คณะกรรมการชมรมอาสาเพื่อสังคมได้ข้อสรุปถึงสถานที่ที่จะไปออกค่ายพัฒนาชุมชนแล้ว ชุมชนที่ได้รับคัดเลือกคือหมู่บ้านทุ่งวัวคะนองบ้านเกิดของณภัทรเอง ที่นี่อยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยโดยเดินทางเพียงสามชั่วโมง โครงการที่จะพัฒนาคือสร้างห้องน้ำแก่โรงเรียนบ้านทุ่งวัวคะนองซึ่งห้องน้ำปัจจุบันเก่าทรุดโทรมและไม่ถูกต้องตามหลักสุขอนามัยเท่าไหร่นัก
กำหนดการเดินทางคือหลังสอบปลายภาคสามวัน ทุกคนจะมารวมกันที่ตึกสโมสรนักศึกษาในตอนเช้าแล้วนั่งรถตู้ของอาจารย์พรชัยไปยังที่หมาย นอกจากคณะกรรมการทั้งแปดคนแล้ว ยังมีสมาชิกชมรมไปด้วยอีกสามคนคือ ต่าย ต้อม ต้า ทั้งหมดเป็นนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่ง ก่อนหน้าหนึ่งวันณภัทรและจ้อนจะล่วงหน้าไปที่หมู่บ้านทุ่งวัวคะนองก่อนเพื่อจัดการเรื่องที่พัก อาหารการกิน ติดต่อขอแรงชาวบ้านไปช่วยสร้าง ฯลฯ เสร็จจากการประชุมทุกคนก็แยกย้ายกันกลับ น้ำเพชรเดินมาคุยกับณภัทรและจ้อน
“พวกนายจะล่วงหน้าไปก่อนหนึ่งวัน ให้ฉันสองคนไปด้วยสิ” น้ำเพชรว่า
“ไปไหนฐานะประธานชมรมและเพื่อนสนิทประธานชมรม” มุกลัดดาว่าบ้าง
“ไม่ได้! รถฉันคันเล็กนิดเดียว จุก็อดซิล่าอย่างเธอไม่ได้หรอก” จ้อนแขวะมุกลัดดา
“อะไรกัน แค่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ สองคนเอง พาไปด้วยไม่ได้เหรอ?” มุกลัดดาเกาะแขนออดอ้อนจ้อน
“อย่างน้อยก็ให้ฉันสองคนไปช่วยดูแลความเรียบร้อยเรื่องที่หลับที่นอน กับข้าวกับปลา คนไปตั้งเป็นสิบงานหนักเหมือนกันนะ” น้ำเพชรบอก
“ไม่เชื่อใจฉันสองคนอย่างนั้นสิ” ณภัทรแหว
“นายเป็นคนพูดเองนะ แต่เรื่องอย่างนี้ให้ผู้หญิงจัดการจะละเอียดรอบคอบกว่า นายคงไม่อยากให้ทุกคนไปถึงแล้วเจอแต่ปัญหาจุกจิกให้ขายหน้าตัวเองหรอกใช่ไหม รับรองว่าถ้านายได้ฉันสองคนไปช่วย ปัญหาเหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้นเด็ดขาด”
ณภัทรคิดตาม จริงอย่างน้ำเพชรว่า คนไปตั้งสิบกว่าคนให้นอนบ้านเขาพื้นที่ไม่พอแน่ ต้องขอพื้นที่บ้านละแวกใกล้เคียงให้ชาวค่ายกระจายกันพัก ไหนจะเครื่องนอนหมอนมุ้ง น้ำท่าที่จะใช้อาบ แม่ครัวทำอาหารเลี้ยงทุกมื้อ และอื่น ๆ จุกจิกอีกสารพัด ผู้หญิงมีความสามารถในการจัดการเรื่องพวกนี้ดีกว่าผู้ชายเป็นไหน ๆ
“ก็ได้ ไว้ใกล้ ๆ วันเดินทางจะโทรบอกนะ” ณภัทรรับปาก
“เย้! ขอบใจนายสองคนมาก” มุกลัดดาดีอกดีใจ แต่เดี๋ยวเดียวจ้อนก็ขัดขึ้นเสียก่อน
“เธอจะดีใจทำไม ไอ้พัดให้น้ำเพชรไป ไม่ใช่เธอสักหน่อยมุกลัดดา”
“อ้าว… งั้นนายพัดก็อนุญาตให้ฉันไปด้วยคนสิ พูดสิว่าให้ฉันไปด้วย พูดสินายพัดเร็ว ๆ” มุกลัดดาเขย่าแขนรบเร้าณภัทร
จ้อนรำคาญนิสัยกะโหลกกะลาเป็นเด็กประถมของมุกลัดดา มันช่างขัดกับรูปร่างบุคลิกนักกีฬาของเธอเหลือเกิน
“เออ ๆ ไปกันหมดนี้แหละ ช่วยไอ้จอห์นออกค่าน้ำมันรถด้วยแล้วกัน” ณภัทรบอกแล้วกอดคอจ้อนเดินจากไป
การสอบวิชาสุดท้ายผ่านพ้นไปได้ด้วยดีและณภัทรมั่นใจว่าวิชานี้คงไม่พ้นได้เกรดดีด็อก อีกสองวันเท่านั้นเขาจะได้พบหน้าพ่อแม่แล้ว ถ้าพบแม่เมื่อไรจะเข้าไปกอดแม่แน่น ๆ หอมแม่ให้แก้มช้ำไปเลย สองสาวก็ตื่นเต้นกับการที่จะได้ไปต่างจังหวัดในครั้งนี้ ณภัทรนัดพวกเธอว่าจะไปรับในวันมะรืนตอนตีห้าที่บ้านของน้ำเพชร ประมาณไว้ว่าถึงที่หมู่บ้านทุ่งวัวคะนองราวแปดโมงเช้า
คืนก่อนเดินทาง มุกลัดดาจึงมานอนค้างที่บ้านของน้ำเพชร หลังจากรับประทานอาหารมื้อเย็นฝีมือแม่เยาวภาจนท้องตึง สองสาวก็พากันอาบน้ำเปลี่ยนมาใส่ชุดนอน คืนนี้ต้องนอนแต่หัวค่ำเพราะไม่อย่างนั้นจะตื่นตีห้าไม่ไหว ชุดนอนสีชมพูของน้ำเพชรเป็นลวดลายการ์ตูนหมีน้อยน่ารักสดใส ส่วนชุดนอนของมุกลัดดาหนีไม่พ้นชุดวิ่ง ปกติเธอก็นุ่งอย่างนี้นอน พอตื่นมาตอนเช้าก็ออกไปวิ่งทั้งชุดนี้เลยไม่ต้องเสียเวลาเปลี่ยน
ไฟในห้องมืดลงแล้ว สองสาวนอนอยู่บนเตียงแต่ตาไม่ยอมหลับ สักพักมุดลัดดาก็เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
“นี่น้ำเพชร สเปคผู้ชายของแกเป็นยังไงเหรอ?”
“หือ… สเปคผู้ชายของฉันเหรอ” น้ำเพชรหลับตานึกถึงผู้ชายในฝัน ภาพชายหนุ่มคนหนึ่งปรากฏขึ้นในหัว เธอสาธยายบุคลิกนิสัยชายคนนั้นให้เพื่อนฟัง “คงตัวสูงหน่อยล่ะมั้ง ไม่ต้องหล่อมาก ที่สำคัญต้องเป็นคนที่พร้อมปกป้องฉันจากอันตรายได้ทุกเมื่อ แล้วสเปคแกล่ะ หนุ่มนักกีฬาแน่ ๆ เลยใช่ไหม?”
“ฮ่า ๆ ๆ เห็นฉันเล่นกีฬาอย่างนี้คงคิดว่าฉันจะชอบหนุ่มนักกีฬางั้นเหรอ บอกตามตรงหนุ่มนักกีฬาที่ผ่านตาฉันมายังไม่มีใครถูกใจเลย สเปคฉันต้องผู้ชายตัวขาวจะได้มาแบ่งเอาเม็ดสีผิวฉันไป ลูกเกิดมาจะได้ไม่ดำเหมือนแม่ ว่าแต่แกเจอผู้ชายในสเปคแล้วหรือยัง?”
“อืม…” น้ำเพชรนิ่งคิดไปครู่ใหญ่ ๆ ก่อนตอบออกมา “ไม่รู้สิ”
“คิดนานอย่างนี้แสดงว่าเจอแล้วแน่นอน ส่วนฉันก็เจอแล้วเหมือนกัน แต่ดูเขาจะไม่ชอบฉันสักเท่าไหร่” มุกลัดดาตัดพ้อ
“ใครน้า… ฉันรู้จักหรือเปล่า?”
“ไม่บอกหรอกย่ะ นอนได้แล้วพรุ่งนี้ตื่นแต่เช้า” มุกลัดดาตัดบทแล้วนอนตะแคงหันหลังให้เพื่อน
ผ่านไปหลายสิบนาที น้ำเพชรยังไม่สามารถข่มตาตนเองให้หลับได้ สมองหาเรื่องต่าง ๆ มาคิดเยอะแยะไปหมด
“ยายมุก… แกหลับหรือยัง?” น้ำเพชรถามเบา ๆ เผื่อเพื่อนหลับไปแล้วจะได้ไม่รบกวน
“ยัง! มีอะไร?”
“ทำไมคนเราถึงไม่ชอบหน้ากันทั้ง ๆ ที่ไม่มีเหตุผลด้วยล่ะ หรือจริง ๆ แล้วมีเหตุผล เหตุผลนั้นคืออะไร?”
“จะไปรู้เหรอ โลกนี้มีคนพรรค์นั้นด้วยหรือไง ตลกดีแฮะ”
“แล้วแกว่าเราควรทำยังไง เมื่อวันหนึ่งพบว่าเราเลิกไม่ชอบหน้าคนนั้นแล้ว แต่ยังต้องแกล้งทำเป็นไม่ชอบหน้าเขาอยู่”
“คำถามซับซ้อนจัง ของแบบนี้มันคือทิฐิทั้งนั้น เรื่องปรัชญาชีวิตแบบนี้ฉันก็รู้อะไรไม่มาก ลองไปถามนายพัดโน่นถ้าอยากได้คำตอบ เอ่อ… ลืมไปว่าเธอกับนายนั่นไม่ชอบหน้ากันนี่หว่า”
จ้อนตั้งนาฬิกาปลุกผิด เขาต้องการให้นาฬิการ้องปลุกตอนตีสี่ครึ่งต้องตั้งเวลาปลุกเป็น 4.30 เอเอ็ม แต่ดันไปตั้งเป็น 4.30 พีเอ็มเสียนี่ นั่นนาฬิกาจะปลุกก็ตอนสี่โมงเย็นสามสิบนาที ดีที่ลุกมาเข้าห้องน้ำตอนตีห้าครึ่ง เมื่อเห็นเวลาก็ตาสว่างพลัน โดยไม่ต้องพึ่งเสียงปลุกจากนาฬิกา ป่านนี้แม่สองสาวไม่รอเก้ออยู่ที่บ้านแล้วเหรอ จ้อนรีบไปปลุกณภัทรที่นอนขี้เซาอยู่บนเตียงทันที
“เฮ้ยไอ้พัด! ตื่นได้แล้วโว้ย” จ้อนตีขาณภัทร
ณภัทรงัวเงียขึ้นมาเมื่อจ้อนเปิดไฟทั้งห้องให้สว่าง
“ตีสี่ครึ่งแล้วเหรอวะ ทำไมเร็วจัง เหมือนนอนไปได้แป๊บเดียวเอง”
“ตีสี่บ้าอะไรล่ะจวนจะหกโมงเช้าอยู่แล้ว รีบตื่นมาอาบน้ำได้แล้ว สายป่านนี้แม่สองคนนั่นรอเก้อแล้ว”
“เฮ้ย! แกไม่ได้ตั้งนาฬิกาปลุกเหรอวะ สายป่านนี้ยายน้ำเพชรมีหวังได้พูดจาถากถางฉันแน่ แม่นั่นรอโอกาสเหยียบฉันจมดินเสมอ เร็วเข้าแกอาบน้ำก่อนเลย” ณภัทรเด้งลุกขึ้นจากเตียง ส่วนจ้อนคว้าผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำไป
กว่าสองหนุ่มจะออกจากคอนโดก็ล่วงหกโมงเช้าเข้าไปแล้ว ดีที่เมื่อคืนจัดเตรียมสัมภาระไว้ล่วงหน้า ไม่อย่างนั้นคงมาเสียเวลาในตอนเช้า แสงแรกของวันใหม่โผล่พ้นขอบฟ้า ดวงอาทิตย์สีส้มดวงใหญ่เด่นสง่าด้านทิศตะวันออก ถนนช่วงเช้ายังโล่งไม่แออัด จ้อนจึงซิ่งรถเร็วกว่าปกติไปที่บ้านของน้ำเพชรเพื่อทำเวลา
แม้รถจะติดไฟแดงตรงห้าแยกทั้งที่ฝั่งไฟเขียวไม่มีรถผ่านแต่จ้อนก็ไม่คิดฝ่าไฟแดง เขาจะรอให้ไฟตรงหน้าเป็นสีเขียวเท่านั้นจึงจะยอมเคลื่อนรถ กว่าไฟเขียวจะเวียนมาถึงก็คงอีกสักพัก จ้อนจึงหาเรื่องมาคุยกับณภัทรเป็นการฆ่าเวลา
“สเปคสาว ๆ ของแกเป็นยังไงวะพัด?”
“สเปคผู้หญิงของฉันเหรอ” ณภัทรหลับตานึกถึงผู้หญิงในฝัน ภาพหญิงสาวคนหนึ่งปรากฏขึ้นในหัว เขาสาธยายบุคลิกนิสัยสาวคนนั้นให้เพื่อนฟัง “คงขาวหน่อยล่ะมั้ง ผมยาวนุ่ม ๆ หอม ๆ นิสัยเป็นผู้ใหญ่ความคิดก้าวหน้า ฉันไม่ชอบผู้หญิงง้องแง้งพึ่งพาอะไรไม่ได้”
“เอ… คุ้น ๆ อยู่นะผู้หญิงประมาณนี้ ฉันว่าฉันรู้จัก แต่จะใช่คนเดียวกับที่แกคิดหรือเปล่าน้า” จ้อนแกล้งยั่วให้เพื่อนเขิน
ณภัทรหน้าแดงขึ้นมา รีบปัดมือปฏิเสธ
“เฮ้ย ๆ สเปคฉันไม่ใช่ยายน้ำเพชรนะ อย่าเข้าใจผิด”
“ฉันก็ไม่ได้หมายถึงยายน้ำเพชรนี่ แกร้อนตัวไปเองหรือเปล่า” จ้อนจับไต๋เพื่อนได้ อะไรที่ณภัทรบอกว่าไม่นั่นคือใช่สำหรับเขา ไม่รู้จะโกหกตัวเองไปทำไม
“ถามฉันแล้วสเปคแกล่ะเป็นยังไง?”
“คนอย่างฉันคงเลือกมากไม่ได้ แต่ถ้าจะมีแฟนไม่ขอผู้หญิงอย่างยายมุกลัดดาเป็นพอ แม่นั่นดูกะโหลกกะลาทื่อมะลื่อ ฉันไม่ค่อยชอบเลย”
“โบราณว่าไว้ เกลียดสิ่งไหนได้สิ่งนั้น แกได้แต่งงานกับยายมุกลัดดาชัวร์ ฟันเฟิร์ม!”
“เฮ้ย! อย่าสิโว้ย ถ้าให้คบกับยายนั่น ขอตายบนคานเสียยังจะดีกว่า”
ไฟเขียวสว่างพอดี จ้อนออกรถ
ได้ยินเสียงรถยนต์ขับเข้ามาใกล้บ้าน สองสาวที่นั่งชิงช้าอยู่ในสวนก็เดินยกสัมภาระมาที่หน้าบ้าน รถประหยัดน้ำมันคันงามของจ้อนจอดติดเครื่องอยู่ตรงนี้ แล้วเจ้าของรถก็ออกมาพร้อมเพื่อนของเขา
“ใครกันนะนัดไว้ตอนตีห้า แต่มาเอาหกโมงเช้าอย่างนี้” มุกลัดดาพูดลอย ๆ แต่จงใจเสียดสีสองหนุ่ม
“ฉันไม่ผิดนะ ไอ้จ้อนนั่นแหละผิด” ณภัทรโบ้ยให้เพื่อน
“อ้าว… ทำไมโทษกันอย่างนี้วะ”
“ก็แกเป็นคนตั้งนาฬิกาปลุก”
ณภัทรเตรียมใจไว้แล้วถ้าน้ำเพชรจะตำหนิเรื่องการไม่รักษาเวลาของเขาและจ้อน เธอรอเวลานี้อยู่แล้ว เอาเลยสิด่าฉันให้สะใจไปเลยน้ำเพชร
“ฉันสองคนจะขึ้นรถพวกนายได้หรือยัง?” น้ำเพชรถาม สีหน้าไร้อาการโกรธ
“นี่เธอไม่ได้จะด่าฉันหรอกเหรอ?” ณภัทรหันมาถามสาวเจ้าอย่างแปลกใจ
“เอาเป็นว่าฉันสองคนขอขึ้นไปรอที่รถนะ พวกนายก็ช่วยยกสัมภาระของพวกฉันไปไว้หลังรถให้ด้วย เสร็จแล้วก็ตามมานะ” น้ำเพชรพูดน้ำเสียงเป็นปกติ แล้วเดินไปเปิดประตูเข้าไปนั่งเบาะหลังคนขับ มุกลัดดาตามมาติด ๆ
ณภัทรนิ่งงัน แปลกใจที่วันนี้น้ำเพชรดูสุขุมกว่าทุกวัน ทุกทีเธอมักตะวาดแว๊ดยามเขาทำอะไรผิด หรือเธอคิดว่า 3-4 วันต่อจากนี้เธอและเพื่อนยังต้องพึ่งพาเขาและจ้อนอยู่ กลัวว่าถ้าทำอะไรให้พวกเขาไม่พอใจจะโดนปล่อยทิ้งไว้กลางทาง
รถประหยัดน้ำมันออกเดินทางสู่ถนนใหญ่ จุดหมายคือหมู่บ้านทุ่งวัวคะนอง รอบข้างของพวกเขาในตอนนี้ล้อมไปด้วยตึกสูงใหญ่หนาทึบอึดอัดตา ฉูดฉาดไปด้วยป้ายโฆษณาหลายขนาดหลากสีสัน เมื่อออกนอกเมืองมาเรื่อย ๆ ตึกใหญ่เริ่มบางตาลงจนสองข้างทางกลางเป็นป่าทึบในที่สุด เพียงเท่านี้พวกเขาก็รู้สึกถึงความผ่อนคลายหลังจากตรากตรำท่องตำราเพื่อพิชิตข้อสอบตลอดสองสัปดาห์เต็ม
เมื่อพ้นจากทางหลวงที่ตัดผ่านภูเขาเขียวขจีก็เข้าสู่ย่านชุมชน แถวนี้มีห้องแถวสูงไม่เกินสามชั้น ร้านค้าก็เป็นร้านโชห่วยไม่ใช่ร้านสะดวกซื้อชื่อฝรั่ง ไม่มีภัตตาคารอาหารหรู มีแต่เพิงข้างทางขายอาหารท้องถิ่นกินง่าย คนแก่คนเฒ่าจูงวัวควายออกมาเล็มหญ้าที่ขึ้นเขียวครึ้มในฤดูฝน คนหนุ่มก็ขับรถไถเข้านาข้าวเพราะถึงฤดูทำนาแล้ว ทั้งหมดแวะรับประทานอาหารเช้าที่ร้านข้างทาง แถวนี้มีคนเอากบเอาเขียดตัวเป็น ๆ มาขาย เมื่อคืนที่นี่ฝนคงตกกบจึงร้องชาวบ้านออกไปจับมาขายสด ๆ อย่างที่เห็นเช่นนี้ น้ำเพชรไม่พิสมัยเจ้าตัวจ้อยกระโดดสูงพวกนี้เท่าไหร่ เพียงได้ยินเสียงขนก็ลุกชัน
สองสาวด้านหลังหลับไปแล้ว พวกเธอคงเพลียที่ตื่นมารอนัดเก้อ ในที่สุดจ้อนก็ขับรถเข้าซุ้มประตูหมู่บ้านทุ่งวัวคะนอง ขับเข้ามาต่อตามทางที่ณภัทรชี้ จ้อนรู้สึกอิจฉาคนชุมชนนี้เหลือเกิน แม้พวกเขาจะไม่ได้มีบ้านหลังใหญ่ดั่งคฤหาสน์เช่นเขา แต่พื้นที่บ้านนั้นกว้างขวางพอให้เด็กเล่นเตะฟุตบอลได้ มีเนื้อที่ปลูกต้นผลไม้ต่าง ๆ ทั้งมะม่วง ลำไย กระท้อน ฯลฯ มีผลไม้กินทั้งปีแถมยังได้ร่มเงาสบายตาอีก
“บ้านแกอยู่ตรงไหนนะ ฉันจำไม่ได้แล้วสิ” จ้อนเอ่ยถาม เขาเคยมาเที่ยวบ้านณภัทรอยู่เหมือนกัน แต่จำทางไม่ได้เสียแล้ว
“แกเห็นบ้านหลังนั้นที่มีป้ายที่ทำการผู้ใหญ่บ้านไหม บ้านฉันอยู่ถัดไปอีกหลัง”
จ้อนเลี้ยวรถเข้าบ้านหลังที่ณภัทรชี้ให้ดู บ้านหลังนี้เป็นบ้านไม้ยกใต้ถุนสูง เพื่อใช้เก็บเครื่องมือทางการเกษตรและจอดรถกระบะขนผักเก่าบุโรทั่ง ในเนื้อที่อัดแน่นด้วยแปลงผักนานาพันธุ์ทั้งผักกาดแก้ว ผักกาดหอมบัตเตอร์เฮด เรดโอ๊ก กรีนโอ๊ก ฯลฯ หลังบ้านมีธารน้ำตัดผ่านเจ้าของบ้านจึงสร้างศาลาไว้ริมน้ำ บรรยากาศเช่นนี้แหละที่คนเมืองใฝ่ฝันถึง
รถประหยัดน้ำมันจอดสนิทใต้ต้นก้ามปู ณภัทรหันไปมองด้านหลังเห็นน้ำเพชรยังหลับอยู่ เธอในตอนนี้ดูไม่เหมือนกับน้ำเพชรที่เขาเคยรู้จัก ยามหลับไม่รู้ความเด็ดเดี่ยว ความไม่ยอมคนหายไปไหนสิ้น เธอดูเหมือนเด็กสาวหน้าตาน่ารักน่าทะนุถนอม หลับปุ๋ยอยู่ในเปลหลังแม่ป้อนนมให้เต็มท้อง เขาเอื้อมมือจะไปเขย่าเข่าเธอเป็นการปลุก แต่ตกใจรีบชักมือกลับเมื่อจ้อนบีบแตรรถ
ปรี๊น! ปรี๊น!
“ตื่นได้แล้วสองสาวด้านหลังรถ ถึงบ้านทุ่งวัวคะนองแล้ว ถ้าขี้เซากันนักฉันจะทิ้งให้นอนขาดอากาศหายใจตายอยู่ในรถนะ”
ณภัทรหันไปค้อนสายตาใส่จ้อน โดยจ้อนไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิด
Leave a comment