พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 28

Share

ตึกคณะศึกษาศาสตร์เป็นอีกแห่งที่มีบรรยากาศน่ากลัวชวนขนหัวลุก เพราะคณะนี้ก่อตั้งมาเป็นลำดับแรก ๆ ในรอบสามสิบปีที่ผ่านมา ตึกคณะนี้ไม่เคยสร้างใหม่ อย่างมากก็แค่ต่อเติมตกแต่งหน้าตาภายนอกตึกให้ดูทันสมัยหน่อยเท่านั้น ภายในสภาพเก่าคร่ำครึ คงบรรยากาศเมื่อสมัยเหล่าอาจารย์อาวุโสยังเป็นนักศึกษาเอาไว้ ตึกคณะนี้มีตำนานเล่าขานหลายเรื่องพอ ๆ กับคณะแพทย์ เรียกว่าทุกตึกทุกชั้นทุกห้องต่างมีเรื่องเล่าทั้งสิ้น ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่มีใครอยากมาเดินตัวคนเดียวอยู่ในตึกนี้

แต่เมื่อจำเป็นก็เลี่ยงไม่ได้ นักศึกษาสาวชั้นปีสุดท้ายคนหนึ่งกอดเอกสาร เดินอยู่ในตึกขณะเวลาหกโมงเย็น วันนี้เป็นวันส่งงานออกแบบสื่อการเรียนการสอนสำหรับเด็กประถมเป็นวันสุดท้าย เธอสะสมไว้เป็นดินพอกหางหมู เพื่อจะสะสางให้เสร็จตั้งแต่เมื่อคืนวาน แต่เพื่อนสนิทที่อยู่คนละมหาวิทยาลัยโทรชวนเธอออกไปดื่มสังสรรค์ จะปฏิเสธก็ไม่ได้ เพราะนาน ๆ เพื่อนคนนี้จะว่างที จึงตอบตกลงแล้วตัดสินใจยกงานว่าจะเอามาทำในตอนเช้า ทว่าเมื่อคืนเธอดื่มหนักไปหน่อย กว่าจะโงหัวลุกขึ้นจากเตียงและสร่างจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ก็ตอนบ่ายโมง เธอรีบเผางานตั้งแต่ตอนนั้น ทำเสร็จก็รีบพุ่งเอามาส่งที่นี่

โชคดีที่มาทันก่อนอาจารย์ประจำวิชาจะเก็บของกลับบ้าน ทีแรกอาจารย์บอกจะไม่รับเพราะเลยเวลาส่งงานมามาก เธอออดอ้อนเว้าวอนจนอาจารย์ยอมให้ส่ง แลกกับการโดนเทศนาไป 2-3 กัณฑ์ คำที่อาจารย์สั่งสอนนั้นเป็นได้เพียงแค่ลมปากที่เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา เธอทำหน้าเจื่อนอย่างคนสำนึกผิด แต่ในหัวคิดแต่ว่าคืนนี้จะไปเที่ยวที่ไหนดี

เทศน์เสร็จอาจารย์ก็ไล่ให้กลับ เธอเดินมายังลิฟต์ ไม่ยอมเดินลงบันไดจากชั้นห้าลงไปด้านล่างเด็ดขาด เพราะทำอย่างนั้นน่องได้ปูดกันพอดี กดปุ่มแล้วประตูก็เปิดทันทีเพราะจอดชั้นนี้อยู่แล้ว เธอก้าวเข้าไปด้านใน ยืนหันหน้าเข้าหาประตูลิฟต์ เอื้อมมือไปกดปุ่มชั้นที่หนึ่ง แล้วประตูลิฟต์ก็ปิด กล่องโลหะยักษ์ค่อย ๆ เลื่อนสู่ชั้นล่างสุด

เสียงเชือกสลิงเสียดสีกับรอกเหล็กดังเอี๊ยดอ๊าด อากาศข้างในลิฟต์หนาวเย็นจับใจนัก หญิงสาวรู้สึกเหมือนถูกใครมองจากด้านหลัง มันเป็นความรู้สึกที่แปลก เพราะในลิฟต์มีแต่เธอเพียงคนเดียว และด้านหลังที่ยืนพิงอยู่ก็เป็นกระจกเงา ขนแขนและบริเวณต้นคอลุกซู่ เธอรู้สึกเหมือนมีใครมองเธอจากด้านหลัง ราวกับมีมนตร์สะกดให้เธอค่อย ๆ หันหน้ามองด้านหลังทั้งที่ไม่อยากมอง เบื้องหน้าในตอนนี้เป็นกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนสิ่งแวดล้อมภาพในลิฟต์

ขนลุกซู่…

เสียวสันหลังวาบ…

เมื่อได้เห็นภาพสะท้อนของกระจกเงา ในนั้นเธอเห็นเด็กผู้ชายวัยกำลังซนที่ใบหน้าเปรอะเลอะไปด้วยเลือดสีแดงฉาน ยืนพิงประตูลิฟต์จ้องเธอด้วยสายตาอำมหิต เธออ้าปากค้างอยากกรีดร้องออกมาให้สุดเสียง เผื่อใครได้ยินจะได้มาช่วย ทว่ากลับไม่มีเสียงใดเล็กลอดออกมาจากปากของเธอ พลันสติสัมปชัญญะก็ดับวูบ พร้อมกับประตูลิฟต์ที่เปิดออก ต้อนรับสู่บรรยากาศอ้างว้างอันไร้ผู้คน ยามสนธยาของตึกคณะศึกษาศาสตร์

รับประทานอาหารกลางวันเสร็จ ณภัทรกับจ้อนก็ขึ้นมายังห้องชมรมอาสาเพื่อสังคม เพื่อทำการเก็บข้าวของส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมของชมรม โชคดีที่น้ำเพชรกับมุกลัดดาก็อยู่ที่นี่ ทั้งสี่คนจึงช่วยกันเก็บของใส่ลังกระดาษเพื่อขนไปที่รถประหยัดน้ำมันของจ้อน ต่อจากนี้ที่นี่จะไม่ใช่สำนักพ่อหมอณภัทรอันเลื่องลืออีกต่อไปแล้ว ณภัทรมองไปรอบ ๆ นึกถึงบรรยากาศตอนที่ทั้งห้องแน่นไปด้วยคนที่มาดูดวง น้ำเพชรสบายใจขึ้น ที่ณภัทรไม่ต้องโกหกคนอื่นเพื่อหาเงินอีกต่อไปแล้ว ระหว่างที่กำลังเก็บของใส่ลังกระดาษ เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือของณภัทรก็ดังขึ้น เขาหยิบออกมาดู เห็นเบอร์ไม่คุ้น แต่ก็ตัดสินใจรับสาย

“สวัสดีครับ”

“ณภัทรใช่ไหม? ว่างหรือเปล่า พี่มีเรื่องจะปรึกษา” ปลายสายน้ำเสียงร้อนรน

“พอดีผมเลิกดูดวงแล้วครับพี่ ขอโทษด้วยนะครับ”

“เปล่า ๆ พี่ไม่ได้อยากดูดวง แต่พี่มีเรื่องสำคัญจะปรึกษา คิดว่าคงมีแต่ณภัทรเท่านั้นที่จะช่วยพี่ได้”

“งั้นมาหาผมได้ที่ห้องชมรมครับ ผมกับเพื่อนจะอยู่ที่นี่ถึงบ่ายสอง”

“พี่ขอคุยกับณภัทรเป็นการส่วนตัวได้ไหม?” หางเสียงของปลายสายสั่นเครือ เหมือนกำลังจะร้องไห้ ณภัทรรับรู้ถึงความเครียดที่อัดอั้นอยู่ภายในหัวของผู้หญิงคนนี้ จึงไม่อาจปฏิเสธเธอได้

หญิงสาวปลายสายนัดเจอณภัทรที่หลังตึกสโมสรนักศึกษา บริเวณนี้ร่มรื่นด้วยเงาไม้ใหญ่ที่อยู่มาก่อนตึกสร้าง มีชุดโต๊ะมาหินอ่อน 3-4 ชุด แต่ละชุดล้วนเปื้อนสี เนื่องจากนักศึกษาจากชมรมต่าง ๆ มักจะใช้ที่ตรงนี้ในการเขียนป้ายผ้า ทำฉากละครเวที อุปกรณ์สำหรับเดินขบวนงานกีฬาสี

ณภัทรลงมานั่งรอได้ห้านาที ผู้หญิงคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาท่าทีร้อนรน ใบหน้าของเธอไม่ตกแต่งใด ๆ แต่ดูแล้วคาดว่าวันปกติเธอเป็นคนแต่งหน้าหนาพอสมควร เพราะคิ้วทั้งสองข้างกันเสียบางเพื่อเขียนใหม่เอาเอง ผิวหน้าเป็นผดเม็ดเล็ก ๆ เนื่องจากแป้งที่ทารองพื้นอุดตันรูขุมขน

“ณภัทรช่วยพี่หน่อย ถ้าเป็นเธอต้องช่วยได้แน่ ๆ นี่ก็ไม่รู้จะไปพึ่งใครที่ไหนอีกแล้ว” ผู้หญิงคนนั้นเดินมานั่งข้าง ๆ พูดพลางเขย่าแขนรบเร้าณภัทร

“พี่มีอะไรจะปรึกษาผมเหรอครับ ถ้าเป็นเรื่องที่ผมช่วยได้ก็จะช่วยอย่างเต็มที่”

“พี่ชื่อฤดีนะ พัดรู้เรื่องเมื่อวานที่ยายนุชคณะศึกษาเป็นลมคาลิฟต์ไหม?”

“เพิ่งได้ยินเมื่อเช้าครับ เขาบอกว่าพี่นุชหักโหมจนเป็นลม”

“ยายนุชไม่ได้เป็นลมหรอกนะ มันสลบเพราะตกใจกลัวต่างหาก”

“ตกใจกลัว?”

“พี่เพิ่งไปเยี่ยมมันมาเมื่อเช้า ท่าทางยายนุชอย่างกับคนเสียสติแน่ะ มันบอกว่าที่สลบไปเมื่อวาน เพราะเห็นเด็กผี แถมเด็กผียังมาเข้าฝันบอกอีกว่า มันจะเอายายนุชไปอยู่ด้วยโทษฐานที่ทำให้มันไม่ได้…”

ฤดีทิ้งช่วงหันมองณภัทรอย่างพิจารณา

“พัดอย่างเอาเรื่องนี้ไปบอกใครนะ ยายนุชบอกว่าผีเด็กที่หลอกมันในลิฟต์เมื่อวาน เป็นวิญญาณลูกของยายนุช ยายนุชเคยท้อง แต่ทำแท้งเอาเด็กออกตอนปิดเทอมที่แล้ว ผีเด็กลูกของยายนุชจะล้างแค้น โทษฐานที่ทำให้มันไม่ได้เกิด และยังบอกอีกด้วยว่า เพื่อน ๆ ของมันก็จะทำเช่นนี้ด้วย ให้เตรียมตัวเตรียมใจไปอยู่กับมันได้เลย ทำยังไงดีพัดหาทางช่วยหน่อยสิ”

ฤดีคนนี้ดูเป็นห่วงเพื่อนมาก หากเป็นเรื่องนี้ณภัทรอาจขอให้มาวินช่วยได้ เพื่อนผีของเขาสามารถไปเกลี้ยกล่อมเด็กผีเหล่านั้นให้หยุดความคิดที่จะกระทำเช่นนั้น

“ผมจะลองช่วยดูนะครับ”

“ขอบคุณมากณภัทร” ฤดียิ้มให้ แต่สายตายังมีแววกังวลอยู่ เธอคงอยากให้เพื่อนของเธอรอดพ้นจากวิกฤตน่ากลัวครั้งนี้

รับปากกันเสร็จสรรพ ทั้งสองคนก็แยกย้าย ณภัทรเดินกลับห้องชมรม ระหว่างทางมาวินได้ปรากฏตัว

“คุยอะไรกับผู้หญิงคนนั้นเหรอ นายบอกจะเลิกดูดวงแล้วนี่” มาวินถาม แม้เขาจะสามารถใช้หูทิพย์แอบฟังเรื่องที่ณภัทรคุยได้ แต่ก็ไม่ทำ เพราะถือว่านั่นเป็นการก้าวก่ายสิทธิ์ เรื่องอะไรที่ณภัทรอยากให้เขารู้ก็จะเล่าให้ฟังเอง

“พี่คนนั้นไม่ได้มาดูดวงหรอก แต่มาขอร้องให้ช่วยอย่างหนึ่ง เขาบอกว่าเมื่อวานเพื่อนของเขาถูกผีเด็กหลอกจนขวัญกระเจิง แล้วผีเด็กยังมาเข้าฝันบอกว่าจะมาวิญญาณเอาไปอยู่ด้วย นายไปคุยกับผีเด็กตนนั้นทีได้ไหมว่าอย่าทำอย่างนั้น”

ได้ยินแล้วมาวินก็เงียบไป สายตาของเขาเหม่อลอยเหมือนคิดอะไรอยู่ในหัว

“ว่าไงล่ะ นายช่วยเรื่องนี้ทีนะ ฉันรับปากพี่เขาไปแล้ว”

“ฉันจะไปคุยให้” มาวินตอบไม่เต็มเสียง สายตาไม่ได้จดจ้องที่ณภัทรด้วยซ้ำ แล้วถอยหลังหายวูบเข้ากำแพงไป ณภัทรขมวดคิ้วชนกัน สงสัยในท่าทีที่เปลี่ยนไปของเพื่อนผี

วันนี้ที่คณะเกษตรศาสตร์มีตลาดนัดขายพืชผักธัญญาหารและของใช้หัตถกรรม ซึ่งเดือนหนึ่งจะจัดเพียงสองครั้งตามวันหวยออก สี่หนุ่มสาวนัดกันมาเดินเล่นหลังจากเรียนคาบสุดท้ายเสร็จ มาถึงก็เจอคนเดินขวักไขว่ ที่จอดรถบริเวณตลาดนัดเต็ม จึงต้องเอารถจักรยานยนต์ไปจอดอีกคณะหนึ่งซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

ระหว่างที่กำลังเดินมายังตลาดนัด มีรถจักรยานยนต์ดัดแปลงเครื่องยนต์ส่งเสียงดังคันหนึ่งวิ่งสวนมาด้วยความเร็ว ที่ณภัทรและน้ำเพชรเดินอยู่นั้นข้าง ๆ มีหลุมน้ำขังอยู่บนถนน ณภัทรรีบคว้าตัวน้ำเพชรที่เดินไม่รู้อิโหน่อิเหน่มาซบไว้ที่หน้าอก รถจักรยานยนต์ดัดแปลงคันนั้นวิ่งผ่านหลุมจนน้ำขังสาดกระเซ็นใส่ณภัทรและทิ้งคราบโคลนไว้ที่หลัง

น้ำเพชรเงยหน้าขึ้นมามองณภัทรก็ตกใจ เพราะจมูกของเธอและเขาชนกัน แทนที่จะรีบผละออกจากกัน แต่กลับเหมือนถูกดึงดูดให้ทั้งคู่สบตากันและกันอยู่อย่างนั้น

“ขอโทษทีเว้ยเฮ้ย!” คนขับรถจักรยานยนต์ดัดแปลงหันมาตะโกนด้วยใบหน้าสะใจ

มุกลัดดาหันไปค้อน ไม่รู้จะขุดคำสมัยไหนมาด่าคนพรรค์นี้ดี ขับรถเอาคะนองว่า ไม่ดูตาม้าตาเรืออย่างนี้คงไม่พ้นได้นอนสิ้นใจอยู่บนถนนนั่นแหละ เมื่อหันกลับมามองว่าเพื่อนทั้งสองเป็นอย่างไรบ้างก็ตะลึงงัน ตลาดนัดเกษตรมีฉายหนังกลางแปลงเรื่องรักโรแมนติกด้วยหรือนี่

“อะแฮ่ม! มัวแต่จ้องกันอย่างนี้ ฉันกลัวว่าตลาดจะวายเอาเสียก่อน” มุกลัดดาขัด ใจหนึ่งก็อยากให้เพื่อนทั้งสองตกอยู่ในห้วงความรู้สึกอย่างนี้ไปนาน ๆ แต่อีกใจหนึ่งก็อิจฉา เพราะเธอไม่มีโอกาสเช่นนั้น

ณภัทรและน้ำเพชรสะดุ้งจนหลุดจากภวังค์ แล้วรีบผละออกจากกัน ใบหน้าของทั้งสองคนตอนนี้แดงเหมือนลูกตำลึง ไม่รู้จะทำอะไรเป็นการแก้เขิน จึงเดินดุ่ม ๆ ไปที่ตลาดนัด เพื่อนทั้งสองตามหลังมามีใบหน้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่

ตลาดนัดแห่งนี้แยกพื้นที่การขายตามสินค้าอย่างชัดเจน พ่อค้าแม่ค้าขายผักผลไม้ตั้งขายรวมกันด้านหน้าสุดติดกับถนน ผักพื้นบ้านแปลก ๆ ที่ไม่เคยเห็นหรือผักผลไม้สด ๆ นำเข้าจากต่างประเทศ ที่นี่มีให้เลือกหลากหลาย ตรงกลางรวมรถเข็นขายอาหารต่าง ๆ นานาซึ่งแต่ละอย่างน่ากินเสียทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นไข่ครก ลูกชิ้นทำเอง ขนมไทยที่มีชื่อขึ้นต้นว่าทองต่าง ๆ ไอศกรีมกะทิสดที่ปัจจุบันกลายเป็นของหากินยาก ทั้งสี่คนซื้อไอติมหลอดสีสดใสมากินคนละสองแท่ง แล้วเดินเข้าไปด้านในสุดของตลาดนัด

บริเวณนี้รวบรวมสินค้าหัตถกรรมเอาไว้หลากหลาย น้ำเพชรเห็นผ้าคลุมไหล่ทอมือก็นึกถึงคุณยายขึ้นมา ท่านเป็นคนชอบผ้าไทยมาก ที่บ้านมีเก็บสะสมไว้ถึงสองตู้ใหญ่ ๆ อยากจะซื้อไปฝากท่าน แต่ถามราคาจากแม่ค้าแล้วต้องพักความคิดเอาไว้ก่อน ถ้าวู่วามกระเป๋าเงินเธออาจฉีกเอาได้ คนที่ไม่สนในผ้าทอมืออาจคิดว่าราคานี้แพงหูฉี่ แต่ถ้าคิดพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ราคานี้ก็สมเหตุสมผล เพราะไม่ง่ายเลยที่ต้องปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เอาใยมาย้อมแล้วทอด้วยมือทีละเส้นจนเต็มผืน

เดินมาจนสุดก็เจอจุดบริการนวดฝ่าเท้าที่มีแต่ชาวต่างชาติกำลังใช้บริการ เก้าอี้หวายเหลืออยู่สองตัว จ้อนเดินเข้ามานั่ง อยากนวดฝ่าเท้าเพื่อผ่อนคลายสักครึ่งชั่วโมงก็ยังดี มุกลัดดาเดินมานั่งเก้าอี้ตัวข้าง ๆ ตั้งแต่เกิดมาจนโตป่านนี้เธอยังไม่เคยนวดอะไรอย่างนี้มาก่อน นอกจากนวดน้ำมันมวยตอนเป็นนักกีฬาวอลเล่ย์บอลสมัยมัธยม

“ฉันนวดด้วยคนนะ นายจ่ายค่านวดให้ด้วยก็แล้วกัน” มุกลัดดาพูดกับจ้อน แล้วถอดรองเท้าผ้าใบออก

“เรื่องอะไรล่ะ อยากนวดก็จ่ายเองสิ เกี่ยวอะไรกับฉัน”

“แต่ฉันเป็นแฟนนายนะ เรื่องแค่นี้ทำไมจะออกเงินให้กันไม่ได้”

“หน้าที่แฟนหลอก ๆ ของเธอสิ้นสุดลงแล้ว ตอนนี้สถานะของฉันกับเธอถอยกลับมาเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม”

“ฉันไม่สน” มุกลัดดาเชิดหน้า พูดแบบมัดมือชกอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ หวังว่าจ้อนคงใจอ่อนเข้าสักวัน

“โห… แล้วนี่ฉันสองคนต้องรอพวกแกตั้งครึ่งชั่วโมงเลยเหรอ” ณภัทรบ่น

“แป๊บเดียวเอง แกไปเดินเที่ยวอีกสักสามรอบก็ครบครึ่งชั่วโมงแล้ว” จ้อนว่า

ณภัทรเท้าเอวใส่ จังหวะที่สองมือลูบผ่านกระเป๋ากางเกง เขารู้สึกเหมือนอะไรบางสิ่งหายไป

“ตายละหว่า! สงสัยลืมกุญแจไว้ที่รถแน่เลย” ณภัทรพูดพลางคลำหากุญแจรถจักรยานยนต์ ที่ปกติถอดแล้วจะยัดเข้ากระเป๋ากางเกงด้านขวา แต่ตอนนี้ไม่รู้มันไปอยู่ไหน “เดี๋ยวฉันมานะ” เขาบอกจ้อนแล้วหันไปพูดกับน้ำเพชร “ไปที่รถเป็นเพื่อนกันหน่อยสิ” แล้วทั้งสองคนก็เดินออกไป

มุกลัดดามองตามเพื่อนทั้งสองด้วยสายตาหยาดเยิ้ม

“นายพัดกับยายเพชรดูน่ารักจังเลย เมื่อกี้ก็ทำฉันฟินยิ่งกว่าดูซีรีส์เกาหลีเสียอีก ทำไมนายไม่ทำอย่างนายพัดกับฉันบ้าง” มุกลัดดาหันไปว่าจ้อน

“อะไรกันล่ะ บอกไปแล้วไงว่าฉันกับเธอไม่ได้เป็นแฟนกัน จะให้ทำอย่างนั้นได้ยังไง ตกลงว่าสองคนนั้นคบกันอยู่จริงหรือเปล่า ดูไม่หวานดูดดื่มเหมือนคู่อื่นเลย”

“จะว่าไปสองคนนั้นก็แปลก คบกันก็เหมือนกับไม่ได้คบ ทุกอย่างยังเหมือนตอนที่เป็นเพื่อนกัน เพียงแค่เลิกทะเลาะกันเท่านั้น แต่ฉันว่าอย่างนี้ก็เหมาะสมดีนะ ฉันนึกหน้านายพัดตอนพูดหวาน ๆ กับยายเพชรไม่ออกเลย คงจะเลี่ยนชอบกล นายอิจฉาคนมีคู่ล่ะสิ ฉันยังโสดอยู่นะถ้าจะจีบก็ให้รีบ”

จ้อนเบ้ปากแล้วเบือนหน้าหนี  เขาหลบฉากมาอมยิ้มไม่ให้มุกลัดดาเห็น คำพูดของเธอทำเขาผ่อนคลายอารมณ์ยิ่งกว่าหมอนวดที่นวดเท้าให้เสียอีก จะยิ้มให้เธอเห็นก็ไม่ได้ กลัวจะเสียภาพลักษณ์ที่ทำเป็นเฉยชากับเธอมาตลอด

ณภัทรและน้ำเพชรเดินออกจากตลาดนัด มุ่งมาที่ที่จอดรถจักรยานยนต์เอาไว้ บริเวณนี้เป็นลานดินรกทึบไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ไฟส่องสว่างก็ไม่ค่อยมี จึงดูเปล่าเปลี่ยวน่ากลัว ณภัทรเดินมายังรถจักรยานยนต์ของตน พบว่ามีกุญแจเสียบคาอยู่ โชคดีที่ไม่มีใครขโมยไป ระหว่างที่กำลังเดินจะกลับเข้าตลาดนัด มีรถจักรยานยนต์คันหนึ่งวิ่งส่องไฟเข้ามาใกล้ คนขับไม่ใช่ใครที่ไหน เธอคือฤดีหญิงสาวที่มีเรื่องมาปรึกษาขอให้ณภัทรช่วยเมื่อตอนกลางวัน เขาออกปากเอ่ยทักเธอไป

“อ้าวพี่ฤดี กำลังจะกลับเหรอครับ”

ได้ยินเสียงคนทัก ฤดีก็หยุดรถจักรยานยนต์แล้วหันมาคุยด้วย

“อ้าว… ณภัทร มาเที่ยวที่นี่ด้วยเหมือนกันเหรอ พี่กำลังจะกลับแล้ว มาซื้อของกินไปเยี่ยมยายนุชที่โรงพยาบาล แล้วพัดมากับใคร ใช่แฟนหรือเปล่า?”

“เราสองคนมาได้สักพักแล้วครับ แต่ผมดันลืมกุญแจไว้ที่รถเลยกลับมาเอา” ณภัทรไม่ได้ตอบประเด็นที่ฤดีถามว่าผู้หญิงที่มากับเขาเป็นแฟนกันหรือเปล่า

“ขอบคุณที่ช่วยเรื่องที่เราคุยกันไว้นะ เที่ยวให้สนุกนะ พี่ขอตัวไปก่อน”

ฤดีดูสดชื่นแจ่มใสกว่าเมื่อตอนกลางวันที่เจอกัน เธออาจสบายใจที่ณภัทรรับปากจะช่วยเรื่องที่เธอร้องขอ หญิงสาวบิดคันเร่งเคลื่อนรถจักรยานยนต์คันใหม่เอี่ยมออกไปจากลานจอด แต่ยังไม่ทันถึงถนน กิ่งไม้แห้งท่อนเท่าขาก็หล่นจากต้นตกใส่ฤดีจนเธอทำรถล้ม ณภัทรและน้ำเพชรตกใจกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ฤดีนอนสลบอยู่กับพื้นโดยขาข้างหนึ่งถูกรถจักรยานยนต์ทับอยู่ ที่หัวมีเลือดไหลซิบ

น้ำเพชรปรี่จะเข้าไปช่วย แต่ต้องชะงักตกใจ เมื่อรถจักรยานยนต์ของฤดีเร่งเครื่องได้เอง เสียงแตรดังหนวกหูทั้งที่ไม่มีใครกด ทันใดนั้นต้นไม้ทั่วลานจอดก็ไหวเอนเพราะแรงลมโหมพัดกระหน่ำอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ณภัทรเห็นผีเด็กสองตนเกาะแกะอยู่กับฤดี ตนหนึ่งบิดคันเร่ง อีกตนกดแตร กิ่งไม้ที่หล่นมาจากข้างบนคงเป็นฝีมือของพวกมันนั่นแหละ

ณภัทรเห็นวิญญาณชายหนุ่มแอบอยู่หลังต้นไม้เพียงแว๊บเดียวก็แน่ใจว่าคือมาวิน เมื่อทั้งสองประสานสายตา มาวินก็ทำเป็นหลบหน้า แล้วทำท่าจะหนีหายไป ณภัทรรีบร้องเรียก เขาตะโกนชื่อเพื่อนผีถึงสามหน กว่ามาวินจะเข้ามาหา

“ช่วยหยุดวิญญาณเด็กสองตนนี้ที พวกมันกำลังทำร้ายพี่ฤดี”

น้ำเพชรประหลาดใจที่เห็นณภัทรคุยอยู่คนเดียว เมื่อนึกเรื่องที่เขาเคยเล่าให้ฟังก็เข้าใจว่าณภัทรไม่ได้เป็นบ้าคุยคนเดียว แต่เพราะน้ำเพชรมองไม่เห็นคู่สนทนาของเขาต่างหาก

มาวินสีหน้าลำบากใจกับการช่วยเหลือ เขากลัวผีเด็กสองตนนี้หรืออย่างไร อิทธิฤทธิ์ของผีหนุ่มย่อมมากกว่าผีเด็กสองตนอยู่แล้ว เพียงแค่มาวินออกแรงนิดหน่อยก็ไล่พวกมันหนีกระเซอะกระเซิงได้แน่ แต่ทำไมเขาไม่ทำ ณภัทรจ้องมองด้วยสีหน้าระอากับท่าทีนิ่งเฉยของเพื่อนผี

“นายเป็นอะไรไปมาวิน รีบไล่ผีสองตนนั้นไปสิ ฉันจะได้ช่วยนำพี่ฤดีไปส่งโรงพยาบาล”

พูดแล้วมาวินก็ยังเฉย เมื่อได้ยินผีเด็กตนหนึ่งหันมาคุยกับเขา ณภัทรถึงได้รู้ว่าวิญญาณทั้งสามนั้นรู้จักกัน

“พี่มาวิน ไหนพี่บอกว่าชี้เป้าแล้วจะรีบไปเลยไง กลับมาทำไมอีกเนี่ย?”

ณภัทรประหลาดใจและสงสัยว่าทำไมมาวินถึงรู้จักผีเด็กเกเรสองตนนี้ บอกให้ช่วยไล่ก็ไม่ยอมทำ เขาไม่หวังความช่วยเหลือจากเพื่อนผีตนนี้อีกแล้ว จึงเดินฮึดฮัดเข้าไปช่วยฤดีที่นอนสลบโดนรถจักรยานยนต์ทับ ผีเด็กไม่ยอมให้เขาทำอย่างนั้น มันปล่อยลูกบอลลำแสงอัดเข้าหน้าท้องก่อนณภัทรจะเข้าไปถึง ทำเขาร้องอั๊ก! น้ำเพชรปรี่จะเข้าไปประคอง แต่ณภัทรยกมือขึ้นห้าม

“อยู่ตรงนั้น อย่าเข้ามาน้ำเพชร!”

ผีเด็กแสยะยิ้ม นึกสนุกที่มีเหยื่อรายใหม่มาเล่นด้วย ณภัทรเอื้อมมือจะไปดึงฤดีออก แต่ถูกผีเด็กทั้งสองประสานพลังอัดเข้าหน้าอก จนเขาหงายหลังลงไปนอนคลุกฝุ่น แม้ไม่เห็นว่าณภัทรกำลังต่อสู้อยู่กับอะไร แต่รู้ว่าเขากำลังโดนทำร้าย ทำไมเพื่อนผีที่ณภัทรเรียกให้ช่วย ถึงไม่ยอมช่วยเสียที เธอทนพฤติกรรมขี้ขลาดนี้ไม่ไหวแล้ว

“มาวิน! นายชื่อมาวินใช่ไหม ณภัทรกำลังโดนทำร้ายทำไมนายถึงไม่ช่วย เป็นเพื่อนกันไม่ใช่หรือไง นายทนเห็นเพื่อนเจ็บตัวต่อหน้าต่อหน้าได้เชียวเหรอ ณภัทรเคยเล่าให้ฉันฟังว่านายนิสัยดีมาก คอยช่วยเหลือเขามาโดยตลอด แต่นับจากนี้ไปฉันว่าเขาคงต้องมองนายใหม่แล้ว” น้ำเพชรตำหนิสิ่งที่ตนเองมองไม่เห็น หวังว่ามาวินได้ยินแล้วจะฉุกคิดได้

มาวินแสดงอาการลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด เขาจะลังเลอะไร ในเมื่อฤดีกำลังนอนสลบมีเลือดไหลที่หัว ต้องนำส่งโรงพยาบาลด่วน และณภัทรกำลังตกอยู่ในอันตรายจากผีเด็กเกเรถึงสองตน สองชีวิตจะเป็นหรือตายก็ยังไม่รู้มาวินควรจะรีบไล่ผีเด็กสองตนนั้นไปเสีย

ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจทำในสิ่งที่ควรทำแต่แรก มาวินหันฝ่ามือทั้งสองข้างผลักอากาศให้เกิดคลื่น อัดปะทะร่างผีเด็กเกเรทั้งสองตนจนกระเด็นลอยหายไปไกลลิบ ณภัทรโล่งใจที่ปลอดภัยจากอันตราย แล้วหันมามองมาวินด้วยสายตาตำหนิและคาดคั้นหาเหตุผล ว่าทำไมไม่ตัดสินใจช่วยแต่แรก มัวลังเลอะไรอยู่


Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” เขียนโดยแกรี เคลเลอร์ แก่นหลักของหนังสือเล่มนี้คือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่เกิดจากการเลือกสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด แล้วทำมันให้ดีที่สุดจนสำเร็จครับ แกรีย้อนไปดูผลงานในอดีตของตัวเอง เขาพบรูปแบบสำคัญที่เกิดขึ้นซ้ำเหมือนกันทุกครั้ง นั่นคือช่วงที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุด...

พระ เฟอร์รารี่ และความหมายของชีวิต – 7 หลักการสู่ความสุขและความสมดุล ที่คุณนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต

ไอติมฮีลใจ ep นี้ มาแนะนำหนึ่งในหนังสือที่หลายสื่อยกย่องกันว่าโด่งดังที่สุดในศตวรรษที่ 21 ตีพิมพ์ครั้งแรกตอนปี 1999 และขายดีต่อเนื่องมานานกว่า 25 ปี ยอดขายรวมมากกว่า 15 ล้านเล่ม แปลไปแล้วกว่า 92 ภาษา หนังสือเล่มนี้ผมรู้จักมาพักหนึ่งแล้วครับ เคยเห็นแต่ฉบับภาษาอังกฤษ พอเห็นว่ามีฉบับแปลไทยก็ซื้อเลยทันที หนังสือเล่มที่ว่านี้คือ The Monk Who...

4 ปี นรกในเขมร เรื่องจริงจากบันทึกของภรรยาท่านทูต ที่ชีวิตเหมือนตกนรกในช่วงยุคเขมรแดง

ไอติมเล่า ep นี้ มาสรุปเนื้อหาจากหนังสือ 4 ปี นรกในเขมร เนื้อหาในเล่มเป็นเรื่องจริงในยุคเขมรแดงจากบันทึกของยาสึโนะ นาอิโต หญิงชาวญี่ปุ่นที่เกิดในตระกูลซามูไร แต่งงานกับโศ ทันลัน นักการทูตชาวกัมพูชาที่เรียนจบจากฝรั่งเศส และถูกส่งตัวไปทำงานที่ญี่ปุ่น ตอนนั้นคุณนาอิโตะอายุ 23 ปี คุณโศอายุ 39 ปี และมีลูกติด 3 คนจากภรรยาเก่า...

จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เปลี่ยนคนที่ยังลังเลให้ซื้อทันที

สินค้าดี มีคนสนใจ แต่ทำไมไม่มีคนซื้อ? บางทีอาจเป็นเพราะสมองของลูกค้าไม่ยอมให้ซื้อก็เป็นได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เขียนโดยฌอน ดีซูซา นักการตลาดที่พบว่าต่อให้ลูกค้าสนใจแค่ไหน แต่พวกเขาจะยังไม่ซื้อ จนกว่าสมองจะได้รับข้อมูลครบถ้วน และตามลำดับที่ถูกต้อง ฌอนบอกว่าสมองของคนเราทำงานเหมือนสายพานลำเลียงกระเป๋าที่สนามบินครับ ตอนขึ้นเครื่องเราโหลดกระเป๋ามาด้วยทั้งหมด 7 ใบ พอลงจากเครื่องเราต้องมายืนรอให้กระเป๋าออกมาตามสายพาน...

Related Articles

พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 34 (จบ)

เจ๊จูเจ้าของหอพักที่ณภัทรเคยเช่า ขี่รถจักรยานยนต์มาเก็บค่าเช่าร้านขายของชำที่แกละและเมียเช่าเปิดขายอยู่ที่หอพักของแกถึงที่บ้าน สองผัวเมียคู่นี้ค้างค่าเช่ามาสามเดือนแล้ว และ 3-4 วันมานี้ไม่มาเปิดร้านเลย วันนี้ถ้าเจ๊จูไม่ได้ค่าเช่า จะให้เจ้าใหม่มาเช่าเปิดขายแทน แกจอดรถจักรยานยนต์ไว้หน้าบ้านไม้ริมน้ำของแกละ แล้วยืนตะโกนเรียกอยู่นาน ไม่เห็นมีใครออกมาเปิด จึงแง้มประตูรั้ว...

พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 33

สัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์ที่มหาวิทยาลัยมีงานหนังสือ หลังเสร็จจากคาบเรียนสี่หนุ่มสาวก็ชวนกันมาเดินเล่น น้ำเพชรอยากได้หนังสือภาษาอังกฤษมาอ่านสักเล่ม จ้อนมาเหมาหนังสือการ์ตูนครบชุดไปอ่าน 2-3 เรื่อง มุกลัดดาที่ปกติไม่ชอบอ่านหนังสือเท่าไหร่ ไม่ว่าประเภทไหน ลงทุนซื้อหนังสือนิยาย “ภาพฝันวันนั้นฉันมีเธอ” เพื่อนำไปให้นักแสดงหนุ่มผู้รับบทพระเอกเซ็นชื่อให้ ซึ่งเขาจะมาที่งานหนังสือในเย็นวันนี้พร้อมนักเขียน...

พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 32

บ้านหลังเดิมไม่ปลอดภัยสำหรับสงครามอีกต่อไป จึงหนีมาลี้ภัยที่บ้านของแกละ ผู้เป็นลูกศิษย์ที่อาวุโสกว่า บ้านของแกละอายุอานามพอ ๆ กับเจ้าของ มันเป็นบ้านไม้มุงหลังคาสังกะสีริมน้ำหลังเล็ก ๆ ที่มีเพียงห้องนอน ห้องน้ำและห้องครัว น้ำคลองก็ไม่ใสเหมือนแต่ก่อน แกละตกปลาขึ้นมากินไม่ได้อีกแล้ว...

พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 31

ลูกหนี้ของนางปลีคงได้เฮดีใจ เพราะเจ้าหนี้ถูกจับเข้าซังเตไปแล้ว หวยออกงวดหน้าผีพนันก็อดได้เลขเด็ดจากเจ้าพ่อสมิง แต่ก็ไม่วายเอาวันที่ที่ตำรวจบุกจับนางปลีไปเป็นเลขเด็ดแทงหวย ตำรวจบุกค้นตำหนักของสงคราม เพื่อหาหลักฐานว่านางปลีเริ่มเปิดคลินิกทำแท้งเถื่อนมาตั้งแต่เมื่อไหร่ และทำแท้งให้ผู้หญิงมาแล้วกี่ราย แต่ก็ไม่พบ เพราะแกไม่ได้บันทึกไว้ เจอแต่รายชื่อลูกหนี้เงินกู้และรายชื่อลูกค้าที่สั่งกุมารทองจากสงครามเท่านั้น ในรายชื่อลูกค้าที่สั่งกุมารทองมีแต่คนใหญ่คนโตทั้งนั้น ผู้หมวดปัญญ์สั่งลูกน้องให้สืบประวัติลูกค้าทั้งหมดในรายชื่อ...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!