รถกระบะขนผักเก่าบุโรทั่ง พาทุกคนมาถึงน้ำตกหลงหมอก ศรีชัยหาที่จอดรถได้ทุกคนก็ลงมากางแขนสูดอากาศบริสุทธิ์สดชื่นเข้าปอด ที่นี่รายล้อมด้วยแมกไม้สูงใหญ่นานาพันธุ์หนาทึบ เสียงน้ำตกดังซู่ซ่าอยู่ไม่ไกล น้ำตกหลงหมอกแห่งนี้มีสามชั้น แต่เปิดให้นักท่องเที่ยวเล่นได้เพียงชั้นล่างชั้นเดียว เนื่องจากทางขึ้นไปชั้นสองนั้นลาดชั้นยากต่อการทำทางเดิน ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมที่นี่ถึงชื่อว่าน้ำตกหลงหมอก เพราะละอองน้ำจากน้ำตกฟุ้งไปทั่วบริเวณคล้ายกับหมอก ในฤดูหนาวหมอกคงหนาตากว่านี้ จนนักท่องเที่ยวมองทางไม่ชัด พานจะหลงทางเพราะหมอกเอาได้
“เป็นไง… อึ้งกิมจิกันไปเลย” ณภัทรว่าเมื่อเห็นชาวค่ายทุกคนตื่นตากับความสวยงามของที่นี่
“อึ้งกิมกี่!” ชาวค่ายประสานเสียงแก้คำผิดของณภัทร
“เออ… นั่นแหละ คำมันออกเสียงคล้ายกัน ฉันเลยสับสน อีกสองชั่วโมงที่นี่จะปิด ถึงตอนนั้นเรามาเจอกันที่รถเลยนะ” ณภัทรบอกก่อนทุกคนจะแยกย้าย
เดินมาตามทางเดินเรื่อย ๆ เสียงน้ำตกก็ดังสนั่นหูขึ้น เมื่อได้เห็นน้ำตกทุกคนก็ตะลึงกับความสวย จึงคว้าโทรศัพท์มือถือมาบันทึกภาพเบื้องหน้านี้ไว้แล้วแบ่งปันให้คนอื่นดูทางอินเตอร์เน็ต อากาศที่นี่หนาวกว่าฤดูหนาวในเมืองหลวงเสียอีก แต่สำหรับคนที่เพิ่งอาบเหงื่อมากลับรู้สึกเย็นสบาย ทุกคนถอดเสื้อคลุมแขนยาวด้านนอกออกเหลือไว้เพียงเสื้อยืด ถลกขากางเกงขึ้นเหนือเข่าเพื่อขาจะได้สัมผัสกับน้ำ จุ่มเท้าลงไปครั้งแรกนั้นสะดุ้งจนชักเท้ากลับ เมื่อปรับตัวเข้ากับอุณหภูมิของที่นี่ได้ก็ลงไปเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน
ต่าย ต้อม ต้า กระโดดลงน้ำตกทำเท่ หมายจะอวดสาว ๆ โดยไม่ตรวจสอบอุณหภูมิของน้ำ พวกเขาร้องจ๊ากดังลั่นพลางกระโดดโหยง ๆ รีบขึ้นมาจากน้ำแล้วพากันหัวเราะคิกคักก่อนจะกระโดดลงไปใหม่ด้วยท่าที่ยากกว่าเดิม
โมทย์เห็นหนังจีนหลายเรื่องที่พระเอกสำเร็จวิชายุทธ์ โดยการนั่งฝึกตนใต้กระแสน้ำตก ไหน ๆ ก็มาถึงที่นี่เขาอยากลองวัดความแข็งแกร่งของร่ายกายและจิตใจว่าจะทนทานของเหลวหนาวเย็นนี้ได้แค่ไหน เขาว่ายไปที่ใต้น้ำตก บังเอิญเหลือเกินที่ใต้น้ำตกนี้มีโขดหินพอดี เขาจึงไปนั่งในท่าขัดสมาธิ โมทย์ในตอนนี้ดูราวพระเอกหนังจีนกำลังภายในค่ายชอว์บราเธอร์หลุดออกมาจากแผ่นฟิล์มยังไงยังงั้น แต่ทนอยู่ได้ไม่นานเขาก็รีบกระโจนออกมาจากตรงนั้น เนื่องด้วยหายใจไม่ออก น้ำไหลลงมาปิดปากปิดจมูกไปหมด
ฟ้าและทิพย์วักน้ำสาดกันไปมาดูน่ารัก มุกลัดดาและจ้อนหงายหน้าเหยียดตัวลอยน้ำปล่อยให้กระแสพัดพาร่างกายไป รู้สึกสบายยิ่งกว่านอนเตียงนุ่ม ๆ เมื่อมีน้ำมาอุ้มพยุงร่าง ไอ้อาการปวดเนื้อตัวก็ค่อยบรรเทาลง อาจารย์พรชัยนั่งอยู่บนโขดหินโดยเอาเท้าจุ่มน้ำ ข้าง ๆ มีน้ำเพชรนั่งตัวแห้งไม่เปียกแม้แต่น้อยดูเพื่อน ๆ เล่นน้ำ ทำไมเธอไม่ลงมาเล่นด้วยกันเหมือนทุกคน ณภัทรว่ายเข้าฝั่งไปหา
“ทำไมไม่ลงมาเล่นด้วยกันล่ะ ว่ายน้ำไม่เป็นหรือยังไง?” ณภัทรถาม
“เปล๊า! ฉันว่ายน้ำเป็นแต่แค่ขี้เกียจ” น้ำเพชรปฏิเสธน้ำเสียงสูง รู้ได้เลยว่ากำลังโกหก
ณภัทรยิ้มอย่างรู้ทัน ขึ้นไปบนโขดหินฉุดเธอลงน้ำ
“ลงมาเล่นด้วยกันเถอะน่า ไหน ๆ ก็มาถึงนี่แล้ว”
“ไม่! ปล่อยฉันนะ”
ตู้ม!
ร่างอรชรของสาวโตเต็มวัยลงไปปะทะกับน้ำจนเกิดเสียงดังแล้วจมสู่ด้านล่าง เธอตกใจพ่นลมหายใจทั้งหมดในปอดออกมาเป็นฟองอากาศผุดขึ้นเหนือน้ำดังบุ๋ง ๆ แขนขาตะเกียกตะกายพยายามดันตัวเองโผล่ขึ้นมาหายใจเหนือผิวน้ำแต่ไม่สำเร็จ ณภัทรมองร่างเหมือนลูกหมาตกน้ำนั้นด้วยใบหน้าขำโดยไม่คิดจะช่วย
“ช่วยด้วย! ช่วยฉันด้วย ฉันว่ายน้ำไม่เป็น” หญิงสาวร้องขอความช่วยเหลือ ร่างกายผลุบ ๆ โผล่ ๆ
“นี่! ตรงนั้นน้ำไม่ลึกสักนิด เด็กแปดขวบยังยืนได้เลย”
น้ำเพชรได้ยินเสียงชายหนุ่มแว่วเข้าหูก็ค่อยมีสติ เธอรู้สึกถึงพื้นแข็ง ๆ ตรงปลายเท้าจึงลองเหยียดขาดู ปรากฏว่าเธอยืนได้ ที่ตรงนี้น้ำลึกเพียงระดับอกเธอเท่านั้น หันไปถลึงตาใส่ชายหนุ่มที่ลงมาหาด้วยความรู้สึกทั้งโกรธทั้งอาย
“ไหนบอกว่าว่ายน้ำเป็นไง หรือว่ายเป็นแต่ท่าลูกหมาตกน้ำ?” ณภัทรล้อเลียน
น้ำเพชรซัดแขนเขาแรง ๆ เธออายทุกสายตาที่มองมา จนไม่รู้จะเอาหน้าไปซุกไว้ตรงซอกหินไหนดี ณภัทรกำข้อมือของเธอข้างที่ตีแขนเขาไว้
“ไปตรงลึก ๆ โน่นดีกว่าน้ำคงจะเย็นดี” พูดแล้วจูงมือหญิงสาวจะพาไปกลางน้ำตก
น้ำเพชรเกร็งแขนไม่ยอมไปตามแรงดึง หากพาเธอไปที่ลึก ๆ เธอก็จมน่ะสิ
“มาเถอะน่า ไม่น่ากลัวหรอก” ณภัทรคะยั้นคะยอพลางดึงแขนแรงกว่าเดิม
“นายว่ายน้ำเป็นก็พูดได้สิว่าไม่น่ากลัว ส่วนฉันว่ายน้ำไม่เป็นได้จมตายตรงนั้นแน่” น้ำเพชรพูดอารมณ์ฉุนเฉียว
“งั้นเกาะไหล่ฉันไปก็ได้ เธอควรฝึกว่ายน้ำได้แล้วนะ เผื่อตกน้ำที่ไหนจะได้เอาตัวรอดได้ มีเพื่อนเป็นถึงนักกีฬาว่ายน้ำเสียเปล่า ทำไมไม่ขอให้ช่วยสอนเธอเล่า” ณภัทรพร่ำแล้วหันหลังให้น้ำเพชร จับมือบอบบางของเธอมาเกาะไหล่ของตนเอง
เป็นครั้งแรกที่น้ำเพชรได้สัมผัสไหล่ของผู้ชายเต็มสองมือแบบนี้ ไหล่ของเขาทั้งหนาทั้งกว้าง ไม่ได้บอบบางเหมือนอย่างเธอ เขาค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปหาสายน้ำที่ตกลงมา น้ำรอบตัวค่อย ๆ ไล่ระดับสูงขึ้นมาเรื่อย ๆ จนเท้าเธอแตะพื้นไม่ได้ในที่สุด เธอขยุ้มเสื้อเขาไว้เต็มมือ เนื่องด้วยกลัวหลุดแล้วตนเองต้องจมสู่ใต้น้ำ
ทุกคนหันมามองภาพหวานของหนุ่มสาวที่เกาะไหล่กันว่ายน้ำเป็นตาเดียว อาจารย์พรชัยคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาบันทึกภาพทั้งคู่เอาไว้ แม้จะเห็นเพียงด้านหลังไม่เห็นหน้าแต่ก็รู้ว่าทันทีว่าสองคนในรูปนั้นคือใคร อาจารย์พรชัยไม่รอช้านำรูปนั้นอวดสายตาชาวสังคมออนไลน์ทันที อัพโหลดภาพไปเพียง 5 วินาทีก็มีคนกดชอบแล้วสองคน 10 วินาทีมีมาหนึ่งความเห็น
กรี๊ด! ปล่อยพ่อหมอของฉันนะ…
มุกลัดดามองภาพนั้นด้วยสายตาหยาดเยิ้ม เธอแน่ใจแล้วว่าผู้ชายในสเปกของน้ำเพชรนั้นคือใคร เขาคนนั้นใกล้ตัวกว่าที่เธอคิด ดูไปแล้วทั้งสองคนก็เหมาะสมกันดี เพราะสวยหล่อกันทั้งคู่ เหมาะกันอย่างกับกิ่งทองใบหยก แต่สำหรับคู่ของพ่อหมอณภัทรควรเรียกว่าเหมาะกันอย่างกับเทียนและธูปจะเข้ากว่า อยากมีคนให้เกาะไหล่แบบนั้นบ้างจัง
“นี่นายจ้อน ให้ฉันเกาะไหล่เหมือนคู่นั้นได้หรือเปล่า?” มุกลัดดาถาม
“ไม่ได้! เธอตัวใหญ่กว่าฉันอีก จะกดฉันจมน้ำมากกว่าเกาะล่ะไม่ว่า” จ้อนตอบเสียงแข็ง
มุกลัดดาเบ้ปากอย่างเซ็งในอารมณ์
จ้อนมองขึ้นไปด้านบนพลางสงสัยว่าน้ำตกอีกสองชั้นจะสวยสดงดงามแค่ไหน ทำไมคนดูแลถึงหวงไม่อนุญาตให้เข้าชม ทัศนียภาพจากที่สูงคงสวยกว่าที่นี่มาก อยากขึ้นไปถ่ายรูปมาอวดเพื่อน ๆ เขาหันไปถามมุกลัดดา
“เธออยากขึ้นไปดูน้ำตกข้างบนกับฉันไหม?”
“แต่เขาห้ามขึ้นไปนี่”
“ก็แอบขึ้นไปไงไม่มีใครเห็นหรอก เธอไม่อยากเห็นวิวข้างบนนั้นเหรอ ฉันว่ามันต้องสวยมากแน่ ๆ”
“แล้วจะขึ้นไปอย่างไรล่ะ ทางเดินเขาก็ไม่ได้ทำไว้”
“ก็เดินตามเสียงน้ำตกไปเลยไง ฉันว่ามันอยู่ไม่ไกลหรอก ตามใจนะถ้าเธออยากเห็นวิวสวย ๆ ด้วยตาทั้งสองก็ตามมา” จ้อนว่าแล้วก็ขึ้นจากน้ำมาคว้าโทรศัพท์มือถือที่วางไว้บนโขดหิน เดินมุ่งหน้าขึ้นทางลาดชันหมายจะไปให้ถึงน้ำตกอีกสองชั้นด้านบน
มุกลัดดาเห็นดังนั้นก็ขึ้นจากน้ำเดินตามไปกับเขา หูได้ยินเสียงน้ำตกด้านบนแว่วมาไม่ไกลนัก คิดว่าเดินตามเสียงไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวคงถึง แต่เอาเข้าจริงจะเดินตรงขึ้นไปเลยไม่ได้เพราะเป็นเนินสูงชันต้องเดินเลียบข้างไปเท่านั้น ยิ่งเดินมาหมอกก็ยิ่งหนา อากาศก็ยิ่งหนาว จ้อนอดใจไม่ไหวที่จะได้เห็นความงดงามของธรรมชาติตรงทางข้างหน้า
การเข้าป่าตามหาน้ำตกไม่ได้ง่ายเหมือนเล่นเกมคอมพิวเตอร์ที่มีลูกศรชี้นำทาง รอบข้างมีแต่ต้นไม้ลักษณะเหมือนกันทุกส่วนรายล้อม ที่พื้นก็เป็นหญ้าสูงเท่าเข่าขึ้นหนาทึบดูรกชัฏ หนทางก็คดเคี้ยวเลี้ยวไปมาราวเขาวงกต เสียงน้ำตกที่เคยแว่วหูบัดนี้เงียบหายไปเสียแล้ว
“นายจ้อน… ฉันว่าทางนี้คงไม่ใช่หรอกมั้ง นี่ก็จะเย็นอยู่แล้วเรารีบกลับกันเถอะ” มุกลัดดาว่า แต่สองเท้ายังคงเดินตามมา
“อีกนิดเดียวก็ถึงแล้วแหละน่า” จ้อนยังดันทุรังเดินบุกป่าฝ่าดงต่อ
“แต่ฉันว่าเราเหมือนเดินห่างจากน้ำตกมาทุกที ๆ แล้วนะ”
“ถ้าอยากกลับก็กลับไปคนเดียวเลย ฉันจะต้องไปถ่ายรูปน้ำตกข้างบนให้ได้”
เดินขึ้นทางลาดชันจนขาล้าก็ยังไม่มีวีแววว่าจะเจอน้ำตกที่อยากเก็บเป็นภาพถ่าย ทั้งสองเดินต่ออีกไม่ไกลก็พบป่าที่เต็มไปด้วยดอกกล้วยไม้หลากสีสัน เถาวัลย์พันเกี่ยวกิ่งก้านไม้ใหญ่ระโยงรยางค์สวยสมธรรมชาติ ด้านหนึ่งของป่าเปิดโล่งมองออกไปเห็นทิวทัศน์ท้องทุ่งนาแปลงน้อยใหญ่ไกลสุดลูกหูลูกตา บ้านแต่ละหลังเล็กกระจิดเดียวอยู่กันเป็นหย่อม ๆ รถที่ใช้ในทางการเกษตรเป็นเพียงจุดดำเล็ก ๆ กลางท้องทุ่งต้นกล้าข้าวสีขจี สถานที่แห่งนี้สวยงามราวกับภาพประกอบในหนังสือวรรณคดี แท้จริงที่นี่อาจจะเป็นที่อยู่ของนางกินรีก็เป็นได้ใครจะรู้
“โห… ตรงนี้สวยจังเลยจ้อน อย่างกับดินแดนสวรรค์แน่ะ” มุกลัดดาตื่นตา หมุนตัวมองดูบรรยากาศรอบ ๆ จนทั่ว
“เป็นไงฉันบอกแล้วชอบใช่ไหมล่ะ?”
“แต่นายบอกจะพาฉันไปดูน้ำตกไม่ใช่เหรอ ทำไมพามาโผล่ตรงนี้ได้ล่ะ?”
จ้อนเสียหน้า อันที่จริงเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามาโผล่ตรงนี้ได้อย่างไร
“เออ… ช่างเถอะน่า ได้มาเห็นวิวสวย ๆ แบบนี้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว ไม่รู้ฉันเป็นคนแรกรึเปล่าที่ค้นพบที่นี่” จ้อนพูดอย่างภาคภูมิ แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือมาบันทึกภาพของสถานที่แห่งนี้ ถ่ายหมู่ดอกกล้วยไม้และหันไปถ่ายทิวทัศน์ท้องทุ่ง หันไปถามมุกลัดดาว่า “ถ่ายรูปด้วยกันไหม?”
มุกลัดดาสะดุ้งกับคำชวน ไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่าเขาจะเอ่ยปากชวนเธอถ่ายรูปด้วย หญิงสาวเดินเก้ ๆ กัง ๆ ไปยืนเคียงข้างชายหนุ่ม เธอสูงกว่าเขาเล็กน้อยจนเขาต้องบอกให้เธอย่อตัวลงหน่อย จ้อนใช้กล้องหน้าของโทรศัพท์มือถือ ถ่ายภาพตัวเองยิ้มพร้อมมุกลัดดาภาพแล้วภาพเล่า มุกลัดดามองใบหน้าเกลี้ยงเกลาของชายหนุ่มร่างบางข้างกายแล้วใจเธอหวั่นไหวอย่างไรชอบกล
“มองฉันทำไม มองกล้องโน่นสิ ถ่ายรูปนี้รูปสุดท้ายแล้ว ทำหน้าให้สวย ๆ หน่อยได้ไหม”
เสียงจ้อนปลุกมุกลัดดาให้ตื่นจากภวังค์ เธอหันมามองกล้องแล้วยิ้มแห้ง ๆ ใส่
แชะ!
จ้อนมองภาพที่ถ่ายล่าสุดแล้วยิ้มอย่างพอใจ นึกชมตัวเองว่าหล่อดีเหมือนกัน ไม่ได้แพ้ณภัทร เขากดที่หน้าจอเพื่อจะส่งภาพนี้ไปบนอินเตอร์เน็ต แต่มีหน้าต่างเตือนเด้งขึ้นมาว่าการเชื่อมต่อกับเครือข่ายล้มเหลว
“โว้ย! อะไรกัน ไม่มีสัญญาณสักขีด ไหนโฆษณานักหนาว่าเครือข่ายครอบคลุมทั้งประเทศ ค่ารายเดือนก็แพง โกหกกันนี่หว่า”
“กลับกันได้แล้วมั้งนายจ้อน พระอาทิตย์จวนจะตกดินอยู่แล้ว เดี๋ยวมืดเราจะกลับลำบากเอานะ” มุกลัดดาชวน
จ้อนพยักหน้า เขาล้มเลิกความตั้งใจที่จะไปถ่ายรูปน้ำตกที่ปิดให้เข้าชมแล้ว ได้ภาพสวย ๆ พวกนี้ไปก็คุ้มนักหนากับการมาเยือน แต่มองหาทางกลับไม่ยักจะเจอ ทั้งซ้ายและขวามีแต่ต้นไม้กับต้นไม้ นี่ทั้งสองคนหลงป่าแล้วอย่างนั้นหรือนี่!
“เมื่อกี้เรา… เดินผ่านทางไหนมานะ?” จ้อนถามสีหน้ากังวล
“ฉันไม่รู้ ทำอย่างไรดี พวกเราหลงป่ากันแล้ว” มุกลัดดาตระหนก
จ้อนไม่อยากจะยอมรับความจริงข้อนี้เลย ความคิดพิสดารไม่น่าเข้ามาในหัวและเขาไม่ควรชวนเธอมาที่นี่ เขาน่าจะรู้ศักยภาพตนเองว่าไม่ได้เก่งอย่าง ”อินเดียน่า โจนส์” หรือชำชองป่าดงพงพีอย่าง “รพินทร์ ไพรวัลย์” เขาตัดสินใจเลือกเดินไปทางใดทางหนึ่ง ในใจภาวนาของให้ทางนี้เป็นทางพาไปสู่เพื่อน ๆ ทุกคน
“นายจะไปไหนน่ะ เดี๋ยวก็หลงป่าลึกกว่าเดิมหรอก” มุกลัดดาว่า เธอยังคงยืนอยู่ที่เดิม
“เสี่ยงเดินไปสักทางอาจเจอทางออก ดีกว่าอยู่เฉย ๆ รอความช่วยเหลือที่ไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่ เธอก็เห็นนี่ว่าที่ตรงนี้นั้นอับสัญญาณโทรศัพท์ เราติดต่อใครไม่ได้ อีกอย่างเราเดินมาได้ไม่ค่อยไกล ทางออกอาจอยู่แถว ๆ นี้แหละ”
มุกลัดดาช่างใจว่าควรเสี่ยงเดินต่อหรือไม่ แล้วก็ตัดสินใจว่าจะเชื่อใจจ้อนอีกครั้งจึงเดินตามเขามา จ้อนพยายามนึกรื้นพื้นเส้นทางที่เคยผ่านตามาแต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ต้นไม้แถวนี้ทุกต้นดูคล้ายกันไปหมด ไม่มีจุดเด่นสะดุดตาเลย ตอนมาเขาน่าจะทำจุดสังเกตเอาไว้เช่นหักกิ่งไม้ตามทางที่เดินผ่าน เมื่อจะกลับก็ตามกิ่งไม้ที่หักนั้นมา
บรรยากาศรอบข้างเริ่มเปลี่ยนสี ทัศนะวิสัยในการมองเห็นเริ่มลดลง จ้อนเครียดจนเหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้านวลผ่อง ถ้ายังหาทางออกไม่ได้ก่อนค่ำ เขาและมุกลัดดาอาจได้เป็นมื้อค่ำของสัตว์ป่าสักตัวหนึ่ง สัตว์ผู้โชคดีตัวนั้นอาจเป็นเสือ หมาป่าหรืองูเหลือมก็เป็นได้
นกที่ออกหากินตอนกลางคืนเริ่มส่งเสียงร้องระงม ฟังแล้วเหมือนเปลี่ยนที่นี่จากแดนสวรรค์ให้เป็นแดนพิศวง พรรคพวกจะรู้หรือยังว่าทั้งสองคนหายไป แล้วพวกนั้นจะออกตามหาพวกเขาหรือยัง จ้อนควรเสี่ยงเดินต่อไปเพื่อหาทางออกหรือจะอยู่นิ่ง ๆ เพื่อรอให้ใครสักคนตามมาเจอดี ท้องมาร้องเอาทำไมตอนนี้ ผัดไทยมื้อกลางวันโดนกระเพาะย่อยไปจนหมดแล้ว หิวเหลือเกินเมื่อไรจะพบทางออกเสียที
สองเท้าของจ้อนยังคงก้าวเดินออกไป โดยมีมุกลัดดาตามหลังมา จู่ ๆ เขาก็รู้สึกถึงบางอย่างมากระทบที่น่องขา เป็นเศษกิ่งไม้หรืออย่างไรนะ แต่ทำไมเศษกิ่งไม้ถึงเล็กและแหลมคมนัก เหมือนมันจะแทงเข้าเนื้อเขาด้วย สักพักความเจ็บปวดก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งบริเวณด้วยความรวดเร็ว เขาก้าวเท้าเดินต่อไม่ไหว อย่าว่าแต่เดินเลยแค่ยืนทรงตัวก็ไม่ได้แล้วจึงทรุดลงไปกองกับพื้น
“โอ๊ย!”
มุกลัดดาตกใจกับเสียงร้องดังของชายหนุ่มจึงรีบวิ่งเข้ามาดู
“เป็นอะไรไปนายจ้อน ตะคริวกินหรือไง?” มุกลัดดาสันนิษฐาน อากาศเย็นอย่างนี้เขาอาจเป็นตะคริวได้ เธอรู้วิธีแก้อาการนี้ เพราะเป็นพื้นฐานที่นักว่ายน้ำจะต้องรู้
“ขาฉัน… ขาฉัน… โอ๊ย!” จ้อนร้องโอดโอย
มุกลัดดาเลื่อนสายตาไปดูบริเวณขาของจ้อน ตรงน่องขามีเลือดสีแดงสดไหลออกมาจากบาดแผลเล็ก ๆ คล้ายงูกัด
“นายถูกงูกัดนี่!” มุกลัดดาร้องตกใจ หันไปมองหางูตัวนั้นรอบตัวแต่ก็ไม่พบ ถ้าโดนงูกัดเราควรรู้ชนิดของงูตัวนั้น เพื่อที่หมอจะเลือกเซรุ่มมาฉีดแก้พิษให้ถูก
“โอ๊ย! ช่วยฉันด้วยมุกลัดดา ฉันเจ็บเหลือเกิน”
ได้ยินเสียงร้องโหยหวนเนื่องด้วยความทรมานของเขาก็รู้สึกสงสารขึ้นมาจับใจ เธอควรช่วยเหลือเขาอย่างไรดี ตอนนี้ตกใจทำอะไรไม่ถูกเลยสักอย่าง
Leave a comment