หลังจากกำราบสามอันธพาลผู้คิดปองร้ายได้สำเร็จ ณภัทรก็แบกจ้อนขึ้นหลังกลับมาที่ห้อง ปิดประตูลงกลอนและคืนนี้ไม่คิดเปิดประตูต้อนรับใครที่ไหนอีก ทิ้งร่างสลบไสลไร้สติของเพื่อนลงบนเตียง ตัวเขาก็เพลียเหลือเกิน เลยเอนตัวนอนลงข้าง ๆ แล้วหลับไปในที่สุด
ณภัทรตื่นขึ้นมาพร้อมเช้าวันใหม่ที่ไม่สดใสนักเพราะรู้สึกปวดตึ๊บที่หัว จ้อนตื่นมาพร้อมอาการปวดเมื่อยไปทั่วทั้งร่าง แน่นอนสิเพราะเมื่อคืนมาวินใช้ร่างของเขาเกินขีดจำกัด
“โอ๊ย… ทำไมปวดเนื้อปวดตัวอย่างนี้ เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นฉันจำอะไรไม่ได้เลย จำได้เพียงแค่ว่าไอ้คนพวกนั้นจะเข้ามารุมทำร้ายฉัน แต่แกมาสกัดไว้ก่อน จากนั้นฉันก็ไม่รู้สึกตัวอะไรเหมือนวิญญาณออกจากร่างอย่างนั้นแหละ”
จ้อนเดาเหตุการณ์ได้แม่นยำ ณภัทรไม่บอกความจริงออกไปหรอกว่าเมื่อคืนมีวิญญาณหนุ่มยืมร่างเขาออกไปบู๊กับพวกนั้นเสียราบคาบ ขืนบอกไปจ้อนมีหวังได้สติแตก รับไม่ได้ที่มีใครก็ไม่รู้ใช้ร่างกายร่วมกับเขา จ้อนสำรวจตัวเองไม่พบรอยพกช้ำตรงไหน เพื่อนของเขาก็มีเพียงรอยเขียวตรงหางคิ้วซ้าย เมื่อคืนไม่ได้ถูกอัดจนน่วมหรอกเหรอ แปลกใจเหลือเกิน หลังจากเขาหมดสติเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
“ไอ้พวกนั้นไม่ได้อัดเราหรอกเหรอ ฉันไม่เห็นมีแผลอะไร เกิดอะไรขึ้นเมื่อคืนนี้ หรือฉันฝันไป?”
“แกไม่ได้ฝันหรอก เมื่อคืนนี้มีคนมาบุกมาทำร้ายพวกเราจริง ๆ แต่ที่พวกเราไม่เป็นอะไรเพราะบังเอิญเพื่อนฉันผ่านมาพอดีเลยช่วยจัดการไอ้พวกนั้นหงายเงิบเผ่นหนีหางจุกตูด”
“เพื่อนเหรอ?” จ้อนแปลกใจ นอกจากมีเขาเป็นเพื่อนแล้วยังมีใครอื่นอีก
“อืม… เพิ่งรู้จักกันที่หอนี่แหละ”
“เพื่อนแกคนนี้คงเก่งมาสินะ ถึงเอาคนตั้งสามคนอยู่ มันเป็นอุลตร้าแมนหรือยังไง”
“คงประมาณนั้น” ณภัทรยักไหล่ อยากตะโกนกรอกหูจ้อนดัง ๆ ว่า เมื่อคืนแกโดนผีสิงโว้ย
จ้อนโทรไปร้องโอดโอยกับพ่อแม่ เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้ฟังเป็นฉาก ๆ พ่อแม่ของเขาว้าวุ่นใจเป็นห่วงลูกชายหัวแก้วหัวแหวนบอกจะรีบบึ่งรถมาหาทันที ครึ่งชั่วโมงถัดจากนั้นเสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น ณภัทรเดินไปดู คราวนี้ไม่ลืมมองลอดช่องตาแมว เห็นสองสามีภรรยาแต่งตัวภูมิฐานยืนคอยให้เปิดประตู พ่อแม่ของจ้อนนั่นเอง ณภัทรรีบเปิดประตูต้อนรับ
“สวัสดีครับคุณลุงคุณน้า” ณภัทรไหว้สวัสดีผู้ใหญ่ทั้งสอง พ่อของจ้อนดูอายุมากกว่าภรรยาและพ่อแม่ของเขา เขาจึงเรียกชายคนนี้ว่าลุง ส่วนแม่ของจ้อนดูอ่อนเยาว์กว่าจึงเรียกว่าน้า ทั้งสองรับไหว้แล้วเดินดุ่ม ๆ ไปดูลูกชายที่นอนสำออยอยู่บนเตียง
“เป็นไงบ้างลูก เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?” ผู้เป็นแม่ถามไถ่อาการลูกชายอย่างเป็นห่วง
“ปวดไปทั้งตัวเลยครับแม่ ขยับทีนี่เจ็บแปล๊บไปทั้งร่าง” จ้อนโอดโอย
ณภัทรอยากเดินเข้าไปดึงคอเสื้อจ้อนขึ้นมาเขย่าแรง ๆ พลางร้องบอกแม่ของจ้อนดัง ๆ ว่า อย่าไปเชื่อมันครับคุณน้า มันโกหก เมื่อกี้ยังลุกไปเข้าห้องน้ำเองได้เลย
“เรามีศัตรูที่ไหนหรือเปล่า ถึงได้มาเคาะห้องบุกทำร้ายตอนดึก ๆ ดื่น ๆ” พ่อของจ้อนถาม
ศัตรูทั้งชีวิตนี้คงมีอยู่เพียงคนเดียวคือหมอผีที่เขาทำคาถาอาคมแกเสื่อม ขืนบอกความจริงออกไป พ่อแม่ของจ้อนได้ตราหน้าเขาว่าเป็นอันธพาลหาศัตรูใส่ตัว พานกีดกันลูกชายหัวแก้วหัวแหวนไม่ให้คบหาสุงสิงเป็นเพื่อนกับเขา
“ผมไม่มีศัตรูที่ไหนหรอกครับ พวกนั้นคงเข้าใจผิดเสียมากกว่า”
“ดูสิพัดเราบาดเจ็บด้วยนี่ โห… หางคิ้วช้ำเป็นรอยเขียวเลย ท่าทางจะเจ็บน่าดู” แม่ของจ้อนเดินมาดูอาการณภัทรอย่างใส่ใจ
“ไม่เท่าไหร่หรอกครับ นวดยาหม่องไม่กี่วันก็หาย”
“ไม่ได้นะจ๊ะ แค่ยาหม่องจะไปดีได้ยังไง เกิดมันอักเสบบวมยิ่งกว่าเดิมใบหน้าหล่อเหลาของเราจะเสียโฉมเอานะ ไปรักษาที่คลินิกเสริมความงามของน้า ไว้แผลหายดีแล้วจะเลเซอร์หน้าใสให้ด้วย น้าไม่คิดเงินหรอกจ้ะ พัดก็เหมือนลูกชายน้าด้วยอีกคน”
“ปล่อยไว้เฉย ๆ ไม่ได้ ต้องแจ้งความนะ นี่มันคดีทำร้ายร่างกายแล้ว อีกอย่างพัดอยู่ที่นี่ต่อคงไม่ปลอดภัย ไม่รู้คนพวกนั้นจะกลับมาทำร้ายอีกหรือเปล่า ย้ายไปอยู่คอนโดกับจ้อนปลอดภัยกว่า ที่นั่นระบบรักษาความปลอดภัยเขาทันสมัย”
พ่อแม่ของจ้อนน่ารักเหลือเกิน เป็นห่วงเป็นใยเขาไม่ต่างจากลูกชายตัวเอง เขาคงรับทั้งสองข้อเสนอไม่ได้ มันมากเกินไปสำหรับเขา
“ไม่ดีหรอกครับรบกวนเปล่า ๆ ผมจะอยู่ที่นี่และจะระมัดระวังตัวให้มากขึ้น”
“โถ่… พัด อย่าดื้อสิจ๊ะ เล็ก ๆ น้อย ๆ แค่นี้อย่ากังวลคิดว่าเป็นการรบกวนเลย จ้อนเองก็เคยชวนเราไปอยู่ด้วยตอนเขาซื้อคอนโดใหม่ ๆ เราก็ปฏิเสธไปครั้งหนึ่งแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ แล้วนะ มันหมายถึงชีวิตเราเลย ย้ายไปอยู่กับจ้อนเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดจ้ะ”
“น่า… อย่าคิดมาก” พ่อของจ้อนกอดคอเขาแสดงความเป็นกันเอง
กว่าจ้อนจะเลิกสำออยแล้วลุกขึ้นจากเตียงเดินเองได้ต้องให้ผู้เป็นแม่ป้อนยาพาราเซตามอนและวิตามินซีบรรจุขวดถึงปาก เขาขอตัวไปนอนตากแอร์เย็นช่ำอยู่ในรถตู้ที่ติดสติ๊กเกอร์ “นิติศักดิ์คลินิก” หนึ่งในธุรกิจของครอบครัว อ้างว่าตัวเองยังปวดเนื้อปวดตัวอยู่ ทิ้งเพื่อนรักและพ่อแม่ให้ช่วยกันขนข้าวของเครื่องใช้และเสื้อผ้าของณภัทรมาใส่ท้ายรถตู้ หลังจากณภัทรตกลงยอมย้ายไปอยู่คอนโดกับจ้อน
คอนโดของจ้อนอยู่ในย่านบันเทิงราคาแพง ไม่ห่างจากมหาวิทยาลัยเท่าใดนัก ตัวตึกทันสมัยสูงตระหง่านนับไม่ไหวว่ามีกี่ชั้น ข้างล่างเป็นสระว่ายน้ำระบบน้ำเกลือ แวดล้อมไปด้วยไม้ยืนต้นนานาพันธุ์ ช่วยลดความแข็งกระด้างไม่เป็นธรรมชาติของตึกลงได้บ้าง จ้อนอยู่ชั้นตั้งสูงสามคนช่วยกันขนของเกือบครึ่งชั่วโมงขึ้นห้อง
ห้องของจ้อนใหญ่โตกว้างขวางกว่าห้องเช่าของณภัทรมาก ราคาคงจะแพงน่าดู ที่ป้ายประชาสัมพันธ์ด้านล่างระบุไว้ว่าราคาคอนโดแห่งนี้ราคาเริ่มต้นที่ 2.5 ล้านบาท ในความคิดของณภัทร ราคาขนาดนี้แพงเกินไปสำหรับการมาอยู่เบียดเสียดกันหลายร้อยชีวิตในที่ดินเท่าแมวดิ้นตาย
ภายในห้องตกแต่งอย่างหรูหรา ตรงกลางเป็นห้องนั่งเล่นมีโซฟาตัวใหญ่ โทรทัศน์จอใหญ่รุ่นล่าสุด ชั้นหนังสือสูงเลยหัวที่อัดแน่นไปด้วยหนังสือการ์ตูนเต็มชั้น มีประตูเลื่อนบานกระจกเชื่อมต่อสู่ระเบียงสำหรับชมทัศนียภาพ หากเลี้ยวไปฝั่งซ้ายจะเป็นห้องครัวครบชุด ห้องน้ำแยกส่วนแห้งส่วนเปียก หากเลี้ยวไปทางขวาจะเป็นห้องนอนเตียงขนาดคิงไซส์ มีตู้เสื้อผ้าแบบวอร์กอิน ห้องน้ำอีกห้องและโต๊ะเครื่องแป้ง อากาศภายในนี้เย็นสบายด้วยเครื่องปรับอากาศหลายบีทียู พัดลมอีแก่ในห้องที่ณภัทรจากมาเทียบไม่ติดเลย
“เตียงนี่แกจะนอนฝั่งไหน?” จ้อนถามณภัทร
“ฝั่งไหนก็ได้”
“งั้นแกนอนฝั่งซ้ายแล้วกันเพราะแกชอบนอนตะแคงหันไปทางซ้าย ถ้าให้แกนอนฝั่งขวาแกจะเตะฉันตกเตียงเอา ตู้เสื้อผ้าแกก็ใช้ฝั่งซ้ายด้วยแล้วกัน เดี๋ยวฉันเคลียร์ของทั้งหมดไปอยู่ฝั่งขวา แล้วก็เอาข้าวของของแกมาเก็บได้เลย” จ้อนพูดอย่างรู้ใจ สมเป็นเพื่อนที่คบหากันมานาน
“อยู่ที่นี่คงปลอดภัยแล้ว แต่ถึงยังไงทั้งสองคนก็ต้องดูแลตนเองนะ ไอ้พวกผับบาร์ข้างล่างอย่าได้ชวนกันไปเชียว ไม่อย่างนั้นพ่อจะขายคอนโดห้องนี้ทิ้ง แล้วให้ไปอยู่ห้องเช่ารังหนูแทน” พ่อของจ้อนพูดไปอย่างนั้น เขารู้อยู่แล้วว่าลูกชายไม่ได้ชอบสังคมกลางคืนอย่างนั้น วัน ๆ เอาแต่นั่งติดอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ทำโน่นทำนี่ ณภัทรก็คงนิสัยคล้ายกัน ไม่เช่นนั้นคงคบเป็นเพื่อนกันได้ไม่ยาวเช่นนี้
วันนี้เปิดสำนักหมอดูไม่ได้ เนื่องจากมาวินไม่ไหว พลังมีไม่เพียงพอ ณภัทรก็เหนื่อยกับเหตุการณ์ที่ผ่านพ้น อยากพักผ่อนเอาแรงบ้าง จึงถือโอกาสมาทำบุญให้มาวินที่วัดใกล้ ๆ มหาวิทยาลัย แม้วัดนี้จะรายล้อมไปด้วยร้านค้าทันสมัย แหล่งบันเทิงวัยรุ่น ห้างสรรพสินค้า แต่บรรยากาศที่นี่กลับสงบร่มเย็น เหมาะแก่การปลีกหลีกหนีเรื่องวุ่นวายในชีวิต ชวนให้ณภัทรคิดถึงบรรยากาศของวัดประจำหมู่บ้าน คิดถึงหลวงลุงที่อบรมบ่มนิสัยมาตั้งแต่เด็ก สอนให้เขาเข้าใจแก่นแท้ของพุทธศาสนา คิดถึงสวนผักอินทรีย์ของพ่อแม่ที่เคยช่วยดูแลช่วงปิดเทอม เมื่อไหร่จะได้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดอีกหนอ
ชายหนุ่มเข้าไปถวายสังฆทานและกรวดน้ำอุทิศกุศลผลบุญแก่เพื่อนผีของเขา เสร็จจากนั้นก็มานั่งใต้ร่มโพธิ์ต้นใหญ่ ยังไม่อยากกลับ ตอนนี้ขอดื่มด่ำบรรยากาศสงบเช่นนี้ต่อให้นานอีกหน่อย ระหว่างที่ใจกำลังเป็นสุข มองแสงระยิบระยับจากกระดิ่งทองที่ห้อยชายคาวิหาร เพื่อนผีของเขาก็โผล่จากอากาศธาตุมานั่งข้าง ๆ
“ขอบใจนายมากนะณภัทรที่อุทิศส่วนบุญให้ฉัน ฉันได้รับแล้วและตอนนี้กลับมามีพลังเหมือนเดิมละ พรุ่งนี้ช่วยนายดูดวงได้แล้วล่ะ” ผีหนุ่มกล่าว
“เฮ้ย! นายเข้ามาในวัดได้ยังไง ผีกลัววัดกลัวพระไม่ใช่เหรอ?”
“นั่นมันผีในหนังในละคร นายคิดว่าถ้าพระตายไปเป็นผี ผีพระจะกลัวพระเป็น ๆ ไหม?”
“ไม่รู้สิ ช่างมันเถอะ ตอนนี้ฉันไม่อยากคิดอะไรมาก”
ทั้งสองทอดสายตาออกไปดื่มด่ำกับความวิจิตรงดงามของสถาปัตยกรรมภายในวัด วัยรุ่นสมัยนี้จะรู้กันไหมหนอว่าหลังคากระเบื้องสลับสีของสิ่งก่อสร้างภายในวัดต่างมีความหมายซ่อนอยู่ “สีเหลือง” หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ “สีส้ม” หมายถึงความสุข “สีเขียว” หมายถึงความสดชื่น “สีน้ำเงินหรือสีคราม” หมายถึงการจัดระเบียบ
อยู่ ๆ ก็มีคำถามผุดเข้ามาในหัวของณภัทร เขาไม่ปล่อยให้ค้างคาใจรีบถามเพื่อนผีทันที
“ทำไมนายถึงมาปรากฏตัวให้ฉันเห็นล่ะ?”
“เพราะนายมีสัมผัสพิเศษที่คนอื่นไม่มีไง ฉันจึงติดต่อสื่อสารกับนายได้ จำได้ไหมตอนเด็ก ๆ วิญญาณปู่ของนายเคยมาหา แถมนายก็เป็นคนมีกระแสบุญแรงกล้า ดึงดูดวิญญาณเร่ร่อนให้ตามมาขอส่วนบุญ ที่ผ่านมานายเคยเจอผีบ่อยอยู่แหละฉันว่า”
มาวินพูดทำให้นึกขึ้นได้ ภาพความทรงจำสีจางที่ถูกเก็บลงกล่องไปแล้วแจ่มชัดขึ้นอีกครั้ง ตอนอายุประมาณสี่ขวบยังไม่ประสีประสาดีนัก เด็กชายณภัทรเห็นเงาลาง ๆ โปร่งบางยืนอยู่ปลายเตียง เจ้าของร่างมีใบหน้าคล้ายกับคุณปู่ของเขาซึ่งเคยเห็นแค่เพียงจากรูปถ่าย ท่านส่งยิ้มให้หลายชายก่อนร่างจะค่อย ๆ เลือนลับไปในความมืด ตอนนั้นเด็กชายณภัทรอยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น ไม่แน่ใจนักว่าได้พบวิญญาณคุณปู่จริง ๆ หรือเป็นเพียงแค่ฝันไป
ณภัทรไม่เคยเห็นคุณปู่ตัวเป็น ๆ หรอก เนื่องจากท่านเสียก่อนแม่จะตั้งท้องเขา แม่เคยเล่าว่าคุณปู่ท่านเป็นช่างไม้ฝีมือดีที่สุดในอำเภอ อาจจะดีที่สุดในจังหวัดเลยด้วยซ้ำ บ้านที่อาศัยอยู่จนถึงทุกวันนี้ก็มาจากฝีมือท่าน ท่านสามารถสร้างบ้านได้เป็นหลัง ๆ โดยไม่ต้องตอกตะปูแม้แต่ตัวเดียว ตู้หับต่าง ๆ ภายในบ้านก็ฝีมือประกอบอย่างประณีตของคุณปู่ทั้งนั้น
ฝีมือช่างไม้ของคุณปู่โด่งดังไกลจนมีโอกาสได้สร้างเรือนสักทองให้ตระกูลผู้ดีเก่า งานนี้ได้ค่าตอบแทนเยอะเสียจนชาวบ้านชาวช่องขนานนามคุณปู่ว่าเป็นพ่อเลี้ยง ท่านไม่ได้หน้าตาดีอะไร ออกจะขี้เหร่เสียด้วยซ้ำ โครงหน้าสั้นออกเหลี่ยมด้านข้าง ตาหยี โหนกแก้มสูง จมูกแฟบ หูกาง ตีนผมสูง ผิวทั้งตัวคล้ำไม่ผ่องใส แต่ท่านเป็นคนคารมดี ช่างเอาอกเอาใจ จึงพิชิตใจคุณย่าซึ่งอดีตเป็นถึงนางสาวนพมาศ เทพีสงกรานต์ นางรำนำขบวนแห่ ตำแหน่งเหล่านี้ล้วนการันตีถึงความสวยของคุณย่า
ทั้งสองท่านเป็นคู่รักที่น่าอิจฉาเพราะมีทั้งเงินและชื่อเสียง แต่งงานกันตอนอายุยี่สิบเจ็ดนับว่าช้าเกินสำหรับคนเมื่อห้าสิบกว่าปีที่แล้วซึ่งอายุได้ 15-16 ก็เป็นฝั่งเป็นฝากันแล้ว ปีถัดมามีลูกชายด้วยกันสองคนหัวปีท้ายปีคือ “ศรชัย” ลุงของณภัทรที่ตอนนี้บวชเป็นพระอยู่ที่วัดประจำหมู่บ้าน และ “ศรีชัย” พ่อของณภัทร ลูกชายทั้งสองได้ยีนเด่นจากพ่อมาเต็ม ๆ หน้าตาแทบจะถอดพิมพ์กันมา โชคดีที่ณภัทรหน้าตาออกไปทางแม่และได้รับยีนด้อยของคุณย่าที่แฝงอยู่ในโครโมโซมของพ่อมาอีกนิดหน่อย ผสมปนเปกันแล้วก็ออกมาเป็นเด็กชายหน้าตาน่ารักน่าชัง โตขึ้นมาก็หล่อใช้ได้อย่างที่เห็น
เรื่องวิญญาณเร่ร่อนนี่คงเคยเจออยู่มั้ง เวลาณภัทรผ่านไปแถวสถานที่อโคจร พวกผับ บาร์ แหล่งมั่วสุม สถานเริงรมย์ต่าง ๆ มักรู้สึกเหมือนมีใครจ้องมองอยู่ ตอนรถจักรยานยนต์ติดไฟแดงตามแยกใหญ่ ๆ ก็รู้สึกเสียววาบไปทั้งตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่ไม่เคยเจอจะ ๆ ตัวเป็น ๆ อย่างมาวิน อาจเป็นเพราะวิญญาณเหล่านั้นมีพลังไม่กล้าแกร่งพอที่จะสามารถปรากฏตัวให้เห็นได้ พวกมันอาจติดตามณภัทรไปทุกหนทุกแห่ง ช่วยเหลือคุ้มภัยบ้างตามกำลังและรับผลบุญที่ณภัทรแผ่อุทิศเพื่อจะได้หลุดพ้นจากโลกมนุษย์ ไปสู่ที่ชอบ ๆ หรือเข้าสู่วัฏจักรเวียนว่ายตายเกิดต่อไป
“ถามจริงเถอะ ที่นายช่วยฉันมาจนถึงทุกวันนี้ เพื่ออะไรกันแน่?”
มาวินสะอึกกับคำถาม เขานึกว่าณภัทรจะเลิกสนใจถามคำถามนี้แล้วเสียอีก
“ก็… ฉันเคยบอกนายไปแล้วไง ว่าฉันต้องการตอบแทนที่นายช่วยให้ฉันรอดเนื้อมือหมอผีชั่วนั่นมาได้”
“เท่านี้เองเหรอ” ณภัทรตวัดหางเสียงสูง “ฉันว่านายตอบแทนมากเกินไปแล้วนะ ต้องมีอะไรอื่นแอบแฝงแน่ ๆ บอกฉันมาตรง ๆ เถอะมาวิน”
มาวินตกใจเหมือนถูกจุดไต้ตำตอ
“เปล๊า! ไม่มีอะไร ฉันแค่อยากตอบแทนนาย ไม่มีทางเป็นอย่างอื่น ถ้านายคิดว่าที่ฉันทำไปมันมากเกิน ตั้งแต่พรุ่งนี้ฉันจะไม่ช่วยนายแล้ว” มาวินกระเง้ากระงอด
“อย่าเชียวนะ กำลังไปได้ดีเลย ช่วยฉันต่อไปเรื่อย ๆ เถอะ อย่างน้อยก็จนกว่าฉันจะเรียนจบหางานมั่นคงทำได้ นายก็รู้นี่ว่าที่บ้านฉันมีภาระหนี้สินต้องรับผิดชอบ”
“ฉันก็คิดแบบนั้นอยู่ แต่นายมาพูดแบบนี้ระวังฉันเปลี่ยนใจนะ”
“ขอโทษ ๆ คราวหลังจะไม่ถามซักไซ้นายเรื่องนี้แล้ว”
ณภัทรสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะ แต่ยังไม่หายสงสัยในประเด็นนี้ เขาสังหรณ์ใจว่าเจตนาดีของมาวินนั้นต้องมีอะไรแอบแฝง แม้มองลึกเข้าไปในดวงตาของผีหนุ่มก็ยังไม่ได้รับคำตอบ แน่นอนอยู่แล้วเพราะเขาไม่ได้มีพลังมองทะลุอดีตเหมือนมาวินนี่ แต่ถึงอย่างไรเขาก็รู้สึกขอบคุณผีหนุ่มที่อุตส่าห์ช่วยเหลือมาขนาดนี้ แม้เงินค่าบูชาครูที่ได้จะห่างไกลยอดหนี้อยู่โข แต่ก็พอมีจ่ายรายงวดไม่ให้เจ้าหนี้มายึดบ้านยึดรถซึ่งเป็นสมบัติสุดท้ายของครอบครัวไป
Leave a comment