พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 3

Share

ฝนเริ่มอ่อนกำลังลงไปบ้างแล้ว เหตุการณ์เมื่อครู่ทำณภัทรสูญพลังไปไม่น้อย ตอนนี้กระเพาะของเขาโหยหาอาหารมื้อเย็น โชคดีที่เมื่อกี้ใช้น้ำจิ้มไก่ถ่วงเวลาหมอผีไปไม่มาก ยังเหลือติดก้นขวดพอจิ้มไก่มื้อนี้ได้ ณภัทรเดินกลับห้อง รู้สึกรำคาญผีหนุ่มที่เดินตามขึ้นลิฟต์มาตั้งแต่ชั้นหนึ่ง

ณภัทรไขกุญแจห้องเดินเข้าไปข้างใน ผีหนุ่มเดินตามเข้ามาด้วยพยายามทำตัวให้เหมือนที่มนุษย์ทำมากที่สุด ไม่อยากใช้อิทธิฤทธิ์ของการเป็นผี ทำให้ณภัทรรู้สึกว่าเขาผิดแผกเกินคนไปมากกว่านี้

“ตามฉันมาทำไมเนี่ย?” ณภัทรโผงออกไปในที่สุดหลังจากอัดอั้นเอาไว้นาน

“ฉันอยากขอบคุณที่นายช่วยฉันไว้” ผีหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร

ณภัทรผงกหัว

“อืม… แค่นี้ใช่ไหม งั้นนายก็ออกไปได้แล้ว” พูดพร้อมปัดมือไล่คู่สนทนาออกไปจากห้อง

“เดี๋ยวสิคุยกันก่อน ฉันอยากตอบแทนบุญคุณนาย”

“ไม่ต้องหรอก เรื่องแค่นั้นฉันไม่ถือ จะคิดเสียว่าเป็นเพียงฝันสนุก ๆ นายไม่จำเป็นต้องตอบแทนอะไรหรอก”

“ฉันสามารถมองผ่านอดีตของคนที่ฉันสบตาได้ รู้ทุกอย่างทั้งชื่อ การศึกษา นิสัยใจคอ”

ณภัทรแสดงสีหน้าแปลกใจ

“อ๋อ เพราะอย่างนี้ใช่ไหมนายถึงรู้จักฉัน งั้นหมายความว่านายก็รู้ความลับฉันหมดน่ะสิ” ณภัทรเปลี่ยนมาฉายแววตาตระหนกในทันใด

ผีหนุ่มพยักหน้า

“ฉันไม่เอาไปบอกใครหรอก สาบานได้”

“ที่ว่าจะตอบแทนบุญคุณ หมายความว่านายจะมอบพลังแบบนายให้ฉันใช่หรือเปล่า?” ณภัทรนึกสนุก ถ้าเขามีพลังแบบนั้นคงประหลาดพิลึก

“ฉันทำแบบนั้นไม่ได้หรอก ตอนนี้นายกำลังเดือดร้อนเรื่องค่าเทอมใช่ไหม ก็ให้นายเปิดสำนักหมอดู ให้ฉันมองอดีตคนที่มาดูหมอ แล้วเราก็เอามาวิเคราะห์ความน่าจะเป็นเรื่องในอนาคตของคน ๆ นั้น นายก็เก็บเงินค่าบูชาครู”

“แบบนั้นก็หมอเดาน่ะสิ”

“หมอดูคู่กับหมอเดา หมอดูจริง ๆ มีไม่มากหรอก ที่เกลื่อน ๆ ตามตลาดนัดฉันว่าพวกเดาส่งเดชทั้งนั้น”

ณภัทรครุ่นคิด ผีหนุ่มเห็นเป็นจังหวะดีจึงรีบตะล่อมให้เขาเห็นคล้อยด้วย

“นายก็รู้ ใคร ๆ ก็ชอบดูดวง ทำอย่างนี้นายจะได้เงินค่าบูชาครูเยอะนะ”

ณภัทรวาดฝัน ถ้าเป็นอย่างที่ผีหนุ่มกล่าวเขาคงมีเงินพอจ่ายค่าเทอมแพงหูฉี่ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าพลาดทุนที่เพิ่งไปขอเมื่อเย็นวันนี้แน่ ๆ ถ้าโชคดีบังเอิญมั่วถูกอาจเหลือเงินใช้จ่ายส่วนตัว สิ่งที่กำลังอยากได้ทั้งโทรศัพท์มือถือจอยักษ์เอย คอมพิวเตอร์เครื่องใหม่เอย เขาคงเป็นเจ้าของได้ไม่ยาก

“ก็ได้ ฉันตกลงตามที่นายบอก แต่ทำแบบนี้นายได้อะไร แค่ต้องการตอบแทนฉันที่ช่วยนายรอดพ้นจากหมอผีเท่านั้นเองเหรอ”

“ก… ก็ใช่นะสิ จะมีอะไรไปมากกว่านั้นเล่า” ผีหนุ่มพูดตะกุกตะกักเหมือนปิดบังบางอย่างไว้

ณภัทรจ้องหน้าผีหนุ่มอย่างไม่เชื่อโดยสนิทใจ แต่ก็เลิกสนใจประเด็นนี้ในที่สุด

“นายรู้เรื่องฉันเยอะแยะ เล่าเรื่องของนายให้ฉันฟังบ้างสิว่านายเป็นใคร ชื่ออะไร เป็นอะไรถึงตาย”

“อะแฮ่ม” ผีหนุ่มยกหมัดมาจ่อที่ปากพลางกระแอมไอ “ฉันชื่อมาวิน อดีตเคยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเดียวกับนาย แต่โชคไม่ดีเรียนไม่จบ ถูกสิบล้อเสยท้ายรถจักรยานยนต์ตายคาที่ไปซะก่อนตอนขึ้นปีสาม”

“โถ… น่าสงสารจัง” แววตาณภัทรสลด รู้สึกสงสารวิญญาณหนุ่มตนนี้ขึ้นมาจับใจ

“เอาล่ะ เลิกสนใจเรื่องของฉันได้แล้ว เรามาเข้าเรื่องของเราดีกว่า ฉันจะให้นายตั้งสำนักหมอดูขึ้นมา เอาที่ที่นายคิดว่าทำเลดีลูกค้าเยอะ เดี๋ยวฉันจะร่ายมนตร์เชื่อมสายตากับนาย เมื่อไหร่ที่นายตั้งจิตแน่วแน่มองคนที่มาดูดวง ฉันก็จะเห็นสายตาของคนนั้นเหมือนอย่างที่นายเห็น แต่นายจะไม่เห็นภาพนิมิตเหมือนอย่างที่ฉันเห็นนะ จากนั้นพอฉันใช้พลังมองทะลุอดีตแล้วจะเล่าสิ่งที่ฉันเห็นให้นายฟัง นายก็ทำนายอนาคตของคน ๆ นั้นจากสิ่งที่ฉันเล่าให้ฟัง เอาล่ะให้นายพนมมือ หลับตาทำจิตใจให้สงบเข้าไว้”

ณภัทรยกมือพนมขึ้นกลางอก พยายามทำจิตใจให้ว่าง พิธีเชื่อมสายตาของคนกับผีเริ่มขึ้นแล้ว

เช้านี้ณภัทรโทรปลุก “จ้อน” ผู้เป็นเพื่อนสนิทแต่เช้าเพื่อขอความช่วยเหลือให้ไปซื้อของตามที่เขาระบุ จ้อนเป็นลูกเศรษฐีมีรถยนต์ขับ ลำพังรถจักรยานยนต์ของเขาบรรทุกข้าวของที่ต้องการได้ไม่หมดจึงต้องพึ่งใบบุญเพื่อน แม้ผู้เป็นเพื่อนจะสงสัยว่าให้ซื้อข้าวของแปลกประหลาดเหล่านี้ไปทำไม แต่ก็ยอมช่วยเหลือโดยดี

ของที่จ้อนขนขึ้นท้ายรถประหยัดน้ำมันมีผ้าเจ็ดสี เทียนพรรษา ขันเงินใบใหญ่ เบาะรองนั่ง ตุ๊กตาแมวกวักแบบญี่ปุ่นสองตัวและหุ่นขบวนการพิทักษ์โลกห้าตัวห้าสีผลิตจากจีนแดงดูไร้ราคาราวกับเศษพลาสติก จ้อนขับรถมาจอดข้างตึกสโมสรนักศึกษาตามที่ณภัทรนัด เป็นเวลาที่ธงชาติไทยถูกเชิญขึ้นยอดเสาพอดี

“ไอ้จ้อน ได้ของมาครบหรือเปล่า?” ณภัทรตะโกนทักทันทีที่เจ้าของรถคันงามก้าวเท้าลงจากรถแตะพื้นถนนซีเมนต์ เขาปรี่มาหาทันที

“แกจะเอาของพวกนี้มาทำอะไรวะ จะเอามาทำคอนเซปชวลอาร์ตส่งอาจารย์หรือไง?”

“เออน่า… รอดูเดี๋ยวรู้เอง ขอบใจมากนะเพื่อนที่อุตส่าห์เป็นธุระจัดการให้”

“เออ ๆ ไม่เป็นไร คราวหลังก็อย่าโทรมาปลุกเช้าแบบวันนี้อีกล่ะ วันนี้มีเรียนบ่ายโมงฉันกะตื่นสักสิบเอ็ดโมง เมื่อคืนเลยเล่นเกมจนถึงตีสาม เพิ่งได้นอนไปสี่ชั่วโมงอยู่เลย” จ้อนทำหน้าง่วงเหงาหาวนอน

เมื่อณภัทรมายืนเทียบข้าง ๆ จ้อนก็เห็นความแตกต่างของรูปร่างทั้งสองหนุ่มอย่างชัดเจน ณภัทรผู้มีผิวแทนทนแดดสูง 175 เซนติเมตรได้ แม้สูงไม่มากนักถ้าเทียบกับดาราหรือนักกีฬา แต่รูปร่างของเขาดูสมส่วน แข้งขายาว ไหล่ผาย ลำตัวเหยียดตรง ศีรษะดูเล็กกว่าคนปกติทั่วไป มองดูเหมือนสูงกว่าความเป็นจริงขึ้นมาอีกสิบเซนติเมตร

ส่วนจ้อนลูกชายเศรษฐีผู้มีผิวละเอียดขาวเนียนเหมือนดาราสาวพรีเซนเตอร์โลชั่นบำรุงผิว ตัวเล็กกะทัดรัดเหมือนรถประหยัดน้ำมันของเขา มีส่วนสูงเพียง 165 เซนติเมตร รูปร่างอันผอมบางคล้ายไม่เคยใช้งานกล้ามเนื้อมาก่อน ไหล่แคบไร้สัดส่วนของชายชาตรี ทรงผมที่ไว้ตามตัวละครในการ์ตูนญี่ปุ่นที่ชื่นชอบยิ่งทำให้ศีรษะของเขาดูกลมและโตกว่าเดิม มองดูเหมือนเตี้ยกว่าความเป็นจริงลงมาอีกสิบเซนติเมตร

ตึกที่ทั้งสองหนุ่มหิ้วข้าวของเข้าไปคือตึกสโมสรนักศึกษา มีทั้งหมดสามชั้น ชั้นล่างสุดเป็นใต้ถุนโล่ง มีชุดโต๊ะม้าหินอ่อนหลายชุดสำหรับนั่งทำกิจกรรมปรึกษาหารือ บางคนก็ใช้สถานที่นี้สร้างรายได้พิเศษโดยการติวหนังสือให้กับเด็กมัธยม ชั้นสองและชั้นสามเป็นห้องชมรมต่าง ๆ เช่น ชมรมวรรณศิลป์ ชมรมพุทธศิลป์ ชมรมถ่ายภาพ ชมรมการแสดง ฯลฯ ยกเว้นพวกชมรมกีฬากับชมรมดนตรีแขนงต่าง ๆ ที่จะมีสถานที่เฉพาะสำหรับฝึกซ้อมของแต่ละชมรมไป

ณภัทรและจ้อนอยู่ชมรมอาสาเพื่อสังคม ห้องชมรมอยู่ชั้นสองด้านในสุดทางเดิน ภายในห้องดูโล่งเนื่องจากชมรมนี้ทำกิจกรรมนอกสถานที่ ห้องชมรมจึงมีไว้เพียงประชุมบางครั้งคราว กับเก็บของเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เป็นสมบัติของชมรม ณภัทรเห็นสภาพห้องเหมือนเห็นสำนักหมอดูของตนเองอยู่ในหัว ไม่รอช้าเขาเริ่มปรับสภาพห้องทันที

ชั้นไม้วางหนังสือและรูปถ่ายสูงประมาณเอวถูกณภัทรเก็บกวาดจนโล่ง หนังสือถูกนำไปยัดรวมกับเล่มอื่น ๆ ที่ตู้ใหญ่ รูปถ่ายก็เช่นกันถูกนำไปวางไว้บนหลังตู้ใบนั้น ชั้นไม้ถูกแทนที่ด้วยข้าวของที่ณภัทรให้จ้อนไปซื้อ

หุ่นขบวนการพิทักษ์โลกห้าตัวห้าสีจัดวางไว้บนชั้นไม้ ขนาบข้างด้วยตุ๊กตาแมวกวักแบบญี่ปุ่นสองตัว นึกเสียว่าหุ่นขบวนการแทนกุมารทอง ตุ๊กตาแมวกวักแทนนางกวักอันล้าสมัย ผ้าเจ็ดสีถูกผูกไว้ที่ขาของชั้นไม้และขันเงินใบใหญ่สำหรับใส่ค่าบูชาครู เบาะนั่งวางไว้ด้านหน้าชั้นวาง เคียงข้างด้วยเทียนพรรษาเล่มใหญ่ ดูแล้วไม่ขลังแต่แปลกแหวกแนวถูกใจวัยรุ่น

“ทำอะไรวะ อย่างกับศาลเจ้างั้นแหละ” จ้อนว่า

“สำนักหมอดูไง มา ๆ แกมาประเดิมหน่อย” ณภัทรลากแขนจ้อนมานั่งหน้าชั้นไม้ แต่ตอนนี้ควรเรียกว่าแท่นสักการบูชามากกว่า ส่วนตัวเขานั่งลงบนเบาะ ประจันหน้ากับจ้อน

“แกดูดวงเป็นด้วยเหรอ ไม่เห็นรู้มาก่อนเลย”

“ฉันก็เพิ่งรู้ตัวเองเหมือนกัน เอ้า! หย่อนค่าบูชาครูสิ”

จ้อนเลิกคิ้วทำหน้าเหลอหลา ณภัทรไม่ปล่อยให้เพื่อนเรียบเรียงความคิดทำความเข้าใจ โน้มตัวเข้าใกล้หยิบกระเป๋าเงินออกมาจากกางเกงเพื่อน กางกระเป๋าเงินออกดูเห็นธนบัตรพันบาทหลายใบ หยิบออกมาหนึ่งใบหย่อนลงในขัน จ้อนได้สติปรามเพื่อนทัน

“เฮ้ย ๆ เยอะไป” จ้อนคว้ากระเป๋าเงินคืน หยิบธนบัตรพันบาทออกจากขันมาเก็บเข้าที่เดิม แล้วควักธนบัตรยี่สิบบาทหย่อนลงขันแทน “ยี่สิบบาทพอ”

“โห… ไม่สปอร์ตเลยอ่ะเพื่อนฝูง ก็ได้ ๆ เอาล่ะจ้องตาฉันไว้นะ”

ณภัทรนั่งหลังตรง จ้องสายตาแน่วแน่ไปข้างหน้า จ้อนยอมทำตามแต่โดยดี เขาสบสายตาของเพื่อน จู่ ๆ เพลง “ช่างไม่รู้เลย” ของวงพีซเมกเกอร์ก็ดังขึ้นในหัว ไม่นะเราไม่ใช่พวกไม้ป่าเดียวกัน ไม่ได้มีอารมณ์ความรู้สึกในเชิงชู้สาวกับไอ้พัด

ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย ในความคุ้นเคยกันอยู่ มันแฝงอะไรบ้างอย่างที่มากกว่านั้น

“เอาล่ะ เลิกสบตากันได้แล้วฉันจะอ้วก” มาวินบอกณภัทร เป็นเสียงที่จ้อนหรือคนธรรมดา ๆ ไม่มีทางได้ยิน

ณภัทรเบนสายตาหนี แอบขนลุกให้กับสายตาหยาดเยิ้มของจ้อนอยู่เหมือนกัน บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่าจ้อนเหมือนทอมบอยมากเหลือเกิน

“โถ… เพื่อนนายน่าสงสารมากเลยณภัทร” มาวินพูดน้ำเสียงแฝงความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ

“เพื่อนนายคนนี้ตอนเด็ก ๆ หัวไม่ค่อยดี อยู่ ป.6 ยังท่องสูตรคูณไม่ได้จึงถูกพ่อเฆี่ยนตี จนตอนนี้เขายังท่องสูตรคูณได้ไม่ครบสิบเอ็ดแม่เลย ความรุนแรงไม่สามารถแก้ปัญหาใด ๆ ในโลกได้ แถมยังถูกส่งไปฝึกมารยาทในการเข้าสังคมไฮโซ ถูกบังคับให้เล่นกีฬานานาชนิด โดนจับโยนลงสระเพื่อให้ว่ายน้ำเป็น เรียนพิเศษแบบตัวต่อตัวตั้งแต่เลิกเรียนที่โรงเรียนยันสองทุ่มทุกวัน กว่าพ่อแม่ของเขาจะเห็นแววด้านคอมพิวเตอร์ในตัวลูกชายและสนับสนุนก็ตอนเขาขึ้นชั้น ม.4 เขาดูอึดอัดกับชีวิตวัยเด็กมาก น่าเห็นใจจริง ๆ”

มาวินเล่าเรื่องราวในอดีตของจ้อนที่ตนใช้พลังพิเศษมองเห็นให้ณภัทรฟัง ณภัทรได้ฟังก็รู้สึกสงสารเพื่อนคนนี้ขึ้นมาจับใจ ถ้าการมีเงินมากมายแต่หาความสุขในชีวิตไม่ได้ สู้อยู่อย่างพอกินพอใช้แต่คนในครอบครัวใกล้ชิดสนิทสนมกันแบบครอบครัวของเขาเสียยังจะดีกว่า

ณภัทรเล่าเรื่องที่ได้ยินจากมาวินให้จ้อนฟัง เหมือนเขาเป็นล่ามข้ามมิติให้คนกับผี จ้อนฟังไปคอก็ค่อย ๆ ตกจนอยู่ในท่าก้มมองพื้นในที่สุด ร่างหดเกร็งลีบเล็กลงกว่าเดิม พอเล่าจบร่างกายของจ้อนก็สั่นเทิ้มราวจับไข้

“เป็นอะไรไปวะจ้อน?” ณภัทรถามอย่างห่วงใย

จู่ ๆ จ้อนก็โผเข้ามากอดณภัทรแน่นทำเอาตกอกตกใจ แหกปากร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียงดังราวกับเด็กเห็นของเล่นแต่พ่อแม่ไม่ตามใจซื้อให้

“ฮือ ๆ ๆ ไอ้พัดเพื่อนรัก มีแต่แกเท่านั้นแหละที่เข้าใจหัวอกฉัน ชีวิตที่ผ่านมาของฉันมีแต่เรื่องเจ็บปวดมากมาย แต่วันนี้ฉันผ่านพ้นจุดนั้นมาแล้ว ขอบใจแกนะที่จะยืนหยัดเคียงข้างฉันไปจนกว่าเราจะตายจากกัน”

ณภัทรลำบากใจไม่รู้จะช่วยปลอบเพื่อนอย่างไรดี

“เออ ๆ ฉันเข้าใจแก เราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป แต่ตอนนี้แกปล่อยฉันก่อนได้ไหม น้ำมูกแกจะเลอะเสื้อฉันเอา”

ครอบครัวของจ้อนทำธุรกิจส่วนตัวหลายอย่าง ธุรกิจแรกที่พ่อของเขาจับตั้งแต่เขายังไม่เกิดคือเปิดคาเฟ่มีนักร้องมีคณะตลกผลัดกันขึ้นแสดงสร้างความบันเทิงเรียกลูกค้าซึ่งสมัยนั้นเฟื่องฟูมาก ต่อมาเศรษฐกิจเข้าสู่ยุคฟองสบู่แตก พ่อของจ้อนและหุ้นส่วนประค้ำประคองคาเฟ่ต่อไปได้อีกไม่นานก็ตัดสินใจเปลี่ยนมาเปิดเป็นสวนอาหารแทนเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจ้างนักร้องและนักแสดงตลก

ปัจจุบันสวนอาหารนั้นขายกิจการให้คนอื่นไปแล้ว พ่อของจ้อนหันมาจับธุรกิจอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าแทน ที่ทำอยู่ก็มีคลินิกเสริมความงาม ปั๊มน้ำมันและอีกมายมากที่เป็นหุ้นส่วนกับคนอื่น พ่อของจ้อนจึงอยู่ในแวดวงนักธุรกิจมาตลอดตั้งแต่เป็นหนุ่ม

เมื่อเข้าสู่วัยกลางคนมีครอบครัวเรื่องที่พวกนักธุรกิจคุยกันนอกจากเรื่องการเงินก็หนีไม่พ้นเรื่องของลูก บางคนอวดว่าลูกตนเองมีพรสวรรค์ด้านดนตรีเล่นกีตาร์ เปียโนเป็นตั้งแต่อายุไม่กี่ขวบ บ้างก็อวดว่าลูกตนเองมีแววอัจฉริยะจำธงนานาประเทศได้ ท่องศัพท์ภาษาอังกฤษได้เป็นร้อยคำ หรือไม่ก็อวดว่าลูกตนเก่งกีฬานั่นนี่ มีแววได้ติดทีมชาตินำพาชื่อเสียงสู่ประเทศ

เวลาพ่อของจ้อนโดนเพื่อนถามว่าลูกชายมีแววได้ดีทางด้านไหน พ่อของจ้อนก็อึกอักตอบไม่ออกเพราะลูกชายของเขาไม่ฉายแววเก่งด้านใดเลย เขารู้สึกเสียหน้าจึงมาลงกับลูกชายโดยส่งจ้อนไปเรียนโน่นนี่ตามลูกเพื่อนเพื่อไม่ให้ขายหน้า แต่มีอันต้องผิดหวังเพราะจ้อนไม่แสดงออกถึงพรสวรรค์ใดเลยจนกระทั่งเข้าสู่ชั้นมัธยมปลายถึงรู้ว่าลูกชายมีทักษะด้านคอมพิวเตอร์ระดับมืออาชีพ

หลังจากปล่อยให้เพื่อนปรับสภาพอารมณ์จิตใจให้สงบลงอย่างเดิมก็กินเวลาไปพักใหญ่ เพื่อนรักทั้งสองกลับมาคุยกันเหมือนปกติ

“แกมาตั้งสำนักหมอดูในห้องชมรมอย่างนี้ไม่กลัวยายประธานจอบเฮี้ยบไล่ตะเพิดเอาเหรอ?” จ้อนถาม

“ยายนั่นจะทำอะไรฉันได้ อย่างน้อยฉันก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการชมรมนี้นะ”

คลิก!

ประตูห้องชมรมเปิดออก ร่างอรชรของสตรีสองนางเดินเข้ามาในห้องโล่ง ณภัทรเห็นก็ทำหน้าเหวอ ยังไม่ได้เตรียมแผนรับมือประธานชมรมจอบเฮี้ยบกับคู่หูประจัญบานของเธอเลย


Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

จดหมายเหตุขนาดจิ๋ว สำรวจประวัติศาสตร์ที่บันทึกอยู่ในแสตมป์ ที่พิพิธภัณฑ์ไปรษณีย์ไทย

ครั้งหนึ่งจดหมายและแสตมป์คือเครื่องมือที่ช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ของผู้คนมาอย่างยาวนาน แต่ทุกวันนี้เราสามารถส่งข้อความถึงกันได้เพียงเสี้ยววินาที ผ่านสมาร์ทโฟนที่ล้วนมีใช้กันแทบทุกคน การส่งจดหมายเลยเป็นเรื่องล้าสมัย เด็กเจนใหม่ ๆ ไม่เคยมีประสบการณ์ส่งจดหมายถึงกันแล้ว การเข้าไปเที่ยวในพิพิธภัณฑ์แสตมป์ไทย (Thai Stamp Museum) เหมือนเป็นการได้เดินทางย้อนเวลาดูประวัติศาสตร์ผ่านแสตมป์ เพราะแสตมป์ไม่ใช่แค่กระดาษแผ่นเล็กที่มีกาวด้านหลัง แต่มันคือจดหมายเหตุขนาดจิ๋วที่บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ในประเทศ ทั้งยังเป็นตัวแทนกระจายความเป็นไทยออกสู่สายตาชาวโลก ผ่านซองจดหมายที่วิ่งว่อนมาแล้วกว่า 140 ปี กิจการไปรษณีย์ไทยเกิดจากวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5...

ทำไม USJ ถึงทำรถไฟเหาะให้วิ่งถอยหลัง เบื้องหลังวิธีคิดที่พาธุรกิจผ่านวิกฤต ด้วยการใช้ไอเดียแทนเงิน

หากพูดถึงสวนสนุกระดับโลก นอกจาก Disneyland แล้ว ชื่อที่ตีคู่มาด้วยกันคือ Universal Studios ซึ่งในทวีปเอเชียของเรามีอยู่ 3 แห่ง คือในญี่ปุ่น สิงคโปร์ และจีน สาขาที่เป็นภาพจำของคนทั่วไปเมื่อพูดถึงสวนสนุกเจ้านี้คือปราสาทฮอกวอตส์ที่สาขาญี่ปุ่น ซึ่งจำลองโรงเรียนเวทมนตร์ในเรื่องแฮร์รี พอตเตอร์ ออกมาได้เหมือนเรากำลังอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนั้นจริง ๆ แต่เบื้องหลังกว่าที่เครื่องเล่นธีมแฮร์รี พอตเตอร์จะสร้างเสร็จ ตอนนั้น Universal Studios...

ไปทำบะหมี่ถ้วยเดียวในโลกกัน! ส่องตำนานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารขวัญใจสายรีบที่ Cup Noodles Museum

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเมนูขวัญใจสายรีบอย่างพวกเราเป็นมากกว่าแค่อาหารจานด่วนครับ มันถือว่าเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของคนทั่วโลกเลยทีเดียว เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือเรื่องราวของชายผู้เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นที่ชื่อว่า โมโมฟุกุ อันโด (Momofuku Ando) ผู้ก่อตั้งบริษัท Nissin Foods Group ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อนิชชินนั่นเองครับ โมโมฟุกุ อันโด บิดาผู้ให้กำเนิดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โมโมฟุกุ อันโด เกิดปี ค.ศ. 1910 ที่ไต้หวัน ซึ่งตอนนั้นไต้หวันอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น จากนั้นเขาได้ย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง...

ดำดิ่งสู่โลกกลับทิศ จิตวิทยาที่ซ่อนอยู่ในซีรีส์ “สเตรนเจอร์ ทิงส์”

หากพูดถึงซีรีส์ที่คนทั้งโลกรอคอย ซีรีส์ที่ปั้นเด็กไม่มีชื่อเสียงให้มายืนแถวหน้าของวงการบันเทิงได้ ซีรีส์ที่เป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดให้คนมาสมัครบริการ Netflix จะเป็นซีรีส์เรื่องไหนไม่ได้นอกจากเรื่องสเตรนเจอร์ ทิงส์ ที่ตอนนี้มีมาถึงซีซัน 5 ซึ่งเป็นซีซันสุดท้ายแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ผลงานท้ายสุดของจักรวาลในซีรีส์นี้ เพราะในปี 2026 จะมีอนิเมชันที่เรื่องราวอยู่ในช่วงระหว่างซีซัน 2 และ 3 ของซีรีส์ต้นฉบับออกฉายตามมาครับ สาเหตุที่ซีรีส์เรื่องนี้ถูกใจคนทั้งโลก และขยายจักรวาลมาได้ยิ่งใหญ่อย่างทุกวันนี้ นอกจากเนื้อเรื่องที่ลึกลับน่าติดตามแล้ว อีกเหตุผลคือแต่ละตัวละครในเรื่องดูมีมิติสมจริง มีปูมหลัง และมีแรงผลักดันในชีวิตที่แตกต่างกันไป...

นาทีชีวิตฉุกเฉิน วิชาปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ควรมีติดตัว เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินในวินาทีชีวิต

ทุกนาทีในชีวิตสามารถเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ถึงขั้นอันตรายต่อชีวิต เหตุการณ์ฉุกเฉินไม่เลือกสถานที่เกิด ไม่ว่าจะเป็นบนถนน ในห้างฯ หรือแม้กระทั่งบ้านของพวกเราเอง การมีความรู้เบื้องต้นในการรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉิน ช่วยให้เราลดความเสี่ยงที่เหตุการณ์นั้นจะอันตรายถึงชีวิตได้ครับ ไอติมเล่า ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ อยู่ให้ได้ ตายให้ดี: เรียนรู้นาทีชีวิตจากห้องฉุกเฉิน เขียนโดยคุณหมอสองท่านครับคือ หมอเจี๊ยบ พญ. ลลนา ก้องธรนินทร์ และหมอยุ้ย พญ. พรรณอร เฉลิมดำริชัย ในเล่มนี้เล่าว่าหมอฉุกเฉินต้องเจอกับอะไรบ้าง...

บทเรียนจากคนเหล็ก 7 ข้อคิดการใช้ชีวิตให้ประสบความสำเร็จฉบับอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์

การได้อ่านหรือได้ฟังเรื่องราวของคนที่ประสบความสำเร็จ ถือเป็นทางลัดอย่างหนึ่งในการเรียนรู้ชีวิต โดยที่เราไม่ต้องรอให้พบเจอด้วยตัวเอง ยิ่งคนนั้นเป็นคนที่ใช้ชีวิตมานาน มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ บทเรียนจากชีวิตของพวกเขาก็ยิ่งมีคุณค่า ไอติมอ่าน ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ Be Useful: Seven Tools for Life ชื่อภาษาไทยคือ จงทำตัวให้มีประโยชน์: 7 เครื่องมือสำหรับใช้ชีวิต เขียนโดยอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ (Arnold Schwarzenegger)...

Related Articles

พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 34 (จบ)

เจ๊จูเจ้าของหอพักที่ณภัทรเคยเช่า ขี่รถจักรยานยนต์มาเก็บค่าเช่าร้านขายของชำที่แกละและเมียเช่าเปิดขายอยู่ที่หอพักของแกถึงที่บ้าน สองผัวเมียคู่นี้ค้างค่าเช่ามาสามเดือนแล้ว และ 3-4 วันมานี้ไม่มาเปิดร้านเลย วันนี้ถ้าเจ๊จูไม่ได้ค่าเช่า จะให้เจ้าใหม่มาเช่าเปิดขายแทน แกจอดรถจักรยานยนต์ไว้หน้าบ้านไม้ริมน้ำของแกละ แล้วยืนตะโกนเรียกอยู่นาน ไม่เห็นมีใครออกมาเปิด จึงแง้มประตูรั้ว...

พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 33

สัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์ที่มหาวิทยาลัยมีงานหนังสือ หลังเสร็จจากคาบเรียนสี่หนุ่มสาวก็ชวนกันมาเดินเล่น น้ำเพชรอยากได้หนังสือภาษาอังกฤษมาอ่านสักเล่ม จ้อนมาเหมาหนังสือการ์ตูนครบชุดไปอ่าน 2-3 เรื่อง มุกลัดดาที่ปกติไม่ชอบอ่านหนังสือเท่าไหร่ ไม่ว่าประเภทไหน ลงทุนซื้อหนังสือนิยาย “ภาพฝันวันนั้นฉันมีเธอ” เพื่อนำไปให้นักแสดงหนุ่มผู้รับบทพระเอกเซ็นชื่อให้ ซึ่งเขาจะมาที่งานหนังสือในเย็นวันนี้พร้อมนักเขียน...

พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 32

บ้านหลังเดิมไม่ปลอดภัยสำหรับสงครามอีกต่อไป จึงหนีมาลี้ภัยที่บ้านของแกละ ผู้เป็นลูกศิษย์ที่อาวุโสกว่า บ้านของแกละอายุอานามพอ ๆ กับเจ้าของ มันเป็นบ้านไม้มุงหลังคาสังกะสีริมน้ำหลังเล็ก ๆ ที่มีเพียงห้องนอน ห้องน้ำและห้องครัว น้ำคลองก็ไม่ใสเหมือนแต่ก่อน แกละตกปลาขึ้นมากินไม่ได้อีกแล้ว...

พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 31

ลูกหนี้ของนางปลีคงได้เฮดีใจ เพราะเจ้าหนี้ถูกจับเข้าซังเตไปแล้ว หวยออกงวดหน้าผีพนันก็อดได้เลขเด็ดจากเจ้าพ่อสมิง แต่ก็ไม่วายเอาวันที่ที่ตำรวจบุกจับนางปลีไปเป็นเลขเด็ดแทงหวย ตำรวจบุกค้นตำหนักของสงคราม เพื่อหาหลักฐานว่านางปลีเริ่มเปิดคลินิกทำแท้งเถื่อนมาตั้งแต่เมื่อไหร่ และทำแท้งให้ผู้หญิงมาแล้วกี่ราย แต่ก็ไม่พบ เพราะแกไม่ได้บันทึกไว้ เจอแต่รายชื่อลูกหนี้เงินกู้และรายชื่อลูกค้าที่สั่งกุมารทองจากสงครามเท่านั้น ในรายชื่อลูกค้าที่สั่งกุมารทองมีแต่คนใหญ่คนโตทั้งนั้น ผู้หมวดปัญญ์สั่งลูกน้องให้สืบประวัติลูกค้าทั้งหมดในรายชื่อ...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!