแขกไม่จำเป็นต้องออกแรงช่วยเหลืออะไรทั้งสิ้น จึงเปลี่ยนมาขออนุญาตเดินชมบ้านแทน ที่ชั้นล่างมีห้องครัว ห้องรับประทานอาหาร ห้องน้ำเล็ก ๆ และห้องนั่งเล่น ในส่วนของห้องนอนคงอยู่ที่ชั้นสอง คาดว่าบ้านหลังนี้สร้างมาไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีแต่ดูไม่เก่าเพราะบำรุงรักษาอย่างดี เฟอร์นิเจอร์บางชิ้นก็ทันสมัย เป็นโซฟาบุกำมะหยี่สีสวยสด บางชิ้นเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้มีอายุ เปี่ยมไปด้วยความคลาสสิกเหมือนที่คนสมัยนี้นิยมเรียกว่าวินเทจ พอมาเห็นบ้านของจริงก็ลบคำปรามาสว่าเป็นรังปลวกลงไปได้ บ้านสองชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้หลังนี้น่าอยู่ทีเดียว เขาอยากสร้างบ้านสวย ๆ แบบนี้ให้พ่อแม่ที่บ้านนอกอยู่บ้าง แต่คงใช้เงินเยอะน่าดู
เดินชมรูปถ่ายครอบครัวติดผนังอยู่เพลิน ๆ ก็ตกใจที่จู่ ๆ น้ำเพชรโผล่เข้ามา ใบหน้าของเธอบึงตึงเหมือนไม่พอใจใคร
“จะศึกษาเรื่องราวครอบครัวฉันไปทำสารคดีชีวประวัติส่งอาจารย์หรือยังไงยะ ออกไปนั่งรอเพื่อนนายเฉย ๆ ที่หน้าบ้านฉันโน่นเลยไป แล้วอย่าหวังว่านายจะได้กลับมากินข้าวที่บ้านฉันอีก คนอะไรกินข้าวมื้อเดียวตั้งสามจาน สิ้นเปลื้องเหลือหลาย” น้ำเพชรพูดจาเสียงห้าวห้วนใส่ณภัทร
“อ้าว… ก็คุณแม่กับคุณยายของเธอบอกเองนี่ว่ากินได้เต็มที่เลยไม่ต้องเกรงใจ แถมคุณแม่ของเธอยังเป็นคนตักข้าวให้ฉันเองด้วย ไม่เห็นท่านบ่นท่านว่าอะไร อาหารพวกนั้นเธอหาเงินซื้อมาเหรอ อย่าขี้ตืดไปหน่อยเลย แล้วฉันก็ไม่ได้ถือวิสาสะเดินเผ่นพ่านบ้านหลังนี้ ฉันขออนุญาตคุณแม่เธอแล้วจะเป็นเดือดเป็นร้อนอะไรนักหนา เธอปลูกและตัดไม้มาสร้างบ้านหลังนี้เองหรือไง?” ณภัทรเถียงหูดับตับไหม้ แถมพูดจบยังยื่นหน้าท้าทายกวนประสาทน้ำเพชร
น้ำเพชรโมโหจนใบหน้าร้อนวาบ อยู่ที่นี่เธอไม่อิสระเหมือนอยู่ที่มหาวิทยาลัย จะยืนต่อล้อต่อเถียงกับณภัทรเป็นเรื่องไม่งาม ไม่อยู่ในกรอบที่ผู้ใหญ่ทั้งสองท่านคาดหวัง อดทนไว้น้ำเพชร วันพระไม่ได้มีหนเดียว เธอจ้องมองเขาด้วยใบหน้าถมึงทึง ก่อนจะสะบัดหน้าหนีแล้วก้าวฉับ ๆ ขึ้นบันไดไปสู่ชั้นสอง
ณภัทรแย้มยิ้มขำในท่าทีของหญิงสาว เขาเดินกลับมาที่ครัวเพื่อไหว้ลาคุณแม่ของน้ำเพชรและฝากลาหัวหน้าฝ่ายที่ขอตัวกลับห้องไปตั้งแต่เสร็จจากมื้อค่ำ จากนั้นเขาก็เดินออกมารอจ้อนที่หน้าประตูรั้วบ้าน รออยู่ไม่นานรถประหยัดน้ำมันคันคุ้นตาก็เข้ามาจอดเทียบ ณภัทรเดินไปเปิดประตูฝั่งที่นั่งข้างคนขับ
“เป็นไงบ้างกับประสบการณ์อันน่าเร้าใจ?” จ้อนถามก่อนที่ก้นของเพื่อนจะถึงเบาะนั่งเสียอีก
ณภัทรปิดประตูแล้วหันมาตอบเพื่อน
“คนบ้านนี้ดีกว่าที่แกคิดเยอะ ลองหาโอกาสมาที่นี่ให้ได้สักครั้งนะเพื่อน”
จ้อนส่ายหัวทันที
“ไหนแกเคยเล่าว่านางพญาปลวกน่ากลัวอย่างนั้นอย่างนี้ แล้ววันนี้เป็นอะไรถึงกลับคำพูดได้”
“นางพญาปลวกจริง ๆ แล้วแกเป็นคนใจดี ที่เห็นว่าเย็นชาแกทำไปอย่างนั้นเองแหละ”
“แหม… มากินข้าวบ้านเขามื้อเดียว ดูเข้าอกเข้าใจกันดีเหลือเกินนะ มีอะไรพิเศษหรือเปล่า หรือว่านางพญาปลวกฝากฝังหลานสาวไว้กับแก?”
“เฮ้ยเปล่า! ไม่มีอะไร แกอย่าคิดแบบนั้น”
จ้อนยิ้มที่มุมปาก เวลาที่เพื่อนคนนี้ของเขาบอกไม่มีอะไร มักมีอะไรปกปิดเอาไว้เสมอ ณภัทรมองกระจกข้างที่สะท้อนภาพประตูรั้วหน้าบ้านของน้ำเพชร นึกถึงใบหน้าถมึงทึงเมื่อสักครู่ของหญิงสาวก็หลุดขำออกมา สร้างความฉงนของเพื่อนผู้นั่งขับรถอยู่ข้าง ๆ ให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก
เวลานี้ถนนโล่งกว่าตอนออกจากมหาวิทยาลัยมากับหัวหน้าฝ่ายเสียอีก ไม่รู้ผู้คนหายไปไหนกันหมด สงสัยคงอยู่กับบ้านติดหน้าจอโทรทัศน์ ไม่วันนี้ละครกระแสแรงฉายถึงตอนอวสานก็คงมีถ่ายทอดกีฬาคู่ใหญ่ยักษ์ระดับโลก ถึงสามารถทำให้ถนนร้างผู้คนได้แบบนี้ จ้อนหันไปมองเพื่อนเป็นพัก ๆ เห็นเขายิ้มตาลอยออกไปนอกหน้าต่างตลอดทาง ที่บ้านหลังนั้นมีอะไรดีถึงทำให้เพื่อนของเขาดูมีความสุขอย่างนี้
รถประหยัดน้ำมันคันงามเข้ามาจอดหน้าตึกเจ็ดชั้นสูงตระหง่าน ชายหนุ่มก้าวขาเรียวงามออกมาจากประตูรถ เอ่ยขอบคุณเพื่อนผู้อุตส่าห์มาส่งแล้วปิดประตูรถเดินขึ้นบันไดมุ่งมายังลิฟต์ ใบหน้าของเขายังคงเปื้อนยิ้มไม่เลือนหาย คืนนี้จะฝันดีไหมหนอ
Leave a comment