นิยาย

พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 27

Share

เครื่องบินเส้นทางญี่ปุ่น-ไทย กำลังลงจอดยังสนามบินสุวรรณภูมิในเวลาสองทุ่ม หญิงสาววัยรุ่นหน้าตาสะสวย ราศีจับดูเป็นลูกเศรษฐีนั่งยิ้มร่าระหว่างรอให้เครื่องบินจอดสนิทดี ในที่สุดเธอก็จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยชื่อดังในประเทศญี่ปุ่น ต่อจากนี้จะได้ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทยเป็นการถาวรเสียทีและช่วยดูแลกิจการของคุณพ่อ

หลายคนอาจเข้าใจจากรูปลักษณ์ภายนอกว่าเธอเป็นผู้หญิงบอบบางหยิบจับอะไรไม่เป็นต้องมีคนคอยเอาใจ แต่แท้จริงแล้วเธอเป็นผู้หญิงเก่งรอบด้านและมีจิตใจเข้มแข็ง คุณพ่อส่งเธอไปเรียนระดับชั้นมัธยมที่โรงเรียนเอกชนในประเทศอินเดีย ที่นั่นทำให้เธอรู้จักพึ่งพาและรับผิดชอบตนเอง หลังจบการศึกษาระดับมัธยมปลายเธอก็อายุได้ 16 ปี บินกลับมาพักผ่อนที่เมืองไทยได้หกเดือนก็สอบชิงทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีของรัฐบาลญี่ปุ่นได้ คุณพ่อสนับสนุนให้เธอเรียนต่อทันที เพราะมีความคิดที่ว่ายิ่งเริ่มก่อน หกล้มคลุกคลานก่อนคนอื่นยิ่งประสบความสำเร็จในชีวิตได้เร็วกว่า

การมาเมืองไทยครั้งนี้ ผู้ใหญ่หมายมั่นคู่หมั้นเอาไว้ให้เธอแล้วนั่นคือผู้ชายที่เธอเคารพนับถือเหมือนพี่ชาย เธอรู้จักเขามาตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะเขาเป็นลูกของเพื่อนพ่อ ซึ่งก่อร่างสร้างธุรกิจมาด้วยกัน การที่จะหมั้นกับผู้ชายคนนี้เธอไม่ได้ตะขิดตะขวงใจอะไร ซ้ำจะยิ่งยินดีเพราะปลาบปลื้มในตัวผู้ชายคนนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว เขาคือฮีโร่หนึ่งเดียวในใจเธอ หากไม่ได้เขาช่วยไว้ในวันนั้นเธอคงไม่ได้มานั่งยิ้มบนเครื่องบินอยู่แบบนี้

เหตุการณ์ที่ว่าเกิดขึ้นเมื่อเธออายุประมาณ 7-8 ขวบ เธอเรียนว่ายน้ำที่เดียวกับเขา นักเรียนคนอื่น ๆ ในกลุ่มต่างว่ายน้ำเป็นกันหลายท่าแล้ว แต่เธอยังไม่ไปถึงไหน ด้วยนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ เมื่อคนดูแลสระเป่านกหวีดบอกเวลาสระปิด ทุกคนต่างขึ้นสระเพื่ออาบน้ำล้างคลอลีน แต่เธอยังฝึกท่าฟรีสไตล์ตัวคนเดียวอยู่ในสระ เธอมีพัฒนาการดีขึ้น รู้จังหวะในการโผล่หน้าขึ้นมาหายใจแล้ว แต่ขาที่อ่อนล้าเนื่องจากออกแรงถีบน้ำมาตั้งแต่บ่ายเป็นตะคริวขึ้นมา เธอกระเสือกกระสนแกว่งแขนหาขอบสระเพื่อเกาะ แต่ดูท่าว่าจะถอยห่างออกไปทุกที

เขาอาบน้ำเปลี่ยนชุดเสร็จก็หิ้วกระเป๋าออกมาจากห้องน้ำ มองมาที่สระเห็นเธอตะเกียกตะกายจะจมมิจมแหล่ก็ใจหาย ผละกระเป๋ารีบวิ่งไปที่สระแล้วกระโดดตูมลงน้ำว่ายไปโอบตัวเธอจากด้วยหลังแล้วพามาที่ขอบสระ ครูสอนว่ายน้ำเห็นก็วิ่งมาอุ้มเธอขึ้นจากสระตบไหล่เรียกปลุกหลายทีก็ไม่ฟื้น เด็กชายเห็นท่าไม่ดีตัดสินใจสูดลมเข้าปอดลึกประกบปากผายปอดช่วยชีวิตเธอ นั่นเป็นจูบแรกและจูบเดียวของคนทั้งสอง จูบที่ทำให้เธอได้มีวันนี้

เธอลากกระเป๋าออกมาจากประตูผู้โดยสารขาเข้า ชายวัยกลางคนที่นั่งรออยู่ลุกไปหาพลางกอดเธอแน่นด้วยความคิดถึง

“ยินดีต้อนรับกลับบ้านลูกบู้บี้ของพ่อ” ชายวัยกลางคนคลายกอด เอามือประคองไหล่ลูกสาวแล้วมองใบหน้าหมดจดของเธอ “โตเป็นสาวเต็มตัวแล้ว สวยขึ้นขนาดนี้ถ้าพี่จ้อนไม่ตกหลุมรักพ่อก็ไม่รู้จะพูดยังไง”

“หนูไม่ได้เปลี่ยนไปมากขนาดนั้นมั้งคะคุณพ่อ” บู้บี้ยิ้มพลางถอดเสื้อคลุมตัวหนาออก อากาศที่นี่กับประเทศญี่ปุ่นผิดกันมาก แล้วสองพ่อลูกก็เดินออกจากสนามบิน

“พรุ่งนี้พ่อนัดพี่จ้อนไปเดทกับลูกแล้วนะ ไม่เจอกันนานคงมีเรื่องคุยกันเยอะแยะเลย”

“พรุ่งนี้เลยเหรอคะ หนูเพิ่งจะมาถึงเดี๋ยวนี้เอง”

“ไม่ดีหรือลูก ลูกไม่คิดถึงพี่จ้อนเหรอ รายนั้นคิดถึงและอยากเจอลูกน่าดูเลยนะ”

บู้บี้ยิ้มเขินเมื่อรู้ว่ามีคนคิดถึงและอยากเจอแล้วรู้สึกจั๊กจี้หัวใจอย่างไรชอบกล

พ่อแม่ของจ้อนกลับจากบริษัท เพิ่งมาถึงห้องนั่งเล่นก็ได้ยินเสียงรถประหยัดน้ำมันของลูกชายขับเข้ามาในบ้าน รถคันที่พวกเขาซื้อเงินสดให้ลูกชายเป็นของขวัญ เนื่องในโอกาสสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ทีแรกพวกเขาจะซื้อรถหรูให้ แต่ลูกชายบอกว่ามันใหญ่เทอะทะ ด้านในไม่มีพื้นที่ใช้สอยแถมเปลืองน้ำมัน สักพักลูกชายหัวแก้วหัวแหวนก็เดินเข้ามาในห้องนี้ พร้อมหญิงสาวรูปร่างสะสวยแต่งตัวสง่าหน้าตาไม่คุ้น

“นั่นพาใครมาด้วยล่ะลูก?” แม่ของจ้อนถาม

“มุกลัดดาไงครับ”

แม่ของจ้อนเบิกตามองหญิงสาวตรงหน้าอย่างถี่ถ้วน ถึงรู้ว่าหญิงสาวผู้นี้ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่คือมุกลัดดาเพื่อนร่วมชมรมเดียวกับลูกชายนั่นเอง

“หนูมุกลัดดาจริง ๆ เหรอจ๊ะเนี่ย แต่งตัวแต่งหน้าเสียสวยจนอาจำแทบไม่ได้เลย” แม่ของจ้อนยิ้มชื่นชมความงามหมดจดของมุกลัดดา

“คุณพ่อคุณแม่ครับ” จ้อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง มุกลัดดาไม่คุ้นท่าทีแบบนี้ของเขาเลย “ที่ผมพามุกลัดดามาในวันนี้ เพื่อจะบอกให้พ่อกับแม่ทราบว่า เราสองคนกำลังคบกันครับ”

“หา! ลูกกับหนูมุกลัดดาเนี่ยนะคบกัน แม่ไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด” แม่ของจ้อนน้ำเสียงสูงเมื่อได้ยินเรื่องที่ตนเองคิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้ เด็กสองคนนี้ดูไม่เหมาะสมกันเลยสักนิด มุกลัดดาในภาพลักษณ์นี้นั้นดูสวยคมคายราวกับนางในวรรณคดี ไม่ได้หมายความว่าลูกชายของเธอขี้ริ้วขี้เหร่แต่อย่างใด จ้อนนั้นจัดว่าหน้าตาดีออกไปทางหน้าหวาน ผิวพรรณละเอียดหมดจดราวกับผิวสตรี แต่ที่เธอบอกว่าเด็กสองคนนี้ไม่เหมาะสมกัน เพราะมุกลัดดาตัวสูงแต่จ้อนตัวเตี้ยกว่า เวลาทั้งคู่ออกงานสังคมจ้อนจะถูกมุกลัดดากลบราศีเอาเสียหมด ถ้าเปลี่ยนผู้หญิงที่ยืนข้างจ้อนจากมุกลัดดาเป็นน้องบู้บี้ที่มีส่วนสูงน้อยกว่าจ้อนอยู่หน่อย จะเหมาะกันมากกว่า ทั้งคู่จะช่วยหนุนราศีของกันและกัน

“เราสองคนคบกันจริง ๆ ครับแม่ เพราะฉะนั้นผมคงหมั้นกับน้องบู้บี้ไม่ได้แล้ว” จ้อนย้ำน้ำเสียงหนักแน่น

“ทำแบบนั้นพ่อกับแม่ก็เสียหน้าแย่สิ แล้วเรื่องเดทกับน้องบู้บี้วันพรุ่งนี้ล่ะจะว่ายังไง?” พ่อของจ้อนถามน้ำเสียงแฝงแววขุ่นเคือง

“พ่อนัดกับทางโน้นได้ ก็ต้องยกเลิกนัดได้สิจริงไหมครับ”

“แต่ยังไงลูกควรรักษาหน้าของพ่อกับแม่ เพื่อนของพ่อเขารู้กันหมดแล้วว่าเรากับน้องบู้บี้จะหมั้นกันเมื่อไหร่ ขืนงานหมั้นพังทั้งพ่อเราทั้งพ่อของน้องบู้บี้มีแต่จะเสียความน่าเชื่อถือนะลูก” แม่ของจ้อนพยายามกล่อมให้ลูกชายเห็นคล้อย

“งานหมั้นจะไม่มีวันล่มเด็ดขาด ยังไงลูกกับน้องบู้บี้ต้องหมั้นกัน” พ่อของจ้อนยื่นคำขาดมองตาลูกชายเขม็ง

มุกลัดดาอึดอัดใจ เพราะรู้สึกว่าบรรยากาศภายในบ้านใหญ่หลังนี้ชักไม่ดีเสียแล้ว สาเหตุของการมีปากมีเสียงกันระหว่างคนในครอบครัวนี้นั้นคงเป็นเธอ จะถอนตัวบอกความจริงว่าเธอเป็นแค่แฟนหลอก ๆ ให้พ่อแม่ของจ้อนรู้ดีไหมนะ ไม่อยากทนอึดอัดใจอย่างนี้อีกต่อไปแล้ว

“ผมคงทำตามที่พ่อกับแม่ต้องการไม่ได้ เพราะผมมีแฟนอยู่แล้วซึ่งก็คือมุกลัดดา แน่นอนว่าการที่จะให้ผมหมั้นกับน้องบู้บี้นั้นเป็นไปไม่ได้” จ้อนหันไปพูดกับมุกลัดดา “ไปกันเถอะฉันจะไปส่งเธอที่บ้าน”

มุกลัดดาหน้าเหรอหรา รีบย่อตัวไหว้พ่อแม่ของจ้อน แล้วเดินตามหลังชายหนุ่มร่างกะหร่องที่เดินนำไปก่อนหน้า พ่อแม่ของจ้อนพยายามจับผิดคู่รักคู่นี้ว่าใช่คู่รักกำมะลอหรือเปล่า มันน่าสงสัยที่ทั้งสองคนนี้ทิ้งระยะห่างระหว่างกันมากเกินไป คู่รักหนุ่มสาวควรจะยืนใกล้กันหรือตัวติดกัน น้ำเสียงที่จ้อนพูดกับมุกลัดดาก็แสนเย็นชาห่างไกลจากคำว่าแฟน ใช่แน่ ๆ หรือสองคนนี้รักกันจริง ๆ หรือ ทั้งพ่อและแม่ของจ้อนต่างไม่เชื่อสิ่งที่ลูกชายพูด

สองหนุ่มสาวเข้ามานั่งในรถประหยัดน้ำมัน จ้อนเสียบกุญแจแล้วบิดเพื่อติดเครื่องยนต์ เสียงเครื่องยนต์ครางต่ำแล้วค่อย ๆ เคลื่อนออกจากบ้านไป มุกลัดดาไม่เห็นด้วยที่เมื่อครู่นี้จ้อนพูดน้ำเสียงแข็งใส่พ่อแม่ของเขา ถ้ารู้ว่าการแกล้งเล่นละครเป็นแฟนตบตาพ่อแม่ของจ้อนจะนำมาซึ่งความอึดอัดใจเช่นนี้เธอจะปฏิเสธไปเสียแต่แรก

“พูดแบบนั้นพ่อแม่ของนายต้องโกรธมากแน่เลย”

“ฉันโดนพ่อแม่บังคับให้ทำอะไรโน่นนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว ต่อจากนี้ฉันจะทำอะไรตามที่ตนเองต้องการบ้างไม่ได้เหรอ?”

คำพูดประโยคนั้นไม่ได้ทำให้มุกลัดดาคลายใบหน้ากังวลใจลงได้ จ้อนเห็นเธอทำใบหน้าปั้นยากจึงพูดให้กำลังใจเธอ

“ขอบใจเธอนะ เธอเป็นคนหนึ่งที่ทำให้ฉันจะได้ใช้ชีวิตตามที่ใจตนเองต้องการ ไม่ต้องคิดมากหรอกแต่ก่อนฉันเจอเรื่องน่าอึดอัดใจมากกว่านี้อีก”

จ้อนส่งมุกลัดดาถึงบ้าน ทีแรกเขาคิดไว้ว่าจะกินมื้อค่ำที่บ้านของเธอซึ่งเป็นร้านอาหารแต่ทั้งสามร้านกลับแน่นไปด้วยลูกค้าไม่เหลือโต๊ะว่างเลยสักตัว มุกลัดดาบอกให้จ้อนรอเดี๋ยวเธอจะเอาก๋วยเตี๋ยวเรือใส่ถุงให้เขาเอากลับไปกินที่บ้าน แต่เขาบอกไม่เป็นไร รีบขับรถออกไปดีกว่าเพราะจอดบังหน้าร้านอยู่ มุกลัดดาเออออบอกว่าตามใจ แล้วจ้อนก็ขับรถประหยัดน้ำมันออกมาหาร้านอาหารอื่น

เขาแวะร้านข้าวมันไก่ ระหว่างกินข้าวมันไก่จานใหญ่พิเศษก็คิดเรื่องที่ค้างคาโน่นนี่ไปเรื่อย จนลืมสนใจรสชาติข้าวมันไก่ในปากที่ใครต่างบอกว่าอร่อยนักหนา กินเสร็จก็ออกมาเดินเล่น เพราะยังไม่อยากกลับบ้านตอนนี้ ไว้รอพ่อแม่ของเขาเข้านอนก่อน แถวนี้มีร้านอาหารข้างทางเยอะแยะ นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินกันขวักไขว่ จ้อนเดินดูทุกร้านก่อนจะกลับมาที่รถแล้วขับกลับบ้านก็เป็นเวลาห้าทุ่มครึ่งเข้าไปแล้ว

จ้อนเดินออกมาจากโรงจอดรถด้วยสภาพง่วงเหงาหาวนอน ปกติเขาไม่เคยเข้านอนเกินเวลาสี่ทุ่ม นอกจากจะเร่งเผางานที่สะสมค้างคาส่งอาจารย์ในเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อเดินมาถึงห้องนั่งเล่นซึ่งมีบันไดขึ้นชั้นสองก็พบว่ายังเปิดไปสว่างโล่ พ่อแม่ของเขานั่งอยู่ที่เดิมในชุดนอนผ้าซาติน จ้อนหลบสายตาบุพการีทั้งสองท่านหันหน้าจะเดินขึ้นบันได แต่พ่อของเขาพูดด้วยน้ำเสียงเชิงออกคำสั่งทำเขาชะงัก

“พ่อจะไม่ยอมยกเลิกนัดเด็ดขาด พรุ่งนี้เวลาสองทุ่มเตรียมตัวให้พร้อม น้องบู้บี้รอเดทด้วยอยู่ แค่นี้ลูกคงทำได้ ถ้ายังคิดว่าพ่อเป็นคนที่เลี้ยงดูอุ้มชูลูกมาจนถึงทุกวันนี้ เข้าใจที่พ่อพูดใช่ไหม?”

จ้อนนิ่งไปสักพักก่อนจะก้าวขึ้นบันไดโดยไม่ตอบอะไรสักคำ คำพูดของพ่อเมื่อสักครู่ปัดความง่วงเหงาหาวนอนของเขากระเด็นไปไกลลิบ ไม่รู้ว่าคืนนี้เขาจะเอาแต่คิดมากเรื่องนี้จนถึงเช้าเลยหรือเปล่า เวลาตีสามเศษบ้านหลังใหญ่ทั้งหลังเงียบสงัด เพราะทุกคนหลับกันหมดแล้วเว้นแต่จ้อนที่ข่มตาหลับไม่ลงเสียที เขาตัดสินใจขับรถประหยัดน้ำมันมานอนที่คอนโด ณภัทรคงหลับสนิทอยู่ในห้องนอนไปแล้ว จ้อนไม่อยากเข้าไปทำเสียงรบกวนน่ารำคาญจนปลุกเพื่อนตื่น จึงนอนที่โซฟาข้างนอก เสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังหึ่ง ๆ กล่อมเขาหลับในคืนนี้

บู้บี้หยิบกระโปรงบานผ้าโปร่งลายดอกชบาเอวสูงชายยาวคลุมข้อเท้าขึ้นมาสวมคู่กับเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีโอลด์โรส โดยเอาชายเสื้อซ่อนไว้ในกระโปรง หยิบเข็มขัดกะลามะพร้าวทำมือขึ้นมาคาดเอวแล้วคว้ากระเป๋าใบเล็กขึ้นมาสะพาย เครื่องแต่งกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าของบู้บี้ราคารวมกันไม่ถึงหนึ่งพันบาท แม้คุณพ่อของเธอจะให้เงินค่าใช้จ่ายต่อเดือนเป็นจำนวนมากแต่เธอก็ไม่เคยใช้ฟุ่มเฟือยไปกับการซื้อเสื้อผ้าหรูหราหรืออาหารการกินแพง ๆ เธอเก็บเงินไว้ธนาคารหวังจะใช้เป็นทุนเปิดร้านไอศกรีมโฮมเมดบรรยากาศดี ๆ เป็นของตัวเองสักวันหนึ่ง

พ่อของบู้บี้นั่งอ่านนิตยสารการลงทุนฉบับภาษาอังกฤษอยู่ที่ห้องนั่งเล่น เห็นลูกสาวเดินลงมาจากชั้นสองก็หันไปเอ่ยทัก

“เรียบร้อยแล้วเหรอลูก ไปกันเถอะพ่อจะขับรถไปส่งเอง” พูดแล้วพ่อของบู้บี้ก็วางนิตยสารลงบนโต๊ะ

“ไม่เป็นไรค่ะพ่อ หนูขอนั่งแท็กซี่ไปเองดีกว่า จะดูว่ามีอะไรเปลี่ยนไปมากจนหนูจำเส้นทางไม่ได้เลยหรือเปล่า”

“เอาอย่างนั้นเหรอ งั้นตามใจลูก แล้วจะไม่หลงทางแน่นะ”

“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ สมัยนี้ใช้โทรศัพท์มือถือนำทางได้แล้ว หนูไม่หลงหรอกค่ะ หนูไปก่อนนะคะ” บู้บี้พูดแล้วไหว้พ่อของเธอ ก่อนจะเดินออกมาโบกรถแท็กซี่ที่หน้าบ้าน

ตึกรามบ้านช่องเปลี่ยนไปมากดูทันสมัยกว่าแต่ก่อนตอนเธอใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองไทย สิ่งที่เปลี่ยนไปจนบู้บี้เห็นอย่างชัดเจนคือต้นไม้ริมทางลดน้อยลง ห้างสรรพสินค้าและคอนโดมิเนียมสูงผุดขึ้นมาแทน แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือสภาพการจราจรที่แน่นขนัด ร้านที่ผู้ใหญ่เลือกให้เธอมาเดทกับจ้อนเป็นร้านอาหารเกาหลีตั้งอยู่ใจกลางแหล่งรวมตัววัยรุ่น ผู้ใหญ่คงคิดว่าหลังเสร็จจากมื้ออาหาร เด็กทั้งสองจะได้ชวนกันออกไปเดินเล่นหาเรื่องพูดคุย บู้บี้มาถึงก่อนเวลานัดประมาณสี่สิบนาที เธอสั่งน้ำส้มคั้นมานั่งรอจ้อนที่โต๊ะข้างในร้าน รอลุ้นว่าชายหนุ่มจะดูเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน

วันนี้เป็นวันที่จ้อนไม่สดชื่นที่สุด เพราะเมื่อคืนกว่าจะข่มตาหลับได้ก็เกือบเช้า ตื่นขึ้นมายังงัวเงียทำอะไรก็เชื่องช้า กว่าจะได้มารับมุกลัดดาก็ก่อนเวลานัดเดทเพียงครึ่งชั่วโมง วันนี้เธอดูสวยพริ้งเช่นเดิมในชุดสีกรมท่าลายดอกกล้วยไม้สีส้มดอกใหญ่ ใบหน้าของเธอลงเครื่องสำอางบางเบา คงเป็นฝีมือแม่ของเธอแต่งให้ ทั้งสองมาถึงที่นัดหมายตรงตามเวลานัดคือสองทุ่ม

จ้อนผลักประตูกระจกเดินเข้าไปในร้านอาหารเกาหลีนำหน้ามุกลัดดา ข้างในนี้มีกลิ่นหมูย่างหอมฉุย บู้บี้เห็นชายร่างกะหร่องทรงผมเหมือนตัวละครในการ์ตูนก็ยิ้มกริ่ม เพราะเขาดูไม่เปลี่ยนแปลงเลยสักนิด เธอยกมือขึ้นให้เขาเห็นเพื่อที่จะได้เดินมาหา จ้อนเห็นบู้บี้ก็ประหลาดใจเพราะเธอไม่ใช่เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่เขาเคยรู้จักอีกต่อไปแล้ว การไปเรียนไกลถึงประเทศญี่ปุ่นเปลี่ยนเธอให้เข้าสู่วัยสาวเต็มตัว ใบหน้าของเธอก้ำกึ่งทั้งดูสวยและดูน่ารัก ดวงตากลมโตถูกล้อมกรอบดำด้วยขนตาทั้งบนและล่าง รอยยิ้มที่สดใสยังไม่หายไปจากเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก  หากเปรียบบู้บี้และมุกลัดดาเป็นไอศกรีม สองสาวคงเป็นไอศกรีมที่รสชาติแตกต่างกัน ต่างคนต่างมีเอกลักษณ์โดดเด่นแล้วแต่คนชอบว่าจะเลือกรสไหน

มุกลัดดาเห็นบู้บี้ก็ตะลึงในความสวยน่ารัก เพราะทีแรกคิดว่าผู้หญิงคนนี้จะอายุน้อยกว่านี้เสียอีก อายุคงห่างกับเธอเพียงสามปีเองมั้ง แปลกใจว่าทำไมจ้อนไม่อยากหมั้นกับบู้บี้ เพราะดูแล้วทั้งสองคนเหมาะสมกันดี ดูเป็นคุณหนูด้วยกันทั้งคู่ พลางนึกน้อยใจตัวเองว่าทำไมไม่มีหน้าตาน่ารักน่าถนุถนอม หรือมีผิวพรรณขาวเนียนละเอียดผุดผ่องอย่างบู้บี้บ้าง หากเป็นเช่นนั้นเธอคงดูเหมาะสมกับจ้อนขึ้นมาอีกสักหน่อย

“พี่จ้อนพาใครมาด้วยเหรอคะ?” เป็นประโยคแรกที่บู้บี้เอ่ยถาม เมื่อเห็นจ้อนมีผู้หญิงตามหลังมาด้วย

จ้อนไม่อยากพูดประโยคที่ตนเองเตรียมเอาไว้เลย เพราะกลัวจะทำจิตใจของบู้บี้บอบช้ำ แต่หากไม่พูดอาจส่งผลต่อทั้งเธอและเขาในอนาคต เมื่อใช้ชีวิตคู่ไปด้วยกันแต่ไม่รอด จ้อนไม่อาจหมายหมั้นหรือแต่งงานกับผู้หญิงที่ตนเองรักเหมือนน้องสาวได้

“คนนี้ชื่อมุกลัดดาครับ เป็นแฟนพี่เอง”

จ้อนรอดูสีหน้าคู่สนทนา บู้บี้ไม่ได้แสดงอาการตกอกตกใจอะไร เพียงแต่ทำหน้างุนงงสงสัย

“พี่จ้อนมีแฟนอยู่แล้วเหรอคะ?”

จ้อนพยักหน้าช้า ๆ

“พี่ขอโทษด้วยนะ พี่หมั้นกับผู้หญิงคนที่พี่รักเหมือนน้องสาวไม่ได้ และพี่คิดว่าน้องบู้บี้ก็คงไม่ได้รักพี่ไปมากกว่าแค่พี่ชาย พี่ขอโทษอีกครั้งนะครับ งั้นพี่กับมุกลัดดาขอตัวกลับก่อนนะ” พูดแล้วจ้อนก็ถอยเดินออกไปโดยมีมุกลัดดาตามหลัง

“เดี๋ยวค่ะพี่!” บู้บี้ร้องเรียก

จ้อนหันกลับมาเพราะคิดว่าบู้บี้เรียกตน แต่หญิงสาวเดินเข้าไปหามุกลัดดาต่างหาก

“ฝากพี่มุกลัดดาดูแลพี่จ้อนด้วยนะคะ หนูคิดว่าถ้าเป็นพี่ต้องทำหน้าที่ดูแลพี่จ้อนได้ดีแน่ ๆ พี่ทั้งสองคนดูเหมาะสมกันมากเลยค่ะ” บู้บี้บอกด้วยใบหน้ายินดี การถูกจ้อนปฏิเสธเรื่องงานหมั้น ไม่ได้ทำให้เธอมีความรู้สึกเหมือนคนอกหัก แต่กลับรู้สึกโล่งใจเสียมากกว่า เธอเองก็รักจ้อนไม่ต่างจากพี่ชายอย่างที่เขาบอก อายุของทั้งสองก็ยังน้อยจะรีบมีชีวิตคู่ไปใย หากทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายไม่มีความประสงค์จะหมั้นหมายต่อกัน ผู้ใหญ่ฝ่ายไหนก็บังคับขัดขืนใจไม่ได้

ที่บู้บี้บอกว่ามุกลัดดาดูเหมาะสมกับจ้อน นั้นพูดจริงหรือหลอก ใคร ๆ ต่างมองว่าทั้งเธอและเขาไม่เหมาะสมกันเสียเลย แต่ดูจากแววตากลมโตคู่นั้นของบู้บี้เธอไม่น่าจะโกหก คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคเหล่านั้น ต่อเติมกำลังใจให้มุกลัดดาพยายามพิชิตใจจ้อนต่อไปให้ได้

ตอนนี้บู้บี้เป็นอิสระพ้นจากข้อผูกมัดของผู้ใหญ่ที่ตกลงกันเองแล้ว เธอเชื่อว่าคุณพ่อของเธอจะไม่โกรธที่ยกเลิกการหมั้นกับจ้อนไป ตัวท่านนั้นหวังดี หาผู้ชายที่ไว้ใจได้หมายมาเป็นคู่ครองเพื่อดูแลไปตลอดชีวิต และท่านคงเข้าใจการตัดสินใจของลูกสาวเพียงคนเดียวคนนี้ด้วยเหมือนกัน

ต่อจากนี้เรื่องการหาคู่ครองชีวิตเธอขอเป็นคนกำหนดเอง ขณะกำลังจะเดินออกจากร้าน บู้บี้ก็สะดุดตากับชายหนุ่มหน้าคุ้นคนหนึ่งที่เพิ่งจะผลักประตูกระจกร้านเข้ามา เขามุ่งมาหาเธอ เมื่อเห็นเขาใกล้ ๆ ถึงได้รู้ว่าไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยที่ประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง

“อ้าวเคนจิ มาอยู่เมืองไทยได้ยังไง?” บู้บี้ถามเป็นภาษาไทย เพราะหนุ่มคนนี้ฟังและพูดได้

“พ่อของผมมาเจรจาธุรกิจที่นี่ ผมเลยขอติดตามมาเที่ยวด้วย”

บู้บี้ยิ้มให้ชายหนุ่ม เขาสุภาพเสมอต้นเสมอปลายไม่เคยเปลี่ยน เมื่อเคนจิเห็นรอยยิ้มสดใสนั้นของหญิงสาว เขาก็เขินหน้าแดง รอยยิ้มของเธอทำหัวใจของเขาเต้นถี่และรู้สึกประหม่า

“เคนจิกินข้าวเย็นหรือยัง ถ้ายังจะกินกับเราไหม?” บู้บี้เอ่ยชวน

เคนจิพยักหน้าช้า ๆ แล้วเดินตามบู้บี้มานั่งที่โต๊ะ ช่วงเวลาที่เรียนมหาวิทยาลัยด้วยกันเขาปกปิดความรู้สึกที่มีกับเธอไว้โดยตลอด แสดงออกมาในฐานะเพื่อนเพียงเท่านั้น ที่ติดตามคุณพ่อจากประเทศญี่ปุ่นมาถึงนี่ ไม่ใช่แค่เพื่อเที่ยวพักผ่อนหลังเรียนจบเพียงอย่างเดียว แต่มาเพื่อบอกความรู้สึกดี ๆ ที่มีให้กับใครสักคนต่างหาก

บู้บี้หยิบรายการอาหารขึ้นมาเปิดดู “เคนจิอยากกินอะไรก็สั่งเลยนะ เราค่อยหารค่าอาหารกัน ไว้วันหลังถ้ายังไม่กลับญี่ปุ่น เราจะพาไปกินอาหารไทยรสชาติต้นตำหรับ รสชาติต้นตำหรับเราหมายถึงอาหารข้างทางนะ เคนจิกินได้หรือเปล่า?” พูดแล้วบู้บี้ก็เงยหน้าขึ้นมายิ้มให้

เคนจิมองรอยยิ้มนั้นเพียงแวบเดียวแล้วหลุบสายตา ขืนมองนานกว่านี้มีหวังใบหน้าได้แดงอย่างโคมไฟญี่ปุ่นแน่ บู้บี้สังเกตว่าวันนี้เคนจิดูแปลกไป เขาดูขวยเขินไม่ค่อยกล้าพูดคุยกับเธอเช่นเมื่อก่อนเท่าไหร่

“บู้บี้ยังไม่มีแฟนใช่ไหมครับ?” เคนจิพูดทั้งที่ยังนั่งก้มหน้ามองผ้าปูโต๊ะ

“ถ้าเราโสด เคนจิจะจีบเราเหรอ?”

คำพูดของบู้บี้สะกิดเคนจิให้เขินอ่อนระทวย

“แล้วผู้ชายอย่างผมพอจะเป็นแฟนคุณบู้บี้ได้หรือเปล่าครับ?” พูดจบประโยคเคนจิก็งัดใบหน้าแดงก่ำราวสีของโคมไฟญี่ปุ่นมาสู่ดวงหน้าหมดจดของบู้บี้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะคั่น ที่ผ่านมาเธอพอรู้จากเพื่อนมาบ้างว่าเคนจิแอบชอบเธอ เขาก็เป็นคนดีเพียบพร้อมทุกอย่างทั้งหน้าตา ฐานะ การศึกษา ผู้ชายอย่างนี้ไม่มีเหตุผลให้เธอรังเกียจและปฏิเสธจะคบหาดูใจด้วย

“เคนจิชอบเราจริง ๆ เหรอ?”

ชายหนุ่มหน้าตี๋พยักหน้าหนักแน่น

“ถ้าเราคบกันคงไม่ได้ไปไหนมาไหนเหมือนคู่อื่น ๆ เพราะอีกไม่กี่วันเคนจิคงกลับญี่ปุ่นแล้ว ต้องติดต่อกันผ่านอินเตอร์เน็ตเอา”

“ใครบอกล่ะครับ ผมยังอยู่เมื่อไทยอย่างน้อยก็อีกหกเดือน เพราะพ่อผมกำลังจะมาเปิดธุรกิจที่นี่ ท่านวางแผนว่าจะให้ผมเป็นผู้ช่วยฝ่ายบริหารของสาขาที่ไทย ผมคงได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างถาวรกับผู้หญิงที่ผมรัก ตกลงคุณบู้บี้ยอมคบกับผมในฐานะแฟนหรือยังครับ?”

บู้บี้ยิ้มอย่างเคย พลันโลกรอบตัวของเคนจิก็ถูกย้อมด้วยสีชมพู เขาดีใจจนอยากตะโกนร้องออกมาดัง ๆ ให้ลั่นร้าน สัญญาว่าจะมอบความประทับใจแก่บู้บี้ตลอดระยะเวลาที่คบหาดูใจกัน จะตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าดีพอสำหรับตำแหน่งผู้บริหาร เผื่ออนาคตข้างหน้าได้แต่งงาน ใช้ชีวิตคู่ด้วยกันจะได้มั่นคงทางการเงิน

ศรีชัยและเพียงแขกำลังหยอดเมล็ดผักลงบนแผงหลุมสำหรับเพาะต้นกล้าอยู่ที่ใต้ถุนบ้าน รถยนต์คันหรูสีบรอนซ์ทองแสบตาขับเข้ามาจอดใต้ร่มเงาต้นก้ามปูในบ้าน ศรีชัยหันไปมองเห็นคนขับออกมาจากรถก็รู้ว่าไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือ “ยอด” เพื่อนเก่าแก่ที่คบหากันมาตั้งแต่สมัยวัยรุ่น ผู้สร้างหนี้สินรุงรังทับหัวให้ศรีชัยและภรรยาต้องก้มหน้าปลูกผักหาเงินมาใช้แทน ศรีชัยไม่คิดว่าจะเจอยอดอีกครั้งในวันนี้ที่บ้านของตนเอง เขาตัดความเป็นเพื่อนจากชายคนนี้ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ธนาคารมาบอกว่ายอดหนีหนี้ไปแล้วติดต่อไม่ได้ ให้เขาซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันใช้หนี้แทน

“เอ็งกลับมาได้แล้วเหรอวะ ข้านึกว่าเอ็งตายโหงตายห่าไปแล้วเสียอีก กลับไปเถอะว่ะ ข้าไม่อยากเห็นหน้าเอ็ง” ศรีชัยพูดอย่างมะนาวไม่มีน้ำ เมื่อยอดเดินมาหาที่ใต้ถุน

“โถ่เพื่อน เอ็งอย่าแช่งกันอย่างนี้สิวะ ข้ารู้ว่าเอ็งโกรธที่ข้าหนีหนี้ให้เอ็งกับเมียชดใช้แทน แต่ตอนนี้เอ็งไม่ต้องเหนื่อยอีกแล้วนะ เพราะข้าได้เป็นหุ้นส่วนภัตตาคารอาหารไทยในต่างประเทศ ข้าใช้หนี้ก้อนนั้นหมดแล้ว”

“เออ… ก็ดี ข้ากับเมียจะได้มีกินมีใช้อย่างคนอื่นเขาบ้าง เอ็งมาบอกแค่นี้ใช่ไหม งั้นกลับไปได้แล้ว เห็นหน้าเอ็งแล้วข้าอารมณ์ไม่ดี”

“ข้าเพิ่งมาถึงเองนะ จะรีบไล่ให้ไปไหน” ยอดยิ้มแล้วล้วงกระเป๋าหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมายื่นให้ศรีชัย มันคือเช็คราคาเจ็ดแสนบาท

“อะไร?”

“เงินที่เอ็งใช้หนี้แทนข้าไง ข้าเอาคือเอ็ง”

ศรีชัยเหลือบมองตัวเลขบนเช็ค มันเป็นจำนวนมากกว่าที่เขาจ่ายให้ธนาคารหลายเท่าตัวนัก

“แต่ข้าไม่ได้ใช้หนี้แทนเอ็งมากขนาดนี้”

“รับเอาไว้เถอะ ถือเสียว่าข้าซื้อความเป็นเพื่อนของเราคืนก็แล้วกัน” ยอดยัดเช็คใส่มือศรีชัย ตอนเขาไปล้างหนี้ที่ธนาคารได้ขอดูประวัติการใช้หนี้ พบว่าศรีชัยจ่ายค่างวดสม่ำเสมอ แม้จะไม่ได้เป็นจำนวนเงินมากมายนัก มีความเป็นไปได้ว่า ถ้าหากยอดยังไม่กลับมา ศรีชัยอาจใช้หนี้แทนจนหมด ชีวิตนี้ยอดหาเพื่อนดี ๆ อย่างศรีชัยจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ที่ผ่านมาเขาเจอแต่เพื่อนจอมปลอม หลอกให้ร่วมทำธุรกิจแล้วเชิดเงินหนีหาย บางคนโกงส่วนแบ่ง บ้างตัดเขาออกจากการเป็นหุ้นส่วนไปเสียดื้อ ๆ

ศรีชัยมองเช็คในมือ เงินมากมายขนาดนี้เพียงพอสำหรับตั้งตัวใหม่อีกครั้งได้เลย ที่ผ่านมาเขาคิดอยู่เสมอว่า สักวันหนึ่งยอดต้องกลับมาใช้หนี้ที่ตนเองเป็นคนก่อ เพราะตั้งแต่คบกันมาเพื่อนคนนี้ไม่เคยทิ้งให้ศรีชัยต้องเผชิญอะไรอย่างอ้างว้างโดดเดี่ยว มิตรภาพในวันวานเอ่อท่วมหัวใจจนรู้สึกตื้นตันบรรยายไม่ถูก ศรีชัยโผกอดเพื่อนรักของเขา

“สำหรับเอ็งไม่ต้องใช้เงินซื้อความเป็นเพื่อนของเราหรอก เอ็งกับข้ายังเป็นเพื่อนกันเสมอและตลอดไป” ศรีชัยเอ่ย

“ขอบใจเพื่อนขอบใจ แกคือเพื่อนที่ดีที่สุดคนเดียวในชีวิตของฉัน”

ยอดและศรีชัยตบหลังซึ่งกันและกัน มันเป็นวิธีแสดงออกถึงมิตรภาพตามแบบของพวกเขา พลันน้ำอุ่นใสก็ไหลเอ่อล้นดวงตาของคนทั้งสอง

เย็นวันนั้นเพียงแขโทรบอกเรื่องน่าดีใจให้ลูกชายทราบ ณภัทรได้ยินก็ชื่นใจที่ต่อแต่นี้พ่อแม่ของเขาไม่ต้องเหนื่อยหามรุ่งหามค่ำ เขาเล่าให้มาวินฟัง เพื่อนผีบอกว่าจากนี้ไปนายคงไม่ต้องเปิดสำนักพ่อหมอแล้วสิ ณภัทรพยักหน้าบอกว่าเขาไม่อยากโกหกคนอื่นอีกแล้ว หากไม่มีความจำเป็นเรื่องเงินเช่นนี้ ก็จะเลิกเพื่อเอาเวลาไปฝึกศึกษาทักษะด้านการตัดต่อภาพในคอมพิวเตอร์ให้เก่งพอจะเป็นผู้กำกับมิวสิกวิดีโอศิลปินเกาหลี มาวินพูดน้ำเสียงน้อยอกน้อยใจว่าอย่างนี้ฉันคงหมดความหมายสำหรับนายแล้ว ณภัทรส่ายหัวบอกว่าไม่หรอก นายกับฉันจะยังเป็นเพื่อนกันอยู่ ที่ผ่านมานั้นเขาขอบคุณมาวินมาก สำหรับความช่วยเหลือ หากไม่ได้เขาช่วยคิดวิธีหาเงิน ป่านนี้ณภัทรคงกัดก้อนเกลือกินจนผอมซูบ


Share

Leave a Reply

What's New

365 วิธี สมองดีขึ้นได้ในทุก ๆ วัน เรื่องง่าย ๆ ที่หมอสมองอยากให้คุณทำทันที

สมองของมนุษย์มีความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลเทียบเท่าหนังสือพิมพ์ 6 ล้านฉบับ กาแล็กซีทางช้างเผือกมีดาวประมาณ 100,000 ล้านดวง และสมองในกะโหลกเล็ก ๆ ของเรามีเซลล์สมองประมาณ 100,000 ล้านเซลล์พอ ๆ กันเลยครับ เซลล์สมองแต่ละเซลล์มีการเชื่อมต่อกับเซลล์อื่น ๆ บางเซลล์มีแค่ไม่กี่จุด แต่บางเซลล์อาจมีมากถึง 10,000 จุดเลยครับ เมื่อรวมกันแล้วเซลล์สมองของเรามีการเชื่อมต่อกันมากถึง 100 ล้านล้านจุด แต่ละเซลล์สื่อสารกันตลอดเวลา...

Million Dollar Weekend ธุรกิจเงินล้าน สร้างได้ภายใน 48 ชั่วโมง

ช่วงนี้หลายคนสนใจการเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียว ภาษาอังกฤษบางคนเรียกว่า Solopreneur บางคนเรียกว่า One-Person Business ความหมายของทั้งสองคำนี้คือ ธุรกิจที่เจ้าของเป็นคนลงมือทำ บริหาร และตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเองแบบไม่จ้างใครเลย โดยเน้นใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลมาช่วยครับ ผู้ประกอบการตัวคนเดียวเป็นโมเดลธุรกิจที่จัดการง่าย มีความคล่องตัวสูงเพราะทำคนเดียว และใช้เงินลงทุนไม่มาก บางธุรกิจอาจเริ่มต้นได้ด้วยเงิน 0 บาทเลยด้วยซ้ำครับ และธุรกิจตัวคนเดียวสามารถทำไปพร้อมกับงานประจำได้ โดยไม่จำเป็นต้องลาออก ผมสนใจแนวคิดนี้และกำลังเริ่มศึกษา ได้ไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เหมาะสำหรับคนอยากเริ่มต้นเรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียวครับ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Million...

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

Related Articles

พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 34 (จบ)

เจ๊จูเจ้าของหอพักที่ณภัทรเคยเช่า ขี่รถจักรยานยนต์มาเก็บค่าเช่าร้านขายของชำที่แกละและเมียเช่าเปิดขายอยู่ที่หอพักของแกถึงที่บ้าน สองผัวเมียคู่นี้ค้างค่าเช่ามาสามเดือนแล้ว และ 3-4 วันมานี้ไม่มาเปิดร้านเลย วันนี้ถ้าเจ๊จูไม่ได้ค่าเช่า จะให้เจ้าใหม่มาเช่าเปิดขายแทน แกจอดรถจักรยานยนต์ไว้หน้าบ้านไม้ริมน้ำของแกละ แล้วยืนตะโกนเรียกอยู่นาน ไม่เห็นมีใครออกมาเปิด จึงแง้มประตูรั้ว...

พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 33

สัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์ที่มหาวิทยาลัยมีงานหนังสือ หลังเสร็จจากคาบเรียนสี่หนุ่มสาวก็ชวนกันมาเดินเล่น น้ำเพชรอยากได้หนังสือภาษาอังกฤษมาอ่านสักเล่ม จ้อนมาเหมาหนังสือการ์ตูนครบชุดไปอ่าน 2-3 เรื่อง มุกลัดดาที่ปกติไม่ชอบอ่านหนังสือเท่าไหร่ ไม่ว่าประเภทไหน ลงทุนซื้อหนังสือนิยาย “ภาพฝันวันนั้นฉันมีเธอ” เพื่อนำไปให้นักแสดงหนุ่มผู้รับบทพระเอกเซ็นชื่อให้ ซึ่งเขาจะมาที่งานหนังสือในเย็นวันนี้พร้อมนักเขียน...

พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 32

บ้านหลังเดิมไม่ปลอดภัยสำหรับสงครามอีกต่อไป จึงหนีมาลี้ภัยที่บ้านของแกละ ผู้เป็นลูกศิษย์ที่อาวุโสกว่า บ้านของแกละอายุอานามพอ ๆ กับเจ้าของ มันเป็นบ้านไม้มุงหลังคาสังกะสีริมน้ำหลังเล็ก ๆ ที่มีเพียงห้องนอน ห้องน้ำและห้องครัว น้ำคลองก็ไม่ใสเหมือนแต่ก่อน แกละตกปลาขึ้นมากินไม่ได้อีกแล้ว...

พ่อหมออลเวง – ตอนที่ 31

ลูกหนี้ของนางปลีคงได้เฮดีใจ เพราะเจ้าหนี้ถูกจับเข้าซังเตไปแล้ว หวยออกงวดหน้าผีพนันก็อดได้เลขเด็ดจากเจ้าพ่อสมิง แต่ก็ไม่วายเอาวันที่ที่ตำรวจบุกจับนางปลีไปเป็นเลขเด็ดแทงหวย ตำรวจบุกค้นตำหนักของสงคราม เพื่อหาหลักฐานว่านางปลีเริ่มเปิดคลินิกทำแท้งเถื่อนมาตั้งแต่เมื่อไหร่ และทำแท้งให้ผู้หญิงมาแล้วกี่ราย แต่ก็ไม่พบ เพราะแกไม่ได้บันทึกไว้ เจอแต่รายชื่อลูกหนี้เงินกู้และรายชื่อลูกค้าที่สั่งกุมารทองจากสงครามเท่านั้น ในรายชื่อลูกค้าที่สั่งกุมารทองมีแต่คนใหญ่คนโตทั้งนั้น ผู้หมวดปัญญ์สั่งลูกน้องให้สืบประวัติลูกค้าทั้งหมดในรายชื่อ...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!