สี่หนุ่มสาวออกจากรถเดินตรงมายังบ้านไทยทรงโบราณที่ประกอบอย่างประณีตโดยไม่ใช้ตะปูสักตัว แม่ของณภัทรชื่อ “เพียงแข” ได้ยินเสียงรถยนต์รุ่นใหม่เข้ามาในบ้านก็ยกน้ำกระเจี๊ยบลงมาเลี้ยงต้อนรับพร้อมสามีชื่อ “ศรีชัย” คนอายุน้อยกว่าไหว้ทักทายผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ได้แต่ยิ้มตอบไม่สามารถรับไหว้ได้เนื่องจากมือไม่ว่าง
“คิดถึงแม่จังเลย ขอหนูกอดให้หายคิดถึงหน่อยนะ” ณภัทรโผเข้าหาแม่ กอดแม่เข้าอ้อมแขนแน่น เกือบทำแก้วน้ำกระเจี๊ยบบนถาดสแตนเลสหล่นพื้น
“ไอ้หนูระวังหน่อย น้ำจะหกหมดแล้วเห็นไหม ปล่อยแม่ก่อนไม่อายเพื่อนหรือยังไงโตป่านนี้แล้ว”
น้ำเพชรและมุกลัดดาแอบขำ ใครจะเชื่อเล่าว่าผู้ชายที่ปากร้าย ผู้มักต่อปากต่อคำกับพวกเธอบ่อย ๆ จะเป็นลูกแหง่ติดแม่มากขนาดนี้ แถมแทนตนเองว่าหนูเวลาคุยกับแม่ ถึงจะดูไม่เข้ากันกับอายุอานามเท่าไหร่ แต่ดูแล้วก็น่ารักไปอีกแบบ
“เด็ก ๆ เดินทางมาไกลคงเหนื่อย ดื่มน้ำกระเจี๊ยบหอมเย็นชื่นใจกันก่อน พ่อกับแม่ปลูกกระเจี๊ยบแดงไว้หลังสวน รับรองว่าปลอดภัยจากสารเคมี” ศรีชัยส่งแก้วน้ำกระเจี๊ยบให้เด็กวัยรุ่น
“พ่อจ๊ะแม่จ๋า นี่น้ำเพชรประธานชมรมของเรา ส่วนนี่มุกลัดดาเป็นนักกีฬาว่ายน้ำตัวแทนมหาวิทยาลัย” ณภัทรแนะนำเพื่อนผู้หญิงให้พ่อกับแม่รู้จัก ส่วนจ้อนไม่ต้องแนะนำเพราะพ่อแม่รู้จักอยู่แล้ว ปิดภาคเรียนครั้งก่อนเขาเคยมาพักที่นี่พร้อมกับครอบครัว
เพียงแขมองน้ำเพชรอย่างพึงพอใจ ชื่นชมว่าน้ำเพชรเป็นคนสวย ผมเผ้างามคงดูแลทะนุถนอมเป็นอย่างดี รูปร่างก็สมส่วนมีองค์เอว ผิวพรรณขาวผ่องเปล่งปลั่งดูมีน้ำมีนวล ใบหน้ามีเลือดฝาดสีอมชมพูดูสดใสเป็นธรรมชาติอย่างไม่ต้องปรุงแต่งเครื่องสำอางเพิ่มเติม
“หนูน้ำเพชรสวยจริง ๆ สวยแบบนี้เป็นผู้หญิงในสเปกของไอ้หนูเขาเลย” เพียงแขกล่าว
ณภัทรที่กำลังดื่มน้ำกระเจี๊ยบสำลักพ่นของเหลวในปากพุ่งออกมาเป็นสาย แม่พูดอะไรออกมาไม่เข้าท่าเสียเลย ตอนนี้แก้มสองข้างของเขาแดงแข่งกับน้ำกระเจี๊ยบแล้ว
“ใช่ที่ไหนล่ะแม่ หนูไม่ได้ชอบน้ำเพชรนะ เราเป็นแค่เพื่อนร่วมชมรมกัน”
“อ้าว… ไอ้หนูเคยบอกแม่เองว่าชอบผู้หญิงขาว ผมยาวสลวย หนูน้ำเพชรก็ตรงตามคุณสมบัติทุกอย่าง”
น้ำเพชรเนียงหน้าหนี ไม่อยากให้ใครเห็นแก้มที่แดงระเรื่อขึ้นมาเหมือนกัน
“แล้วหนูล่ะคะ สวยไหมคะคุณแม่” มุกลัดดาปั้นหน้ายิ้มพลางเอานิ้วชี้แก้มของตนให้ดูเป็นเด็กสาวน่ารัก
“อย่างเธอเนี่ยเขาเรียกว่าขี้เหร่” จ้อนหันมาแขวะ
มุกลัดดาค้อนใส่
เพียงแขและศรีชัยเห็นหนุ่มสาวคู่นี้หยอกล้อกันก็ยิ้มชอบใจ พลางนึกถึงวันวานเก่า ๆ ก่อนทั้งคู่จะคบหาดูใจกัน
“แม่ว่าอีกหน่อยหนูจ้อนกับหนูมุกลัดดาคงได้รักกันเข้าสักวัน”
“แต่ก่อนพ่อกับแม่ก็เคยเป็นคู่กัดกันแบบนี้ ดูตอนนี้สิพ่อกับแม่รักกันมายี่สิบสามสิบปีแล้ว” ศรีชัยว่าแล้วก็โอบไหล่ภรรยา เพียงแขยิ้มเขินเหมือนสมัยเป็นวัยแตกเนื้อสาว
“ไม่มีทางครับ! ผู้หญิงอย่างยายมุกผมไม่มีทางเลือกมาเป็นคู่ครองชีวิตแน่” จ้อนพูดห้วนอย่างมะนาวไม่มีน้ำ คำพูดนั้นทำหัวใจของมุกลัดดาโหวง ๆ อย่างไรชอบกล
“เอ๊ะ! ทำไมคุณแม่เรียกนายจอห์นว่าจ้อนล่ะคะ?” น้ำเพชรถามเมื่อสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติเล็ก ๆ น้อย ๆ นิสัยแบบนี้สมกับที่เรียนคณะวิทยาศาสตร์
“ก็เพื่อนเราคนนี้ชื่อจ้อนไม่ใช่เหรอ พ่อแม่ของเขาเคยมาพักที่นี่ แม่ก็ได้ยินพวกเขาเรียกลูกตนเองว่าจ้อนนะ ชื่อจอห์นดูฝรั๊ง… ฝรั่ง ไม่มีคนไทยที่ไหนจะตั้งชื่อลูกอย่างนั้นหรอกมั้งจ๊ะแม่ว่า” เพียงแขว่าไปตามจริง
ตายละหว่า! ไม่ได้เตรียมกับทางนี้เอาไว้ ความลับที่โกหกทุกคนมาแตกเอาวันนี้ รับรองได้เลยว่าข่าวนี้ต้องแพร่ไปถึงหูคนอื่น ๆ ไวกว่าไฟลามทุ่งแน่นอน คนปากโป้งอย่างมุกลัดดาที่ถือคติ “มุกรู้โลกรู้” ไม่มีทางช่วยเหยียบไว้หรอก
“ฮ่า ๆ ๆ ที่แท้นายชื่อจ้อนหรอกเหรอ ฉันก็หลงเชื่อว่านายชื่อจอห์นมาตั้งสองปีครึ่ง เพิ่งจะมารู้ความลับก็วันนี้ ไอ้เราคิดว่าบ้านนายไฮโซจะตั้งชื่อลูกว่าจอห์นคงไม่แปลกอะไร เลยไม่เคยเอะใจสงสัย แต่มันใช่อย่างนั้นที่ไหน โกหกกันได้นะนายจ้อนลูกคุณพ่อนิติศักดิ์” มุกลัดดาได้โอกาสก็ล้อเลียนชื่อพ่อของจ้อนไปด้วยเสียเลย
“แหม… ได้ทีขี้แพะไหลเลยนะ” จ้อนแหว
“ได้ทีขี่แพะไล่!” มุกลัดดากับน้ำเพชรประสานเสียงแก้คำผิด
ศรีชัยและเพียงแขมองจ้อนและมุกลัดดาหยอกเย้ากันเหมือนเห็นตัวเองในอดีต แต่ก่อนทั้งคู่ก็ไม่ชอบหน้ากันอย่างคู่นี้ สุดท้ายก็ตกหลุมรักกันจนมีพยานรักที่ร่วมกันตั้งชื่อว่าณภัทร คอยดูเถอะ อนาคตข้างหน้าจ้อนและมุกลัดดาไม่แคล้วได้ครองคู่กัน
“พ่อว่าพวกเราเอาสัมภาระเก็บขึ้นบ้านกันดีกว่า พ่อกับแม่เตรียมที่หลับที่นอนไว้ให้แล้ว”
ทุกคนยกกระเป๋าตามเจ้าของบ้านขึ้นไป บ้านหลังนี้แข็งแรง ไม่น่าเชื่อว่าจะสร้างโดยไม่ใช้ตะปูเลยสักตัว เพดานสูงมีช่องลมมากมายไว้ให้อากาศหมุนเวียนจึงไม่ร้อนเลย พื้นที่ถูกแบ่งครึ่ง ส่วนแรกตีผนังกั้นเป็นห้องนอนสองห้อง ห้องหนึ่งเป็นของเพียงแขและศรีชัย ส่วนอีกห้องเป็นของณภัทร พื้นที่อีกครึ่งที่เหลือปล่อยโล่งเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ซึ่งตอนนี้ด้านหนึ่งถูกปูฟูกนอนและกางมุ้งสำหรับสองคน
“เธอสองคนนอนในห้องฉันแล้วกัน มันมิดชิดดี ส่วนฉันกับจ้อนจะนอนข้างนอกนี่แหละ” ณภัทรบอกน้ำเพชรแล้วต่างฝ่ายต่างแยกย้ายเอาสัมภาระเข้าไปเก็บ เสร็จแล้วก็มาเจอกันที่ใต้ถุนด้านล่าง
“เดี๋ยวต้องไปประกาศเสียงตามสาย ขอแรงชาวบ้านไปช่วยงานก่อสร้างห้องน้ำวันพรุ่งนี้ ฉันเตรียมรายละเอียดมาแล้วอ่านตามได้เลย เอาไปให้ผู้ใหญ่บ้านประกาศตอนนี้เลยได้ไหม?” น้ำเพชรพูดพลางชูกระดาษเขียนคำประกาศที่กลั่นกรองแล้วกลั่นกรองอีกให้เพื่อนดู
“ไปเดี๋ยวนี้เลยก็ได้ ที่ทำการผู้ใหญ่บ้านอยู่ติดกันนี่เอง แต่เธอต้องเป็นคนประกาศเสียงตามสายเองนะ เพราะลุงทมผู้ใหญ่บ้านแกตาฝ้าฟางแล้ว อ่านอะไรตัวเล็ก ๆ อย่างนี้ไม่ออกหรอก” ณภัทรบอก
“อ้าว… ฉันไม่เคยประกาศเสียงตามสายเลย กลัวจะพูดได้ไม่ดี”
“แกเก่งจะตายยายเพชร แค่ประกาศเสียงตามสายเรื่องจิ๊บ ๆ” มุกลัดดาตบไหล่ให้กำลังใจเพื่อน
สี่หนุ่มสาวเดินไปที่ที่ทำการผู้ใหญ่บ้านซึ่งอยู่ติดกับบ้านณภัทร ณภัทรขออนุญาตลุงทมซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านใช้เสียงตามสาย เขาเปิดเครื่องกระจายเสียงอย่างชำนาญคุ้นเคยแล้วหยิบไมโครโฟนส่งให้น้ำเพชร หญิงสาวรับมาอย่างเก้ ๆ กัง ๆ อ่านออกเสียงข้อความจากกระดาษในมือถูกบ้างผิดบ้างตะกุกตะกักในบ้างครั้ง ณภัทรไม่ได้สนใจว่าเธอพูดอะไรไปบ้าง เอาแต่เคลิ้มกับน้ำเสียงหวาน ๆ ของเธอจนรู้ตัวก็ตอนเธอยื่นไมโครโฟนคืนให้
ณภัทรเก็บเครื่องมือเข้าที่ตามเดิม ทั้งหมดเดินลงมาจากบ้านแล้วลุงทมก็เดินมาทักว่าทำไมณภัทรไม่เป็นคนประกาศเสียงตามสายเสียเอง เพราะทุกครั้งมักช่วยเป็นโฆษกประจำหมู่บ้านประชาสัมพันธ์แทนลุงทม น้ำเพชรได้ยินก็หันมาค้อน ถ้าเขาชำนาญเรื่องนี้ทำไมไม่เป็นคนประกาศเสียเอง จงใจปล่อยให้เธอขายหน้าชาวบ้านใช่ไหม
ณภัทรทำหน้ากวนประสาทใส่แล้วเดินนำออกไปจากบ้านลุงทมแต่ไม่ได้มุ่งหน้ากลับบ้าน เขาคิดถึงหลวงลุงและคิดว่าหลวงลุงคงอยากเห็นหน้าเขาเหมือนกันจึงเดินทางไปที่วัดประจำหมู่บ้าน จ้อนไม่เคยพบหลวงลุงของณภัทรเช่นเดียวกับน้ำเพชรและมุกลัดดา ทั้งสามตามเจ้าถิ่นไป สังเกตว่าระหว่างทาง ชาวบ้านไม่ว่าผู้ใหญ่หรือเด็กต่างทักทายณภัทรอย่างสนิทสนมราวกับเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ความสัมพันธ์แบบนี้หาในเมืองหลวงไม่ได้เลย แค่พักอยู่คอนโดห้องติดกันก็ไม่รู้จักชื่อกันแล้ว
วัดบ้านทุ่งวัวคะนองสงบร่มรื่นด้วยไม้ใหญ่หลายสายพันธุ์ ที่นี่สิ่งก่อสร้างไม่ได้สวยงามวิจิตรตระการตาเท่าวัดใหญ่ในเมืองหลวง แต่มองดูแล้วมีเสน่ห์น่าหลงไหลกว่า ที่นี่มีสระบัวหลายสีพร้อมปลาแหวกว่าย ไก่ตัวใหญ่ตัวเล็กคุ้ยเขี่ยหาอาหารตามพื้นหลายฝูง สุนัขทั้งขนดำขนน้ำตาลนอนอยู่ใต้กุฏิกับแมวอย่างเป็นมิตร กระรอกซุกซนก็วิ่งไล่กันไปมา กระโดดไปต้นโน้นทีต้นนี้ที เสียงนกป่าแว่วเข้าหูมาเป็นระยะ เข้าวัดนี้เหมือนได้มาทัศนะศึกษาสวนสัตว์ขนาดย่อมอย่างไรอย่างนั้น
ทั้งหมดเข้ามาในวิหาร เห็นพระอาวุโสรูปหนึ่งนั่งอ่านหนังสือธรรมะอยู่บนอาสนะ ณภัทรคลานเข่าเข้าไปหาแล้วกราบท่านหนึ่งครั้งโดยไม่แบมือ
“นมัสการจ้ะหลวงลุง”
หลวงลุงของณภัทรเหลือบสายตามามอง เมื่อเห็นว่าเป็นหลานชายก็วางหนังสือในมือลงแล้วยกมือขึ้นลูบหัวหลานรัก ภิกษุท่านนี้เดิมชื่อศรชัยเป็นพี่ชายแท้ ๆ ของศรีชัยพ่อณภัทร ท่านแต่งงานแล้วและมีภรรยาชื่อแจ๋วอยู่บ้านตรงข้ามกับณภัทร ทั้งสองเคยมีลูกชายด้วยกันสองคนอายุห่างณภัทรราวสิบปีได้ แต่ตอนนี้ลูกชายทั้งสองเสียชีวิตแล้วเนื่องจากโดนลูกหลงจากวัยรุ่นยกพวกตีกันในงานฤดูหนาวเมื่อสิบห้าปีก่อน ศรชัยเสียใจมากกับการสูญเสียลูกชายพร้อมกันถึงสองคน จึงเลือกให้พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าช่วยรักษาจิตใจจนครองผ้าเหลืองมาจวบจนทุกวันนี้
“โยมหลานสบายดีไหม แล้วนี่คงเป็นเพื่อน ๆ ที่มหาวิทยาลัย ปิดเทอมกันแล้วสิใช่ไหม?” หลวงลุงถาม
“หนูสบายดีจ้ะ สามคนนี้เป็นเพื่อนที่มหาวิทยาลัย พวกเราอยู่ชมรมอาสาเพื่อสังคมด้วยกันจ้ะ ชื่อจ้อน น้ำเพชรและมุกลัดดา พรุ่งนี้จะมีเพื่อนที่ชมรมมาเพิ่มอีก พวกเราจะมาสร้างห้องน้ำให้โรงเรียนประจำหมู่บ้านของเราจ้ะ”
“อืม…ดี วัยรุ่นมันเป็นวัยที่มีพลังเยอะแยะเหลือเฟือ ใช้พลังที่มีอยู่นั้นเพื่อช่วยเหลือสังคม นับว่าได้กุศลมากทีเดียว”
จ้อนคลานเข่าเข้ามาใกล้หลวงลุง บุคลิกท่านดูน่าเลื่อมใส น่าจะมีคาถาอาคมหรือเครื่องรางปลุกเสกให้เขาพกเอาไว้ป้องกันตัวบ้าง จ้อนใจคอไม่ดีเลยตั้งแต่วันที่มีคนร้ายมาเคาะประตูทำร้ายถึงหน้าห้องเช่าของณภัทร อีกทั้งยังมีคนบุคลิกท่าทางแปลก ๆ มาขู่ทำร้ายณภัทร เขาซึ่งเป็นคนสนิทชิดใกล้ อาจโดนลูกหลงไปด้วยได้
“หลวงลุงพอจะมีเครื่องรางของขลังอะไรให้ผมพกติดตัวบ้างไหมครับ แบบแคล้วคลาดอันตรายอะไรแบบนี้”
หลวงลุงเลิกคิ้วบาง ๆ ของท่าน
“ของขลังอะไรหลวงลุงไม่มีหรอก ของพวกนั้นมีไปแต่เรายังทำกรรมชั่วก็ช่วยอะไรไม่ได้” หลวงลุงพูดแล้วกำหมัดชกอกซ้ายของจ้อนเบา ๆ “มีแต่จิตใจใฝ่คุณธรรมเท่านั้นที่จะปกปักรักษาเราได้ พึงทำความดี หมั่นช่วยเหลือคนอื่น ใช้ชีวิตอย่างมีสติเท่านี้ของขลังก็ไม่จำเป็นแล้ว พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เราเป็นนักคิดนักสงสัย อย่าเชื่ออะไรที่เชื่อตาม ๆ กันมา จนกว่าจะพิสูจน์ได้ด้วยตัวเราว่าสิ่งนั้นจริงหรือเท็จ ความไม่รู้คืออวิชชา อวิชชาคือศัตรูของพระพุทธศาสนา จำคำหลวงลุงพูดไว้”
จ้อนผิดหวังที่ไม่ได้ของขลัง แต่ตาสว่างเห็นธรรมมากขึ้น ธรรมที่ว่านั้นคือธรรมชาติของชีวิต ทุกวันนี้เขาอาจใช้ชีวิตโดยปราศจากการไตร่ตรองและหลงเชื่อตามคนอื่นอย่างเรื่องซุปไก่สกัดเป็นตัวอย่าง รู้สึกซาบซึ้งในรสพระธรรม อยากบวชเป็นลูกศิษย์หลวงลุงเสียเดี๋ยวนี้ แต่คงต้องรอให้เรียนจบเสียก่อน ได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาในวิหารทั้งหมดก็หันไปมองเห็นชายวัยกลางคนเดินเข้ามานั่งคุกเข่ากราบหลวงลุง
“นมัสการครับหลวงพี่ พอดีวันนี้ผมถือฤกษ์ดีถอยรถป้ายแดงมาสด ๆ ร้อน ๆ อยากให้หลวงพี่ไปเจิมเพื่อเป็นสิริมงคลให้หน่อยครับ” ชายวัยกลางคนที่เพิ่งมาถึงพนมมือบอกหลวงลุง
“อืม ๆ ได้สิ จอดไว้หน้าวิหารนี้แล้วใช่ไหม เดี๋ยวเตรียมของเสร็จจะตามออกไป” หลวงลุงบอกชายวัยกลางคนแล้วหันมาพูดกับสี่หนุ่มสาว “พวกเราจะกลับกับหรือยังออกไปพร้อมกันหมดนี่เลยไหม?”
“ก็ดีครับ เดี๋ยวก่อนกลับขอดูหลวงลุงทำพิธีเจิมรถใหม่ป้ายแดงเพื่อเป็นสิริมงคลก่อน ผมว่าต้องศักดิ์สิทธิ์มากแน่ ๆ” จ้อนว่า หลังจากหลวงลุงเตรียมของสำหรับเจิมเสร็จก็เดินออกมาข้างนอกวิหาร
ชายวัยกลางคนเจ้าของรถกระบะสีดำสี่ประตูคันใหม่ป้ายแดงออกมาก่อนล่วงหน้าพักหนึ่งแล้ว แกเปิดประตูทั้งสี่บานไว้เพื่อให้หลวงลุงเข้าไปเจิมเบาะ เจิมพวงมาลัย เจิมประตู เจิมอะไรได้ก็เจิมไป หลวงลุงถือขันเงินใบเล็กที่ข้างในบรรจุดินสอพองผสมน้ำเข้ามาหาเจ้าของรถ
“หลวงพี่ช่วยลงคาถาขลัง ๆ ให้ขับแล้วแคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งหลายทั้งปวง ขับไปไหนก็นำเงินทองไหลมาเทมา ค้าขายดีได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ เอาเลยครับหลวงพี่จะเริ่มเจิมตรงไหนก่อนดี?”
ป๊าบ!
หลวงลุงเอานิ้วที่จุ่มดินสอพองผสมน้ำแปะเข้าไปที่กลางหน้าผากของเจ้าของรถใหม่ป้ายแดง เจ้าของรถงงหลวงลุงเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า รถกระบะโน่นที่แกต้องการให้หลวงลุงเจิม ท่านยังแก่ไม่มากแต่ทำไมหูตาฝ้าฟางได้ขนาดนี้
“เอ่อ… หลวงพี่ครับ ผมขับรถกระบะมาให้หลวงพี่เจิมไม่ใช่ให้เจิมที่ผม หลวงพี่เจิมผิดที่แล้วครับ” ชายวัยกลางคนบอก
“ไม่ผิดหรอกโยม ถ้าโยมอยากให้รถของโยมขับแล้วแคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งหลายทั้งปวงก็ให้เจิมที่โยมซึ่งเป็นคนขับ ถ้าคนขับมันมีสติไม่เมา ไม่ขับเร็วและปฏิบัติตามกฎจราจร อุบัติเหตุก็ไม่เกิดหรอก ถ้าอยากให้ขับไปไหนแล้วนำเงินทองไหลมาเทมาค้าขายดีได้กำไรเป็นกอบเป็นกำก็ต้องเจิมที่โยมอีกเหมือนกัน เพราะคนเราจะจนจะรวยขึ้นอยู่ที่ความขยัน จะไปเจิมรถให้เสียเวลาทำไม เจิมที่คนนี่แหละดีแล้ว”
จ้อนและสองสาวอึ้งกับคำสอนทว่าใช้ได้จริงของหลวงลุง จริงอย่างที่ท่านว่า ถ้าไม่อยากให้อุบัติเหตุบนท้องถนนเกิดขึ้นกับตัวเองก็ต้องขับรถอย่างระมัดระวัง มีสติและเคารพกฎจราจร ถึงแม้จะเอาดินสอพองเจิมรถทั่วทั้งคัน แต่คนขับไม่มีสติ ยมบาลก็ถามหาเอาได้ อยากค้าขายร่ำรวยต้องขยันหนักเอาเบาสู้ ไม่ใช่รอความช่วยให้เทพยดาประทานเงินทองมากองไว้ในรถ เมื่อให้หลวงลุงเจิมหน้าผากเรียกสติเรียบร้อยแล้ว ชายวัยกลางคนก็ไหว้ลาแล้วขับรถกระบะคันใหม่ป้ายแดงออกจากวัดไป
ทั้งหมดไหว้ลาหลวงลุงแล้วเดินออกมาจากวัด ขณะนี้เป็นเวลาเที่ยงวันแล้ว ณภัทรเจ้าถิ่นพาทุกคนมาแวะร้านก๋วยเตี๋ยวของป้าติ๋มซึ่งเป็นเพิงเล็ก ๆ มีโต๊ะไม้ประกอบเองเพียงสองตัว หลังคามุงด้วยจาก มีต้นพวงชมพูเลื้อยขึ้นปกคลุม หน้าร้านมีต้นจำปีออกดอกสีขาวนวลส่งกลิ่นหอมละมุนจมูก ร้านนี้ใช้ชามตราไก่ซึ่งเป็นเซรามิกไม่ใช่ชามเมลามีนที่ปล่อยสารพิษยามโดนความร้อน หม้อต้มน้ำก๋วยเตี๋ยวก็เป็นหม้อดินเผาเตาถ่านปลอดภัยไร้สารตะกั่ว ณภัทรสั่งก๋วยเตี๋ยวเผื่อเพื่อนด้วยรวมเป็นสี่ชามราคาแค่หนึ่งร้อยบาท หนึ่งชามปริมาณเยอะกว่าสั่งพิเศษที่ร้านในเมืองเสียอีก ที่นี่ใส่ผักตำลึงผักหวานลงไปด้วย รสชาติแปลกลิ้นแต่นับว่าอร่อย ถ้าให้กินอีกชามคงไม่ไหวเพราะชามเดียวก็แน่นท้องแล้ว
เสร็จจากมื้อกลางวันก็พากันไปติดต่อบ้านป้าแจ๋วและบ้านลุงทมเพื่อขอให้ชาวค่ายได้อาศัยนอนพัก ชาวค่ายที่จะมาวันพรุ่งนี้เป็นผู้ชายห้าคนและผู้หญิงสามคน ผู้หญิงให้พักที่บ้านป้าแจ๋ว ผู้ชายให้พักที่บ้านลุงทมซึ่งหลังใหญ่หน่อย กว่าจะเตรียมที่นอนหมอนมุ้งให้ครบจำนวนคน เวลาก็ล่วงถึงบ่ายสามโมง กลับมาที่บ้านณภัทรทุกคนก็อาสาช่วยงานในสวนผักอินทรีย์ รดน้ำ ใส่ปุ๋ย ถอดหญ้าที่ขึ้นแซมแปลง เป็นประสบการณ์ที่สนุกไปอีกแบบ เมื่อมือเท้าได้เลอะโคลนหลังจากไม่เคยจับงานเกษตรเลยตั้งแต่ผ่านพ้นวัยประถมตอนเรียนวิชาการงานอาชีพ
มื้อเย็นเพียงแขลงมือทำอาหารอย่างสุดฝีมือ เธอรู้จักอาหารคนเมืองอยู่เพียงไม่กี่อย่าง ถ้าทำอาหารท้องถิ่นก็กลัวเพื่อน ๆ ของลูกจะกินกันไม่เป็น อาหารมื้อนี้จึงเป็นการผสมผสานเพราะมีทั้งไข่เจียวชะอม กบทอดน้ำปลา แกงหยวกกล้วยและคะน้าน้ำมันหอย น้ำเพชรไม่รู้จักอาหารอย่างอื่น ๆ เลยนอกจากคะน้าน้ำมันหอย แม่ของเธอไม่เคยทำอาหารพวกนี้กินกันในบ้านเลย มุกลัดดาเห็นเพื่อนไม่ตักอะไรเลยนอกจากคะน้าน้ำมันหอย จึงตักไข่เจียวชะอมใส่จานข้าวเพื่อนแล้วหยิบกบทอดน้ำปลาไปแทะ มุกลัดดาปรับตัวได้ไวเหลือเกิน สมกับเป็นนักกีฬาที่ต้องอยู่ง่ายกินง่าย
“ชะอมมันเหม็นไม่ใช่เหรอ?” น้ำเพชรเหลือบไปมองเพื่อนสาว
มุกลัดดาวางกบทอดน้ำปลาลง เธอกล้ากินเข้าไปได้ยังไงนะ น้ำเพชรเห็นสภาพกบที่เหยียดแข้งเหยียดขาเพราะตกใจกับน้ำมันร้อนก็สะเทือนใจไม่กล้ากินแล้ว
“นี่มันมื้อเย็นแล้ว กินเสร็จก็อาบน้ำแปรงฟันเข้านอน ตื่นมาตอนเช้าก็แปรงฟันอีกรอบ เท่านี้กลิ่นคงหายแล้วล่ะ ไม่ต้องห่วงกินไปเลยอร่อยจะตาย”
น้ำเพชรใช้ช้อนตัดไข่เจียวชะอมให้พอดีคำแล้วเอาเข้าปาก เคี้ยวให้เป็นชิ้นละเอียดแล้วรสชาติอร่อยก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งลิ้น มุกลัดดาหยิบกบทอดน้ำปลามาคะยั้นคะยอให้น้ำเพชรชิม น้ำเพชรหลับตาคิดเสียว่ากำลังหยิบไก่ทอดเข้าปาก พอเนื้อขาวนุ่มโดนลิ้นเธอก็ตาโต เนื้อกบรสชาติอร่อยกว่าเนื้อไก่เสียอีก ชักติดใจรสชาตินี้เข้าแล้ว หันไปมองเห็นกบทอดน้ำปลาเหลืออยู่อีกไม่กี่ตัวบนจาน จะแย่งคนอื่นกินทันไหมนะ ต้องรีบตุนใส่จานข้าวของตนเองเสียก่อน
จ้อนเด็กอนามัยขออาบน้ำก่อนเพื่อนหลังเสร็จจากมื้อค่ำ อาบน้ำเสร็จก็มานอนอ่านหนังสือการ์ตูนที่พกมาด้วยหลายเล่มอยู่ในมุ้งหน้าห้องนอนณภัทร น้ำเพชรขออาบต่อเพราะอากาศที่นี่ชักหนาว แถมบ้านณภัทรยังไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่นอีก หากอาบดึกกว่านี้อาจได้แข็งชูแข้งขาเหมือนท่ากบทอดน้ำปลา ณภัทรบอกมุกลัดดาให้อาบน้ำต่อน้ำเพชรแต่เธอบอกให้เขาอาบก่อนเลยเพราะตนจะช่วยเพียงแขล้างจานก่อน ณภัทรจึงเข้าห้องน้ำซึ่งแยกต่างหากจากตัวบ้านไปอาบน้ำ
เมื่อแต่งตัวเสร็จน้ำเพชรก็หยิบหนังสือวรรณกรรมทรงคุณค่าที่จัดพิมพ์ใหม่มาอ่านบนเตียง โดยเปิดประตูห้องไว้คอยมุกลัดดา น้ำเพชรเป็นคนอ่านหนังสือช้าเพราะเก็บรายละเอียดความงามของทุกถ้อยคำ อ่านไปได้ครึ่งบทก็ได้ยินเสียงกุกกักเหมือนมีคนทำอะไรอยู่ที่ปลายเตียง ค่อย ๆ ลดหนังสือลงมองเห็นณภัทรเปลือยท่อนบนนุ่งผ้าเช็ดตัวสีฟ้าผืนเดียวอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าโดยหันหลังให้เธอ
“กรี๊ด! เข้ามาทำไม นายนอนข้างนอกไม่ใช่เหรอ” น้ำเพชรร้องแล้วรีบยกหนังสือขึ้นปิดหน้า
“อ้าว… ก็เสื้อผ้าฉันอยู่ในนี้ ถ้าไม่ให้เข้ามาเปลี่ยนจะให้ฉันล่อนจ้อนนอนคืนนี้หรือไง” ณภัทรหันมามอง ไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตอะไร แล้วหันกลับไปค้นเสื้อผ้าจากในตู้
น้ำเพชรแอบลดหนังสือลงมองแผ่นหลังดึงดูดใจนั้นของเขา แผ่นหลังเขากว้างเช่นนี้ได้คงเพราะช่วยงานสวนผักอินทรีย์ที่บ้านอย่างแน่นอน แม้ณภัทรจะไม่ใช่คนผิวขาว ผิวเขาออกน้ำตาลหน่อย ๆ แต่ก็เนียนเรียบไร้ริ้วรอยแผลเป็น กล้ามเนื้อไหล่และแขนที่ได้จากการยกเข่งผักก็บึกบึนสมชายชาตรี น้ำเพชรมองร่างกำยำนั้นอย่างไม่กระพริบตาโดยไม่รู้ตัว
“อ่านหนังสือต่อไปเลยนะ อย่าได้แอบมองฉันเชียว” ณภัทรพูดขึ้นโดยไม่ได้หันมามอง
น้ำเพชรตกใจจนรู้สึกตัวจึงยกหนังสือขึ้นบังหน้า เธอเป็นอะไรไป ทำไมมองเขาตาไม่กระพริบขนาดนั้น นึกแล้วก็อายตัวเองหน้าแดงขึ้นมา เมื่อณภัทรสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วก็เดินมาทิ้งตัวนอนคว่ำลงเตียงข้างน้ำเพชรโดยหันหน้าไปทางเธอ เขาหลับตาพริ้มเมื่อร่างเนื้อสัมผัสที่นอนนุ่ม ๆ ของตนเอง ไม่มีที่นอนไหนจะนุ่มน่านอนไปกว่าที่นอนของตนเองอีกแล้ว
“เฮ้อ… สบายจริงเชียว ไม่ได้นอนเตียงนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ”
น้ำเพชรหันมามองชายหนุ่มที่มีใบหน้าผ่อนคลาย ทำไมเขาไม่เคยทำหน้าแบบนี้ใส่เธอบ้าง ที่ผ่านมามีแต่บึ้งตึงใส่กันตลอด เธอไม่อยากให้เป็นแบบนั้นอีกต่อไปแล้วควรเริ่มแก้ไขอย่างไรดี หญิงสาวเอาหนังสือนิยายในมือตีแก้มเขาเบา ๆ เป็นการปลุกให้ตื่นจากความสุขสบาย
“นี่! ออกไปได้แล้ว ตอนนี้เตียงนี้เป็นของฉันกับยายมุก ไว้ให้พวกฉันกลับก่อนแล้วจะคืนให้นาย”
“ขอนอนตรงนี้ต่ออีกหน่อยเถอะ ฟูกนอนข้างนอกมันแข็ง ตื่นมาตอนเช้าฉันต้องปวดหลังแน่เลย”
“งั้นพรุ่งนี้ตื่นมาจะให้ยายมุกนวดหลังให้”
“ไม่เอาหรอก ขืนยายนั่นนวดให้มีหวังหมอนรองกระดูกฉันเสื่อมก่อนวัยแน่” พูดแล้วณภัทรก็ดมฟูกนอนซึ่งหอมกลิ่นแดดอ่อน ๆ เพราะเพียงแขเอาออกไปตากแดดเมื่อตอนกลางวัน
น้ำเพชรเอาหนังสือตีแก้มเขาเบา ๆ อีกครั้ง
“ออกไปได้แล้วนายพัด ฉันจะนอนแล้ว” พูดพลางเอามือดันเขาลงจากเตียง
ณภัทรจำใจลุกจากเตียงเดินออกจากห้อง ก่อนจะพ้นประตูเขาหันมามองหญิงสาว ยืนนิ่งคิดอยู่นานแล้วพูดกับเธอว่า
“ได้นอนเตียงฉันรับรองไม่มีทางฝันร้าย” พูดจบก็แง้มประตู
น้ำเพชรยิ้มอย่างอิ่มเอมใจ นึกเข้าข้างตัวเองว่าประโยคที่ชายหนุ่มพูดกับเธอเมื่อสักครู่หมายความว่า ขอให้คืนนี้นอนหลับฝันดี ณภัทรมุดเข้ามุ้งมานอนยิ้มมองเพดาน เขาอยากบอกเธออย่างไม่อ้อมค้อมไปเลยว่า หลับฝันดีนะน้ำเพชร แต่อาจเร็วไปที่จะพูดอย่างนั้นกับเธอ เธออาจรู้สึกอัดอัดใจเอาได้ ถ้าไม่ได้คิดเช่นเดียวกับเขา ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป ปล่อยให้ความรู้สึกจัดการของมันเอง คืนนี้เขาคงนอนหลับฝันดีโดยไม่ต้องมีใครอวยพร
Leave a comment