จ้อนเกลียดรอยยิ้มมีเลศนัยและสายตาแวววาวของณภัทรที่จ้องมายังเขาในตอนนี้ มันเป็นสัญญาณบอกลางร้ายว่าพระศุกร์กำลังเข้า พระเสาร์กำลังแทรกดาวประจำราศีของเขา ณภัทรยิ้มอย่างนี้ทีไร มักหาเรื่องเดือดร้อนมาสู่จ้อนเสมอ
“แกมองฉันอย่างนั้นหมายความว่ายังไง แกกำลังคิดอะไรอยู่?” จ้อนถามเพื่อนสนิทของเขา เมื่อรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล
“เราจะไปหาหลักฐานมาให้พี่ปัญญ์ดูให้ยากเย็นทำไม สู้พาพี่ปัญญ์ไปเห็นกับตาไม่ดีกว่าเหรอ?” ณภัทรเปรย
“ยังไง?” ทุกคนถามเป็นเสียงเดียวกัน
“ก็ให้พี่ปัญญ์ปลอมตัวเป็นแฟนของไอ้จ้อน ให้ไอ้จ้อนปลอมตัวเป็นผู้หญิงใจแตกกำลังจะไปทำแท้ง แค่นี้นางปลีก็พาทั้งสองคนไปเห็นห้องทำแท้งแล้วใช่ไหม?”
เมื่อได้ยินแผนการอันเฉียบขาดของณภัทร ทุกคนก็หัวเราะครืนกันใหญ่ เว้นแต่จ้อนที่ตีหน้าบึงอยู่คนเดียว
“ใช้ได้ ๆ ความคิดน้องพัดนี่สุดยอดจริง ๆ พี่ตกลงตามนี้” ผู้หมวดปัญญ์เอ่ยปากชมณภัทร แล้วทั้งสองก็ตีมือกัน
“ไม่เอา ๆ ฉันเป็นผู้ชายแมนเต็มร้อยนะ จะให้ปลอมเป็นผู้หญิงได้ยังไง สองผัวเมียนั่นต้องดูออกแน่ว่าฉันปลอมตัวมา” จ้อนส่ายหัวปฏิเสธ ทำผมทรงหมวกกันน็อกของตัวเองพลิ้วไปมา สุขภาพผมของเขาดีพอ ๆ กับดาราสาวพรีเซ็นเตอร์แชมพูเลยทีเดียว ผมเงาหนาดกดำ ดูมีน้ำหนักและไม่ชี้ฟู
“แต่ฉันว่าถ้านายแต่งหน้าเสียหน่อย จะดูเป็นผู้หญิงมากกว่ายายมุกอีกนะ” น้ำเพชรว่าเมื่อมองพิจารณาจ้อนจากหลาย ๆ มุม
“เถอะน่านายจ้อน นายกำลังจะได้รับใช้ชาตินะ” มุกลัดดาว่า
“เธอไปรับใช้ชาติแทนฉันไหมล่ะ?” จ้อนค้อน
“ให้มุกลัดดาไป สองผัวเมียนั่นจะสงสัยเอาสิว่าเป็นทอมหรือเปล่า?” ณภัทรได้โอกาสก็แขวะมุกลัดดา พร้อมเอี้ยวตัวหลบหมัดที่เธอเหวี่ยงมา
วันนี้เป็นวันหยุด สี่หนุ่มสาวนัดรวมตัวกันที่คอนโดของจ้อน เพื่อแปลงโฉมหนุ่มร่างกะหร่องให้เป็นสาวสวยพริ้ง สำหรับดำเนินแผนการทะลายคลินิกทำแท้งเถื่อนของนางปลี น้ำเพชรหยิบชุดสวยของตัวเองมาสามชุดให้จ้อนเลือกใช้ในการปลอมตัว แต่ละชุดที่เธอนำมานั้นดูเป็นผู้หญิงเหลือเกิน จนจ้อนเลือกไม่ถูกเลย เขาตัดสินใจเลือกชุดลายดอกไม้สีเหลือง แล้วหยิบเอาเข้าไปเปลี่ยนในห้องนอน สักพักเขาก็เดินออกมาในชุดสวยที่หันซิปมาด้านหน้า เพื่อน ๆ เห็นก็ขำก๊าก จ้อนคงคิดว่าเสื้อที่ตนเองกำลังสวมเป็นเสื้อแจ็คเก็ตละมั้ง
“นายใส่ผิดด้านแล้วนายจ้อน ชุดแบบนี้เขาหันซิปไปไว้ด้านหลัง กลับไปเปลี่ยนใหม่เร็ว ๆ เดี๋ยวพี่ปัญญ์ก็จะมาแล้ว” น้ำเพชรว่า
“ก็ฉันไม่เคยใส่ชุดแบบนี้นี่” พูดแล้วจ้อนก็เดินเข้าไปในห้องเพื่อกลับด้านชุดให้ถูกทาง เมื่อเดินออกมาก็ทำทุกคนตะลึงเพราะจ้อนดูสวยมาก ผิวพรรณของเขาละเอียดผุดผ่องเหลือเกินจนมุกลัดดานึกอิจฉา ทรวดทรงองค์เอวสรีระก็คล้ายผู้หญิง ผมสวยเงางามนุ่มลื่นดูมีน้ำหนัก ใบหน้าถ้าลงเครื่องสำอางสักนิด คงไม่มีใครดูออกแน่ว่าแท้จริงแล้วเขาคือผู้ชาย
“แต่งชุดนี้แล้วนายดูสวยกว่าผู้หญิงจริง ๆ เสียอีกนะ ฉันว่านายเลิกเป็นผู้ชายเถอะ” น้ำเพชรแซว
“ได้ยังไงล่ะ ฉันเป็นแฟนนายจ้อนนะ ถ้านายจ้อนเลิกเป็นผู้ชายฉันก็ลำบากสิ” มุกลัดดาว่า
ณภัทรเพ่งจ้อนอย่างพินิจพิจารณา “เอ… ฉันว่ามันยังขาดอะไรไปอย่างหนึ่งนะ มันดูไม่ตู้มต้ามเลยนะตรงนี้” เขาเอามือทำเป็นวงกลมไว้ตรงหน้าอกของตนเอง
“ของน้ำเพชรก็ไม่เห็นมีเลย” จ้อนพูดพร้อมบุ้ยปากมาที่น้ำเพชร
“ทะลึ่งแล้ว” น้ำเพชรยกแขนขึ้นมาปิดหน้าอกของตนเอง
ความรู้เรื่องการแต่งหน้าน้ำเพชรก็พอได้รับการถ่ายทอดจากคุณน้าของเธอมาบ้าง เธอมองใบหน้าของจ้อนอย่างพิจารณาว่าควรแต่งให้ออกมาแนวไหนดี ใบหน้าของจ้อนนั้นแต่งได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะน่ารักคิขุอย่างวัยรุ่นญี่ปุ่น สวยหวานแบบนางเอกไทย หรือสวยเปรี้ยวเอ็กเซ็กซี่แบบดาราฮอลลีวูดก็ได้ทั้งนั้น
โจทย์ของวันนี้คือ จ้อนต้องปลอมเป็นสาวใจแตกที่ตัดสินใจจบชีวิตลูกน้อยในท้องของตนด้วยการทำแท้ง น้ำเพชรตีโจทย์ทีเดียวแตก เธอรู้เลยว่าควรแต่งหน้าจ้อนออกมาเช่นไร
ใช้เวลาหยิบโน่นหยิบนี่แต่งเติมความสวยให้จ้อนไม่นานก็เสร็จ น้ำเพชรลงรองพื้นให้จ้อนเบาบาง ไม่กล้าลงหนาเพราะเสียดายผิวเนียนละเอียดของเขาหากโดนแป้งหลบหมด กรีดอายไลเนอร์เน้นขอบตาให้ดูเด่นชัดยิ่งกว่าเดิม ใช้สีน้ำตาลระบายคิ้วให้จ้อนใหม่ ผัดพวงแก้มทั้งสองข้างให้มีสีชมพูระเรื่อดูมีเลือดฝาด ปากก็ทาลิปกรอสให้แวววาวดูอวบอิ่ม มัดผมไปข้างหลังหนึ่งปอยแล้วผูกตกแต่งด้วยผ้าเช็ดหน้าสีแดงลายจุดสีขาวเป็นโบว์เด่นอยู่บนหัว น้ำเพชรเลื่อนตัวออกมาเพื่อมองจ้อนในภาพรวม ผลงานออกมาดี เธอนึกชมตัวเองอยู่ในใจว่ามีฝีมือ
“แต่งแล้วดูไม่ออกเลยว่าแกเป็นผู้ชาย” ณภัทรตะลึงในความเปลี่ยนแปลงของเพื่อน
มุกลัดดามองจ้อนอย่างพิจารณา
“แต่ฉันว่ามันดูน่ารักสดใสไร้เดียงสาเกินไปนะ ดูไม่เหมือนสาวใจแตกที่กำลังจะไปทำแท้งเลยสักนิด”
น้ำเพชรหน้าเจื่อน “ก็ฉันแต่งเป็นแต่แนวนี้นี่ เอาเถอะน่า… แค่ดูเป็นผู้หญิงก็ใช้ได้แล้ว”
ที่จริงน้ำเพชรตีโจทย์ออกมาว่าต้องแต่งหน้าให้จ้อนออกมาดูเซ็กซี่ขี่เล่นซุกซน แต่แต่งไปแต่งมาก็ไม่หลุดออกจากแนวสวยหวานน่ารักที่ตนเองถนัด เสียงโทรศัพท์ของณภัทรดังขึ้น เขาเดินไปหยิบมันขึ้นมาดู พบว่าผู้หมวดปัญญ์เป็นคนโทรเข้ามา จึงกดรับสายแล้วยกขึ้นแนบหู
“สวัสดีครับพี่ปัญญ์ ทางนี้เรียบร้อยแล้วครับ อ๋อ… พี่มาถึงแล้วเหรอครับ ครับ ๆ พวกเรากำลังจะลงไป ผมรับรองว่าถ้าพี่เห็นไอ้จ้อนต้องตะลึงเหมือนพวกเราแน่”
“พี่ปัญญ์มาถึงแล้วใช่ไหม รีบลงไปกันเถอะ ฉันอยากให้งานนี้เสร็จไว ๆ จะได้กลับมาเป็นตัวเองสักที” จ้อนบ่นกระปอดกระแปด
“ดัดเสียงให้เป็นผู้หญิงหน่อยสิ แล้วนี่ผ้าพันคอใส่ไว้ปิดลูกกระเดือก” น้ำเพชรพูดแล้วยื่นผ้าพันคอลายดอกไม้ที่ขอยืมมาจากคุณยายให้จ้อน จ้อนรับมาแล้วเอาพันที่คอ โชคดีที่ช่วงนี้เป็นต้นฤดูหนาว ถึงมีคนใส่ผ้าพันคอก็ดูไม่น่าผิดสังเกตอะไร จากนั้นทั้งหมดก็เดินออกจากห้องลงลิฟต์ไปที่ชั้นล่าง
วันนี้ผู้หมวดปัญญ์สลัดเครื่องแบบตำรวจแล้วแต่งตัวด้วยชุดภูมิฐานแทน เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินขนาดเข้ารูปพอดีตัว ใส่กางเกงสแล็กสลิมฟิตสีดำและรองเท้าหนังสีเดียวกัน ทีแรกเขาหมายจะหยิบสูทมาสวมทับอีกชั้น แต่ดูแล้วมันเยอะเกินควร เขาไม่ได้กำลังจะไปออกเดทกับสาวที่ไหนสักหน่อย
ผู้หมวดปัญญ์ขับรถเก๋งส่วนตัวของเขามาจอดไว้ที่หน้าดอนโดของจ้อน จากนั้นเดินเข้ามานั่งรอสี่หนุ่มสาวด้านใน หยิบนิตยสารขึ้นมาอ่านฆ่าเวลา ไม่นานนักณภัทรก็เดินเข้ามาหา เขาเงยหน้าขึ้นมา เห็นจ้อนโดดเด่นสะดุดตาก็มองชนิดตาไม่กระพริบ
“นี่นายจ้อนเองค่ะพี่ปัญญ์ เขาเป็นผู้ชายเหมือนพี่นะ อย่าจ้องตาไม่กระพริบอย่างนั้นสิคะ” มุกลัดดาเดินมายืนบัง เธอหวงจ้อน ไม่อยากให้ผู้ชายคนไหนมองเขาด้วยสายตาแบบนั้น
“น้องจ้อนจริง ๆ เหรอ แต่งหญิงเนียนกว่าที่พี่คิดเอาไว้เยอะจนดูแทบไม่ออกเลย”
“เราจะไปกันได้หรือยังครับ ผมอยากกลับมาเป็นตัวเองเต็มทนแล้ว” จ้อนพูดใบหน้าเบื่อหน่าย แล้วผู้หมวดปัญญ์ก็เดินนำทุกคนไปที่รถของเขา
วันนี้เป็นวันธรรมดาอีกหนึ่งวันของสงคราม แกตื่นขึ้นมาตอนตะวันสายโด่ง เดินมาตักน้ำจากในโอ่งที่รองมาจากน้ำฝนขึ้นมากลั้วปากแทนการแปรงฟัน ตาซ้ายของแกกระตุก แสดงว่าวันนี้จะพบเจอเรื่องราวดี ๆ ยังมีเรื่องราวอะไรดีกว่าเมื่อวานอีกหรือ เมื่อวานนี้เฮียเล้งโทรมาสั่งกุมารทองเพิ่ม บอกจะเอาไปเป็นของกำนัลแก่เพื่อนร่วมธุรกิจเดียวกัน แต่ช่วงนี้นางปลีไม่มีศพเด็กมาเป็นวัตถุดิบให้แกเลย
“ช่วงนี้ไม่มีคนมาทำแท้งกับแกบ้างเลยเหรอ เฮียเล้งเขาสั่งกุมารทองฉันเพิ่ม จะเอาศพเด็กที่ไหนมาทำให้ล่ะเนี่ย” สงครามบ่นระหว่างกำลังกินอาหารเช้ากับภรรยา
“เออ… เดี๋ยวช่วงนี้ก็มีเองแหละน่า เมื่อเช้าตาซ้ายฉันกระตุก แสดงว่าโชคดีกำลังจะเข้ามา”
“เมื่อเช้าตาซ้ายฉันก็กระตุก แหม… กระตุกพร้อมกันสองคนผัวเมียอย่างนี้ โชคใหญ่หล่นทับแน่นอน” สงครามตบเข่าฉาด
ขณะกำลังจะตักอาหารอีกคำเข้าปาก ตาขวาของสงครามก็กระตุก มันกระตุกแรงกว่าตาซ้ายเมื่อเช้านี้เสียอีก
“เป็นอะไรไปตาสงคราม กับข้าวฝีมือฉันมันไม่อร่อยหรือไง?” นางปลีค้อนสามี
“เปล่า… ตาขวาฉันกระตุกน่ะ ทำไมเช้านี้ตาของฉันกระตุกทั้งสองข้างเลยล่ะเนี่ย?” สงครามชักสังหรณ์ใจไม่ค่อยดี
“คิดมากน่าตาสงคราม เตรียมตัวเปิดรับแต่เรื่องราวดี ๆ ที่กำลังจะเข้ามาก็พอ”
คล้อยหลังนางปลีพูดไม่นาน ตาขวาของแกก็กระตุกอีกคน วันนี้สองสามีภรรยาคู่นี้เตรียมตัวเปิดรับโชคใหญ่หล่นทับเอาไว้ได้เลย ฟันเฟิร์ม!
นายตำรวจหนุ่มขับรถเก๋งส่วนตัวผ่านการจราจรบางตาในวันหยุด มาจอดก่อนถึงตำหนักของสงครามเล็กน้อย ณภัทรจำที่นี่ได้ดี มันยังคงบรรยากาศอึมครึมน่าอึดอัดใจเอาไว้ เหมือนตอนเขามาเยือนครั้งแรก วันนี้คงได้ปิดฉากที่นี่เสียที เจ้าของคลินิกนรกอย่างนางปลีสมควรนำตัวไปรับโทษ สงครามผู้เป็นสามีของเธอก็ต้องถูกจับด้วยเหมือนกัน ข้อหาสมรู้ร่วมคิดปกปิดซ่อนเร้นหลักฐานว่านางปลีรับทำแท้ง เมื่อรถจอดสนิท ผู้หมวดปัญญ์ก็ติดต่อลูกน้องผ่านวิทยุสื่อสารที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อ
“ทุกคนเตรียมพร้อมนะ ฉันกำลังจะเข้าไปดำเนินตามแผน”
ลูกน้องของผู้หมวดปัญญ์จำนวนสามนายแอบซ่อนตัวดูความเคลื่อนไหวของผู้ต้องสงสัยอยู่รอบ ๆ ละแวกตำหนัก เตรียมพร้อมจับกุมหากนางปลีคิดหลบหนีออกมาข้างนอก เมื่อพร้อมแล้วผู้หมวดปัญญ์ก็เปิดประตูรถออกมายืนข้างนอก
“สู้ ๆ นะนายจ้อน ฉันคอยเป็นกำลังใจให้อยู่” มุกลัดดาจับมือเย็นเฉียบของจ้อนเป็นการให้กำลังใจ
จ้อนสูดหายใจลึกเข้าปอด แล้วเปิดประตูออกจากรถ เขาและผู้หมวดปัญญ์เดินเข้าไปยังตำหนักของสงครามที่ชั้นล่างปล่อยเงินกู้ แต่แท้จริงแล้วแอบเปิดเป็นคลินิกทำแท้งเถื่อน จ้อนคิดทบทวนแผนการ เมื่อเขาเจอนางปลีต้องบอกรหัสลับว่า “มาเอาดอกเอก” ซึ่งเป็นคำผวนมาจากคำว่า “มาเอาเด็กออก” เพื่อน ๆ ทั้งสามของเขานั่งติดตามเหตุการณ์อยู่ในรถ ซึ่งมีวิทยุสื่อสารตำรวจเปิดอยู่
บรรยากาศอึมครึมของที่นี่ ทำจ้อนกระอักกระอวน ต้นไม้สูงใหญ่และรูปปั้นทวยเทพให้ความรู้สึกราวกับอยู่ในแดนพิศวง ทำจ้อนขนลุกซู่ แต่สำหรับผู้หมวดปัญญ์กลับไม่สะทกสะท้านอะไรเลยสักนิด เพราะผ่านที่อโคจรเช่นนี้มามาก ป้ายไวนิลคำว่า “เงินกู้ด่วน ไม่ต้องมีคนค้ำประกัน” วางไว้ข้างประตูที่เปิดกว้างต้อนรับ ข้างในประตูบานนั้นมีหญิงแก่ร่างท่วมสวมเสื้อคอกระเช้านั่งทำบัญชีอยู่ที่โต๊ะเหล็กตัวใหญ่
จ้อนและผู้หมวดปัญญ์เดินไปนั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะ ทันทีที่ก้นสัมผัสกับเก้าอี้ จ้อนก็สะดุ้งโหยงเพราะมันเย็นเฉียบราวกับทำมาจากน้ำแข็ง นางปลีเงยหน้าขึ้นมาจากสมุดบัญชีที่เขียนด้วยลายมือหวัด มองหน้าลูกค้าทั้งสอง ยังไม่ทันได้พูดคุยอะไรกัน แกก็หยิบสมุดสัญญาเงินกู้จากในลิ้นชักออกมาวางไว้บนโต๊ะ
“จะกู้เท่าไหร่ล่ะ ดูเป็นข้าวใหม่ปลามัน จะกู้พากันไปฮันนีมูนใช่ไหม?” นางปลีว่า
จ้อนอ้าปากจะพูดคำว่า “มาเอาดอกเอก” ซึ่งเป็นคำผวนมาจากคำว่า “มาเอาเด็กออก” แต่ปากก็สั่นระริกเพราะความตื่นเต้น รีบพูดตามแผนให้เสร็จ ๆ เสียทีจะได้กลับคอนโดไปถอนชุดบ้า ๆ นี่ และล้างเครื่องสำอางออก พูดสิจ้อนพูดคำว่า “มาเอาดอกเอก” ซึ่งเป็นคำผวนมาจากคำว่า “มาเอาเด็กออก”
“มาเอาเด็กออก เอ้ย! มาเอาดอกเอก” จ้อนพูดไปผิด ๆ ถูก ๆ เพราะสติไม่อยู่กับตัว
“ห๊ะ! มาทำอะไรนะ?” นางปลีถาม
“มาเอาดอกเอก”
นางปลีใบหน้าระรื่น ในที่สุดก็มีวัตถุดิบให้สามีทำสินค้าสักที
“มาเอาดอกเอกจริง ๆ ใช่ไหม?” นางปลีถามย้ำ
จ้อนพยักหน้าหงึกหงัก
“ตามมา” นางปลีเรียกแล้วลุกไปเปิดประตูกระจกทึบแสง
จ้อนและผู้หมวดปัญญ์ลุกเดินตามไป นางปลีหันมาตะวาด เพราะเธอเรียกแต่ผู้หญิงให้ตามเข้าไปเท่านั้น
“ไอ้หนุ่มไม่ต้องเข้ามา รออยู่ด้านนอกนี่แหละ!”
จ้อนเหรอหรา ตามแผนคือต้องพาผู้หมวดปัญญ์เข้าไปเห็นห้องทำแท้งนั่นด้วยตาตนเอง ถึงจะจับกุมนางปลีได้ ถ้าห้ามไม่ให้เข้าไปอย่างนี้แผนก็ล่มน่ะสิ แล้วความจะแตก ถ้านางปลีเห็นว่าจ้อนไม่มีอีหนูแต่มีไอ้หนู ถึงตอนนั้นแกเอาเครื่องมือทำแท้งกะซวกท้องเขาจนไส้ทะลักออกมากองพื้นแน่
“เอ่อ…” ผู้หมวดปัญญ์คิดหาทางแก้ไข “ให้ผมเข้าไปด้วยเถอะครับ แฟนผมคนนี้เธอเป็นคนขี้กลัว ให้ผมเข้าไปอยู่เป็นเพื่อนคอยให้กำลังใจเธอเถอะนะครับ”
“มีอะไรต้องกลัว ฉันมืออาชีพ ทำแป๊บเดียวไม่ทันเจ็บก็เสร็จแล้ว เข้าไปจะเกะกะฉันเอาเปล่า ๆ” นางปลีไม่ยอมใจอ่อน
จะทำยังไงดี อุตส่าห์แต่งหญิงมาเต็มขนาดนี้ แผนการที่ตระเตรียมไว้มีอันต้องล่มลงหรือนี่ จ้อนไม่ยอมให้การมาครั้งนี้เสียเที่ยวแน่ จะประคับประคองแผนการนี้ให้สำเร็จให้ได้ เป็นไงเป็นกัน ทุ่มสุดตัวเลยแล้วกัน
“พี่ชายคะฉันกลัวจังเลย ถ้าไม่มีพี่อยู่เคียงข้างฉันต้องผ่านพ้นมันไปไม่ได้แน่ เรากลับกันเถอะค่ะ ไว้ให้ฉันเข้มแข็งกว่านี้แล้วเราค่อยมากันใหม่” จ้อนจ้องผู้หมวดปัญญ์แล้วกล่าวถ้อยคำน้ำเน่าที่เคยได้ยินมาจากซีรี่ส์เกาหลี ทำเอาเพื่อน ๆ ที่นั่งฟังอยู่ในรถระเบิดเสียงหัวเราะท้องคักท้องแข็ง
นางปลีลังเลใจ ปกติเธอไม่ยอมให้ผู้ชายเข้าไปในห้องทำแท้ง นอกจากสามีของเธอ แต่ช่วงนี้สงครามได้คำสั่งซื้อกุมารทองจากเฮียเล้งมาหลายตัว จะปล่อยโอกาสให้วัตถุดิบหลุดลอยไปก็กระไรอยู่
“ก็ได้ ๆ ถ้าเข้าไปแล้วอย่าส่งเสียงรบกวนสมาธิฉันนะ” พูดแล้วนางปลีก็เดินนำเข้าประตูไปยังห้องที่ใช้เก็บบัญชีลูกหนี้เงินกู้ของเธอ ห้องนี้มีประตูกระจกทึบแสงอีกบาน บานนี้คงเป็นบานที่เชื่อมต่อห้องทำแท้ง เพราะผู้หมวดปัญญ์รู้สึกได้ถึงกลิ่นคาวเลือดและรังสีความเคียดแค้นจองล้างจองผลาญที่แผ่ออกมา
นางปลีเปิดประตูบานนั้น แล้วพาทั้งสองคนเดินเข้าไป ภายในห้องดูคล้ายโรงพยาบาลต่างจังหวัด มีเตียงพร้อมขาหยั่งที่สนิมเกาะเกรอะกรัง มีเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับตัด-แงะ-แคะ-ขูด ต่างกันก็เพียงเรื่องความสะอาดเท่านั้น
สิ่งที่ณภัทรบอกเป็นความจริงทุกอย่าง นางปลีคือหมอทำแท้งเถื่อนซึ่งเป็นอาชีพที่ผิดกฎหมาย ผู้พิทักษ์ความถูกต้องของแผ่นดินอย่างผู้หมวดปัญญ์ จำต้องจับกุมแกเพื่อนำไปดำเนินคดี เขาชักกุญแจมือออกมาจากกระเป๋าด้านหลังกางเกง พร้อมล้วงบัตรประจำตัวตำรวจจากกระเป๋าเสื้อออกมาแสดงตัวกับนางปลี
“ผมร้อยตำรวจโทปัญญ์ ขอจับกุมคุณในข้อหาประกอบอาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับอนุญาตและมีความผิดฐานทำให้คนอื่นแท้งลูก”
ลูกน้องคนสนิททั้งสามนายของผู้หมวดปัญญ์ ได้ยินหัวหน้าแสดงตัวเพื่อเข้าจับกุมก็ออกจากที่ซ่อนตัว เดินเข้ามาสมทบ ผู้หมวดปัญญ์จับนางปลีใส่กุญแจมือแล้วพาเดินออกมา นางปลีแหกปากตะโกนร้องสุดเสียงเพื่อเตือนสามีของตนที่อยู่ชั้นบน
“ตาสงคราม! ตำรวจมาโว้ย! แกรีบหนีไปเร็ว!”
สงครามได้ยินเสียงเมียตนเองร้องก็เดินออกมาดูที่บันไดว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อเห็นตำรวจนอกเครื่องแบบสามนาย กำลังเดินเข้ามาในบ้านก็เหลือกลานคิดหาทางหนีทีไล่ แกวิ่งไปที่บันไดหลังบ้าน รีบกระโดดลงมาให้ถึงพื้นโดยเร็ว ผู้หมวดปัญญ์เดินออกมาข้างนอก ส่งนางปลีให้ลูกน้องควบคุมตัว แล้ววิ่งไปข้างหลังบ้านเนื่องจากได้ยินเสียงฝีเท้าของคนกำลังหนี
เขาเห็นสงครามวิ่งเข้าป่า จึงสับขายาวตามไปเพื่อจับกุม เมื่อครู่ยังเห็นหลังอยู่ไว ๆ แต่ตอนนี้หายไปไหนแล้ว เขามองหาจนทั่ว แต่ก็ไม่พบร่องรอยของสงคราม จึงตัดสินใจเดินกลับไปรวมกับพรรคพวก ไว้ค่อยออกหมายจับตาแก่นั่นเอาทีหลัง
สงครามหนีหัวซุกหัวซุน ลงมาหลบอยู่ในโคลนตมและกอผักตบชวา ตอนนี้ทั้งตัวของเขาดำมะเมื่อม เว้นสีขาวก็แต่ที่ลูกตาทั้งสองข้าง เมื่อครู่ที่กำลังหลบ เขาไม่ได้ร่ายคาถาบังตาแต่อย่างใด โชคดีที่นายตำรวจคนนั้นตาถั่วเดินผ่านมาแต่ไม่สังเกตเห็น ตำรวจได้เบาะแสมาจากใครถึงบุกทะลายคลินิกทำแท้งเถื่อนในวันนี้ได้
“ฝีมือไอ้ณภัทรพ่อ มันแจ้งเบาะแสไอ้ตำรวจใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาคนนั้น แผนอุบาทว์ที่ให้ชายปลอมเป็นหญิงมันก็เป็นคนคิด” คงกระพันรายงานเบื้องลึกเบื้องหลังให้สงครามทราบ
“กรอด…” สงครามกัดฟันแน่น แววตาเคียดแค้นถึงขีดสุด “ไอ้ณภัทร! เห็นทีฉันต้องเล่นไม้แข็งกับแกแล้ว”
คณะบุกทำลายคลินิกทำแท้งเถื่อนเดินทางมายังสถานีตำรวจ ผู้หมวดปัญญ์ควบคุมตัวนางปลีเข้ามาในอาคาร จ่าสิบตำรวจประจำโต๊ะรับแจ้งเหตุร้อนทุกข์คนที่ปฏิเสธเบาะแสของณภัทรเดินเข้ามาหา เขาไม่อยากเชื่อว่านางปลีจะประกอบอาชีพผิดกฎหมายอย่างที่เด็กหนุ่มคนนั้นพูดจริง ๆ พลันก็รู้สึกหมดศรัทธาในเครื่องรางของขลังของสงครามที่ตัวเองใส่ห้อยคออยู่
“เป็นไงล่ะจ่า ทีนี้เห็นความจริงหรือยัง คราวหลังก็ทำงานให้รอบคอบหน่อย” ผู้หมวดปัญญ์ว่า แล้วหันไปสั่งลูกน้องคนที่ออกไปบุกจับด้วยกัน “ฝากจ่านำตัวผู้ต้องหาไปขังด้วย”
ลูกน้องคนนั้นเหยียดตัวตรงพร้อมพูดคำว่า ครับ! เสียงดัง ก่อนจะพานางปลีเข้าไปขัง แกยังไม่สิ้นฤทธิ์ หันกลับมาตะวาดใส่ผู้หมวดปัญญ์
“แกจับฉันแบบนี้ไม่ได้! ปล่อยฉันไปเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นพวกแกโดนผัวฉันเล่นของใส่จนตายยกโรงพักแน่!”
Leave a comment