สัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์ที่มหาวิทยาลัยมีงานหนังสือ หลังเสร็จจากคาบเรียนสี่หนุ่มสาวก็ชวนกันมาเดินเล่น น้ำเพชรอยากได้หนังสือภาษาอังกฤษมาอ่านสักเล่ม จ้อนมาเหมาหนังสือการ์ตูนครบชุดไปอ่าน 2-3 เรื่อง มุกลัดดาที่ปกติไม่ชอบอ่านหนังสือเท่าไหร่ ไม่ว่าประเภทไหน ลงทุนซื้อหนังสือนิยาย “ภาพฝันวันนั้นฉันมีเธอ” เพื่อนำไปให้นักแสดงหนุ่มผู้รับบทพระเอกเซ็นชื่อให้ ซึ่งเขาจะมาที่งานหนังสือในเย็นวันนี้พร้อมนักเขียน
ณภัทรไม่สนใจหนังสือเล่มใดเป็นพิเศษ ยุคสมัยนี้ใครอ่านหนังสือเป็นเล่ม ๆ แบบนี้อยู่อีก มีหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ให้ดาวน์โหลดมาอ่านแล้ว ไม่เปลืองทรัพยากรต้นไม้ทำกระดาษ ไม่เปลืองพื้นที่จัดเก็บ และที่สำคัญคือฟรี ถ้ารู้แหล่งดาวน์โหลด
เดินมาถึงบูธขายหนังสือตำราวิชาการฉบับภาษาอังกฤษ น้ำเพชรก็แวะดู ที่นี่มีแต่หนังสือคุณภาพและถูกใจน้ำเพชรไปเสียหมด อยากได้ไว้ครอบครองทุกเล่ม แต่งบไม่ถึง มีไว้เป็นเจ้าของได้เพียงเล่มเดียว จึงต้องเลือกเล่มที่ตนเองสนใจมากที่สุด ตอนนี้น้ำเพชรกำลังสนใจปรัชญาตะวันตก ซึ่งเป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน นักปรัชญาที่เด่นดังในยุคนั้นก็มีอาริสโตเติล เพลโตและโสกราติส ณภัทรเห็นน้ำเพชรหยิบหนังสือเล่มหนา ราคาเหยียบพันก็เดินมาเลียบ ๆ มอง ๆ แล้วป้องปากกระซิบไม่ให้เจ้าของบูธได้ยิน
“โห… ราคาเกือบพัน อย่าซื้อเลยเสียดายเงินแย่ ถ้าเธออยากได้หนังสือพวกนี้ เดี๋ยวฉันหาลิงค์ดาวน์โหลดจากอินเตอร์เน็ตให้เอาหรือเปล่า?”
“ไม่เอา!” น้ำเพชรตอบทันทีโดยไม่เสียเวลาคิด พลางตีแขนณภัทรเบา ๆ ให้เขาเลิกคิดแบบนั้น “อย่างนั้นมันผิดกฎหมาย และฉันก็ไม่อยากอ่านจากจอคอมพิวเตอร์ เสียสายตาแย่เลยแบบนั้น”
“เธอไม่รู้อะไร เดี๋ยวนี้เขามีเครื่องอีบุ๊ครีดเดอร์แล้ว ถนอมสายตาเหมือนอ่านจากกระดาษจริง ๆ เลย เพราะเป็นหน้าจออีอิงค์”
“ฉันมีเครื่องแบบนั้นที่ไหนล่ะ ปีใหม่นี้นายซื้อเป็นของขวัญให้ฉันสักเครื่องสิ”
“ฉันซื้อให้ตัวเองก่อนดีไหม เพราะยังไม่มีเหมือนกัน อย่าซื้อเลยเล่มนี้ ดาวน์โหลดจากอินเตอร์เน็ต แล้วเอาไฟล์ไปปริ้นท์ประหยัดกว่า หน้าละห้าสิบสตางค์เอง”
น้ำเพชรยิ้มแล้วทำหน้าเมิน ส่งหนังสือปกแข็งเล่มหนาให้เจ้าของบูธ
“เอาเล่มนี้ค่ะ ลดกี่เปอร์เซ็นต์คะ?”
“ลดห้าสิบเปอร์เซ็นต์ทั้งร้านค่ะ เอาเล่มเดียวเหรอคะ?”
“เอาเล่มเดียวก่อนค่ะ ไว้วันท้าย ๆ จะมาเดินดูอีกที” น้ำเพชรส่งธนบัตรห้าร้อยบาทให้เจ้าของบูธ แลกกับหนังสือเล่มหนาที่ใส่ถุงพลาสติกใส
“ยังไงวันหลังลองมาเดินดูอีกทีนะคะ เพราะจะมีหนังสือมาลงเพิ่มอีก ขอบคุณค่ะ”
มุกลัดดาเบียดตัวแทรกลูกค้าคนอื่นเข้ามาหาน้ำเพชร
“ซื้อเสร็จหรือยัง เดี๋ยวพี่มิกกี้ก็จะมาแล้วนะ รีบไปจองที่นั่งแถวหน้ากันเถอะ ฉันจะได้ไม่พลาดขอลายเซ็นเป็นคนแรก” พูดแล้วมุกลัดดาก็จูงน้ำเพชรออกไป ณภัทรและจ้อนเดินตามหลังมายังสวนหย่อมข้างหอสมุด ซึ่งเป็นสถานที่จัดเสวนาหัวข้อต่าง ๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับหนังสือ
บริเวณนี้เป็นสวนร่มรื่น มีหญ้าขึ้นเขียวขจี ร่มเงาไม้ใหญ่ช่วยบังแดด เวทีขนาดเล็กยกพื้นสูงเพียงหนึ่งฟุต วางเก้าอี้นวม 4-5 ตัว ด้านล่างมีเก้าอี้สำหรับผู้ร่วมฟังเสวนาวางเป็นแถว หัวข้อเสวนาที่เพิ่งจบไปคือ “แก้กรรมทำเองได้” โดยสองหมอดูชื่อดังคือ “นิว จิตสำรวจ” และ “จอย ฌานทิพย์” ซึ่งถือโอกาสมาเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ที่พวกเขาเขียนขึ้นด้วย
มุกลัดดารีบมานั่งแถวหน้าสุด กอดหนังสือนิยายภาพฝันวันนั้นฉันมีเธอไว้แน่น เพื่อรอขอลายเซ็นจากพี่มิกกี้ เพื่อน ๆ ของมุกลัดดาเดินมานั่งด้วย ทันใดนั้นนิว จิตสำรวจก็รู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่าง เขาพุ่งสายตามายังณภัทร ชายหนุ่มผู้เป็นต้นเหตุของลางสังหรณ์ ควรรีบเตือนให้เจ้าตัวรู้ตัวเกี่ยวกับลางสังหรณ์นี้ จึงเดินเข้ามาบอก
“น้องครับ ปีนี้น้องวัยเบญจเพสหรือเปล่า?” นิว จิตสำรวจถามณภัทร
ณภัทรเงยหน้าจากหนังสือปรัชญาที่ขอยืมน้ำเพชรดู
“หือ… เปล่านี่ครับ ผมเพิ่งจะอายุยี่สิบเอ็ดเอง”
“เอ๊ะ! แต่ทำไมพี่สังหรณ์ใจว่ากำลังจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับน้อง เหมือนมีคนคิดปองร้ายอยู่ น้องระวังตัวไว้นะ เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้อาจเลวร้ายที่สุดในชีวิตของน้องเลยก็ได้” นิว จิตสำรวจพูดแล้วหันไปมองจ้อนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เขารู้สึกถึงลางสังหรณ์ร้ายที่แผ่ออกมาจากจ้อนด้วย แต่ไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่ จึงไม่พูดเตือน เพียงแต่บอกไปว่า “เรื่องนี้นิวจะไม่ยุ่ง” แล้วส่งสายตาชวนให้จ้อนหวาดระแวง จากนั้นเดินกลับไปแจกลายเซ็นร่วมกับจอย ฌานทิพย์ที่ข้างเวที
“ที่ว่านายมีคนปองร้าย ใช่หมอผีที่เป็นสามีของหมอทำแท้งเถื่อนหรือเปล่านะ” น้ำเพชรพูดอย่างอดเป็นห่วงไม่ได้ เมื่อไหร่เรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับณภัทรจะหมดไปเสียที
“ไม่ใช่หรอกน่า หมอผีสงครามทางตำรวจกำลังไล่ล่าตัวอยู่ และสังขารอย่างนั้นคงหนีไปไหนได้ไม่ไกล อีกไม่นานเราคงได้ยินข่าวหมอนั่นถูกจับ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เธอไม่ต้องวิตกไปหรอกนะ” ณภัทรพูดให้น้ำเพชรสบายใจ ทั้งที่ตัวเองก็หวั่นอยู่เหมือนกัน
จ้อนยกตั้งหนังสือการ์ตูนที่เพิ่งซื้อขึ้นมากอด ตัวสั่นงันงกเพราะหวาดระแวงสายตาที่นิว จิตสำรวจมองมาเมื่อครู่นี้ หากเกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้นกับณภัทร แน่นอนว่าคนใกล้ตัวที่สุดอย่างเขาต้องพลอยโดนลูกหลงไปด้วยแน่ เหมือนครั้งก่อน ๆ ที่เคยเจอ มุกลัดดาตอนนี้ตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่น่าเชื่อว่าสาวนักกีฬาท่าทางทะมัดทโมนเกินผู้หญิงอย่างเธอ จะคลั่งไคล้พระเอกหนุ่มได้ถึงเพียงนี้
ทันทีที่นักแสดงหนุ่มก้าวเดินขึ้นเวที เธอเอาแต่แหกปากตะโกนเรียกพี่มิกกี้ ๆ จ้อนมองพระเอกหนุ่มขวัญใจมุกลัดดาที่นั่งอยู่บนเวทีด้วยสายตาหมั่นไส้ นี่น่ะหรือดาราที่ชื่อมิกกี้ ผู้กำลังโด่งดังเป็นขวัญใจของสาวแท้สาวเทียมทั่วทั้งประเทศ ไม่เห็นจะหล่อสักเท่าไหร่เลย เพียงแค่มีรูปร่างสูง หุ่นบึกบึนกว่าคนทั่วไปเท่านั้น ชอบปั้นหน้ายิ้มหวังเรียกคะแนนจากแม่ยก แหม… น่าหมั่นไส้จังเลยพ่อคุณ ยิ่งมุกลัดดาส่งเสียงกรี๊ดให้ดาราหนุ่มมากเท่าไหร่ จ้อนก็ยิ่งหมั่นไส้เขามากขึ้นเท่านั้น
มุกลัดดาได้ลายเซ็นของพี่มิกกี้บนหนังสือภาพฝันวันนั้นฉันมีเธอสมใจอยาก ใกล้มืดแล้ว สี่หนุ่มสาวคุยกันว่าจะไปหาอะไรแถวนี้กินกันดี ยังไม่ทันได้สรุป หัวหน้าฝ่ายโทรมาหาหลานสาวเสียก่อน
“น้ำเพชร คอมพิวเตอร์ที่ห้องทำงานของยายมีปัญหา ไฟล์เอกสารที่น้ำเพชรพิมพ์ให้ยายเปิดไม่ได้ ช่วยเรียกณภัทรให้มาดูหน่อยได้หรือเปล่า?” เสียงหัวหน้าฝ่ายดังมาจากโทรศัพท์มือถือของน้ำเพชร
“ตอนนี้หนูอยู่กับเขาพอดี เดี๋ยวจะให้เขาเข้าไปดูให้นะคะ” น้ำเพชรรับปาก แล้วเธอกับณภัทรก็แยกตัวมาที่ตึกฝ่ายเอกสาร
เมื่อณภัทรดูแล้วปัญหาไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย เป็นเพราะว่าหัวหน้าฝ่ายเปิดผิดโปรแกรม เมื่อเลือกโปรแกรมที่รองรับไฟล์งานนั้นก็สามารถเปิดได้ ข้อมูลที่เคยพิมพ์ไว้ก่อนหน้าอยู่ครบถ้วน หัวหน้าฝ่ายโล่งใจและแอบเสียหน้าเล็กน้อย จึงออกปากชวนณภัทรไปกินข้าวเย็นที่บ้าน
ลาภปากณภัทร ได้ไปกินข้าวที่บ้านนั้นทีไรกลับมาอิ่มแปล้ทุกครั้ง วันนี้แม่ของน้ำเพชรจะทำอะไรบ้างหนอ คงมีแต่ของอร่อยชวนรับประทานทั้งนั้น เขาอดใจรอให้รถกระบะเก่าบุโรทังที่หัวหน้าฝ่ายขับไปถึงบ้านไม่ไหวแล้ว
“กลับมากันแล้วเหรอคะ อาหารเย็นเสร็จแล้วนะ” เยาวภาออกจากในครัวมาทักทาย “อ้าวนายพัด”
ณภัทรยกมือไหว้เยาวภา จมูกก็ได้กลิ่นอาหารหอม ๆ พลันท้องก็ร้องเพราะก๋วยเตี๋ยวที่กินเป็นมื้อกลางวันไม่เหลืออยู่ในกระเพาะแล้ว คนอื่น ๆ ได้ยินก็หัวเราะคิกคัก ทำหน้าณภัทรแดงด้วยความเขินอาย
“คงหิวกันแล้วใช่ไหม เข้ามาเลย น้าจัดโต๊ะเสร็จเรียบร้อยแล้ว”
เยาวภาชวนแล้วเดินนำทุกคนมายังโต๊ะรับประทานอาหาร มื้อเย็นวันนี้ประกอบด้วยไข่พะโล้หอมอบอวลกลิ่นเครื่องเทศ มีหมูชิ้นใหญ่ที่ตุ๋นจนนุ่มแทบละลายทันทีเมื่อสัมผัสลิ้น ลาบอีสานที่หอมข้าวคั่ว น้ำมะนาวแท้และใบสะระแหน่ อย่างสุดท้ายคือผัดบล็อกโคลี่ของโปรดของน้ำเพชร
ทุกคนลงมือรับประทาน เยาวภามองชายหนุ่มรุ่นเดียวกับลูกสาวด้วยสายตาชื่นชม เขาเป็นคนหน้าตาดี รูปร่างก็ดี แถมเป็นคนกตัญญูรู้คุณพ่อแม่ แต่น่าเสียดาย…
“เสียดายนะ นายพัดไม่น่าเป็นพวกชอบไม้ป่าเดียวกันเลย” เยาวภาพูดขึ้นกลางโต๊ะอาหาร ทำณภัทรสำลักไข่พะโล้ที่เคี้ยวอยู่ในปากเกือบพุ่ง
“แค่ก ๆ คุณน้าว่าอะไรนะครับ?” ณภัทรเลิกคิ้วถาม
“ก็น้ำเพชรบอกน้าว่า พัดเป็นพวกรักร่วมเพศ คนที่ขับรถมารับเป็นแฟนของเราไม่ใช่เหรอ จำได้ว่าชื่อฝรั่ง ๆ หน่อย ไม่จอห์นก็จอร์ชอะไรนี่แหละ แหม… ไม่ต้องปิดบังหรอกจ้ะ สมัยนี้เรื่องเพศเปิดกว้าง”
น้ำเพชรหน้าเจื่อน แต่พยายามยิ้มกลบเกลื่อน ณภัทรหันมามองเธอตาขวาง
“ขอตัวลูกสาวคุณน้าแป๊บนะครับ” ณภัทรพูดแล้วลุกจากโต๊ะอาหาร เดินมาดึงแขนน้ำเพชรไปที่ห้องนั่งเล่น
“เธอบอกแม่เธอว่าฉันเป็นเกย์อย่างนั้นเหรอ” ณภัทรถามใบหน้าขึงขัง
น้ำเพชรล่อกแล่ก ไม่รู้จะแก้ตัวว่าอย่างไรดี
“เอ่อ… คือ…”
“เธอต้องแก้ข่าวให้ฉันนะ บอกแม่บอกยายเธอไปว่าตอนนี้เราสองคนคบกันอยู่”
“ไม่ได้หรอก มันยังไม่ถึงเวลา นายก็รู้นี่ว่าคุณยายของฉันท่านเคยฝังใจเรื่องความรักของน้ายุวภา ถ้าบอกไปว่าเราสองคนคบกันอยู่ ท่านอาจขัดขวางไม่ให้เราคบกันก็ได้นะ”
“แล้วจะทำยังไงล่ะ ให้ฉันเล่นบทเกย์อย่างที่เธอบอกกับแม่ของเธออย่างนั้นเหรอ?”
น้ำเพชรใบหน้าเฝื่อนแล้วพยักหน้าช้า ๆ จากนั้นทั้งสองก็เดินกลับมานั่งที่โต๊ะรับประทานอาหาร กลับมากินข้าวอีกที ณภัทรรู้สึกรสชาติอาหารกร่อยลง เยาวภาบอกอยู่นั่นว่าให้เขาทำตัวตามสบาย ไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องสวมบทบาทเป็นผู้ชาย ปล่อยสาวออกมาได้เต็มที่ คนบ้านนี้รับได้
ถามถึงจ้อนว่าไปรักกันได้ยังไง วางแผนอนาคตร่วมกันหลังเรียนจบไว้อย่างไร จะมีลูกด้วยกันหรือเปล่า เพราะได้ยินมาว่าคู่รักเกย์สามารถมีลูกได้ด้วยวิธีฝากผู้หญิงคนอื่นอุ้มท้อง แล้วถ้ามีลูกจะให้เรียกใครเป็นพ่อใครเป็นแม่ ณภัทรคิดคำตอบไม่ทันจึงตอบแบบขอไปทีว่ายังไม่รู้ครับและเหลือบมามองน้ำเพชรตาขวางเป็นครั้ง ๆ น้ำเพชรเห็นใจชายหนุ่มที่ต้องอึดอัดใจ เพราะโดนถามอย่างนั้น
เหลือกันอยู่สองคน มุกลัดดาจึงชวนจ้อนไปกินมื้อค่ำที่บ้านของเธอซึ่งเป็นร้านอาหาร จ้อนตบปากรับคำ เพราะยังไม่มีโอกาสไปกินสักที และดูจากลูกค้าอาหารที่ร้านของเธอคงอร่อยน่าดู จ้องขับรถประหยัดน้ำมันของเขาตามหลังมุกลัดดามาถึงร้าน วันนี้ร้านคนแน่นเหมือนเดิมมุกลัดดาจอดรถจักรยานยนต์ไว้หน้าร้าน เดินเข้ามาเอากระเป๋าวางแล้วช่วยงานเสิร์ฟทันทีเนื่องจากลูกจ้างสองคนที่ทำหน้าที่นี้ขอลาหนึ่งอาทิตย์เพื่อไปฮันนีมูนที่พม่า จ้อนเดินมานั่งที่โต๊ะตัวเดียวที่ยังว่าง มองมุกลัดดาหยิบจานอาหารไปเสิร์ฟด้วยความคล่องแคล่ว
“มุกเอาก๋วยเตี๋ยวต้มยำไปเสิร์ฟโต๊ะห้าที” เสียงพ่อของมุกลัดดาตะโกนดังลั่นร้าน มือก็จับตะกร้อลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวไป
“ค่า!” มุกลัดดาก้าวฉับ ๆ มาที่หม้อก๋วยเตี๋ยว
“มุกเอาสเต็กแซลมอนไปเสิร์ฟโต๊ะสิบเจ็ดด้วย” เสียงพี่ชายของมุกลัดดาตะโกน พลางพลิกเนื้อย่างบนเตา
“เดี๋ยวนะคะพี่”
จ้อนเห็นมุกลัดดาเสิร์ฟอาหารมือเป็นระวิง จึงลุกจากโต๊ะเดินมาหยิบจานสเต็ก ครั้งแรกที่สัมผัส เขาสะดุ้งโหยงเนื่องจากจานร้อนมาก แต่ก็อดทนเพราะมุกลัดดายังยกไปเสิร์ฟทีเดียวสองจานได้ เธอเป็นผู้หญิงมีความรับผิดชอบ นั่นทำให้เสน่ห์ในตัวเธอทวีคูณยิ่งขึ้นไปอีก
“โต๊ะสิบเจ็ดใช่ไหมครับ?” จ้อนถาม
พี่ชายของมุกลัดดาไม่ตอบไม่มอง แต่พยักหน้าแล้วเอาเนื้อชิ้นใหม่ขึ้นย่างบนเตา จ้อนเดินถือจานสเต็กแซลมอนด้วยสองมือ มาเสิร์ฟลูกค้าที่โต๊ะสิบเจ็ด มุกลัดดาเห็นเขาทำหน้าที่เด็กเสิร์ฟก็เดินเข้ามาบอก
“นายไม่ต้องช่วยหรอกนะ กลับไปนั่งรอที่โต๊ะ อยากกินอะไรสั่งเลย มื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง”
“ฉันยังไม่หิว ร้านเธอลูกค้าเยอะขนาดนี้ ทำไมไม่จ้างเด็กเสิร์ฟล่ะ?”
“จ้างสิ แต่ตอนนี้พี่เขาสองคนขอลาหนึ่งอาทิตย์ ไปนมัสการเจดีย์ชเวดากองที่พม่าโน้นฉันเลยต้องทำหน้าที่แทนไปก่อน”
“เก็บเงินด้วยครับ!” ลูกค้าโต๊ะห้ายกมือแล้วตะโกนเรียก
“ค่า!” มุกลัดดาก้าวฉับ ๆ ไปหา แล้วมองจานเปล่าบนโต๊ะก็รู้ว่าสั่งอะไรไปบ้าง จากนั้นคิดเงินในหัวอย่างรวดเร็ว เมื่อทอนเงินเสร็จก็เก็บจานเปล่าเหล่านั้นไปรอล้างที่หลังร้าน
“มุกเอาแกงเขียวหวานไปเสิร์ฟโต๊ะยี่สิบเอ็ด แล้วตักข้าวเปล่าสองจานตามไปเสิร์ฟด้วยนะ” เสียงแม่ของมุกลัดดาตะโกนมาจากเตาอาหารตามสั่ง
ตอนนี้มุกลัดดาไปหลังร้าน จ้อนจึงยกถ้วยแกงเขียวหวานไปเสิร์ฟลูกค้าที่โต๊ะยี่สิบเอ็ดแทนเธอ จากนั้นกลับมาตักข้าวเปล่าใส่จาน แต่ไม่รู้ว่าร้านนี้ขายปริมาณเท่าไหร่จึงเอาให้แม่ของมุกลัดดาดูก่อน
“ตักออกหรือใส่เพิ่มครับคุณป้า?”
แม่ของมุกลัดดาเงยหน้าจากเตาขึ้นมอง “อ้าวจอห์น แล้วมุกลัดดาอยู่ไหนจ๊ะ จ้ะ ๆ เอาเท่านั้นแหละ ป้าฝากยกไปเสิร์ฟทีนะจ๊ะ”
จ้อนยกข้าวเปล่าสองจานไปเสิร์ฟลูกค้าที่สั่งแกงเขียวหวาน พอดีกับมุกลัดดาเดินออกมาเห็นก็บอกจ้อนว่าไม่ต้องช่วย
“บอกไม่ต้องช่วยไง นายไปนั่งเถอะ”
“ไม่เป็นไร ดูเธอวุ่นวายงานล้นมือ อะไรที่ฉันช่วยได้ก็ให้ฉันทำเถอะ”
มุกลัดดาอ้าปากกำลังจะปฏิเสธ แต่จ้อนวิ่งไปที่เตาย่างสเต็ก หลังจากได้ยินเสียงพี่ชายของเธอตะโกนให้เอาอาหารไปเสิร์ฟลูกค้าเสียก่อน จึงต้องปล่อยเลยตามเลย เธอไม่อยากเชื่อถ้าไม่เห็นด้วยตา ว่าคุณหนูอย่างจ้อนจะจับงานแบบนี้เป็นด้วย
จ้อนเห็นมุกลัดดาทำงานช่วยที่บ้านอย่างแข็งขันก็รู้สึกชื่นชมเธอจากหัวใจ เธอเป็นผู้หญิงที่พึ่งพาได้ เคยช่วยเขาไว้ตอนถูกงูกัดที่น้ำตกหลงหมอก คู่ครองในชีวิตนอกจากเรื่องหน้าตาแล้ว เรื่องความขยันก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง จ้อนมั่นใจว่าคุณสมบัติทั้งสองอย่างนี้มุกลัดดาผ่าน
อยู่ช่วยเสิร์ฟจนร้านปิด เรียกเหงื่อจากจ้อนได้เป็นอย่างดี ตอนนี้เขารู้สึกถึงอาการล้าที่ขา แต่ไม่บอกใคร กลัวจะถูกหาว่าเป็นผู้ชายอ่อนแอ คุณพ่อของมุกลัดดาเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวน้ำตกชามใหญ่เป็นการตอบแทน จ้อนกินเสียอิ่มแปล้ เพราะรสชาติมันกลมกล่อมกว่าก๋วยเตี๋ยวเจ้าไหน ๆ ไม่แปลกใจว่าทำไมร้านนี้ถึงมีลูกค้าแน่นทุกวัน
เมื่อกินเสร็จจ้อนก็ลามุกลัดดา หญิงสาวเดินขึ้นชั้นสองมาที่ห้องนอนของตัวเองเพื่อเตรียมตัวอาบน้ำ เธอเดินมามองที่หน้าต่างบานกระจกใส เห็นจ้อนขับรถประหยัดน้ำมันออกไปแล้วอมยิ้ม วันนี้ทำให้เธอรู้ว่า ผู้ชายคนนี้ถ้าตั้งใจทำอะไรก็ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เธอเลือกมองคนไม่ผิดจริง ๆ
ขณะกำลังนึกชื่นชมจ้อน เหม่อมองออกนอกหน้าต่าง มุกลัดดาก็ตกใจสะดุ้งตัวโยนเมื่อมีวัตถุสีดำขนาดใหญ่ลอยวูบผ่านหน้าต่างห้องเธอไป เธอรีบเปิดหน้าต่างยื่นหน้าออกไปมองว่าสิ่งนั้นคืออะไร แต่กลับไปพบสิ่งใดผิดปกติ เป็นแมวหรือค้างคาวหรือเปล่า แต่สัตว์สองตัวนี้ไม่น่าจะตัวใหญ่ได้ขนาดนั้น อาจเป็นเธอตาฝาดไปเอง จึงเลิกสนใจแล้วปิดหน้าต่างลงกลอนอย่างเดิม เดินไปหยิบผ้าเช็ดตัว เข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำชำระร่างกาย
จ้อนขับรถมารับณภัทรที่บ้านของน้ำเพชร เยาวภาออกมาส่งด้วย บอกว่าคู่ณภัทรกับจ้อนน่ารักดูเหมาะสมกันดี เธอขอให้ทั้งคู่คบกันยืนยาวจนถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร จ้อนไม่เข้าใจสิ่งที่เยาวภาสื่อ และณภัทรก็ไม่อธิบายอะไร หลังจากส่งสองหนุ่มกลับ น้ำเพชรก็ขึ้นมายังห้องนอนเพื่อเตรียมตัวอาบน้ำ เธอเดินมาปิดหน้าต่าง แล้วสายตาก็เห็นเงาใหญ่สั่นไหวซ่อนตัวอยู่ในความมืด
น้ำเพชรเพ่งมองเงาลึกลับนั่น พยายามมองให้ออกว่าสิ่งนั้นคืออะไรกันแน่ สุนัขคงไม่ใช่เพราะเงานั่นไม่ได้ยืนสี่ขา ลิงยิ่งไม่ใช่ใหญ่เพราะไม่มีทางมาเพ่นพ่านแถวนี้ หรือจะเป็นคนเมาเข้ามาทำอะไรในสวนบ้านของเธอ
น้ำเพชรพยายามมองหน้าของเงาลึกลับนั่นให้ออกว่าเป็นใคร เพื่อจะได้บอกให้เขากลับบ้าน แต่ต้องตะลึงเมื่อร่างนั้นกระโดดจากพื้นขึ้นต้นไม้ แล้วกระโจนหายลับไป เธอเห็นอย่างนั้นจริงหรือตาฝาดกันแน่ แต่แล้วก็เลิกสนใจ รีบปิดหน้าต่างลงกลอน คว้าผ้าเช็ดตัวแล้วเดินเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำชำระร่างกาย
เงาทะมึนลึกลับนั่นคือสงครามที่ถูกวิญญาณนรกสิง มันออกเสาะหาหญิงสาวผู้มีวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อดูดกินเลือดเพิ่มพลังให้ตนเอง ตอนนี้มันเจอแล้วสองคน ไว้หาโอกาสดี ๆ คงได้ลิ้มรสเลือดหวานหอมจากคอนวลของเธอทั้งสอง
สองหนุ่มนั่งรถประหยัดน้ำมันเพื่อเดินทางกลับคอนโด ณภัทรสังเกตเห็นว่าใบหน้าเพื่อนของเขาตอนนี้ดูมีความสุขกว่าปกติ ไปพบเจอเรื่องราวดี ๆ อะไรมาหนอ ถึงเอาแต่อมยิ้มอยู่อย่างนี้
“ทำไมวันนี้แกมารับฉันช้าจัง” ณภัทรถาม
“ฉันไปส่งยายมุกลัดดาที่บ้าน แล้วเห็นว่าร้านของเธอยุ่ง ก็เลยอยู่ช่วยเสิร์ฟจนร้านปิด”
“นี่แกสนิทกัน จนถึงขั้นช่วยเหลือกิจการของที่บ้านกันแล้วเหรอ ยอมรับมาดี ๆ เถอะว่าแกเองก็มีใจให้ยายมุกลัดดาด้วยเหมือนกัน”
“ไม่ใช่หรอก ฉันไม่ได้ชอบยายมุกลัดดา แต่มันเป็นความรู้สึกดี ๆ ที่เพื่อนมีให้กันต่างหาก”
“น้องบู้บี้หน้าตาน่ารักแกก็ไม่เอา ยายมุกลัดดาก็หุ่นอย่างกับนางแบบแกก็ไม่ชอบ ตกลงแกยังชอบผู้หญิงอยู่แน่ใช่ไหม?” ณภัทรอดระแวงไม่ได้ว่าจ้อนจะเป็นเหมือนที่เยาวภาเข้าใจ
“เฮ้ย! ฉันเป็นผู้ชายก็ต้องชอบผู้หญิงสิ ยายมุกลัดดานี่ก็เป็นคนดีเหมือนกันนะว่าไหม”
จ้อนพูดแล้วยิ้มหวานกับตัวเอง ณภัทรตีความหมายที่แฝงในรอยยิ้มนั้นออก ที่จ้อนบอกว่าความรู้สึกที่มีต่อมุกลัดดาเป็นเพียงความรู้สึกดี ๆ ที่เพื่อนมีให้กันนั้น คงหมายถึงความรู้สึกดี ๆ ที่อยากเปลี่ยนจากเพื่อนไปเป็นแฟนมากกว่า ตัวมุกลัดดานั้นชอบจ้อนอยู่แล้ว เหลือแต่ตัวจ้อนว่าเมื่อไรจะยอมรับสักที ว่าตนเองก็ชอบมุกลัดดาด้วยเหมือนกัน
Leave a comment