พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 20

Share

ฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มแล้ว ทุกคนขึ้นจากน้ำกลับมารวมกันที่รถ ยกเว้นจ้อนและมุกลัดดา ตอนนี้ทั้งน้ำตกเหลือเพียงพวกเขากลุ่มเดียว บรรยากาศเริ่มวังเวงอ้างว้าง อีกไม่กี่นาทีน้ำตกก็จะปิดให้เข้าแล้ว

“เอ… นี่นายจอห์นกับมุกลัดดาไปอยู่ไหนเนี่ย ป่านนี้แล้วยังไม่มาตามเวลานัดอีก” การะเกดบ่นพึมพำ เมื่อสังเกตเห็นคนมาไม่ครบ

เจ้าหน้าที่สาวของน้ำตกเดินมาบอกทุกคน

“น้ำตกจะปิดแล้วนะคะ”

“เอ่อ… ขอเวลาอีกเดี๋ยวค่ะ เพื่อนพวกหนูยังไม่มาอีกสองคน ไม่รู้ว่าหายไปไหน” การะเกดบอก

“ค่ะ งั้นช่วยทำเวลาหน่อยนะคะ เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องปิดที่นี่แล้ว”

“ค่ะ ๆ เราจะรีบติดต่อสองคนนั้นให้เร็วที่สุด”

“ผมเห็นพี่สองคนนั้นเดินขึ้นเขาไปตั้งแต่เราลงเล่นน้ำกันแล้วครับ” ต้อมบอก

“ทำไมไม่ห้ามเอาไว้เล่า ป่าบนนั้นอันตราย ยิ่งชื้น ๆ แบบนี้งูยิ่งชุม ฉันจะออกไปตามหาสองคนนั้นเอง ทุกคนรออยู่ที่นี่” ณภัทรว่าแล้วเดินออกไป มุ่งกลับสู่น้ำตก

“เดี๋ยว! ฉันไปด้วย” น้ำเพชรตะโกนแล้วตามหลังมา

ณภัทรหันมาห้ามเธอ

“เธอจะไปเป็นภาระฉันทำไม ที่นั่นอันตรายนะ อยู่นี่กับทุกคนนั่นแหละดีแล้ว”

“ให้ฉันไปด้วยเถอะนะ ฉันเป็นห่วงยายมุก”

ณภัทรเดินต่อโดยไม่สนใจเสียเวลาต่อปากต่อคำห้ามน้ำเพชรไม่ให้ตามมา ป่านนี้ไม่รู้เพื่อนทั้งสองคนของเขาจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร น้ำเพชรยังตามเขามาอย่างไม่ลดละ ถ้าอย่างนั้นคงต้องปล่อยเลยตามเลย ตอนนี้ฝนพรำลงมาเป็นเม็ดเล็ก ๆ อากาศเริ่มหนาวจนน้ำเพชรต้องกระชับเสื้อคลุมให้แน่นเข้า ทางเดินขึ้นไปก็ช่างลาดชัน แถมดินโดนน้ำฝนกลายเป็นโคลนอีก ต้องย่างทุกก้าวด้วยความระมัดระวัง ไม่อย่างนั้นอาจลื่นล้มบาดเจ็บเอาได้

“นายรู้แล้วเหรอว่าจะไปตามหาสองคนนั้นที่ไหน ไม่ใช่ว่าเราจะหลงไปด้วยนะ” น้ำเพชรว่า

“ฉันเป็นคนท้องถิ่นที่นี่ เคยมาเล่นที่นี่ตอนเด็กกับเพื่อนบ่อย ๆ ให้หลับตาเดินคลำทางยังได้เลย”

“อย่าพูดให้มากหน่อยเลย ไว้เจอสองคนนั้นก่อนเถอะ” น้ำเพชรอมยิ้มให้กับนิสัยช่างโวของเขา

“สองคนนั้นไปไหนได้ไม่ไกลหรอก คงวน ๆ อยู่แถวนี้”

น้ำเพชรไม่ได้ระวังเท้า โคลนที่ไหลเข้ารองเท้าแตะทำเธอลื่นล้มก้นกระแทกพื้น ณภัทรเข้ามาประคองพลาง ถามไถ่อย่างเป็นห่วง

“เป็นอะไรหรือเปล่า ลุกขึ้นเองไหวไหม?”

น้ำเพชรลุกขึ้นยืนพลางสำรวจตนเองพบว่าไม่ได้บาดเจ็บตรงไหน แต่หูรองเท้าแตะของเธอนั้นขาด ไม่สามารถสวมได้อีกต่อไป ณภัทรเห็นอย่างนั้นจึงถอดรองเท้าแตะของเขาทั้งสองข้างให้เธอสวม เหลือเพียงเท้าเปลือยเปล่าสัมผัสกับพื้นเฉอะแฉะ

“เอารองเท้าฉันไปใส่แทนแล้วกัน”

“อ้าว… แล้วอย่างนี้นายจะใส่อะไรเดินล่ะ?”

“อย่าห่วงฉันเลย เท้าฉันหนากว่าเท้าเธอตั้งเยอะจะกลัวอะไรล่ะ”

น้ำเพชรยกเท้าเล็กกว่าสวมรองเท้าแตะ เธอสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายของเขาที่ยังคงหลงเหลืออยู่กับพื้นรองเท้า มันให้ความรู้สึกอุ่นใจและปลอดภัย แล้วทั้งคู่ก็ออกเดินต่อ

อีกฟากหนึ่งของป่า จ้อนยังนั่งร้องโอดโอยกับแผลที่น่องขา เลือดยังไหลออกมาเรื่อย ๆ ไม่ยอมหยุด มุกลัดดาตื่นตระหนกไม่รู้ว่าตอนนี้ควรทำอะไรก่อนเป็นอันดับแรก ได้แต่บอกให้จ้อนทำใจดี ๆ เข้าไว้

“โอ๊ย… จะให้ฉันทำใจดี ๆ ได้ยังไงล่ะ ฉันโดนงูกัดนะ ไม่รู้ตอนนี้พิษมันแล่นไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ถ้ามันแล่นไปถึงหัวใจล่ะก็ ฉันได้ตายเป็นผีเฝ้าป่านี้แน่”

มุกลัดดารู้แล้วว่าสถานการณ์แบบนี้เธอควรทำอะไรก่อนเป็นอันดับแรก เธอต้องตั้งสติให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวให้ได้ก่อน เมื่อตั้งสติได้แล้วความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลให้คนถูกงูกัดสมัยเรียนเนตรนารีก็เข้ามาในหัว เธอกัดชายเสื้อให้ขาดเป็นรอยแล้วฉีกเสื้อยืดจากรอยนั้นออกมาครึ่งตัว ตอนนี้เสื้อยืดของมุกลัดดาเหลือแต่ส่วนบนปกปิดร่างกาย เผยให้เห็นหน้าท้องแบนราบไร้ส่วนเกิน ดูราวกับนางแบบระดับโลกก็ไม่ปาน เล่นกีฬาว่ายน้ำมันดีอย่างนี้นี่เอง

มุกลัดดาฉีกแบ่งชิ้นส่วนเสื้อยืดนั้นออกเป็นเส้นยาวสองเส้น เส้นแรกเธอเอามารัดเหนือแผลเป็นการห้ามพิษแล่นเข้าสู่หัวใจ อีกเส้นเอามาพันห้ามเลือดที่ปากแผล ต้องรีบพาจ้อนส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เธอพยุงเขาลุกขึ้นแต่เขาไม่ยอมลุกตาม

เธอรัดขาฉันแน่นอย่างนี้ฉันยืนไม่ได้หรอก” จ้อนพูดอย่างท้อถอย ทั้งที่ยังไม่ได้ลองยืนดูเลย

มุกลัดดาสีหน้าเครียด เธอไม่อยากอยู่เฉย ๆ เพื่อรอความช่วยเหลือ เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานอย่างนี้ ไม่รู้ว่าความช่วยเหลือหรือความตายอย่างไหนจะมาถึงก่อนกัน เธอไม่อยากให้เขาตาย จะพยายามช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ

“ขึ้นขี่หลังฉันแล้วกัน” พูดแล้วมุกลัดดานั่งยอง ๆ หันหลังให้จ้อน

จ้อนลังเล เขาไม่อยากรับความช่วยเหลือจากเธอเท่าไหร่นัก เพราะทิฐิที่สุมอยู่ในใจ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาหยิ่งในศักดิ์ศรี เขาควรพาตัวเองไปให้ถึงโรงพยาบาลด่วนที่สุดโดยไม่สนใจวิธีการ เอื้อมสองมือไปกอดคอของเธอ แล้วเธอก็หิ้วขาแบกตัวเขาขึ้นมา จ้อนในตอนนี้เหมือนลูกแหง่ขี่หลังแม่ มุกลัดดาก้าวขามั่นคงออกเดินต่อ ขอให้ทางข้างหน้าเจอใครสักคนด้วยเถอะ

เสียงน้ำตกแว่วใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ความหวังผุดขึ้นมาในใจของมุกลัดดา ศีรษะของชายหนุ่มบนหลังเริ่มตกลงมาซบไหล่เธอ เขาห้ามหมดสติเป็นอันขาด หากหลับตาไปแล้วอาจไม่มีโอกาสได้ลืมตาขึ้นมาอีกก็เป็นได้

“นายจ้อน! นายห้ามหลับเชียวนะ”

“ฉันไม่ได้หลับ แค่รู้สึกเพลีย ๆ” น้ำเสียงจ้อนฟังดูไร้เรี่ยวแรง

หากปล่อยไว้เฉย ๆ เขาได้หลับไปในที่สุดแน่ มุกลัดดาจึงหาเรื่องมาชวนให้เขาคุย

“นี่นายจ้อน! นายคิดว่ามื้อค่ำนี้แม่ของนายพัดจะทำอะไรให้เรากิน”

“ไม่รู้! ตอนนี้ช่วยพาฉันไปโรงพยาบาลก่อน”

“ก็กำลังจะหาทางพาไปอยู่นี่ไง นายคิดว่างูที่กัดนายเป็นสายพันธุ์อะไร?”

“ไม่รู้! ฉันไม่เห็นตอนมันกัด” จ้อนเสียงอ่อน

“นายว่าเพื่อน ๆ จะออกตามหาพวกเราหรือยัง นี่ก็ครบสองชั่วโมงเลยเวลาน้ำตกปิดแล้วมั้ง”

“ไม่รู้! เธออย่าถามอะไรเซ้าซี้ฉันอีกได้ไหม ขี้เกียจตอบ ตอนนี้ฉันง่วงยังไงก็ไม่รู้”

“”อย่าหลับเชียวนะ! ถ้านายหลับนายอาจไปแน่” มุดลัดดาใช้คำอ้อม ๆ

“ทำไมแช่งฉันอย่างนั้นล่ะ ถ้าฉันตายกลายเป็นผี จะไปหลอกเธอเป็นคนแรกเลย”

“ฮ่า ๆ ๆ มาเลยฉันไม่กลัว ถ้ามาเจอฉันใช้ท่าจระเข้ฟาดหางใส่แน่ แล้วตอนนั้นจะได้รู้ว่าคนกับผีใครจะแน่กว่ากัน”

“ฮ่า ๆ ๆ” จ้อนหัวเราะเสียงแผ่ว กำแพงแห่งทิฐิเริ่มทะลายลงแล้ว “เธอนี่ไม่กลัวอะไรเลยจริง ๆ ถามหน่อยเถอะว่ามีอะไรบนโลกนี้ที่เธอกลัวบ้างไหม หรือว่าไม่มี?”

“มีสิ!” มุกลัดดาหน้าหมองลง “สิ่งที่ฉันกลัวมากที่สุดคือ… กลัวคนที่ฉันรักไม่รักฉัน”

“เธอรักใครเข้าแล้วเหรอ ฉันสงสารคนนั้นจริง ๆ”

อารมณ์เศร้าเข้าเกาะกุมจิตใจของมุกลัดดา สิ่งที่เธอกลัวได้เกิดขึ้นแล้ว ดูเหมือนจ้อนจะไม่ได้คิดเหมือนอย่างที่เธอคิด พลันน้ำใส ๆ ก็รื่นที่ขอบตา เข้มแข็งไว้มุกลัดดา เวลานี้เธอต้องเข้มแข็ง

จ้อนรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างไรก็บอกไม่ถูก ที่ผ่านมาเขาช่างเย็นชากับเธอเหลือเกิน แต่มาวันนี้เธอกลับช่วยเหลือเขาโดยไม่มีอาการรังเกียจหรือไม่เต็มใจแต่อย่างใด ถ้าเขาเป็นเธอเขาคงจะโกรธมากที่มีผู้ชายเอาแต่แขวะแบบนี้ เธอคงรู้สึกเสียใจกับทุกคำพูดทิ่มแทงจิตใจ พยายามบังคับใจตนให้หาคำตอบของคำถามว่าทำไมถึงได้ไม่ชอบมุกลัดดานัก แต่กลับหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้

“มุกลัดดา ฉันขอโทษเธอนะ” จ้อนกล่าวจากส่วนลึกของหัวใจ

“ไม่เป็นไรหรอก ช่วยนายแค่นี้ฉันไม่ได้ลำบากกว่าแรงอะไร” มุกลัดดาเข้าใจว่าจ้อนขอโทษเรื่องที่เขาเป็นภาระให้เธอต้องเหนื่อย

“เปล่า… ฉันไม่ได้ขอโทษเรื่องนี้ ที่เธอช่วยเหลือ ฉันต้องขอบคุณเธอต่างหาก ที่ขอโทษนั้นสำหรับเรื่องต่าง ๆ ในอดีตที่ผ่านมา”

“เรื่องอะไรเหรอ?” มุกลัดดานึกไม่ออกจริง ๆ ว่าเขาขอโทษเธอเรื่องอะไรในอดีต

“เรื่องที่ฉันมักแขวะหรือพูดจาทำร้ายจิตใจเธอไง”

มุกลัดดาปล่อยเสียงหัวเราะออกมา

“ฮ่า ๆ ๆ นึกว่าเรื่องอะไร ขอโทษเรื่องแค่นี้เองเหรอ ฉันไม่เคยเก็บคำพูดพวกนั้นของนายมาคิดเล็กคิดน้อยเลย อะไรที่มันไม่ดีฉันก็ทิ้งไว้ตรงนั้น”

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เอาเป็นว่าฉันขอโทษเธอไปแล้วนะ”

น้ำเสียงราบเรียบของจ้อน กลับทำหัวใจของมุกลัดดาให้พองโต

ทางด้านของณภัทรและน้ำเพชร ทั้งคู่ยังบุกป่าฝ่าดงเข้ามาอยู่ จู่ ๆ มาวินก็ปรากฏตัวให้ณภัทรเห็นหลังจากไม่เจอกันเลยตั้งแต่ช่วงเตรียมตัวสอบปลายภาค

“มาได้จังหวะพอดีเลย นายช่วยตามหาเพื่อนฉันอีกแรงหนึ่งได้หรือเปล่า” ณภัทรพูดกับมาวิน แต่น้ำเพชรผู้ซึ่งไม่ได้เห็นเช่นเดียวกับเขานั้นตกใจ เมื่อเห็นชายหนุ่มพูดอยู่คนเดียว พลันขนเธอก็ลุกเกรียว

“ที่มาหาก็จะมาบอกเรื่องเพื่อนนายนี่แหละ สองคนนั้นอยู่ห่างออกไปอีกห้าสิบเมตรทางด้านขวามือ รีบไปหาเร็วเข้าเถอะ นายจ้อนถูกงูกัดด้วย ไม่รู้อาการเป็นยังไงบ้าง”

“หา! ไอ้จ้อนถูกงูกัด” ณภัทรร้องทำน้ำเพชรตกใจใจหายวาบ แล้วเขาก็วิ่งออกไปยังทิศทางที่มาวินบอก น้ำเพชรประหลาดใจกันพฤติกรรมของชายหนุ่มที่เหมือนพูดอยู่คนเดียวแล้วหุนหันวิ่งออกไป เขารู้ได้อย่างไรว่านายจ้อนถูกงูกัด กลางป่าเช่นนี้คนข้าง ๆ ทำตัวแบบนี้นั้นช่างน่ากลัวน่าขนลุกเหลือเกิน เธอรีบวิ่งตามเขาไป กลัวว่าหากคลาดสายตาแล้วตัวเองจะหลงป่าไปด้วยอีกคน

“ไอ้จ้อน! ไอ้จ้อน! แกอยู่ไหน!” ณภัทรส่งเสียงเรียก

“ยายมุก! นี่ฉันเองนะได้ยินหรือเปล่า! ยายมุก!” น้ำเพชรร้องออกไปบ้าง

มุกลัดดาที่แบกจ้อนไว้บนหลัง เดินด้วยอาการเหนื่อยอ่อน วันนี้ออกแรงมาทั้งวันแล้วยังต้องแบกคนหนุ่มทั้งคนไว้บนหลังอีก แม้จ้อนจะหุ่นเพรียวบาง แต่น้ำหนักนั้นน้อยเหมือนเด็กหัดเดินเสียที่ไหน ถึงเธอจะเป็นนักกีฬาที่ฝึกฝนกล้ามเนื้อ แต่ก็อ่อนก็ล้าได้เหมือนกัน ครั้นหูได้ยินเสียงเพื่อนร้องตะโกน ใบหน้าเธอก็หายจากอาการท้อ ส่งเสียงกลับออกไปบ้าง

“ยายเพชร! นายพัด! ฉันกับนายจ้อนอยู่นี่!”

ได้ยินเสียงมุกลัดดา ณภัทรก็เร่งฝีเท้าไปหา เขาพบมุกลัดดาแบกจ้อนไว้บนหลัง เธอมีใบหน้าโล่งใจเมื่อเห็นเพื่อนทั้งสอง ค่อย ๆ วางจ้อนลงแล้วล้มพับนั่งหมดสภาพ น้ำเพชรเข้ามาดูอาการเพื่อนสาว แปลกใจที่เห็นเธอสวมเพียงเสื้อยืดครึ่งตัว ณภัทรเสียสละโดยถอดเสื้อคลุมชั้นนอกออกให้มุกลัดดาสวม แล้วรีบหามจ้อนขึ้นหลัง พาเดินออกไปจากป่า

“ทำใจดี ๆ ไว้นะไอ้จ้อน ฉันจะรีบนำแกไปส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด”

“แกไหวไหมยายมุก” น้ำเพชรถามเพื่อน เมื่อมุกลัดดาพยักหน้าหงึกหงัก เธอก็พยุงเพื่อนลุกขึ้นเดินตามหลังผู้ชำนาญทางไป

ไม่ถึงห้านาทีณภัทรก็พาทุกคนลงมาถึงข้างล่าง บัดนี้ท้องฟ้ามืดลงแล้วแต่ชาวค่ายยังอยู่กันครบ ณภัทรพาจ้อนมาส่งให้ทุกคนอุ้มขึ้นหลังรถกระบะ หันไปบอกพ่อของตนให้ออกรถนำจ้อนส่งถึงมือหมอ

“จ้อนโดนงูกัดครับพ่อ รีบพามันไปส่งโรงพยาบาลเร็ว ๆ เถอะครับ”

“ได้ ๆ คนอื่นรออยู่ที่นี่ก่อนนะ เดี๋ยวลุงจะโทรให้ลุงทมมารับ” ศรีชัยบอกแล้ววิ่งไปเปิดประตูฝั่งคนขับ เข้าไปนั่งหน้าพวงมาลัย ณภัทร น้ำเพชรและมุกลัดดาปีนขึ้นไปนั่งกระบะท้ายอยู่เป็นเพื่อนจ้อน รถขนผักเก่าบุโรทั่งส่งควันคลุ้งแล้วแล่นออกไปด้วยความเร็วเท่าที่ศรีชัยจะเร่งเครื่องยนต์ได้

ศรีชัยจอดรถหน้าตึกรับผู้ป่วยฉุกเฉินของโรงพยาบาลประจำอำเภอ เปิดประตูไปบอกให้บุรุษพยาบาลเข็นเตียงออกมารับจ้อน ร่างปวกเปียกถูกเข็นเข้าห้องอุบัติเหตุและฉุกเฉิน แล้วประตูก็ปิดลง ทิ้งผู้ที่เกี่ยวข้องกับคนไข้ให้รอหน้าห้องด้วยอาการกระวนกระวายใจ

ณภัทรหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาต่อสายหาแม่ของจ้อน เขาควรบอกเธอให้ทราบเรื่องลูกชาย น้ำเสียงตกใจดังออกมาจากปลายสาย เธอร้อนใจอยู่ไม่สุข บอกจะรีบบึ่งรถมาหาภายในเวลาไม่เกินสามชั่วโมง

มุกลัดดาดูอาการกระวนกระวายใจที่สุด ขณะที่คนอื่นนั่งนิ่งอยู่เฉย ๆ ที่เก้าอี้หน้าห้องแต่เธอกลับลุกขึ้นเดินไปเดินมา ในที่สุดประตูห้องอุบัติเหตุและฉุกเฉินก็เปิดออก หมอหนุ่มในชุดกาวน์เดินออกมา ทุกคนพร้อมใจกรูเข้าไปล้อม

“เพื่อนหนูเป็นยังไงบ้างคะ คุณหมอช่วยเขาได้แล้วใช่ไหม เขาจะไม่ตายใช่ไหมคะ?” มุกลัดดาถามอย่างร้อนรน

หมอหนุ่มยิ้มจนตาหยี

“ไม่ต้องห่วงครับ เพื่อนคุณไม่ได้เป็นอะไร ตอนนี้เขาหลับไปแล้วเพราะอาการเหนื่อยและพยาบาลก็กำลังทำแผลให้เขา งูที่กัดเขาเป็นงูไม่มีพิษครับ เพราะรอยเขี้ยวนั้นเรียงกันเป็นแถวซึ่งต่างจากงูที่มีพิษ ชนิดนั้นถ้ากัดจะเห็นรอยเขี้ยวแค่สองรอย” คุณหมอบอกอาการของจ้อน ทุกคนโล่งใจ หมอยังให้ควรรู้เกี่ยวกับพิษงูเพิ่มเติมอีกว่า

พิษงูนั้นมีสามชนิด ชนิดแรกคือพิษต่อระบบประสาท มาจากงูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยมและงูทับสมิงคลา อาการเริ่มจากแขนไม่มีแรง รู้สึกกระวนกระวาย ลิ้นเกร็ง พูดจากอ้อแอ้ไม่ชัดเจน ตามัว น้ำลายฟูมปาก และอาจหยุดหายใจจนเสียชีวิตในที่สุด ชนิดถัดมาคือพิษที่ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว มาจากงูเขียวหางไหม้ งูแมวเซาและงูกะปะ อาการเริ่มจากปวดมากบริเวณแผล มีเลือดซึมจากแผลและเลือดออกตามอวัยวะอื่น ๆ เช่น เลือดกำเดา ไอ-อาเจียน-ปัสสาวะออกมาเป็นเลือด ชนิดสุดท้ายคือพิษต่อกล้ามเนื้อ มาจากงูทะเล อาการเริ่มแรกจะปวดกล้ามเนื้อ ต่อมาปัสสาวะมีสีแดงคล้ำเนื่องจากกล้ามเนื้อถูกทำลาย ตามมาด้วยอาการไตวายและหัวใจล้มเหลว

ณภัทรบอกทุกคนว่าควรกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ากันก่อนแล้วค่อยมาเยี่ยมจ้อน แต่มุกลัดดาขออยู่เฝ้าจ้อนที่นี่ ณภัทรไม่เห็นด้วย บอกว่าหากเธอยังอยู่ในสภาพนี้อาจไม่สบายถึงขั้นปอดบวมเอาได้ ตอนนี้จ้อนไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว เธอต่างหากที่ควรห่วงตัวเอง น้ำเพชรจูงเพื่อนสาวของเธอไปที่รถแล้วทุกคนก็นั่งกลับที่พัก

ณภัทรไม่ลืมโทรไปบอกแม่ของจ้อนเรื่องอาการล่าสุดของลูกชาย เธอหายใจโล่งอกพลางกล่าวขอบคุณสิ่งศักดิ์ในสากลโลกที่ช่วยปกปักรักษาลูกชาย บอกว่าไหน ๆ ก็ออกบ้านมาแล้ว ขอเธอและสามีพักที่หมู่บ้านทุ่งวัวคะนองด้วยสักคืน แล้วค่อยกลับพร้อมชาวค่ายในเช้าวันพรุ่งนี้


Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” เขียนโดยแกรี เคลเลอร์ แก่นหลักของหนังสือเล่มนี้คือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่เกิดจากการเลือกสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด แล้วทำมันให้ดีที่สุดจนสำเร็จครับ แกรีย้อนไปดูผลงานในอดีตของตัวเอง เขาพบรูปแบบสำคัญที่เกิดขึ้นซ้ำเหมือนกันทุกครั้ง นั่นคือช่วงที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุด...

พระ เฟอร์รารี่ และความหมายของชีวิต – 7 หลักการสู่ความสุขและความสมดุล ที่คุณนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต

ไอติมฮีลใจ ep นี้ มาแนะนำหนึ่งในหนังสือที่หลายสื่อยกย่องกันว่าโด่งดังที่สุดในศตวรรษที่ 21 ตีพิมพ์ครั้งแรกตอนปี 1999 และขายดีต่อเนื่องมานานกว่า 25 ปี ยอดขายรวมมากกว่า 15 ล้านเล่ม แปลไปแล้วกว่า 92 ภาษา หนังสือเล่มนี้ผมรู้จักมาพักหนึ่งแล้วครับ เคยเห็นแต่ฉบับภาษาอังกฤษ พอเห็นว่ามีฉบับแปลไทยก็ซื้อเลยทันที หนังสือเล่มที่ว่านี้คือ The Monk Who...

4 ปี นรกในเขมร เรื่องจริงจากบันทึกของภรรยาท่านทูต ที่ชีวิตเหมือนตกนรกในช่วงยุคเขมรแดง

ไอติมเล่า ep นี้ มาสรุปเนื้อหาจากหนังสือ 4 ปี นรกในเขมร เนื้อหาในเล่มเป็นเรื่องจริงในยุคเขมรแดงจากบันทึกของยาสึโนะ นาอิโต หญิงชาวญี่ปุ่นที่เกิดในตระกูลซามูไร แต่งงานกับโศ ทันลัน นักการทูตชาวกัมพูชาที่เรียนจบจากฝรั่งเศส และถูกส่งตัวไปทำงานที่ญี่ปุ่น ตอนนั้นคุณนาอิโตะอายุ 23 ปี คุณโศอายุ 39 ปี และมีลูกติด 3 คนจากภรรยาเก่า...

จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เปลี่ยนคนที่ยังลังเลให้ซื้อทันที

สินค้าดี มีคนสนใจ แต่ทำไมไม่มีคนซื้อ? บางทีอาจเป็นเพราะสมองของลูกค้าไม่ยอมให้ซื้อก็เป็นได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เขียนโดยฌอน ดีซูซา นักการตลาดที่พบว่าต่อให้ลูกค้าสนใจแค่ไหน แต่พวกเขาจะยังไม่ซื้อ จนกว่าสมองจะได้รับข้อมูลครบถ้วน และตามลำดับที่ถูกต้อง ฌอนบอกว่าสมองของคนเราทำงานเหมือนสายพานลำเลียงกระเป๋าที่สนามบินครับ ตอนขึ้นเครื่องเราโหลดกระเป๋ามาด้วยทั้งหมด 7 ใบ พอลงจากเครื่องเราต้องมายืนรอให้กระเป๋าออกมาตามสายพาน...

Related Articles

พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 34 (จบ)

เจ๊จูเจ้าของหอพักที่ณภัทรเคยเช่า ขี่รถจักรยานยนต์มาเก็บค่าเช่าร้านขายของชำที่แกละและเมียเช่าเปิดขายอยู่ที่หอพักของแกถึงที่บ้าน สองผัวเมียคู่นี้ค้างค่าเช่ามาสามเดือนแล้ว และ 3-4 วันมานี้ไม่มาเปิดร้านเลย วันนี้ถ้าเจ๊จูไม่ได้ค่าเช่า จะให้เจ้าใหม่มาเช่าเปิดขายแทน แกจอดรถจักรยานยนต์ไว้หน้าบ้านไม้ริมน้ำของแกละ แล้วยืนตะโกนเรียกอยู่นาน ไม่เห็นมีใครออกมาเปิด จึงแง้มประตูรั้ว...

พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 33

สัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์ที่มหาวิทยาลัยมีงานหนังสือ หลังเสร็จจากคาบเรียนสี่หนุ่มสาวก็ชวนกันมาเดินเล่น น้ำเพชรอยากได้หนังสือภาษาอังกฤษมาอ่านสักเล่ม จ้อนมาเหมาหนังสือการ์ตูนครบชุดไปอ่าน 2-3 เรื่อง มุกลัดดาที่ปกติไม่ชอบอ่านหนังสือเท่าไหร่ ไม่ว่าประเภทไหน ลงทุนซื้อหนังสือนิยาย “ภาพฝันวันนั้นฉันมีเธอ” เพื่อนำไปให้นักแสดงหนุ่มผู้รับบทพระเอกเซ็นชื่อให้ ซึ่งเขาจะมาที่งานหนังสือในเย็นวันนี้พร้อมนักเขียน...

พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 32

บ้านหลังเดิมไม่ปลอดภัยสำหรับสงครามอีกต่อไป จึงหนีมาลี้ภัยที่บ้านของแกละ ผู้เป็นลูกศิษย์ที่อาวุโสกว่า บ้านของแกละอายุอานามพอ ๆ กับเจ้าของ มันเป็นบ้านไม้มุงหลังคาสังกะสีริมน้ำหลังเล็ก ๆ ที่มีเพียงห้องนอน ห้องน้ำและห้องครัว น้ำคลองก็ไม่ใสเหมือนแต่ก่อน แกละตกปลาขึ้นมากินไม่ได้อีกแล้ว...

พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 31

ลูกหนี้ของนางปลีคงได้เฮดีใจ เพราะเจ้าหนี้ถูกจับเข้าซังเตไปแล้ว หวยออกงวดหน้าผีพนันก็อดได้เลขเด็ดจากเจ้าพ่อสมิง แต่ก็ไม่วายเอาวันที่ที่ตำรวจบุกจับนางปลีไปเป็นเลขเด็ดแทงหวย ตำรวจบุกค้นตำหนักของสงคราม เพื่อหาหลักฐานว่านางปลีเริ่มเปิดคลินิกทำแท้งเถื่อนมาตั้งแต่เมื่อไหร่ และทำแท้งให้ผู้หญิงมาแล้วกี่ราย แต่ก็ไม่พบ เพราะแกไม่ได้บันทึกไว้ เจอแต่รายชื่อลูกหนี้เงินกู้และรายชื่อลูกค้าที่สั่งกุมารทองจากสงครามเท่านั้น ในรายชื่อลูกค้าที่สั่งกุมารทองมีแต่คนใหญ่คนโตทั้งนั้น ผู้หมวดปัญญ์สั่งลูกน้องให้สืบประวัติลูกค้าทั้งหมดในรายชื่อ...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!