ฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มแล้ว ทุกคนขึ้นจากน้ำกลับมารวมกันที่รถ ยกเว้นจ้อนและมุกลัดดา ตอนนี้ทั้งน้ำตกเหลือเพียงพวกเขากลุ่มเดียว บรรยากาศเริ่มวังเวงอ้างว้าง อีกไม่กี่นาทีน้ำตกก็จะปิดให้เข้าแล้ว
“เอ… นี่นายจอห์นกับมุกลัดดาไปอยู่ไหนเนี่ย ป่านนี้แล้วยังไม่มาตามเวลานัดอีก” การะเกดบ่นพึมพำ เมื่อสังเกตเห็นคนมาไม่ครบ
เจ้าหน้าที่สาวของน้ำตกเดินมาบอกทุกคน
“น้ำตกจะปิดแล้วนะคะ”
“เอ่อ… ขอเวลาอีกเดี๋ยวค่ะ เพื่อนพวกหนูยังไม่มาอีกสองคน ไม่รู้ว่าหายไปไหน” การะเกดบอก
“ค่ะ งั้นช่วยทำเวลาหน่อยนะคะ เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องปิดที่นี่แล้ว”
“ค่ะ ๆ เราจะรีบติดต่อสองคนนั้นให้เร็วที่สุด”
“ผมเห็นพี่สองคนนั้นเดินขึ้นเขาไปตั้งแต่เราลงเล่นน้ำกันแล้วครับ” ต้อมบอก
“ทำไมไม่ห้ามเอาไว้เล่า ป่าบนนั้นอันตราย ยิ่งชื้น ๆ แบบนี้งูยิ่งชุม ฉันจะออกไปตามหาสองคนนั้นเอง ทุกคนรออยู่ที่นี่” ณภัทรว่าแล้วเดินออกไป มุ่งกลับสู่น้ำตก
“เดี๋ยว! ฉันไปด้วย” น้ำเพชรตะโกนแล้วตามหลังมา
ณภัทรหันมาห้ามเธอ
“เธอจะไปเป็นภาระฉันทำไม ที่นั่นอันตรายนะ อยู่นี่กับทุกคนนั่นแหละดีแล้ว”
“ให้ฉันไปด้วยเถอะนะ ฉันเป็นห่วงยายมุก”
ณภัทรเดินต่อโดยไม่สนใจเสียเวลาต่อปากต่อคำห้ามน้ำเพชรไม่ให้ตามมา ป่านนี้ไม่รู้เพื่อนทั้งสองคนของเขาจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร น้ำเพชรยังตามเขามาอย่างไม่ลดละ ถ้าอย่างนั้นคงต้องปล่อยเลยตามเลย ตอนนี้ฝนพรำลงมาเป็นเม็ดเล็ก ๆ อากาศเริ่มหนาวจนน้ำเพชรต้องกระชับเสื้อคลุมให้แน่นเข้า ทางเดินขึ้นไปก็ช่างลาดชัน แถมดินโดนน้ำฝนกลายเป็นโคลนอีก ต้องย่างทุกก้าวด้วยความระมัดระวัง ไม่อย่างนั้นอาจลื่นล้มบาดเจ็บเอาได้
“นายรู้แล้วเหรอว่าจะไปตามหาสองคนนั้นที่ไหน ไม่ใช่ว่าเราจะหลงไปด้วยนะ” น้ำเพชรว่า
“ฉันเป็นคนท้องถิ่นที่นี่ เคยมาเล่นที่นี่ตอนเด็กกับเพื่อนบ่อย ๆ ให้หลับตาเดินคลำทางยังได้เลย”
“อย่าพูดให้มากหน่อยเลย ไว้เจอสองคนนั้นก่อนเถอะ” น้ำเพชรอมยิ้มให้กับนิสัยช่างโวของเขา
“สองคนนั้นไปไหนได้ไม่ไกลหรอก คงวน ๆ อยู่แถวนี้”
น้ำเพชรไม่ได้ระวังเท้า โคลนที่ไหลเข้ารองเท้าแตะทำเธอลื่นล้มก้นกระแทกพื้น ณภัทรเข้ามาประคองพลาง ถามไถ่อย่างเป็นห่วง
“เป็นอะไรหรือเปล่า ลุกขึ้นเองไหวไหม?”
น้ำเพชรลุกขึ้นยืนพลางสำรวจตนเองพบว่าไม่ได้บาดเจ็บตรงไหน แต่หูรองเท้าแตะของเธอนั้นขาด ไม่สามารถสวมได้อีกต่อไป ณภัทรเห็นอย่างนั้นจึงถอดรองเท้าแตะของเขาทั้งสองข้างให้เธอสวม เหลือเพียงเท้าเปลือยเปล่าสัมผัสกับพื้นเฉอะแฉะ
“เอารองเท้าฉันไปใส่แทนแล้วกัน”
“อ้าว… แล้วอย่างนี้นายจะใส่อะไรเดินล่ะ?”
“อย่าห่วงฉันเลย เท้าฉันหนากว่าเท้าเธอตั้งเยอะจะกลัวอะไรล่ะ”
น้ำเพชรยกเท้าเล็กกว่าสวมรองเท้าแตะ เธอสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายของเขาที่ยังคงหลงเหลืออยู่กับพื้นรองเท้า มันให้ความรู้สึกอุ่นใจและปลอดภัย แล้วทั้งคู่ก็ออกเดินต่อ
อีกฟากหนึ่งของป่า จ้อนยังนั่งร้องโอดโอยกับแผลที่น่องขา เลือดยังไหลออกมาเรื่อย ๆ ไม่ยอมหยุด มุกลัดดาตื่นตระหนกไม่รู้ว่าตอนนี้ควรทำอะไรก่อนเป็นอันดับแรก ได้แต่บอกให้จ้อนทำใจดี ๆ เข้าไว้
“โอ๊ย… จะให้ฉันทำใจดี ๆ ได้ยังไงล่ะ ฉันโดนงูกัดนะ ไม่รู้ตอนนี้พิษมันแล่นไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ถ้ามันแล่นไปถึงหัวใจล่ะก็ ฉันได้ตายเป็นผีเฝ้าป่านี้แน่”
มุกลัดดารู้แล้วว่าสถานการณ์แบบนี้เธอควรทำอะไรก่อนเป็นอันดับแรก เธอต้องตั้งสติให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวให้ได้ก่อน เมื่อตั้งสติได้แล้วความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการปฐมพยาบาลให้คนถูกงูกัดสมัยเรียนเนตรนารีก็เข้ามาในหัว เธอกัดชายเสื้อให้ขาดเป็นรอยแล้วฉีกเสื้อยืดจากรอยนั้นออกมาครึ่งตัว ตอนนี้เสื้อยืดของมุกลัดดาเหลือแต่ส่วนบนปกปิดร่างกาย เผยให้เห็นหน้าท้องแบนราบไร้ส่วนเกิน ดูราวกับนางแบบระดับโลกก็ไม่ปาน เล่นกีฬาว่ายน้ำมันดีอย่างนี้นี่เอง
มุกลัดดาฉีกแบ่งชิ้นส่วนเสื้อยืดนั้นออกเป็นเส้นยาวสองเส้น เส้นแรกเธอเอามารัดเหนือแผลเป็นการห้ามพิษแล่นเข้าสู่หัวใจ อีกเส้นเอามาพันห้ามเลือดที่ปากแผล ต้องรีบพาจ้อนส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เธอพยุงเขาลุกขึ้นแต่เขาไม่ยอมลุกตาม
เธอรัดขาฉันแน่นอย่างนี้ฉันยืนไม่ได้หรอก” จ้อนพูดอย่างท้อถอย ทั้งที่ยังไม่ได้ลองยืนดูเลย
มุกลัดดาสีหน้าเครียด เธอไม่อยากอยู่เฉย ๆ เพื่อรอความช่วยเหลือ เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานอย่างนี้ ไม่รู้ว่าความช่วยเหลือหรือความตายอย่างไหนจะมาถึงก่อนกัน เธอไม่อยากให้เขาตาย จะพยายามช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ
“ขึ้นขี่หลังฉันแล้วกัน” พูดแล้วมุกลัดดานั่งยอง ๆ หันหลังให้จ้อน
จ้อนลังเล เขาไม่อยากรับความช่วยเหลือจากเธอเท่าไหร่นัก เพราะทิฐิที่สุมอยู่ในใจ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาหยิ่งในศักดิ์ศรี เขาควรพาตัวเองไปให้ถึงโรงพยาบาลด่วนที่สุดโดยไม่สนใจวิธีการ เอื้อมสองมือไปกอดคอของเธอ แล้วเธอก็หิ้วขาแบกตัวเขาขึ้นมา จ้อนในตอนนี้เหมือนลูกแหง่ขี่หลังแม่ มุกลัดดาก้าวขามั่นคงออกเดินต่อ ขอให้ทางข้างหน้าเจอใครสักคนด้วยเถอะ
เสียงน้ำตกแว่วใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ความหวังผุดขึ้นมาในใจของมุกลัดดา ศีรษะของชายหนุ่มบนหลังเริ่มตกลงมาซบไหล่เธอ เขาห้ามหมดสติเป็นอันขาด หากหลับตาไปแล้วอาจไม่มีโอกาสได้ลืมตาขึ้นมาอีกก็เป็นได้
“นายจ้อน! นายห้ามหลับเชียวนะ”
“ฉันไม่ได้หลับ แค่รู้สึกเพลีย ๆ” น้ำเสียงจ้อนฟังดูไร้เรี่ยวแรง
หากปล่อยไว้เฉย ๆ เขาได้หลับไปในที่สุดแน่ มุกลัดดาจึงหาเรื่องมาชวนให้เขาคุย
“นี่นายจ้อน! นายคิดว่ามื้อค่ำนี้แม่ของนายพัดจะทำอะไรให้เรากิน”
“ไม่รู้! ตอนนี้ช่วยพาฉันไปโรงพยาบาลก่อน”
“ก็กำลังจะหาทางพาไปอยู่นี่ไง นายคิดว่างูที่กัดนายเป็นสายพันธุ์อะไร?”
“ไม่รู้! ฉันไม่เห็นตอนมันกัด” จ้อนเสียงอ่อน
“นายว่าเพื่อน ๆ จะออกตามหาพวกเราหรือยัง นี่ก็ครบสองชั่วโมงเลยเวลาน้ำตกปิดแล้วมั้ง”
“ไม่รู้! เธออย่าถามอะไรเซ้าซี้ฉันอีกได้ไหม ขี้เกียจตอบ ตอนนี้ฉันง่วงยังไงก็ไม่รู้”
“”อย่าหลับเชียวนะ! ถ้านายหลับนายอาจไปแน่” มุดลัดดาใช้คำอ้อม ๆ
“ทำไมแช่งฉันอย่างนั้นล่ะ ถ้าฉันตายกลายเป็นผี จะไปหลอกเธอเป็นคนแรกเลย”
“ฮ่า ๆ ๆ มาเลยฉันไม่กลัว ถ้ามาเจอฉันใช้ท่าจระเข้ฟาดหางใส่แน่ แล้วตอนนั้นจะได้รู้ว่าคนกับผีใครจะแน่กว่ากัน”
“ฮ่า ๆ ๆ” จ้อนหัวเราะเสียงแผ่ว กำแพงแห่งทิฐิเริ่มทะลายลงแล้ว “เธอนี่ไม่กลัวอะไรเลยจริง ๆ ถามหน่อยเถอะว่ามีอะไรบนโลกนี้ที่เธอกลัวบ้างไหม หรือว่าไม่มี?”
“มีสิ!” มุกลัดดาหน้าหมองลง “สิ่งที่ฉันกลัวมากที่สุดคือ… กลัวคนที่ฉันรักไม่รักฉัน”
“เธอรักใครเข้าแล้วเหรอ ฉันสงสารคนนั้นจริง ๆ”
อารมณ์เศร้าเข้าเกาะกุมจิตใจของมุกลัดดา สิ่งที่เธอกลัวได้เกิดขึ้นแล้ว ดูเหมือนจ้อนจะไม่ได้คิดเหมือนอย่างที่เธอคิด พลันน้ำใส ๆ ก็รื่นที่ขอบตา เข้มแข็งไว้มุกลัดดา เวลานี้เธอต้องเข้มแข็ง
จ้อนรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างไรก็บอกไม่ถูก ที่ผ่านมาเขาช่างเย็นชากับเธอเหลือเกิน แต่มาวันนี้เธอกลับช่วยเหลือเขาโดยไม่มีอาการรังเกียจหรือไม่เต็มใจแต่อย่างใด ถ้าเขาเป็นเธอเขาคงจะโกรธมากที่มีผู้ชายเอาแต่แขวะแบบนี้ เธอคงรู้สึกเสียใจกับทุกคำพูดทิ่มแทงจิตใจ พยายามบังคับใจตนให้หาคำตอบของคำถามว่าทำไมถึงได้ไม่ชอบมุกลัดดานัก แต่กลับหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้
“มุกลัดดา ฉันขอโทษเธอนะ” จ้อนกล่าวจากส่วนลึกของหัวใจ
“ไม่เป็นไรหรอก ช่วยนายแค่นี้ฉันไม่ได้ลำบากกว่าแรงอะไร” มุกลัดดาเข้าใจว่าจ้อนขอโทษเรื่องที่เขาเป็นภาระให้เธอต้องเหนื่อย
“เปล่า… ฉันไม่ได้ขอโทษเรื่องนี้ ที่เธอช่วยเหลือ ฉันต้องขอบคุณเธอต่างหาก ที่ขอโทษนั้นสำหรับเรื่องต่าง ๆ ในอดีตที่ผ่านมา”
“เรื่องอะไรเหรอ?” มุกลัดดานึกไม่ออกจริง ๆ ว่าเขาขอโทษเธอเรื่องอะไรในอดีต
“เรื่องที่ฉันมักแขวะหรือพูดจาทำร้ายจิตใจเธอไง”
มุกลัดดาปล่อยเสียงหัวเราะออกมา
“ฮ่า ๆ ๆ นึกว่าเรื่องอะไร ขอโทษเรื่องแค่นี้เองเหรอ ฉันไม่เคยเก็บคำพูดพวกนั้นของนายมาคิดเล็กคิดน้อยเลย อะไรที่มันไม่ดีฉันก็ทิ้งไว้ตรงนั้น”
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เอาเป็นว่าฉันขอโทษเธอไปแล้วนะ”
น้ำเสียงราบเรียบของจ้อน กลับทำหัวใจของมุกลัดดาให้พองโต
ทางด้านของณภัทรและน้ำเพชร ทั้งคู่ยังบุกป่าฝ่าดงเข้ามาอยู่ จู่ ๆ มาวินก็ปรากฏตัวให้ณภัทรเห็นหลังจากไม่เจอกันเลยตั้งแต่ช่วงเตรียมตัวสอบปลายภาค
“มาได้จังหวะพอดีเลย นายช่วยตามหาเพื่อนฉันอีกแรงหนึ่งได้หรือเปล่า” ณภัทรพูดกับมาวิน แต่น้ำเพชรผู้ซึ่งไม่ได้เห็นเช่นเดียวกับเขานั้นตกใจ เมื่อเห็นชายหนุ่มพูดอยู่คนเดียว พลันขนเธอก็ลุกเกรียว
“ที่มาหาก็จะมาบอกเรื่องเพื่อนนายนี่แหละ สองคนนั้นอยู่ห่างออกไปอีกห้าสิบเมตรทางด้านขวามือ รีบไปหาเร็วเข้าเถอะ นายจ้อนถูกงูกัดด้วย ไม่รู้อาการเป็นยังไงบ้าง”
“หา! ไอ้จ้อนถูกงูกัด” ณภัทรร้องทำน้ำเพชรตกใจใจหายวาบ แล้วเขาก็วิ่งออกไปยังทิศทางที่มาวินบอก น้ำเพชรประหลาดใจกันพฤติกรรมของชายหนุ่มที่เหมือนพูดอยู่คนเดียวแล้วหุนหันวิ่งออกไป เขารู้ได้อย่างไรว่านายจ้อนถูกงูกัด กลางป่าเช่นนี้คนข้าง ๆ ทำตัวแบบนี้นั้นช่างน่ากลัวน่าขนลุกเหลือเกิน เธอรีบวิ่งตามเขาไป กลัวว่าหากคลาดสายตาแล้วตัวเองจะหลงป่าไปด้วยอีกคน
“ไอ้จ้อน! ไอ้จ้อน! แกอยู่ไหน!” ณภัทรส่งเสียงเรียก
“ยายมุก! นี่ฉันเองนะได้ยินหรือเปล่า! ยายมุก!” น้ำเพชรร้องออกไปบ้าง
มุกลัดดาที่แบกจ้อนไว้บนหลัง เดินด้วยอาการเหนื่อยอ่อน วันนี้ออกแรงมาทั้งวันแล้วยังต้องแบกคนหนุ่มทั้งคนไว้บนหลังอีก แม้จ้อนจะหุ่นเพรียวบาง แต่น้ำหนักนั้นน้อยเหมือนเด็กหัดเดินเสียที่ไหน ถึงเธอจะเป็นนักกีฬาที่ฝึกฝนกล้ามเนื้อ แต่ก็อ่อนก็ล้าได้เหมือนกัน ครั้นหูได้ยินเสียงเพื่อนร้องตะโกน ใบหน้าเธอก็หายจากอาการท้อ ส่งเสียงกลับออกไปบ้าง
“ยายเพชร! นายพัด! ฉันกับนายจ้อนอยู่นี่!”
ได้ยินเสียงมุกลัดดา ณภัทรก็เร่งฝีเท้าไปหา เขาพบมุกลัดดาแบกจ้อนไว้บนหลัง เธอมีใบหน้าโล่งใจเมื่อเห็นเพื่อนทั้งสอง ค่อย ๆ วางจ้อนลงแล้วล้มพับนั่งหมดสภาพ น้ำเพชรเข้ามาดูอาการเพื่อนสาว แปลกใจที่เห็นเธอสวมเพียงเสื้อยืดครึ่งตัว ณภัทรเสียสละโดยถอดเสื้อคลุมชั้นนอกออกให้มุกลัดดาสวม แล้วรีบหามจ้อนขึ้นหลัง พาเดินออกไปจากป่า
“ทำใจดี ๆ ไว้นะไอ้จ้อน ฉันจะรีบนำแกไปส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด”
“แกไหวไหมยายมุก” น้ำเพชรถามเพื่อน เมื่อมุกลัดดาพยักหน้าหงึกหงัก เธอก็พยุงเพื่อนลุกขึ้นเดินตามหลังผู้ชำนาญทางไป
ไม่ถึงห้านาทีณภัทรก็พาทุกคนลงมาถึงข้างล่าง บัดนี้ท้องฟ้ามืดลงแล้วแต่ชาวค่ายยังอยู่กันครบ ณภัทรพาจ้อนมาส่งให้ทุกคนอุ้มขึ้นหลังรถกระบะ หันไปบอกพ่อของตนให้ออกรถนำจ้อนส่งถึงมือหมอ
“จ้อนโดนงูกัดครับพ่อ รีบพามันไปส่งโรงพยาบาลเร็ว ๆ เถอะครับ”
“ได้ ๆ คนอื่นรออยู่ที่นี่ก่อนนะ เดี๋ยวลุงจะโทรให้ลุงทมมารับ” ศรีชัยบอกแล้ววิ่งไปเปิดประตูฝั่งคนขับ เข้าไปนั่งหน้าพวงมาลัย ณภัทร น้ำเพชรและมุกลัดดาปีนขึ้นไปนั่งกระบะท้ายอยู่เป็นเพื่อนจ้อน รถขนผักเก่าบุโรทั่งส่งควันคลุ้งแล้วแล่นออกไปด้วยความเร็วเท่าที่ศรีชัยจะเร่งเครื่องยนต์ได้
ศรีชัยจอดรถหน้าตึกรับผู้ป่วยฉุกเฉินของโรงพยาบาลประจำอำเภอ เปิดประตูไปบอกให้บุรุษพยาบาลเข็นเตียงออกมารับจ้อน ร่างปวกเปียกถูกเข็นเข้าห้องอุบัติเหตุและฉุกเฉิน แล้วประตูก็ปิดลง ทิ้งผู้ที่เกี่ยวข้องกับคนไข้ให้รอหน้าห้องด้วยอาการกระวนกระวายใจ
ณภัทรหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาต่อสายหาแม่ของจ้อน เขาควรบอกเธอให้ทราบเรื่องลูกชาย น้ำเสียงตกใจดังออกมาจากปลายสาย เธอร้อนใจอยู่ไม่สุข บอกจะรีบบึ่งรถมาหาภายในเวลาไม่เกินสามชั่วโมง
มุกลัดดาดูอาการกระวนกระวายใจที่สุด ขณะที่คนอื่นนั่งนิ่งอยู่เฉย ๆ ที่เก้าอี้หน้าห้องแต่เธอกลับลุกขึ้นเดินไปเดินมา ในที่สุดประตูห้องอุบัติเหตุและฉุกเฉินก็เปิดออก หมอหนุ่มในชุดกาวน์เดินออกมา ทุกคนพร้อมใจกรูเข้าไปล้อม
“เพื่อนหนูเป็นยังไงบ้างคะ คุณหมอช่วยเขาได้แล้วใช่ไหม เขาจะไม่ตายใช่ไหมคะ?” มุกลัดดาถามอย่างร้อนรน
หมอหนุ่มยิ้มจนตาหยี
“ไม่ต้องห่วงครับ เพื่อนคุณไม่ได้เป็นอะไร ตอนนี้เขาหลับไปแล้วเพราะอาการเหนื่อยและพยาบาลก็กำลังทำแผลให้เขา งูที่กัดเขาเป็นงูไม่มีพิษครับ เพราะรอยเขี้ยวนั้นเรียงกันเป็นแถวซึ่งต่างจากงูที่มีพิษ ชนิดนั้นถ้ากัดจะเห็นรอยเขี้ยวแค่สองรอย” คุณหมอบอกอาการของจ้อน ทุกคนโล่งใจ หมอยังให้ควรรู้เกี่ยวกับพิษงูเพิ่มเติมอีกว่า
พิษงูนั้นมีสามชนิด ชนิดแรกคือพิษต่อระบบประสาท มาจากงูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยมและงูทับสมิงคลา อาการเริ่มจากแขนไม่มีแรง รู้สึกกระวนกระวาย ลิ้นเกร็ง พูดจากอ้อแอ้ไม่ชัดเจน ตามัว น้ำลายฟูมปาก และอาจหยุดหายใจจนเสียชีวิตในที่สุด ชนิดถัดมาคือพิษที่ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว มาจากงูเขียวหางไหม้ งูแมวเซาและงูกะปะ อาการเริ่มจากปวดมากบริเวณแผล มีเลือดซึมจากแผลและเลือดออกตามอวัยวะอื่น ๆ เช่น เลือดกำเดา ไอ-อาเจียน-ปัสสาวะออกมาเป็นเลือด ชนิดสุดท้ายคือพิษต่อกล้ามเนื้อ มาจากงูทะเล อาการเริ่มแรกจะปวดกล้ามเนื้อ ต่อมาปัสสาวะมีสีแดงคล้ำเนื่องจากกล้ามเนื้อถูกทำลาย ตามมาด้วยอาการไตวายและหัวใจล้มเหลว
ณภัทรบอกทุกคนว่าควรกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ากันก่อนแล้วค่อยมาเยี่ยมจ้อน แต่มุกลัดดาขออยู่เฝ้าจ้อนที่นี่ ณภัทรไม่เห็นด้วย บอกว่าหากเธอยังอยู่ในสภาพนี้อาจไม่สบายถึงขั้นปอดบวมเอาได้ ตอนนี้จ้อนไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว เธอต่างหากที่ควรห่วงตัวเอง น้ำเพชรจูงเพื่อนสาวของเธอไปที่รถแล้วทุกคนก็นั่งกลับที่พัก
ณภัทรไม่ลืมโทรไปบอกแม่ของจ้อนเรื่องอาการล่าสุดของลูกชาย เธอหายใจโล่งอกพลางกล่าวขอบคุณสิ่งศักดิ์ในสากลโลกที่ช่วยปกปักรักษาลูกชาย บอกว่าไหน ๆ ก็ออกบ้านมาแล้ว ขอเธอและสามีพักที่หมู่บ้านทุ่งวัวคะนองด้วยสักคืน แล้วค่อยกลับพร้อมชาวค่ายในเช้าวันพรุ่งนี้
Leave a comment