เช้ามืดวันนี้ ชาวค่ายมารวมกันที่หน้าตึกสโมสรนักศึกษา รอบข้างของพวกเขามีแต่ความมืด มองออกไปไม่เห็นสิ่งใด มีเพียงแสงไฟนีนอนส่องสว่างล่อแมลงอยู่ใต้ตึก แม้จะตื่นก่อนไก่โห่ แต่ทุกคนก็ไม่มีอาการง่วงเหงาหาวนอน เพราะเมื่อวานนอนตั้งแต่หัวค่ำ ทิพย์และแก๊งสามหนุ่มตัว ต. ต่าย ต้อม ต้า ดูจะตื่นเต้นกว่าใครเพื่อน เพราะเป็นการออกค่ายครั้งแรกของพวกเขา ผิดกับการะเกดพี่ใหญ่ของชมรมผู้ซึ่งออกค่ายมานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งไปออกค่ายกับชมรมอาสาเพื่อสังคมเมื่อปีก่อน ๆ ทั้งไปออกค่ายกับเพื่อนร่วมคณะแพทย์เพื่อดูแลสุขภาพของชาวชุมชนที่อยู่ห่างไกล นั่นทำให้เธอรู้ว่าประเทศของเรายังมีกลุ่มคนที่เข้าไม่ถึงพื้นฐานด้านการรักษาพยาบาลอีกมาก โมทย์พี่คนรองสวมชุดนุ่งขาวห่มขาวราวกับจะไปปฏิบัติธรรมที่วัดป่าไหนสักแห่ง ไม่ใช่จะไปออกค่ายพัฒนาชุมชน ฟ้าผู้เป็นเหรัญญิกและรับหน้าที่ติดต่อประสานงาน กำลังถือโทรศัพท์ต่อสายถึงอาจารย์พรชัย ทุกคนมาพร้อมกันหมดตามเวลานัดแล้ว ขาดก็แต่คนขับรถชื่อพรชัยผู้มีตำแหน่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาประจำชมรม
“อาจารย์อยู่ไหนแล้วคะ ทุกคนมาพร้อมกันหมดแล้ว นี่เลยเวลาที่เรานัดกันมายี่สิบนาทีแล้วนะคะ” ฟ้ากรอกเสียงใส่โทรศัพท์ทันทีที่ปลายสายกดรับ
“อาจารย์กำลังออกไป อีกสักพักจะถึงมหาวิทยาลัยแล้วอดใจรอกันอีกหน่อย”
สาเหตุที่อาจารย์พรชัยมารับเหล่าชาวค่ายช้าไม่ใช่เพราะว่าตื่นสายหรืออย่างไร อันที่จริงแกตื่นก่อนเวลานัดประมาณหนึ่งชั่วโมงเหมือนคนอื่น ๆ อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน สระผม แต่งชุดหล่อเสร็จก็ขนสัมภาระมาไว้ที่รถตู้ที่เพิ่งซื้อเงินผ่อนมา ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นกับรถคันใหม่ บิดกุญแจสตาร์ทแล้วเครื่องยนต์ไม่ยอมติด สงสัยหัวเทียนบอดหรือยังไงนะ เดินลงไปตรวจเครื่องยนต์หาหัวเทียนแต่ไม่พบ มานึกได้ว่ารถตู้เขาไม่ใช้หัวเทียน แกดูโน่นดูนี่ เคาะนั้นเคาะนี้แล้วกลับมาสตาร์ทรถอีกที ปรากฏว่าคราวนี้เครื่องยนต์ติด ได้ขับไปรับชาวค่ายที่หน้าตึกสโมสรนักศึกษาเสียที
แสงไฟสองดวงส่องทะลุความมืดตรงมาทางนี้ อาจารย์พรชัยขับรถตู้คันใหม่เอี่ยมสีขาวมาจอดที่หน้าตึก ทุกคนขนสัมภาระกรูเข้าไปหา ด้วยหวังอยากถึงที่หมายเร็วไว พวกผู้ชายช่วยกันขนสัมภาระของทุกคนขึ้นบนหลังคารถและคลุมด้วยผ้าใบผืนหนา เผื่อวันนี้ฝนตกสัมภาระจะได้ไม่เปียก เมื่อทุกคนได้ที่นั่ง อาจารย์พรชัยก็เข้าเกียร์เหยียบคันเร่ง บังคับพวงมาลัยออกเดินทางสู่ที่หมาย
“อีกนานกว่าจะถึงหมู่บ้านทุ่งวัวคะนอง เราเปิดซีดีบรรยายธรรมะฟังกันไหม ผมเตรียมมาเยอะเลย” โมทย์พูดพลางชูซีดีบรรยายธรรมะหลายแผ่นให้ทุกคนดู
“โถ่… พี่โมทย์ เราไม่ได้กำลังจะไปปฏิบัติธรรมที่ไหนนะคะ เรากำลังออกค่ายไปสร้างห้องน้ำให้โรงเรียนบ้านทุ่งวัวคะนอง แล้วชุดขาวที่พี่ใส่อยู่เปลี่ยนเถอะค่ะถ้าถึงที่โน่น หนูว่าคงใส่ทำงานไม่ถนัดและกลัวจะเปื้อนเอา” ฟ้าพูด
“งั้นฟังซีดีเพลงแดนซ์มัน ๆ ของนักร้องยุค 90 ไหม พี่เอามาด้วยเพียบเลย สะสมมาตั้งแต่อยู่ประถมแล้ว” การะเกดพูดพลางชูซีดีเพลงวัยรุ่นสมัยเมื่อสิบปีก่อน นักร้องหญิงที่ดูขี้อายคนหนึ่งในนั้นปัจจุบันแต่งงานมีลูกเต็มบ้านไปแล้ว นักร้องชายในนั้นคนหนึ่งก็แตกเนื้อสาวเต็มตัว กาลเวลาผันเปลี่ยน อะไร ๆ ก็ไม่เหมือนอย่างที่เคยเข้าใจ
“โอ้โห… พี่เกด มีแต่นักร้องที่หนูชอบทั้งนั้นเลย คิดถึงสมัยก่อนจังที่หนูฟังเพลงพวกนี้จากเทปคาสเซ็ทจากซาวด์อะเบ้าท์ เปิดเลยค่ะพี่หนู อยากฟังอีกรอบ” ฟ้ากระดี๊กระด๊าเมื่อได้เห็นภาพนักร้องที่เคยโปรดปรานอีกครั้ง
การะเกดจะเอาแผ่นซีดีมาใส่ที่เครื่องเล่นหน้ารถ แต่อาจารย์พรชัยขัดเสียก่อน
“เดี๋ยวก่อนแม่ปีแก่ อย่าเพิ่งเอาแผ่นซีดีใส่ เครื่องเล่นอาจารย์เสีย ขืนเธอเอาแผ่นซีดีใส่ระวังมันจะไม่คายออกมานะ”
“ปัดโถ่อาจารย์… รถก็ใหม่ทำไมเครื่องเล่นถึงเสียล่ะ หนูว่าอาจารย์โดนหลอกให้ซื้อรถย้อมแมวแน่ ๆ เลย” การะเกดบ่น
“ไม่ใช่สักหน่อย คันนี้อาจารย์ซื้อมือหนึ่งมาจากโชว์รูมไม่ใช่จากเต็นท์รถมือสอง เอาน่าถึงเครื่องเล่นแผ่นซีดีจะเสีย แต่วิทยุก็ยังใช้งานได้อยู่” อาจารย์พรชัยดูร้อนตัวเมื่อพูดถึงสถานที่ซื้อรถ แกเอื้อมมือไปหมุนหน้าปัดเปิดวิทยุ บังเอิญเหลือเกินที่สถานีคลื่นนี้เปิดเพลงของนักร้องคนเดียวกับในแผ่นซีดีที่การะเกดถืออยู่ ทั้งการะเกดและฟ้าต่างกรี๊ดชอบใจกันลั่นรถแล้วร้องตาม เนื้อเพลงที่คิดว่าลืมเลือนไปแล้วกลับมาเข้าหัวอีกครั้งได้ยังไงก็ไม่รู้
รถตู้สีขาวขับผ่านซุ้มประตูหมู่บ้านทุ่งวัวคะนองเข้ามาแล้ว อาจารย์พรชัยเพิ่งเคยมาที่นี่ครั้งแรก แต่ไม่หลงทางเพราะรถของแกติดตั้งเครื่องระบุตำแหน่งจากดาวเทียมหรือที่รู้จักในชื่อจีพีเอส แค่ขอให้ณภัทรใช้โทรศัพท์มือถือจอยักษ์ที่จ้อนซื้อให้ตรวจสอบพิกัดบ้านของตัวเองแล้วบอกอาจารย์พรชัย จากนั้นก็กรอกพิกัดนั้นลงเครื่องจีพีเอส กดให้มันนำทาง ที่เหลือก็เพียงแค่ขับตามที่เครื่องบอก เท่านี้ก็ถึงที่หมายโดยไม่ต้องเสียเวลาหลงทางหรือเปิดแผนที่
อาจารย์พรชัยเลี้ยวรถตู้เข้าบ้านณภัทร เครื่องจีพีเอสส่งเสียงร้องบอกถึงที่หมายแล้ว แกจอดรถต่อท้ายรถประหยัดน้ำมันของจ้อนที่ใต้ต้นก้ามปู ชาวค่ายเลื่อนประตูเปิด แต่ละคนกางแขนกว้างสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอด ที่นี่ตอนเช้าอากาศเย็นอยู่พอสมควร ท่อนแขนที่ไม่มีเสื้อผ้าปกปิดไว้ถูกหมอกบาง ๆ โลมเลียจนต้องกอดตัวเองเอาไว้ คนในบ้านเดินลงมาต้อนรับผู้มาเยือน
“สวัสดีทุกคน สวัสดีค่ะอาจารย์พรชัย” น้ำเพชรยกมือไหว้อาจารย์ที่ปรึกษาชมรม
“สวัสดีแม่ประธานชมรม อากาศที่นี่ดีมากนะ เมื่อคืนคงหลับสบาย” อาจารย์พรชัยรับไหว้ หันไปทางศรีชัยและเพียงแข “คุณพ่อกับคุณแม่ของนายณภัทรใช่ไหมครับ สวัสดีครับ” อาจารย์พรชัยไหว้ทักทายพ่อแม่ลูกศิษย์
“สวัสดีค่ะอาจารย์ กินอะไรกันมาหรือยังคะ?” เพียงแขรับไหว้แล้วเอ่ยถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“เรียบร้อยแล้วครับ พวกเราแวะกินข้าวเช้าที่ร้านก่อนจะมาถึงที่นี่ แต่คงต้องรบกวนคุณแม่เรื่องอาหารในมื้อต่อ ๆ ไปของพวกเราด้วยนะครับ”
“ไม่ต้องห่วงค่ะ ดิฉันกับพี่แจ๋วจะรับหน้าที่ดูแลปากท้องของทุกคนเอง แต่เราสองคนถนัดทำอาหารท้องถิ่นนะคะ ไม่รู้ทุกคนจะกินเป็นไหม”
“ไม่เป็นไรครับ เด็กพวกนี้อยู่ง่ายกินง่าย”
“เอาสัมภาระไปเก็บกันเลยดีไหม ฉันเตรียมที่พักไว้ให้ทุกคนแล้ว ผู้หญิงพักที่บ้านป้าแจ๋ว เดี๋ยวจะให้น้ำเพชรกับมุกลัดดาพาไป ส่วนผู้ชายพักที่บ้านลุงทม เดี๋ยวฉันกับไอ้จอห์นจะพาไปเอง” ณภัทรบอก
จ้อนกังวลว่ามุกลัดดาจะโพนทะนาความลับเรื่องชื่อที่แท้จริงของเขาให้ทุกคนรู้ ขืนเธอพูดออกไปทุกคนต้องขำท้องคัดท้องแข้งกันแน่ แต่เธอก็ไม่มีท่าทีจะทำเช่นนั้น พักหลังมานี้เธอและน้ำเพชรดูแปลกไป
เก็บสัมภาระเสร็จ ทุกคนก็มาพร้อมกันที่บ้านของณภัทรในชุดพร้อมใช้แรงงาน ศรีชัยขับรถกระบะขนผักบุโรทั่งไปส่งทุกคนที่โรงเรียนบ้านทุ่งวัวคะนอง เมื่อสิบห้านาทีที่แล้ว ณภัทรได้ประกาศเสียงตามสายบอกชาวบ้านว่าชาวค่ายมาถึงกันแล้ว ใครสามารถอุทิศเวลาเพื่อชุมชนก็ขอให้มาช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพื่อลูกหลานที่น่ารักแห่งบ้านทุ่งวัวคะนองของเรา
โรงเรียนบ้านทุ่งวัวคะนองอยู่ห่างบ้านของณภัทรไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตร ที่นี่พื้นที่ไม่กว้างขวางเท่าไหร่นัก แต่ยังดีที่มีสนามหญ้าให้เด็ก ๆ วิ่งเล่น อาคารเรียนมีเพียงอาคารไม้ชั้นเดียวทาสีฟ้าสดใสปิดบังความเก่าอยู่ใต้ร่มต้นก้ามปูอายุหลายชั่วรุ่น หน้าอาคารมีเสาโลหะสูงที่ปลายยอดมีธงไตรรงค์ปลิวสะบัด ข้าง ๆ กันนั้นมีที่โยกสูบน้ำบาดาล ดูแล้วท่าทางมันคงจะฝืดน่าดูเวลาไปโยกใช้งาน
ชาวบ้านทั้งหญิงชายคนแก่คนหนุ่มมาช่วยกันประมาณสิบคนได้ ดูเหมือนว่าการก่อสร้างห้องน้ำจะเริ่มไปบางส่วนแล้ว วัสดุอุปกรณ์ก็พร้อมทั้งปูนซีเมนต์หลายกระสอบ กองทรายสูงเท่าเอว โครงเหล็ก อิฐมอญ กระเบื้องปูพื้น ฯลฯ ครูใหญ่วัยกลางคนสวมชุดลำลองกลมกลืนกับชาวบ้าน เดินเข้ามาทักทายอาจารย์พรชัย
“อรุณสวัสดิ์ครับอาจารย์พรชัย เมื่อวานผมและชาวบ้านช่วยกันขุดหลุมสำหรับทำท่อโสโครกเรียบร้อยแล้ว วันนี้จะวางวงบ่อซีเมนต์ วางเสาและขึ้นโครงหลังคา แต่ชาวบ้านมาช่วยกันเยอะ และนักศึกษาของอาจารย์อีก วันนี้เราอาจได้ราดพื้นพร้อมติดชักโครกด้วยก็เป็นได้”
“ครูใหญ่ไฟแรงจริง ๆ นะครับ ผมไม่เคยเห็นครูใหญ่ที่ไหนทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อโรงเรียนมากอย่างนี้เลย ทั้งที่ครูใหญ่ไม่ใช่คนในพื้นที่นี้”
“ทำเพื่อเด็ก ๆ อนาคตของชาติ ผมไม่เหนื่อยหรอกครับ ต้องขอบคุณอาจารย์พรชัยนะครับที่ช่วยอุดหนุนงบประมาณสร้างห้องน้ำ ลำพังงบประมาณที่โรงเรียนนี้ได้ในแต่ละปีพอแค่ค่าซ่อมบำรุงเท่านั้น โรงเรียนเล็ก ๆ แบบนี้ไม่ค่อยมีใครสนใจกันนัก แถมตอนนี้ผมได้ยินมาว่าทางการมีนโยบายสั่งปิดโรงเรียนเล็ก ๆ ผมกลัวเหลือเกินว่าโรงเรียนนี้จะเป็นหนึ่งในนั้น”
ชาวบ้านผู้ชายช่วยกันวางวงบ่อซีเมนต์ลงหลุมที่ขุดเอาไว้แล้ว หลุมลึก 1.6 เมตรจะวางได้สี่วง เสร็จแล้วก็ปิดฝาท่อพร้อมน้ำท่อพลาสติกพีวีซีมาทำท่อหายใจเพื่อระบายอากาศ จากนั้นช่วยกันขุดหลุมลึก 60 เซนติเมตร โดย 10 เซนติเมตรแรกสำหรับเทก้นหลุมด้วยซีเมนต์ อีก 50 เซนติเมตรที่เหลือสำหรับฝังเสาซีเมนต์สำเร็จรูปแล้วขึ้นโครงหลังคาเหล็กพร้อมมุงกระเบื้อง
มื้อกลางวันนี้ป้าติ๋มใจดีนำก๋วยเตี๋ยวมาเลี้ยงทุกคน แกอยากลงแรงช่วยงานกับทุกคน แต่กระดูกไม่ค่อยดีจึงดูแลปากท้องทุกคนแทน แกเป็นศิษย์เก่าที่นี่ ดีใจที่เห็นโรงเรียนที่ตนเองรักและผูกพันพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น
น้ำเพชรและมุกลัดดายกชามก๋วยเตี๋ยวมากินที่โต๊ะม้าหินอ่อนใต้ต้นก้ามปู ณภัทรและจ้อนกินมื้อกลางวันเรียบร้อยแล้วด้วยความโหย เดินไปเอาน้ำกระเจี๊ยบเย็น ๆ ฝีมือเพียงแขมาดื่ม ณภัทรเอาติดมือมาฝากน้ำเพชรด้วยแก้วหนึ่ง ส่วนจ้อนถือมาแต่ของตนเองเท่านั้น
“เอาน้ำกระเจี๊ยบไหม?” ณภัทรถามแล้วยื่นแก้วให้โดยไม่รอคำตอบ
“ขอบใจนะ” น้ำเพชรรับมาแล้วยกขึ้นดื่ม อาหารค่อยลื่นลงคอหน่อย “กลางวันที่นี่แดดร้อนเหมือนกันนะ แต่กลางคืนนี่น๊าวหนาว” เธอชวนเขาคุย
“แดดที่ไหนเย็นบ้างล่ะ มันก็ร้อนเหมือนกันทุกที่ ถ้าเจอที่ไหนแดดเย็นแดดหนาวมาบอกฉันด้วยนะ ฉันจะเอาไปอัดใส่กระป๋องขาย” ณภัทรกวน
“ฮึ!” น้ำเพชรทำเสียงในลำคอ จ้องณภัทรเขม็งพลางเหยียดยิ้มมุมปาก
มุกลัดดาสำลักน้ำก๋วยเตี๋ยวที่เธอปรุงเสียเผ็ดร้อน เธอเล่นใส่พริกป่นไม่บันยะบันยัง จนน้ำก๋วยเตี๋ยวเป็นสีแดงแจ๊ด คว้าแก้วน้ำกระเจี๊ยบของจ้อนที่วางไว้ไปดื่มอัก ๆ ล้างคอจนหมดแก้ว
“โอ๊ย… เกือบตายแล้วสิ” มุกลัดดาว่าพลางปาดน้ำตาที่ไหลเพราะฤทธิ์พริกขี้หนูป่น วางแก้วที่เหลือแต่น้ำแข็งคืนจ้อน
“มารยาทเธอดีเหลือเกินนะ ดื่มหมดแล้วเอาไปเก็บด้วย” จ้อนพูดพลางเลื่อนแก้วให้มุกลัดดา
ประมาณห้าโมงเย็นทุกคนแยกย้ายกันกลับ ห้องน้ำหลังใหม่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นบ้างแล้ว มีเสาโครงเหล็กหลังคาแข็งแรง ห้องน้ำนี้แบ่งออกเป็นสองฝั่งของผู้ชายและผู้หญิง แต่ละฝั่งมีส้วมสองห้อง ฝั่งผู้ชายจะติดโถปัสสาวะเพิ่มสองโถ ที่หน้าห้องน้ำจะเป็นอ่างล้างมือ
ชาวค่ายนั่งรถคันเดิมกลับที่พัก ทุกคนแย่งกันอาบน้ำเพราะต่างรำคาญเนื้อตัวเหนียวเหนอะหนะ เพียงแขและป้าแจ๋วนำอาหารเย็นที่ทำเสร็จมาเตรียมรอทุกคนที่บ้านของลุงทม เย็นนี้พวกเขาจะกินข้าวกันที่นี่เพราะหน้าบ้านลุงทมมีลานสนามหญ้า กลิ่นอาหารแปลกจมูกหอมคละคลุ้งชวนน้ำลายสอ มื้อนี้มีกบทอดที่มุกลัดดาถามหาตั้งแต่เมื่อเช้า ลาบอีสานและน้ำตกหมูดูรสชาติจัดจ้าน ห่อหมกหน่อไม้นึ่งสุกอุ่น ๆ ร้อน ๆ อยู่ในซึ้ง ผักต่าง ๆ นานาจากสวนอินทรีย์พร้อมน้ำสลัดหลากรสให้ทุกคนเลือกราดตามใจชอบ
“ผักนี่มาจากสวนผักอินทรีย์ของป้าเอง สด ๆ กรอบ ๆ ปลอดจากยาฆ่าแมลงแน่นอนจ้ะ น้ำสลัดก็มาจากร้านที่เขาซื้อผักจากสวนป้า ทุกคนลองชิมดูนะจ้ะ” เพียงแขบอกทุกคน
ศรีชัยและลุงทมอุ้มหม้อดินเผาใส่น้ำเก๊กฮวยและน้ำลำไยมาคนละใบ เมื่อทุกคนได้ข้าวเปล่ากันครบและกำลังจะเริ่มมื้อค่ำ โมทย์ก็ลุกขึ้นยืนยกมือปรามทุกคน
“เดี๋ยวครับทุกคน! ก่อนจะกินข้าวเราสวดแผ่เมตตาให้วิญญาณกบวิญญาณหมูที่ได้เสียสละร่างเนื้อมาเป็นอาหารให้พวกเราเสียหน่อยดีไหมครับ”
“โถ่… พี่โมทย์คิดมากทำไมคะ สัตว์พวกนี้เกิดมาเพื่อเป็นอาหารของคนอยู่แล้ว” ทิพย์ว่า
“พี่น่าจะไปเป็นประธานชมรมพุทธศิลป์นะ อะไร ๆ ก็ดึงเข้าเรื่องธรรมะได้ตลอด” ฟ้าสัพยอก
“ก็ดีเหมือนกันนะ ถึงสัตว์พวกนี้จะเกิดมาเพื่อเป็นอาหารคน แต่ถ้าไม่มีพวกมันมนุษย์อย่างเราอาจอดตายได้ สวดแผ่เมตตาแค่จบเดียวไม่เสียเวลาเท่าไหร่หรอก ทิดโมทย์นำสวดเลย” อาจารย์พรชัยว่าพลางพนมมือขึ้นกลางอก
ทุกคนยกมือขึ้นมาพนมตาม แล้วโมทย์ก็นำทุกคนสวดบทแผ่เมตตา
“สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ฯลฯ”
อาหารมื้อนี้เป็นอาหารที่ทุกคนกินด้วยความรู้สึกผิดบาปที่สุดในชีวิต กินไปพลางคิดทบทวนถึงชั่วชีวิตที่ผ่านมาว่ากว่าจะเติบใหญ่จนทุกวันนี้มีกี่ชีวิตต้องถูกคร่าเพื่อเป็นอาหารเลี้ยงหนึ่งชีวิต ในมุมมองด้านห่วงโซ่อาหาร การกินเนื้อของสัตว์อื่นยังจำเป็นต่อการมีชีวิตของมนุษย์ เราต้องได้รับโปรตีนเพื่อร่างกายจะได้นำไปสร้างกล้ามเนื้อหรือซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ในเมื่อมีสัตว์ต้องตายเพราะมาเป็นอาหารของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราควรใช้พลังงานที่ได้รับจากอาหารนั้นทำประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ดั่งคำที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า “จงทำงานให้สมกับอาหารที่บริโภค”
วันที่สองช่วยกันลาดพื้นพร้อมปูกระเบื้องและติดชักโครก อิฐมอญถูกก่อได้ครึ่งหนึ่งแล้ว วันนี้ชาวค่ายต้องเหนื่อยมากกว่าเมื่อวาน เพราะชาวบ้านหลายคนติดทำนาของตนเอง ไม่สามารถมาช่วยงานสร้างห้องน้ำได้ แต่เมื่อเห็นห้องน้ำเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ทุกคนก็มีกำลังใจฮึดที่จะสู้งานหนัก เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นที่หน้าผากไหลย้อยลงมาอาบแก้ม แต่พวกเขายังยิ้มได้เมื่อนึกถึงภาพเด็ก ๆ ที่จะมีความสุขเมื่อได้ใช้ห้องน้ำถูกสุขลักษณะที่พวกเขาสร้างเองกับมือ
บางครั้งการเป็นผู้ให้ก็สุขใจมากกว่าการเป็นผู้รับ
พักกลางวันนี้ป้าแจ๋วทำผัดไทยใส่ไข่มาเลี้ยงทุกคนพร้อมน้ำฝรั่งจากต้นหลังบ้าน น้ำฝรั่งมีวิตามินซีสูง กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ เพียงจิบเดียวก็เรียกความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอีกครั้ง ณภัทรและน้ำเพชรเดินถือจานผัดไทยมานั่งที่โต๊ะม้าหินอ่อนใต้ต้นก้ามปู ขณะที่จ้อนและมุกลัดดาอยู่ช่วยป้าแจ๋วตักน้ำตักอาหารแจกจ่ายแก่ทุกคน น้ำเพชรเห็นคราบดินเลอะติดแก้มณภัทรเป็นทางยาวจึงแกะห่อผ้าเย็นในมือ
“นิ่งเดี๋ยวนะ หน้านายเปื้อน” น้ำเพชรบอกแล้วเอาผ้าเย็นค่อย ๆ เช็ดคราบเลอะออกจากใบหน้าชายหนุ่ม เขาไม่สนใจดูแลตนเอง ไม่ทาครีมกันแดดจึงถูกแดดเผาจนหน้าม้าน มือของเธอนั้นช่างเบาเหลือเกิน เช็ดเสร็จแล้วรู้สึกสดชื่น ชุ่มชื่นหัวใจขึ้นมาทันใด
การกระทำของหญิงสาวทำให้ร่างกายของชายหนุ่มร้อนขึ้น เขาหายใจถี่พ่นลมหายใจเป็นไอร้อน เช็ดอยู่สักพักเธอก็เอามือออกพลางบอกว่าหน้าสะอาดแล้ว เม็ดดินหินทรายหนอทำไมไม่เป็นคราบฝังลึกกว่านี้ เขาอยากให้เธอเอาผ้าเย็นเช็ดหน้าเขาอย่างนั้นไปนาน ๆ
วันที่สามห้องน้ำเสร็จสมบูรณ์ในที่สุด ผนังเพียงแค่ฉาบปูนเรียบ ๆ ไม่ได้ทาสีเพราะครูใหญ่บอกว่าจะให้เด็ก ๆ ที่โรงเรียนระบายสีตามจินตนาการลงผนัง เด็ก ๆ คงดีใจที่จะได้วาดได้ระบายสิ่งอื่นบ้างนอกเหนือจากกระดาษ ชาวค่ายและชาวบ้านทุ่งวัวคะนองถ่ายรูปกับห้องน้ำหลังใหม่ด้วยกันเป็นที่ระลึก
สามวันผ่านมานี้ทุกคนเหนื่อยกันมาก ที่อำเภอซึ่งอยู่ติดกันมีน้ำตกเลื่องชื่อนาม “น้ำตกหลงหมอก” ซึ่งมีทัศนียภาพที่สวยงามเกินบรรยาย ชวนชาวค่ายไปแช่น้ำคลายเมื่อยท่าจะดี แม้จะอยู่คนละอำเภอ แต่หมู่บ้านทุ่งวัวคะนองกับน้ำตกหลงหมอกอยู่ห่างกันเพียงสิบกิโลเมตรเอง นานแค่ไหนแล้วนะที่ณภัทรไม่เคยไปที่นั่นพร้อมเพื่อนกลุ่มใหญ่
“ใกล้ ๆ กันมีน้ำตกด้วยนะ ทุกคนสนใจไปเล่นน้ำกันไหม?” ณภัทรถาม
“ไปครับ ๆ ผมอยากไปแช่น้ำคลายเมื่อย” ต่ายยกมือเป็นคนแรก ต้อมและต้าเป็นสองคนถัดมา
ชาวค่ายทุกคนขึ้นรถกระบะขนผักเก่าบุโรทั่งของศรีชัยไปยังน้ำตกหลงหมอกทั้งชุดเดิม อากาศร้อนเช่นนี้แถมนั่งกระบะหลังให้ลมโกรก ตอนขากลับเสื้อผ้าคงแห้งก่อนถึงที่พัก นี่ก็ใกล้เย็นย่ำแล้วขืนให้ทุกคนกลับไปเตรียมเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนหลังลงเล่นน้ำ คงไม่ทันน้ำตกปิดก่อนพอดี เส้นทางไปสู่จุดหมายรายล้อมด้วยต้นไม้เขียวขจี เห็นเพียงเท่านี้ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดสามวันก็หายไปกว่าครึ่ง
Leave a comment