เช้าวันเดียวกันอันสดใส วันนี้เป็นวันที่ณภัทรแจ่มใสเป็นพิเศษ เป็นวันที่หนึ่งปีจะมีเพียงครั้ง วันที่เขาอายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ ณภัทรจึงถือโอกาสอันดีนี้มาทำบุญให้ตัวเองที่วัดเดียวกับที่เคยมาทำบุญให้มาวินเมื่อหลายวันก่อน ได้สัมผัสบรรยากาศใต้ร่มพระพุทธศาสนา จิตใจของเขาก็สงบขึ้นมาเล็กน้อย เสร็จจากถวายสังฆทานก็มานั่งใต้ต้นโพธิ์ต้นใหญ่ เพื่อนผีของเขาโผล่จากอากาศธาตุมานั่งข้าง ๆ
“สุขสันต์วันเกิดนะณภัทร ขอให้นายเรียนจบแล้วได้งานเป็นผู้กำกับมิวสิกวิดีโอให้ศิลปินเกาหลีอย่างที่ฝันไว้” มาวินกล่าวอวยพร
“ขอบใจมาก”
“น่าอิจฉาคนที่ยังมีชีวิตอยู่นะ ที่ได้ฉลองวันเกิดตัวเองทุกปี ๆ ต่างจากคนที่ตายกลายเป็นผีอย่างฉัน คงไม่ได้สัมผัสบรรยากาศแสนสุขเช่นนั้น” มาวินตัดพ้อ
“อายุก็แค่ตัวเลขเท่านั้นละน่า เอามาวัดอะไรไม่ได้หรอก พวกที่โตเพราะกินข้าวเฒ่าเพราะอยู่นาน ไม่ได้มีความคิดโตตามอายุนี่น่าสมเพชจะตายไป ไม่เคยทำประโยชน์อะไรให้ใครบนโลกนี้เลย เสียชาติเกิดเปล่า ๆ ว่าแต่วันเกิดนายเมื่อไหร่ล่ะ ฉันจะได้ทำบุญวันเกิดให้”
มาวินหันขวับมาทำหน้าบึงตึงใส่ณภัทร
“ฉันจะเกิดวันไหนเมื่อไหร่ แล้วทำไมนายจำเป็นต้องรู้ด้วย ไม่ต้องละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวฉันอีกต่อไปได้ไหม ฉันไม่ชอบ!” มาวินกระแทกกระทั้นน้ำเสียงใส่ณภัทรแล้วหายวับไปกับอากาศธาตุ
ณภัทรนิ่งงันกับท่าทีฉุนเฉียวของเพื่อนผี ไม่เข้าใจว่าเพียงแค่ถามถึงวันเกิด ทำไมมาวินต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนั้น ถ้ารู้สึกเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ฉลองวันเกิดอย่างคนปกติทั่วไป ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องแสดงอารมณ์รุนแรงขนาดนั้นออกมาเลย อยู่ที่วัดต่ออีกสักพัก ณภัทรก็ควบรถจักรยานยนต์ประจำกายกลับคอนโด เมื่อทาบคีย์การ์ดเปิดประตูเข้าไปข้างใน เพื่อนสนิทของเขาก็ทำเขาตกอกตกใจ
“เซอร์ไพร์ส! สุขสันต์วันเกิดนะไอ้พัด นี่ของขวัญของแก” จ้อนโผล่มาจากหลืบชั้นวางหนังสือการ์ตูนพลางยื่นกล่องของขวัญห่อด้วยกระดาษแดงผูกริบบิ้นสีขาวให้
ปีที่แล้วจ้อนให้ซุปไก่สกัดกระเช้าใหญ่เป็นของขวัญวันเกิดแก่เขา บอกเขาว่าตัวเองดื่มซุปไก่สกัดยี่ห้อนี้ทุกวันมาตั้งแต่เด็กเพราะกินแล้วจะฉลาด ณภัทรไม่กลัวเพื่อนเสียใจสวนกลับไปทันทีว่า ถ้าฉลาดเมื่อไหร่ก็คงเลิกดื่มเอง ตอนนี้จ้อนคงฉลาดแล้วเพราะไม่เห็นดื่มซุปไก่สกัดตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ณภัทรรับของขวัญที่เพื่อนยื่นให้ มันเป็นกล่องทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดไม่ใหญ่กว่าฝ่ามือแต่มีน้ำหนักอยู่พอสมควร หวังว่าในกล่องจะไม่ใช่ซุปไก่สกัดสองขวดนะ
“เปิดเลยสิ!”
“อะไรอยู่ในนี้?” ณภัทรถาม พลางเอากล่องมาเขย่าข้างหู ฟังเสียงว่าอะไรอยู่ข้างใน
“เปิดดูก็รู้เอง รับรองว่าแกต้องชอบ”
ณภัทรดึงริบบิ้นสีขาวและแกะกระดาษห่อสีแดงออกจนหมดถึงได้รู้ว่านี่คือกล่องใส่โทรศัพท์มือถือ เขาไม่แน่ใจว่าเพื่อนจะเล่นตลกเอากล่องโทรศัพท์มาหลอกใส่ของอย่างอื่นให้ดีใจเล่นหรือเปล่าจึงรีบเปิดออกดู โทรศัพท์มือถือจอยักษ์สีดำขลับแวววาวสะท้อนแสงวิบวับดูหรูหราอยู่ข้างในกล่องจริง ๆ เสียด้วย เครื่องนี้ราคาไม่ใช่ถูก ๆ เป็นรุ่นเรือธงราคาแพงที่เขาฝันถึงอยู่ทุกวัน จ้อนรู้ใจเขาจึงซื้อให้ แต่มันมากไปเกินกว่าที่เขาจะรับเอาไว้
“มือถือรุ่นท็อปเลยนี่ ตัวนี้แพงหูฉี่ทีเดียว ฉันรับเอาไว้ไม่ได้หรอกมันมากเกินไป แกเก็บเอาไว้ใช้เองเถอะ” ณภัทรส่งของในมือคืนให้จ้อน
จ้อนดันมือเขากลับ “รับไว้เถอะอย่างคิดมาก เครื่องที่ให้แกฉันไม่ได้ซื้อ ฉันซื้อเครื่องนี้มาต่างหาก” จ้อนล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบโทรศัพท์แบบเดียวกันออกมาอวด “พอดีที่ร้านมีโปรโมชั่นซื้อหนึ่งแถมหนึ่งเฉพาะลูกค้าบัตรเครดิตแพลทินัม เครื่องที่ให้แกเป็นเครื่องแถม ถ้าแกไม่รับไว้จะให้ฉันใช้โทรศัพท์ทีละสองเครื่องหรือยังไง?”
ถ้าเพื่อนพูดมาขนาดนี้ณภัทรจะไม่เกรงใจแล้วนะ
“ขอบใจแกมาก แกคือเพื่อนรักที่สุดเท่าที่ฉันเคยมี”
ได้โทรศัพท์เครื่องใหม่ณภัทรก็ย้ายซิมการ์ดจากเครื่องเก่ามาใส่แล้วลองใช้งานโดยโทรไปหาบุพการีผู้ให้กำเนิดชีวิต วันนี้อาจเป็นวันที่เขามีความสุข แต่เมื่อ 21 ปีที่แล้วเป็นวันที่แม่ของเขาเจ็บเพื่อคลอดเขาออกมา เป็นความเจ็บปวดที่อิ่มเอมใจที่สุดในชีวิต เมื่อได้เห็นหน้าลูกชายผู้อยู่ในครรภ์มาเก้าเดือนเต็ม
“แม่จ๋าวันนี้วันเกิดหนู หนูเลยโทรมาขอบคุณแม่ที่คลอดและเลี้ยงดูหนูมาจนมีวันนี้ หนูรักแม่นะ รักพ่อด้วยฝากแม่ไม่บอกพ่อทีนะ อยู่ทางโน้นแม่กับพ่อคงเหนื่อยน่าดู หนูอยากกลับไปช่วยงานที่บ้านจัง”
“ไม่ต้องห่วงทางนี้หรอกไอ้หนู แม่กับพ่อชินเสียแล้ว ไอ้หนูอยู่ทางโน้นก็ต้องใจเรียนให้จบนะ พ่อแม่จะได้ชื่นใจ เออ… ไอ้หนูส่งเงินมาให้ตั้งมากมาย ไอ้หนูไปเอามาจากไหน?”
“หนูได้งานพิเศษทำหลังเลิกเรียนจ้ะ แม่ไม่ต้องห่วงนะงานนี้ไม่กระทบการเรียนหนูหรอก”
“อยู่ทางโน้นดูแลตัวเองดี ๆ ล่ะไอ้หนู พ่อกับแม่เป็นห่วง”
“จ้ะแม่ งั้นแค่นี้ก่อนนะแม่” ณภัทรกดวางสายที่หน้าจอสัมผัส เพียงได้ยินเสียงของบุคคลอันเป็นที่รักก็เติมกำลังใจเขาให้เต็ม เพื่อจะได้อยู่ต่อในเมืองอันพลุกพล่านผู้คนเช่นนี้
จ้อนเห็นว่าน่ารักดีที่เพื่อนของเขาใช้สรรพนามแทนตนเองว่าหนูยามคุยกับแม่ ตัวเขาเองก็เคยใช้เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก แต่เปลี่ยนมาใช้ผมเหมือนทุกวันนี้เมื่ออายุ 13-14 มันออกประหลาดไปหน่อยสำหรับคนทั่วไปที่ผู้ชายตัวโต ๆ จะเรียกว่าตัวเองอย่างนั้นกับแม่
ยังไม่ทันวางโทรศัพท์จากมือก็มีสายโทรเข้ามา ณภัทรมองที่หน้าจอซึ่งแสดงหมายเลขไม่คุ้น มันขึ้นต้นด้วย +886 จำได้ว่าเป็นรหัสโทรศัพท์ระหว่างประเทศของไต้หวัน เขาลังเลว่าจะรับดีหรือไม่ แต่แล้วก็แตะปุ่มรับสายแล้วยกขึ้นแนบหูในที่สุด ปลายสายเป็นเสียงระบบตอบรับอัตโนมัติที่ถูกอัดเอาไว้
“คุณมียอดค้างชำระบัตรเครดิตจำนวนทั้งสิ้น 35,000 บาท กด 0 เพื่อติดเจ้าหน้าที่หรือกด 9 เพื่อฟังซ้ำ”
ณภัทรไม่มีบัตรเครดิตมีแต่บัตรเดบิตตัดเงินจากบัญชี สายที่โทรมาเป็นมิจฉาชีพแน่ เขายิ้มกริ่มนึกสนุก กล้าโทรมาไกลขนาดนี้ก็จะเล่นด้วยเสียหน่อยจึงกดหมายเลข 9 ที่หน้าจอโทรศัพท์ คราวนี้ปลายสายเป็นเสียงหญิงสาวพูดจานุ่มนวลน่าฟัง
“สวัสดีค่ะ ติดต่อเรื่องอะไรคะ?”
“เอ่อ… ผมกด 9 จะฟังซ้ำอีกครั้งนะครับ”
เสียงตัดกลับไปที่ระบบอีกครั้ง
“คุณมียอดค้างชำระบัตรเครดิตจำนวนทั้งสิ้น 35,000 บาท กด 0 เพื่อติดเจ้าหน้าที่หรือกด 9 เพื่อฟังซ้ำ”
ณภัทรยังไม่เบื่อ กดหมายเลข 9 ที่หน้าจอโทรศัพท์อีกครั้งเพื่อฟังซ้ำ แต่เป็นหญิงสาวคนเดิมรับสาย
“สวัสดีค่ะ ติดต่อเรื่องอะไรคะ?”
“ผมกด 9 นะไม่ได้กด 0 ระบบคุณรวนอะไรหรือเปล่า!”
แล้วปลายสายก็วางสายไปเลย ณภัทรเคยอ่านจากอินเตอร์เน็ตว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพที่หากินโดยการโทรไปหลอกเหยื่อว่าติดหนี้บัตรเครดิตให้โอนเงินไปชำระ ไม่เช่นนั้นจะถูกฟ้องดำเนินคดีจนต้องขึ้นโรงขึ้นศาล คนพวกนี้มักใช้หมายเลขโทรศัพท์จากต่างประเทศโทรมา เพื่อที่ตำรวจไทยจะสืบถึงตัวได้ยาก ณภัทรระเบิดหัวเราะเสียงดัง สะใจที่ได้กวนประสาทมิจฉาชีพ จ้อนที่อ่านการ์ตูนอยู่ใกล้ ๆ หันมามองพลางสงสัยว่าเพื่อนขำอะไรท้องคัดท้องแข็ง
อาบน้ำแต่งตัวเสร็จณภัทรก็มานั่งที่เตียง พลัดให้จ้อนไปอาบบ้าง เขาคิดทบทวนเรื่องวันนี้ที่มาวินโกรธ ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเพียงถามถึงวันเกิด ทำไมมาวินต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนั้น เขามานั่งคุกเข่าหันหน้าเข้าหัวเตียง ยกมือขึ้นพนมกลางอกแล้วสวดบทแผ่เมตตาให้จิตใจหายว้าวุ่น เมื่อสวดจบมาวินก็มาปรากฏตัวอยู่ข้าง ๆ ใบหน้าเจื่อนอย่างคนสำนึกผิด
“เรื่องเมื่อเช้าฉันขอโทษนะ ฉันไม่น่าแสดงอารมณ์รุนแรงอย่างนั้นเลย นายคงไม่โกรธฉันใช่ไหม?” มาวินพูด
“ฉันไม่โกรธหรอกและต้องขอโทษนายด้วยเหมือนกันที่ถามอะไรละลาบละล้วงให้นายไม่พอใจ แต่เกิดเรื่องนี้ขึ้นก็ดีเหมือนกัน ทำให้เราได้รู้ขอบเขตพื้นที่ส่วนตัวของกันและกัน”
“คืนนี้ดึกมากแล้วนายคงอยากพักผ่อน เจอกันพรุ่งนี้ที่สำนักพ่อหมอ ราตรีสวัสดิ์ณภัทร” พูดแล้วมาวินก็หายวับไปในอากาศธาตุ
ณภัทรยังสงสัยถึงเจตนาที่แท้จริงของมาวินว่าทำไมถึงช่วยเขาขนาดนี้ เขาคิดว่ามาวินต้องมีเหตุผลอะไรนอกเหนือจากนี้แอบแฝงแน่ ๆ ทั้งยังแปลกใจกับพฤติกรรมการแสดงอารมณ์ในบางคราวของเขา แต่ไม่คิดจะถามเรื่องพวกนี้อีก หากยังอยากคบกันเป็นเพื่อน เขาคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดของการเป็นเพื่อนไม่ใช่ระดับความสนิทสนม แต่อยู่ที่การเคารพกันและกันต่างหาก
วันนี้มีเรียนตอนบ่ายโมง ช่วงเช้าณภัทรจึงมาเปิดสำนักพ่อหมอ เปิดได้ไม่นานก็มีลูกค้าเข้ามา สองหนุ่มที่นั่งดูดน้ำอัดลมเห็นผู้เข้ามาใหม่ก็สำลัก เธอคือพริ้ง ดาวมหาวิทยาลัยที่สวยที่สุดในรอบสิบปีนี้ หน้าตาเธอสวยคมคาย รูปร่างสะโอดสะอง ทำหัวใจหนุ่ม ๆ ระทึก แข้งขาเรียวงามอวดสายตาผู้พบเห็นเพราะมีเพียงกระโปรงสั้นครึ่งน่องเท่านั้นที่ปกปิดเอาไว้ เธอเรียนอยู่ปีสี่ คณะเศรษฐศาสตร์ แต่หน้าตาเหมือนเด็ก ม.6 จบใหม่เพิ่งมาสมัครเข้ามหาวิทยาลัย
“สะ… สวัสดีครับพี่พริ้ง” ณภัทรทักทายพลางเช็ดน้ำอัดลมที่ไหลเลอะคาง
พริ้งเดินมานั่งที่หน้าแท่นบูชา ใบหน้าของเธอไม่สดใสเอาเสียเลย ราวกับคนอมทุกข์อย่างนั้นแหละ เธอถอนหายใจหนักหน่วงก่อนเอ่ยประโยคออกมา
“พี่มีเรื่องไม่สบายใจมาปรึกษา คิดว่าคนอย่างพัดคงพอช่วยพี่ได้”
“มีเรื่องอะไรเหรอครับ?”
“พัดพอจะมีวิธีทำให้แฟนพี่กลับมาได้ไหม แฟนคนนี้คบกันมานานมากและพี่ก็รักเขามาก แต่เขาเพิ่งบอกเลิกพี่ไปได้ไม่นาน พี่ไม่เข้าใจเขาเลย ทำไมต้องทิ้งกันตอนนี้ด้วย พี่ทำใจไม่ได้ที่ต้องใช้ชีวิตต่อไปอย่างไม่มีเขา ณภัทรช่วยพี่ทีเถอะ ทำยังไงก็ได้ให้เขากลับมารักพี่อีกครั้ง” จบประโยคน้ำใส ๆ ก็ไหลอาบแก้ม
ณภัทรสงสัยนักว่าเป็นหนุ่มคนไหนที่ทำสาวดีกรีดาวมหาวิทยาลัยคนนี้เจ็บปวดกับความรักมากขนาดนี้ คงหล่อขั้นเทพเลยล่ะมั้ง ถ้าไม่ติดว่าณภัทรเป็นคนเจียมเนื้อเจียมตัว ป่านนี้ไอ้หมาวัดผู้นี้อาสาเป็นคนดามหัวใจให้แม่ดอกฟ้าคนนี้ไปแล้ว ณภัทรก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อะไร ไม่สามารถบังคับฝืนใจคนที่หมดรักให้กลับมาหาดั่งเดิมได้ ที่ทำได้แค่เพียงให้คำปรึกษาที่ดีเท่านั้น
“ไม่มีใครสำคัญกับชีวิตพี่มากขนาดนั้นหรอกครับ ผมเชื่อว่าเวลาจะทำให้พี่รู้สึกดีขึ้นและอยู่อย่างมีความสุขได้โดยไม่มีเขา อะไรที่ไม่ใช่ของเราแล้ว อย่าเสียเวลาไปฉุดไปรั้งเลยครับ อย่างไรเราก็ต้องสูญเสียไปในที่สุด นึกเสียว่าพี่กับเขาทำบุญร่วมกันมาแค่นี้ เก็บความทรงจำดี ๆ ที่มีกับเขาเอาไว้ อันที่ไม่ดีก็ทิ้งไป คนสวยอย่างพี่พริ้งอย่ามัวเสียใจและปิดโอกาสตัวเองอย่างนี้เลย ผมเชื่อว่าพี่จะหาคนรักใหม่ได้ไม่ยาก ถ้าพี่คิดว่าตอนนี้ตัวเองไม่เหลือใครให้พี่คิดถึงคนที่บ้าน พี่ยังมีพ่อแม่ที่คอยรักคอยห่วงใยพี่อยู่เสมอ กลับบ้านไปกอดท่าน เผื่อจะช่วยให้พี่รู้สึกดีขึ้น”
“ถ้าพ่อแม่พี่รู้อย่างนั้นคงได้สมน้ำหน้าพี่ ท่านเคยเตือนแล้วว่าอย่าเพิ่งคบหาใคร แต่พี่เลือกที่จะฟังหัวใจตัวเองมากกว่า”
“เชื่อผมว่าพ่อแม่พี่ไม่มีทางคิดอย่างนั้นแน่นอน ขอโทษด้วยนะครับที่ผมช่วยพี่มากไปกว่านี้ไม่ได้ เพราะผมไม่มีคาถาอาคมอะไร”
พริ้งปาดน้ำตา เครื่องสำอางที่ลงไว้เลอะเปื้อนหน้า
“ไม่เป็นไรพี่คงรบกวนมากเกินไป ขอบคุณมากนะที่ช่วยรับฟังปัญหาของพี่ ตอนนี้พี่รู้สึกดีขึ้นแล้ว งั้นขอตัวกลับก่อนนะ” พูดแล้วก็ลุกขึ้นยืนเดินออกไป
ณภัทรเห็นหญิงสาวหน้าตาเศร้าสร้อยสิ้นหวังก็นึกเป็นห่วงสภาพจิตใจของเธอเหลือเกิน
“เดี๋ยวครับพี่พริ้ง!” ณภัทรร้องเรียก หญิงสาวชะงักหันกลับมา “เอ่อ… พี่คงไม่คิดฆ่าตัวตายหรอกใช่ไหมครับ?”
พริ้งตกใจกับคำถาม ฝืนยิ้มแล้วตอบชายหนุ่มไป
“พี่ไม่คิดสั้นแบบนั้นหรอก การฆ่าตัวตายบาปหนักจะตาย” ตอบแล้วก็เดินก้มหน้าออกห้องชมรมไป
“ใครวะกล้าหักอกพี่พริ้งขนาดนั้น ถ้าฉันได้คบเป็นแฟนจะตามใจทุกอย่าง ไม่ยอมให้เลิกกับฉันเด็ดขาด” จ้อนว่าหลังตะลึงกับความสวยของพริ้ง ผู้หญิงอะไรแม้หน้าเลอะเครื่องสำอาง แต่ความสวยก็ไม่ส่าง
“ฉันจะไปรู้เรื่องของพี่เขาเหรอ”
“เสียดาย… แกน่าจะมองทะลุอดีตพี่พริ้ง เราจะได้เอาเรื่องที่พี่เขาอกหักไปคุยกับใคร ๆ”
ณภัทรไม่ตอบอะไรเพียงแต่แบะปากส่ายหน้าให้เพื่อน
น้ำเพชรเข้ามาในห้อง เหลือบมองสองหนุ่มทีเดียวแล้วไม่สนใจอีก เธอเดินมาจัดเอกสารระเกะระกะบนโต๊ะประชุมให้เป็นระเบียบ มาวินเห็นสาวเจ้าก็เกิดความรู้สึกรับรู้ถึงภัยคุกคามที่หมายจะมาสู่น้ำเพชร เขาไม่ใช่ผีที่มีพลังรับรู้อนาคต เป็นเพียงลางสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างไรชอบกลจึงบอกณภัทร
“ฉันสังหรณ์ใจว่าน้ำเพชรกำลังจะมีอันตราย”
“นายมีพลังรับรู้อนาคตแล้วเหรอ?” ณภัทรถาม
“เปล่าแค่สังหรณ์ใจเท่านั้น ไม่รู้ปีนี้เป็นปีชงของน้ำเพชรหรือเปล่า นายตรวจสอบได้ไหม?”
ณภัทรล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายไร้สายของมหาวิทยาลัย แล้วเข้าไปดูวันเกิดของน้ำเพชรในหน้าบัญชีสังคมออนไลน์ของเธอ ได้มาแล้วก็นำวันเกิดนั้นไปคำนวณในเว็บไซต์โหรศาสตร์แห่งหนึ่ง ผลที่ได้บอกว่าปีนี้เป็นปีชงของน้ำเพชร ดาวมฤตยูกำลังเคลื่อนเข้ามาทับวงโคจรดาวประจำราศีของเธอ ทำนายว่าช่วงนี้จนถึงกลางปีหน้า คนราศีนี้มีเกณฑ์จะเกิดเหตุการณ์เลวร้ายในชีวิตขึ้น อาจเป็นอุบัติเหตุ สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ควรหมั่นทำบุญต่อกุศลให้อันตรายที่กำลังจะมาเบาลง
อ่านจบณภัทรก็รู้สึกเป็นห่วงน้ำเพชร เธอยิ่งเป็นคนมีความมั่นใจในตัวเองสูงและไม่ยอมคน สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เธอชะล่าใจ จนประสบเหตุการณ์อย่างที่คำทำนายกล่าว เขาวางโทรศัพท์แล้วลุกเดินไปหาเธอ
“ช่วงนี้เธอได้ไปทำบุญบ้างหรือเปล่า?” ณภัทรถาม
น้ำเพชรหันมามองด้วยความสนใจ หยุดเช็ดโต๊ะประชุมแล้วตอบเขา
“ล่าสุดที่เข้าวัดก็ตอนปีใหม่ ไปสวดมนต์ข้ามปี อย่างนี้เรียกว่าบุญหรือเปล่า?”
“โห… นานจัง ไม่มีล่าสุดกว่านั้นแล้วเหรอ?”
น้ำเพชรนิ่งนึกพลางเงยหน้าขึ้นมองเพดาน
“ปีนี้เคยบริจาคเลือดไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็เมื่อสามเดือนมาแล้ว นายถามทำไม?”
“เธอรู้หรือเปล่าว่าปีนี้เป็นปีชงของคนราศีเธอ ในเว็บไซต์โหรศาสตร์เขาทำนายว่าเธอจะประสบคราวเคราะห์ไปจนถึงกลางปีหน้า เพราะดาวมฤตยูกำลังเคลื่อนเข้ามาทับวงโคจรดาวประจำราศีของเธอ ฉันอยากให้เธอระวังตัว หมั่นทำบุญสร้างกุศลเอาไว้ให้มาก ๆ จะสามารถเป็นเกราะคุ้มกันเธอได้” ณภัทรพูดหน้าตาเป็นจริงเป็นจัง
น้ำเพชรมองณภัทรอย่างไม่เชื่อ เธอดีใจที่เขาอุตส่าห์เตือน แต่ความเป็นห่วงที่แฝงมาพร้อมความงมงายเธอไม่นึกชอบใจนัก ไม่เชื่อเลยว่าดวงดาวนอกโลกจะสามารถบงการชีวิตมนุษย์อย่างเรา ๆ ได้ ตัวเราต่างหากเป็นคนกำหนดทางเดินชีวิต ไม่ใช่ฟ้าดินหรือใครที่ไหน ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ไม่ว่าใครทำอะไรก็จะได้ผลจากการกระทำนั้น ไม่มีทางที่จู่ ๆ เราจะโชคร้ายเพียงเพราะดวงดาวโคจรไปตามวิถีแห่งธรรมชาติของมัน
“ขอบใจนะที่เตือน แต่ถ้าไม่ชวนให้งมงายด้วยจะดีมาก ทุกวันนี้ฉันมีสติในการใช้ชีวิตอยู่ แล้วไม่ต้องพยายามล้างสมองฉันเข้าลัทธิของนายหรอก บอกไว้เลยว่าฉันไม่เชื่อที่นายพูด” น้ำเพชรกระแทกน้ำเสียงประชดประชันแล้วสะบัดหน้าเดินหนีออกห้องไป
ณภัทรเสียความรู้สึกเหลือเกิน เขาอุตส่าห์เตือนเธอด้วยความหวังดี แต่กลับถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยเช่นนี้ เข้าใจดีว่าเธอเชื่อมั่นในเรื่องที่สามารถพิสูจน์ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ แต่ควรเปิดใจรับรู้เรื่องราวอื่น ๆ บ้างและควรถนอมน้ำใจเขาไว้บ้าง ชายหนุ่มหน้าจ๋อยเดินกลับมานั่งที่เดิม ถ้าต่างฝ่ายต่างยึดมั่นความคิดของตนสุดโต่งเช่นนี้ คงไม่มีวันที่ทั้งคู่จะเข้าใจความรู้สึกของกันได้เลย
Leave a comment