ณภัทรได้กลับมาเยือนบ้านทรงไทยครึ่งปูนครึ่งไม้สีขาวสะอาดตาหลังนี้อีกครั้ง เขาเดินตามหลังหัวหน้าฝ่ายเข้าบ้าน โดยมีน้ำเพชรรั้งท้ายมองดูด้วยความเป็นห่วง เขาอุตส่าห์ช่วยเหลือเธอให้พ้นจากน้ำมือซ้งจนเจ็บตัวขนาดนี้ก็อยากตอบแทนอะไรบ้าง แต่แค่เข้าไปประคองเขาเดินเข้าบ้านก็ไม่กล้า กลัวคุณยายและคุณแม่เห็นว่าไม่งาม
“กลับมากันแล้วเหรอคะ” แม่ของน้ำเพชรเดินออกมาทักทาย เมื่อเห็นสภาพชายหนุ่มก็ตกใจร้อง “ตายแล้ว! ทำไมสะบักสะบอมอย่างนั้นล่ะนายพัด”
“เล่าให้ยายฟังได้หรือยัง ว่าเรื่องเป็นมาอย่างไร หวังว่านายณภัทรคงไม่ได้มีเรื่องชกต่อยเยี่ยงอันธพาลหรอกนะ” หัวหน้าฝ่ายแลหางตาเย็นเฉียบใส่ณภัทร
“ไม่ใช่หรอกค่ะ คือตอนที่รณรงค์เรื่องการรับน้องเสร็จ เราสองคนก็แยกทางกัน นายพัดเอาป้ายไปเก็บที่ห้องชมรม ส่วนหนูจะไปที่ตึกฝ่ายเอกสาร โดยจะเดินผ่านคณะวิศวกรรม แต่ดันไปเจอนายซ้ง นายซ้งจะทำร้ายหนู แต่โชคดีที่นายพัดมาช่วยได้ทัน เลยมีสภาพอย่างที่เห็นนี่แหละค่ะ”
“ตายแล้ว! โชคยังดีนะที่นายพัดมาช่วยได้ทัน” แม่ของน้ำเพชรอุทาน
“อ้าว… แล้วนายมาช่วยน้ำเพชรได้ยังไง แยกกันคนละทางแล้วไม่ใช่หรือ?” หัวหน้าฝ่ายหันมาถาม เป็นคำถามที่น้ำเพชรอยากรู้คำตอบเหมือนกัน
ณภัทรอ้ำอึ้งไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
“เอ่อ… คือ… ผม…”
แม่ของน้ำเพชรมองใบหน้าประหม่าของชายหนุ่มแล้วยิ้มออกมา เธอพอรู้ว่าเขามีเหตุผลอะไรถึงกลับมาช่วยลูกสาวเธอได้
“เอาเถอะ ๆ รีบทำแผลให้นายพัดดีกว่า” แม่ของน้ำเพชรช่วยบ่ายเบี่ยงประเด็น เธอเดินไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลออกมาจากตู้ในห้องรับประทานอาหาร สะกิดเรียกณภัทรให้ตามมาในห้องรับแขก เธอนั่งบนโซฟาตัวใหญ่สีแดงแจ๊ด เขยิบเหลือที่ให้ชายหนุ่มนั่งข้าง ๆ กล่องปฐมพยาบาลถูกวางไว้บนโต๊ะตัวเล็กตั้งคู่กับโซฟา โดยน้ำเพชรยืนมองอยู่ห่าง ๆ
“ดูแลกันเองนะจ๊ะ แม่ไปจัดโต๊ะกินข้าวก่อน เสร็จก็ตามกันมา”
ผู้เป็นแม่กล่าวเช่นนั้นก็เดินออกจากห้องรับแขก หายเข้าไปในห้องรับประทานอาหาร ทิ้งลูกสาวให้ยืนนิ่งงัน ไม่ใช่แม่เธอหรอกเหรอที่จะเป็นคนทำแผลให้กับณภัทร?
“อ้าว! จะได้ทำแผลไหมเนี่ยวันนี้ เร็ว ๆ สิ เลือดฉันไหลจะหมดตัวอยู่แล้ว” ณภัทรพูดเกินจริง ทั้งที่ใบหน้าของเขามีเพียงคราบเลือดแห้งเลอะติดกรังเท่านั้น
น้ำเพชรเดินเก้ ๆ กัง ๆ มานั่งข้างณภัทร เปิดกล่องหยิบสำลีขึ้นชุบแอลกอฮอล์ แล้วเอามาเช็ดคราบเลือดบริเวณริมฝีปากของเขา เกิดมาเธอไม่เคยทำแผลให้ใครมาก่อนเลย ถ้ามือหนักไปหน่อยก็อย่าโทษกัน
“โอ๊ย! เบา ๆ หน่อย ฉันเจ็บเป็นนะ”
“นี่ก็เบามือสุดแล้ว นายก็อดทนเอาหน่อย”
น้ำเพชรมองหาคราบเลือดทั่วใบหน้าชายหนุ่มเพื่อจะได้เช็ดออก เมื่อเลื่อนสายตาขึ้นมาจากริมฝีปากผ่านจมูกโด่งเป็นสัน ก็ปะทะเข้ากับดวงตาของเขา นัยน์ตากลมดวงนั้นมีสีดำสนิท กำลังสะท้อนภาพดวงหน้างดงามของเธอเอง ล้อมกรอบด้วยขนตาหนาขับดวงตานั้นให้คมราวดวงตาพญาปักษา แต่คิ้วดำโค้งและเปลือกตาสองชั้นกลับลดทอนความคมดุของดวงตา ทำให้ใบหน้าของเขาดูเหมือนเด็กที่วัน ๆ หาแต่เรื่องสนุกทำ
ชายหนุ่มต้องชะงักเมื่อเห็นดวงหน้าของหญิงสาวใกล้ขนาดนี้ ใบหน้าของเธอมีขนาดเท่าฝ่ามือของเขาเองกระมัง ดวงตาคู่สวยนั้นฉายแววมุ่งมั่น จมูกรั้น ริมฝีปากอิ่มสีชมพูธรรมชาติ ไร้การแต่งแต้มจากเครื่องสำอาง กลิ่นหอม ๆ จากผมของเธอสามารถทำให้หัวใจของผู้ชายเต้นโครมคราม ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมซ้งถึงได้หลงเธอหัวปักหัวปำเพียงนี้
เกิดอะไรขึ้นกับใจสองดวง เพียงแค่มองตา หัวใจก็เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน ใบหน้าแดงระเรื่อจนต้องแก้โดยการไม่มองตากันไปพักหนึ่ง
“ดูสิคะคุณแม่ สองคนนั้นน่ารักเชียว” แม่ของน้ำเพชรแอบดูจากมุมห้องรับประทานอาหาร บอกหัวหน้าฝ่ายให้มาเห็นภาพเดียวกับเธอ หัวหน้าฝ่ายมองภาพนั้นด้วยใบหน้าเรียบเฉย ไม่ยินดียินร้ายอะไร ผิดกับแม่ของน้ำเพชรที่มองภาพนั้นแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
อาหารฝีมือแม่ของน้ำเพชรอร่อยเหมือนเดิม แม้มีอาการเจ็บตรงมุมปากทุกครั้งที่ขยับอ้าปาก แต่ณภัทรก็อดทนกินอาหารมื้อนี้เสียอิ่มแปล้ ไม่ให้เสียโอกาสที่นาน ๆ จะได้กินอาหารดี ๆ แบบนี้ หลังเสร็จจากมื้อค่ำณภัทรก็พูดคุยตอบคำถามกับแม่ของน้ำเพชร หญิงวัยกลางคนสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นตั้งใจที่ส่งผ่านออกมาจากแววตาของชายหนุ่ม เขายังเป็นลูกที่กตัญญูต่อพ่อแม่อีกด้วย เรียนไปทำงานหาเงินส่งให้ทางบ้านคงจะเหนื่อยน่าดู น้ำเสียงก็ฉะฉานชัดเจน มีความมั่นใจในตัวเอง บุคลิกอย่างนี้มักได้เป็นเจ้าคนนายคนในภายภาคหน้า ณภัทรยามนี้ช่างเหมือนสามีของเธอเมื่อครั้งยังหนุ่ม ๆ เหลือเกิน หัวหน้าฝ่ายฟังทั้งคู่สนทนาอย่างอิ่มเอมใจ พอใจกับคำตอบของชายหนุ่ม หากหลานชายอีกคนของเธอยังอยู่ คงสดใสร่าเริงเหมือนอย่างณภัทร
ณภัทรกลับไปแล้ว จ้อนขับรถประหยัดน้ำมันมารับอีกตามเคย เพื่อนรักคนนี้แซวว่าเขาดัดจริตคิดอยากเป็นพระเอกหนัง บู๊แหลกเพื่อช่วยนางเอกให้พ้นจากผู้ร้ายใจทรามจนตัวเองต้องเจ็บตัว และคงไม่พ้นนางเอกนั่นแหละที่เป็นคนทำแผลให้ ซึ่งจ้อนก็เดาถูกเผง
หัวหน้าฝ่ายจิบน้ำขิงก่อนเข้านอนอยู่ที่โต๊ะรับประทานอาหาร มองสองแม่ลูกช่วยกันล้างทำความสะอาดจานชามอยู่ในครัว แม่ของน้ำเพชรชักถูกใจณภัทรเข้าแล้ว อยากรู้ว่าลูกสาวคิดเช่นเดียวกันหรือเปล่า เพราะตั้งแต่เลี้ยงดูมาจนลูกโตเป็นสาว ยังไม่เคยเห็นคบหาผู้ชายสักคนอย่างคนรู้ใจเลย
“แม่ว่านายพัดเขานิสัยน่ารักดีนะ มีน้ำใจช่วยเหลือลูกตั้งหลายครั้ง แถมกตัญญูต่อพ่อแม่อีก คนแบบนี้แหละที่จะได้ดีในอนาคต หน้าตาก็หล่อเหลา น้ำเพชรไม่สนใจบ้างเหรอลูก โตเป็นสาวแล้วยังไม่เคยเห็นมีแฟนเลย เอ๊ะ! หรือว่าลูกกับนายพัดกำลังคบกันอยู่?”
คำถามของแม่ทำน้ำเพชรสะดุ้งจนเกือบทำจานในมือหล่น
“ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะแม่ หนูยังไม่อยากคบใครตอนนี้”
“ให้ลูกเรียนก่อนเถอะเยาวภา เรื่องเมื่อตอนนั้นลืมไปแล้วเหรอ แม่ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยนะ” เสียงของผู้อาวุโสที่สุดในบ้านดังเข้ามา
“แหมคุณแม่… น้ำเพชรก็โตปูนนี้แล้ว รู้ว่าอะไรควรไม่ควร นายพัดเองก็เป็นคนดีไว้ใจได้ หนูมองตาปราดเดียวก็รู้” เยาวภาหันหลังไปบอก
“รู้หน้าไม่รู้ใจ เธอเคยพบพ่อหนุ่มคนนั้นแค่สองครั้งเอง รู้นิสัยลึกตื้นหนาบางของเขาแล้วเหรอแม่เยาว์?”
“ถึงคุณแม่จะว่าอย่างนั้นก็เถอะ นายพัดเขาไม่สนใจผู้หญิงอย่างหนูหรอกค่ะ” น้ำเพชรเปรย เน้นเสียงตรงคำว่า ‘ผู้หญิง’ ให้หนักเป็นพิเศษ สร้างความสงสัยให้แม่ของเธอเป็นยิ่งนัก ขอโทษนะนายพัดที่ฉันต้องทำแบบนี้ เพราะอยากให้คุณแม่เลิกเอาฉันไปจับคู่กับนาย
“ทำไม? น้ำเพชรลูกแม่สวยออกอย่างนี้ เรียนก็เก่งเกรดเฉลี่ยสามเกือบสี่ตลอด ทำไมเขาจะไม่สนใจผู้หญิงอย่างลูกล่ะ?”
น้ำเพชรยิ้มเจ้าเล่ห์ “เพราะหนูเป็นผู้หญิงไงคะ นายพัดเขาไม่สนใจผู้หญิงหรอกค่ะ เพราะเขาเป็นเกย์”
“เป็นเกย์!” เยาวภาร้องตกใจ ยกมือขึ้นทาบอก บุรุษหนุ่มที่หมายมั่นอยากได้มาเป็นลูกเขยมีรสนิยมรักร่วมเพศหรือนี่ หัวหน้าฝ่ายได้ยินก็แทบสำลักน้ำขิง แต่ก็อย่างว่าผู้ชายแท้ ๆ สมัยนี้หายาก ไอ้พวกหน้าตาหล่อนิสัยดีก็กินกันเองเสียทั้งนั้น
น้ำเพชรยังป้ายสีต่อ “ก็คนที่มารับนั่นแหละค่ะ คู่ขาของเขา ชื่อว่านายจอห์น เห็นว่าตอนนี้มาอยู่คอนโดด้วยกัน ไม่รู้ทั้งคู่ไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว”
“หวาย… แม่นึกสภาพตอนผู้ชายมีอะไรกันแล้วจั๊กกะจี้ยังไงไม่รู้”
น้ำเพชรไม่ได้จงใจพูดส่อไปในทางสวาทเลยสักนิดแต่แม่เธอคิดเป็นตุเป็นตะไปเอง ไอ้คำว่าไหนต่อไหนที่เธอพูดถึง หมายถึงตอนนี้นายจอห์นขับรถถึงแยกไฟแดงไหนแล้วไม่รู้ เข้าใจไปแบบนี้ คราวหลังแม่เธอคงไม่ถามซักไซ้เรื่องเธอกับนายพัดอีก
ตำหนักเจ้าพ่อสมิงของอาจารย์สงครามบนเรือนไม้สองชั้นสีดำสนิทวันนี้แทบร้างผู้คน นี่ก็ใกล้จะวันหวยออกแล้ว เหล่าผีพนันหายหัวไปไหนกันหมด ทุกทีช่วงนี้จะแห่กันมาให้พรึบจนเรือนไม้แทบจะถล่ม นี่อะไรตั้งแต่เช้ายันเที่ยงลูกค้ามีแค่ยายแก่หงำเหงือกสองคนนั่งเคี้ยวหมากหงุบหงับอยู่ตรงหน้า แก่ขนาดนี้จะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าบูชาครูที่สงครามเรียกแพงสูงลิ่ว ลูกค้าหลักที่เขาต้องการคือกลุ่มคนวัยเริ่มทำงาน คนกลุ่มนี้เมื่อได้ทำงานใหม่ ๆ จะไม่ค่อยสนใจความมั่นคงในอนาคตนัก ไม่ชอบเก็บเงินมีเท่าไหร่ก็ใช้ ยอมจ่ายค่าบูชาครูได้โดยไม่เสียดาย
สงครามอยู่กับหมอผีแกละ ลูกศิษย์วัยชราชองเขา แกละทำหน้าที่ถือขันเงินเก็บค่าบูชาครู สองยายมาถามหาเลขเด็ด แก่ปูนนี้แล้วยังอยากเสี่ยงโชคหวังรวยทางลัดเหมือนคนหนุ่มสาว ถึงถูกรางวัลใหญ่ ๆ ก็ใช่ว่าจะได้ใช้ กลัวหัวใจจะวายตายก่อนน่ะสิ
สงครามทำพิธีอัญเชิญวิญญาณเจ้าพ่อสมิงมาสิงสถิตยังร่างของตนเอง นี่เป็นเพียงการแสดงหลอกตาเท่านั้น หลอกทั้งสองยาย หลอกทั้งแกละ ไม่รู้ทำไมตั้งแต่แกเลิกดูดกัญชาและหายจากอาการประสาทหลอน เจ้าพ่อสมิงก็ไม่มาประทับร่างอีกเลย
บอกเลขสามตัวท้ายและเลขท้ายสองตัวให้สองยายเสร็จก็เรียกค่าบูชาครูไปพันห้า แต่สองยายดันรวมเงินกันมาให้แค่ร้อยห้าสิบ ตกเลขศูนย์ไปหนึ่งตัว ทำอย่างนี้เหมือนดูถูกกันชัด ๆ นี่อาจารย์สงครามนะโว้ย ไม่ใช่หมอดูข้างถนนหรือตามตึกสโมสรมหาวิทยาลัย ที่นึกจะให้เท่าไหร่ก็ให้ สั่งคงกระพันกุมารทองลูกรักจัดการเสียเลยดีไหม
“คนมันหายไปไหนหมดวะ มีแต่พวกคนแก่จน ๆ ไอ้วัยรุ่นวัยทำงานมันไปอยู่ไหนหมด เลิกนิยมดูดวงกันแล้วเหรอวะ” สงครามนั่งชันเข่าแล้วกระทืบเท้าลงพื้นอย่างอารมณ์เสีย
“คนพวกนั้นเขาไม่มาดูหมอกับพ่อแล้ว” เสียงซน ๆ ของเด็กผู้ชายดังก้องไปทั่วห้อง เป็นเสียงของคงกระพันนั่นเอง ”ไอ้พวกมีกะตังค์แห่ไปดูกับไอ้ณภัทรกันหมดแล้ว ไอ้พวกนี้เห็นอะไรใหม่ไม่ได้ เห่อตามกันหมด ลูกค้าของพ่อก็เลยหายอย่างที่เห็นนี่ไง”
สงครามกัดฟันกรอด “หนอย… ไอ้เด็กเมื่อวานซืน อุตส่าห์จะไม่ทำอะไรแล้วนะ แต่มาแย่งลูกค้ากันแบบนี้ปล่อยไว้เฉย ๆ ไม่ได้”
แกละหูผึ่งทันที ในที่สุดอาจารย์ของเขาก็จะลงไม้ลงมือจัดการไอ้เด็กเปรตที่ทำคาถาอาคมของเขาเสื่อมเสียที
“อาจารย์จะจัดการมันขั้นเด็ดขาดแล้วใช่ไหมครับ ดีเลย เอามันให้ตายไปเลย แล้วจะเสกอะไรเข้าท้องมันดีครับ? แมงป่องหรือตะขาบดี ผมจะไปหามาให้”
แกละทำท่าจะลุกจากที่นั่ง แต่สงครามยกมือขึ้นปรามพร้อมรอยยิ้มไม่น่าไว้ใจปรากฏขึ้นที่มุมปาก
“เดี๋ยว! ฉันยังไม่ทำให้มันตายวันนี้พรุ่งนี้หรอก มันกล้าแย่งลูกค้ากันขนาดนี้ ถือว่าประกาศตัวเป็นศัตรูกับฉันแล้ว แวะไปดูหน่อยว่าสารทุกข์สุกดิบมันเป็นยังไง”
แกละทิ้งตัวลงนั่งที่เดิม เบื่ออาจารย์ของเขาเหลือเกินที่มัวแต่ลีลา ไม่ยอมลงมือปลิดชีวิตเจ้าเด็กนั่นเสียที ถ้าคาถาอาคมของเขายังกล้าแกร่งอยู่ล่ะก็ ป่านนี้พ่อแม่เด็กนั่นได้ทำบุญร้อยวันให้ลูกชายไปนานแล้ว ขืนชักช้าอย่างนี้ไม่ทันการจะโดนเด็กถอนหงอกเอา
“คงกระพันลูกพ่อ พาไปหน่อยสิว่าไอ้เด็กเมื่อวานซืนคนนั้นมันอยู่ที่ไหน” สงครามสั่งเสียงก้อง
“ได้เลยครับพ่อ เวลานี้มันกำลังจะลงไปกินข้าวเที่ยงข้างล่างตึก คราวนี้พ่อได้เห็นคู่อริตัวเป็น ๆ เต็มตาแน่”
สองคู่หูเดินถือจานอาหารมาวางที่โต๊ะในโรงอาหารประจำตึกสโมสรนักศึกษา ณภัทรมองข้าวราดพะแนงหมูในจานก็ห่อเหี่ยวใจ มีแต่ก้อนไขมันหมูทั้งนั้นเลย ใบมะกรูดซอยก็โรยมาให้เสียเกินงาม นึกถึงพะแนงหมูฝีมือแม่ของน้ำเพชรวันนั้นก็อยากกินอีก จานนั้นมีแต่หมูชิ้นโต น้ำกะทิที่ใช้ราดก็เป็นหัวกะทิเข้มข้น พริกแกงก็ผัดจนหอม ต่างจากพะแนงตรงหน้าที่ซื้อมาเอาไปเทียบไม่ติด แต่คงต้องทำใจเพราะมื้อกลางวันจานนี้ราคาแค่ยี่สิบห้าบาทเท่านั้น ขืนให้หมูชิ้นโตมามีหวังแม่ค้าคงขาดทุนแย่
ต่างจากจ้อนที่ตักอาหารอย่างเดียวกันเข้าปากเอา ๆ เขาบอกว่าอาหารร้านนี้อร่อยที่สุดในมหาวิทยาลัยและเป็นเจ้าโปรดของเขา ยิ่งมีก้อนไขมันเยอะยิ่งชอบเพราะจะได้เพิ่มเนื้อหนังให้กับเขาบ้าง ยิ่งอยู่กับณภัทรยิ่งต้องเพิ่มปริมาณไขมันในร่างกาย เพราะเดินคู่กันทีไรภาพมักหลอกตาว่าเขาตัวเล็กกว่าความเป็นจริงทุกที
ณภัทรกลั้นใจ ตักพะแนงไขมันหมูเข้าปาก จ้อนไม่เคยมีโอกาสได้ไปกินอาหารฝีมือแม่ของน้ำเพชร ลิ้นไม่เคยลิ้มลองอาหารรสชาติยอดเยี่ยม คงไม่รู้หรอกว่าพะแนงอร่อย ๆ เป็นอย่างไร ณภัทรติดใจฝีมือปลายจวักนั้นเสียแล้ว แต่หาโอกาสไปกินอีกคงยาก แม้อยากกินแค่ไหนเขาก็ไม่ยอมเสียศักดิ์ศรีคุกเข่าอ้อนวอนให้น้ำเพชรยอมชวนเขาไปกินข้าวที่บ้านแน่ แผลบวมช้ำตรงใบหน้าก็ยุบลงหมดแล้วเพราะจ้อนสะกัดน้ำใบบัวบกจากเครื่องที่โฆษณาขายทางโทรทัศน์ให้กินก่อนนอนทุกคืน
พะแนงหมูทำณภัทรเลี่ยน แต่ก็อุตส่าห์กินจนหมด อีกเดี๋ยวมีเรียนคาบจิตวิทยาที่อาคารเรียนรวม สองหนุ่มจะเดินไปเรียนเพราะอาคารเรียนรวมอยู่ตรงข้ามตึกสโมสรนักศึกษานี้เอง เมื่อเอาจานไปเก็บคืนก็เดินเอ้อระเหยจนมาถึงใต้ถุนตึกสโมสรนักศึกษา มีผู้ชายอ้วนลงพุงคนหนึ่งเดินชนณภัทรเต็มแรงราวกับตั้งใจ
“โอ๊ย! ระวังหน่อยลุง” ณภัทรอุทาน
ไม่มีแม้คำขอโทษหลุดออกมาจากปากชายคนนั้น ทีแรกณภัทรคิดว่าแกบ้า เพราะห้อยอะไรไม่รู้พะรุงพะรังเต็มคอไปหมด แต่พอลุงแกถอดแว่นดำออกแล้วมองณภัทรตั้งแต่หัวจรดเท้า เท้าจรดหัวด้วยสายตาหยามเหยียดก็ต้องเปลี่ยนความคิด ชายคนนี้ท่าทางเป็นภัยเหลือเกิน ดูจากสายตาคุกคามที่มองมานั้น แกจับไหล่ณภัทรไว้ทั้งสองข้าง ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ กระซิบเสียงเบาพอให้ได้ยินกันแค่สองคน
“แกคือณภัทรสินะ ฉันชื่อสงครามนะ เป็นทั้งคนทรงเจ้า หมอดูและคนทำของ แกรู้หรือเปล่าว่าไอ้งานที่แกทำอยู่ส่งผลเดือดร้อนมาถึงฉัน เตือนด้วยความหวังดีนะ เลิกเป็นหมอดูซะ แล้วฉันจะไม่ทำอะไรแก”
“ไม่!” ณภัทรตอบเสียงแข็ง จ้องตาสงครามเขม็งอย่างไม่เกรงกลัว
สงครามถอนหายใจอย่างหัวเสีย ที่แรกนึกไว้ว่าเด็กคนนี้จะกลัวเขาจนหัวหด แล้วยอมทำตามอย่างว่าง่าย
“นั่นถือว่าแกประกาศตัวเป็นศัตรูกันฉันอย่างเป็นทางการแล้ว เตรียมรับมือเอาไว้ให้ดี ตั้งแต่นี้แกไม่ได้อยู่เป็นสุขแน่” พูดแล้วสงครามก็ตบแก้มขวาของณภัทรเบา ๆ สองครั้งแล้วเดินจากไป ทิ้งคู่อริให้ยืนตาแข็งกร้าวและปล่อยเพื่อนของเขางงงันอยู่อย่างนั้น แม้จ้อนพยายามเงี่ยหูฟังแล้ว แต่ก็ไม่ได้ยินว่าสองคนนั้นคุยอะไรกัน
Leave a comment