ตึกสี่ชั้นสภาพเก่าคร่ำครึ สีขาวที่ทาไว้ลอกออกเสียเกือบหมด ถูกแทนที่ด้วยคราบน้ำฝนสีดำที่สะสมมาหลายสิบปี ตึกสูงนี้รายล้อมด้วยไม้ยืนต้นสูงใหญ่ ใบหนาทึบจนปิดบังแสงแดดจากทุกสารทิศ แถมแผ่อากาศเย็นน่าขนลุกเข้ามาภายในตึก เพียงเวลาเย็นย่ำข้างในนี้ก็มืดเสียแล้วต้องเปิดไฟสีส้มสลัวที่บางดาวกระพริบติด ๆ ดับ ๆ ส่องทางเดิน กลิ่นสาบเอกสารเก่า ๆ โชยปะทะจมูกทันทีที่ก้าวจากบันไดถึงพื้นชั้นสอง
เรื่องเล่าขานที่เล่าต่อ ๆ กันมาจากรุ่นสู่รุ่นผุดประดังเข้ามาในหัว บ้างลือว่าที่นี่เคยมีหัวหน้าฝ่ายเอกสารล่อลวงภรรยาตัวเองมาฆ่าหมกศพไว้ในตู้ หลังถูกจับได้เรื่องแอบไปมีบ้านเล็กบ้านน้อย บ้างลือว่าที่นี่มีวิญญาณเด็กดองชุกชุมเพราะตึกหลังนี้เคยเป็นตึกเรียนของคณะแพทย์มาก่อน แม้ร่างกายจะถูกเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว แต่วิญญาณยังเล่นสนุกอยู่ที่นี่
ก้าวเดินมาจนสุดทางเดินพื้นหินอ่อน ที่สะท้อนแสงสีส้มสลัวจากหลอดไฟเหนือหัวก็ถึงห้องของหัวหน้าฝ่ายเอกสาร เบื้องหน้าเป็นประตูไม้เนื้อสีน้ำตาลแก่สลักลายเส้นวิจิตร ผู้มาเยือนยื่นมือออกไปคว้าลูกบิดทองเหลืองแล้วหมุนจนเสียงดังคลิก จากนั้นผลักประตูเข้าไปพบกับเจ้าของห้อง
หัวหน้าฝ่ายเอกสารเป็นผู้หญิงวัยปลดเกษียณ ตั้งแต่มีเรื่องอัปยศเสื่อมเสียในคราวนั้น หัวหน้าแผนกนี้ก็เป็นผู้หญิงมาโดยตลอด แกนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานแก่ ๆ เก่า ๆ หลังใหญ่สลักลายวิจิตรเป็นภาพวิถีชีวิตของข้างและควาญ แกสวมชุดผ้าไหมสีม่วงเงาเลื่อม พันคอด้วยผ้าโปร่งลวดลายดอกไม้ไทย ได้ยินเสียงประตูถูกเปิดก็หยุดสนใจเอกสารที่กองสุมอยู่บนโต๊ะ เงยหน้าขึ้นมา พลางลดแว่นตากรอบทองลง แล้วเพ่งสายตาเย็นชามองมายังแขกที่เพิ่งจะก้าวเข้ามาในห้อง
“ที่บ้านไม่สอนมารยาทก่อนจะเข้าห้องคนอื่นหรือ เธอควรจะเคาะประตูก่อนรึเปล่า?” น้ำเสียงเยียบเย็นสาดรดสามัญสำนึกของผู้มาเยือนให้ตระหนักและคิดได้ เด็กสมัยนี้ทำไมไม่มีมารยาทเอาเสียเลยนะ ถ้าชายหนุ่มผู้นี้เป็นลูกเป็นหลาน แกจะด่าให้หูชาเลย
“เอ่อ…” ผู้มาเยือนเลิกลั่ก ไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดี ความสามารถในการวางตัวเพื่อเข้าหาผู้ใหญ่ของเขาด้อยมาก ขณะกำลังจะหันหลังกลับออกไปปฏิบัติใหม่ให้ตรงตามมารยาทแต่คุณยายก็ขัดขึ้นเสียก่อน
“ไม่ต้องแล้ว เชิญนั่ง” หัวหน้าฝ่ายเอกสารผายมือเหี่ยวย่นที่สวมกำไลข้อมือดูเกะกะ เชื้อเชิญให้ชายหนุ่มนั่งตรงเก้าอี้ไม้บุนวมหน้าโต๊ะทำงาน
“อ่า… ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มผู้มาเยือนกล่าวเสียงอ่อยเพราะใจเสีย รีบกุลีกุจอเอาก้นมาจ้ำเก้าอี้ไม้ ก้มหน้าก้มตายื่นเอกสารที่ถืออยู่ให้บุคคลตรงหน้า
หัวหน้าฝ่ายเอกสารรับมา ดันแว่นกลับเข้าที่แล้วกวาดสายตาอ่านเอกสารในมือทีละบรรทัด
“นายณภัทร บรรจงธรรม” หัวหน้าฝ่ายอ่านชื่อของนักศึกษาหนุ่มผู้มาเยือน
ตามเอกสาร นายณภัทร บรรจงธรรม กรอกประวัติของตนเองไว้ดังนี้ อายุ 20 ปี ศึกษาอยู่คณะการสื่อสาร สาขาออกแบบสื่อ ชั้นปีที่ 3 ความสามารถพิเศษ- ไม่มี ผลงานที่ภาคภูมิใจ- ไม่มี เกรดเฉลี่ยภาคเรียนที่แล้วผ่านคะแนนรีไทร์มาอย่างน่ารัก- 1.76 อาจารย์ที่ปรึกษาเขียนความคิดเห็นเอาไว้ว่า- “มีทักษะฝีมือ ขยัน เอาการเอางาน เห็นควรที่จะได้รับทุนการศึกษา” แต่แค่นี้ไม่มากพอที่จะทำให้หัวหน้าฝ่ายปักใจเชื่อ ว่าทุนการศึกษาที่ให้นายคนนี้ไปจะไม่สูญเปล่า
ที่จริงแล้วณภัทรไม่อยากแบกใบหน้าอันหล่อเหลามาขอทุนอย่างนี้หรอก สี่ปีการศึกษาที่ผ่านมาพ่อแม่ของเขาจ่ายค่าเทอมมหาโหดได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ปีนี้คงเป็นคราวเคราะห์ สวนผักอินทรีย์ปลอดสารพิษกิจการของที่บ้านถูกโรคร้ายเอาไปกินเรียบ ซ้ำเพื่อนสนิทของพ่อที่คบหากันมานานยังหักหลัง หลอกให้ลงชื่อเป็นคนค้ำประกันกู้เงินครึ่งล้านแล้วชิ่งหนีหายไปไหนไม่รู้ ไม่มีใครติดต่อได้ พ่อแม่ของเขาจำต้องขายที่ดินทำกินบางส่วนใช้หนี้สินที่ตนเองไม่ได้ก่อ หากไม่ได้รับทุนในภาคการศึกษานี้เขาคงต้องกลับบ้านนา แบกจอบแบกเสียมปลูกผักดายหญ้าตากแดดหน้าดำไปตามยถากรรม
อ่านเอกสารจบหัวหน้าฝ่ายก็เงยหน้าขึ้นมามองณภัทร เหตุผลในการขอทุนที่เขียนมาเธอไม่เชื่ออย่างสนิทใจนัก ของแบบนี้มันโกหกกันได้ ปีที่ผ่าน ๆ มาก็มีให้เห็น
“อืม ฉันรับเอกสารไว้แล้ว หมดธุระของเธอแล้ว เชิญกลับได้” หัวหน้าฝ่ายพูดแล้วเบือนหน้าหนีไปสนใจกองเอกสารที่สุมเป็นเนินอยู่บนโต๊ะ
“ผมจะได้รับทุนไหมครับ?” ณภัทรถามอย่างร้อนใจ
หัวหน้าฝ่ายหันกลับมามองอย่างขุ่นข้อง
“เธอไม่ได้อ่านกำหนดการหรือ เขาระบุไว้ว่าให้ส่งเรื่องขอทุนการศึกษาได้จนถึงวันนี้ อันที่จริงฉันไม่รับเอกสารของเธอก็ได้นะเพราะตามกำหนดการบอกไว้ว่ารับจนถึงสิบห้านาฬิกาสามสิบนาที นี่จวนจะสิบเจ็ดนาฬิกาแล้ว เธอควรใส่ใจมีวินัยให้มากกว่านี้ แล้วในวันที่สิบห้าถึงจะประกาศรายชื่อผู้ได้รับทุน สนใจอะไรบ้างไหม สักแต่ว่าเขียนมาส่ง ๆ พวกได้ทุนแล้วเอาไปเที่ยวเตร่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายเยอะแยะไป” หัวหน้าฝ่ายพร่ำยาวสอนเด็กเมื่อวานซืนที่นั่งฟังอย่างเจียมตัว
“ผมลำบากจริง ๆ นะครับ ถ้าไม่ได้ทุน เทอมนี้ผมคงต้องดรอปเรียนแล้วกลับไปช่วยงานที่บ้าน”
“นั้นแหละดี เธอจะได้ใช้เวลาพิจารณาตัวเอง ว่าเหมาะสมกับการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งนี้หรือไม่”
ณภัทรจ๋อย คำด่าเจ็บ ๆ คัน ๆ ผุดขึ้นมาในหัวของเขามากมายมหาศาล แต่ถ้าปล่อยให้คำใดคำหนึ่งหลุดออกจากปากไปมีหวังได้พ้นสภาพการเป็นนักศึกษาที่นี่แน่
“งั้นผมลาแล้วครับ” ณภัทรยกมือไหว้หัวหน้าฝ่ายแล้วลุกเดินไปที่ประตู
“เดี๋ยว!” น้ำเสียงเย็นเยียบสะกดฝีเท้าชายหนุ่มไม่ให้เคลื่อนไหว “ชายเสื้อน่ะมันควรจะอยู่ในกางเกงไม่ใช่หรือ แล้วขากางเกงลีบเล็กขนาดนั้นมันถูกระเบียบแล้วหรือ?”
ณภัทรซึ่งยืนหันหลังให้เบ้ปากอย่างรำคาญใจแล้วขมุบขมิบเป็นคำด่าเสีย ๆ หาย ๆ แต่เขาก็ยอมทำตามความต้องการที่สื่อออกมาของหัวหน้าฝ่ายเจ้าระเบียบ โดยการจับชายเสื้อยัดใส่เข้าไปในกางเกงสแล็กเข้ารูปสีดำ ในใจก็นึกค้าน “นี่มันจะห้าโมงเย็นแล้ว เลยเวลาราชการมาตั้งหลายชั่วโมง ผมจะแต่งตัวยังไงมันก็เรื่องของผม สมัยนี้ใคร ๆ ก็สวมกางเกงทรงนี้กันทั้งนั้น เพื่อให้รูปร่างดูสูงโปร่งแถมยังกระฉับกระเฉงคล่องแคล่ว ไม่ใช่สวมกางเกงตัวโคร่งดูเร่อร่าเหมือนบุญชูในหนังไทยสมัยก่อน คุณยายหมุนตามโลกรึเปล่าครับ หรือหยุดตัวเองไว้ที่ พ.ศ.2531 ปีที่บุญชูภาคแรกออกฉาย” ชายหนุ่มก้าวขาฉับ ๆ ออกห้องแล้วปิดประตูเบา ๆ
หัวหน้าฝ่ายน่ากลัวกว่าที่คิด แกคิดว่าตัวเองเป็นราชินีดินแดนมหัศจรรย์ในเทพนิยายอยู่หรือยังไง ถึงมีสิทธิ์จะบงการใครก็ได้ ในสายตาของณภัทรหัวหน้าฝ่ายเป็นได้แค่นางพญาปลวกปลดประจำการ อุดอู้อยู่ในรังแคบ ๆ ที่มีตำราเก่าเก็บเหม็นสาบกระดาษกรอบเอาไว้แทะเป็นของกินเล่น
ปวดฉี่เป็นบ้า ไม่รู้คุณยายพญาปลวกทนหนาวอยู่ในห้องนั้นได้ยังไง ขนาดไม่ได้เปิดเครื่องปรับอากาศ ยังทำเอาณภัทรขาสั่นพั่บ ๆ น้ำเสียงที่เย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจเกือบทำเขาฉี่ราดตั้งหลายหน ต้องทนอั้นฉี่ไว้ตั้งแต่ประโยคแรกที่นางพญาถาม ราวเหมือนแกล้งกันคุณยายแกอ่านเอกสารของเขาช้ามากอย่างกับสะกดอ่านทีละตัว ทีละวรรคอย่างนั้นแหละ
ณภัทรเดินออกมาจากหน้าห้องของหัวหน้าฝ่ายเอกสารซึ่งเขาขนานนามเสียใหม่ว่ารังปลวก มุ่งหน้าหาห้องน้ำเพื่อปลดปล่อยพลังจักระที่ไหลเวียนภายในกระเพาะปัสสาวะ เข้ามาถึงเขามายืนอยู่หน้าโถปัสสาวะแล้วจัดแจงอะไร ๆ ให้เข้าที่ เพื่อจะได้ยืนฉี่อย่างไม่เลอะเทอะเปรอะกางเกง
ปล่อยของเสียออกจากร่างกายแล้วมีความรู้สึกเหมือนได้ดูฉากสุดท้ายของหนังดราม่าที่ตัวเอกผ่านพ้นมรสุมเลวร้ายต่าง ๆ ในชีวิต จนพบเจอกับความสุขความสำเร็จในที่สุด เขามั่นใจว่าคงพลาดทุนนี้ไปอย่างแน่นอน พอกันทีไม่อยากข้องแวะกับนางพญาปลวกปลดประจำการผู้นั้นอีกแล้ว ไม่ได้ทุนเรียนต่อชีวิตของเขาก็ไม่ได้ลำบากอะไรนัก แค่เรียนช้ากว่าเพื่อน จบช้ากว่าเพื่อน ความฝันที่จะได้เป็นผู้กำกับมิวสิกวิดีโอศิลปินเกาหลีอาจมาช้าหน่อย แต่เขาก็รอได้เพื่อฝันอันสูงสุด
“โห… ใหญ่เหมือนกันนะเนี่ย” น้ำเสียงผู้ชายทะลึ่งทะเล้นปลุกณภัทรให้ตื่นจากภวังค์ หันซ้ายหันขวาเหลียวหน้ามองหลังหาเจ้าของเสียง แต่ไม่ยักเจอใครสักคนในห้องน้ำชายแห่งนี้ บรรยากาศที่นี่เงียบกริบ ไร้วี่แววของสิ่งมีชีวิตราวกับที่นี่คือตึกร้าง กลิ่นน้ำยาล้างห้องน้ำเพิ่งจะมาฉุนเข้าจมูก มันชวนให้เขานึกถึงโรงพยาบาลอันสะอาดสะอ้าน คิดเชื่อมโยงไปถึงตำนานตึกเก่าหลังนี้ว่าเคยเป็นตึกคณะอะไรมาก่อน
ในเมื่อไม่มีใคร เสียงลึกลับที่ได้ยินชัดเต็มสองหูนั่นมาจากไหน
ขนลุกซู่…
เสียวสันหลังวาบ…
ณภัทรรีบทำธุระของตัวเองให้เสร็จโดยไว สติของเขาเดินแซงไปรออยู่ที่รถจักรยานยนต์ซึ่งจอดไว้หน้าตึกเรียบร้อยแล้ว เขาว่าปกติขาของเขาก้าวได้ไวกว่านี้ แต่เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ทำไมถึงได้ช้าเป็นเต่าจำศีล บันไดลงไปชั้นล่างอยู่ใกล้แค่ไม่กี่ก้าว จังหวะที่กำลังจะเอี้ยวตัวเลี้ยว กลับต้องชะงักกับชายรูปร่างสันทัดที่โผล่เข้ามาขวาง
ชายคนนี้ตัวสูงกว่าณภัทรเล็กน้อย ผิวคล้ำกว่าเยอะแต่ไม่ถึงกับดำ หุ่นล่ำอย่างนี้ไม่เป็นนักฟุตบอลก็นักบาสเก็ตบอล ของอย่างนี้ดูไม่ยาก ถ้าเขาสวมรองเท้าสตั๊ดแสดงว่าเป็นนักฟุตบอล ถ้าสวมรองเท้าหุ้มข้อแสดงว่าเป็นนักบาสเก็ตบอล
แต่ให้ตายเถอะเมื่อมองลงมายังส่วนล่างสุดของบุรุษนิรนาม ณภัทรกลับไม่พบอวัยวะที่เรียกว่าเท้า ร่างกายของชายคนนี้ลอยอยู่เหนือพื้น! เป็นไปได้อย่างไร มนุษย์คนไหนในโลกจะลอยอยู่เหนือพื้นได้ แล้วก็คิดได้ว่าถ้าบุรุษนิรนามผู้นี้ไม่ได้เป็นมนุษย์ล่ะ? เพียงเท่านั้นหัวใจของณภัทรก็สูบฉีดเลือดช้าลง ตาเบลอมองอะไรไม่ชัดเจน แถมหมุนคว้าง แข้งเข่าอ่อนแรงรับน้ำหนักร่างกายไม่ไหวจนล้มพับนอนสลบเสียตรงนั้น
“นี่เธอ เป็นอะไรหรือเปล่า มานอนทำไมตรงนี้?”
เสียงเรียกพร้อมเขย่าปลุกชายหนุ่มผู้หลับใหลจากอาการตกใจให้ค่อย ๆ ฟื้นคืนสติกลับมาอีกครั้ง เขากระพริบตาปรับรูม่านตาให้สู้แสงสว่างจากหลอดไฟบนเพดาน ภาพสตรีค่อย ๆ ปรากฏชัดขึ้น
นางพญาปลวก!
ณภัทรสะดุ้งเท้ากระตุกทีหนึ่ง
“มานอนทำไมตรงนี้ สิบแปดนาฬิกากว่าแล้วนะทำไมยังไม่กลับอีก เป็นอะไรหรือเปล่า?” หัวหน้าฝ่ายถามไถ่อย่างเป็นห่วงด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ณภัทรแปลกใจว่านางพญาปลวกผู้นี้จะพูดว่าสิบแปดนาฬิกากว่าทำไม เขาต้องเสียเวลาเอาเลขสิบแปดตั้งไว้ในใจแล้วลบด้วยเลขสิบสอง จึงจะรู้ว่าตอนนี้เป็นเวลาหกโมงกว่าแล้ว บอกตั้งแต่ทีแรกว่าหกโมงเย็นง่ายกว่าเยอะ เขาจะได้ไม่ต้องคำนวณเลขซึ่งไม่ถนัดเอาเสียเลย
“เอ่อ… ผม” ภาพก่อนจะสลบหมดสติกรอกลับมาฉากในหัวอีกครั้ง “ผมเจอผีครับ ผีผู้ชายขาขาด!”
หัวหน้าฝ่ายยิ้มเยาะ
“ฉันอยู่ที่นี่มายี่สิบกว่าปีไม่เคยเจอผีเลยนะ เธอคงเหนื่อยล่ะสิ กลับเองไหวหรือเปล่า โทรฯให้เพื่อนมารับไหม?”
ณภัทรนินทาในใจ “อยู่มายี่สิบกว่าปีจนมีผีเป็นเพื่อนล่ะไม่ว่า”
“เอายังไง จะยืมโทรศัพท์ที่ห้องทำงานของฉันโทรฯเรียกเพื่อนหรือผู้ปกครองมารับไหม?” แม้จะถามอย่างห่วงใยแต่สายตาที่มองมานั้นเย็นชาซะเหลือเกิน
“ใครมันอยากกลับไปรังปลวกนั่นอีกล่ะ” ณภัทรเพียงแค่คิดในใจ เขาพูดรักษาน้ำใจอย่างสุภาพไปว่า “ขอบคุณครับ ผมไม่รบกวนหรอก ขอแค่เดินไปส่งผมที่รถก็พอ ผมจอดไว้ที่หน้าตึก”
“ได้สิ ฉันก็กำลังจะกลับ จอดรถไว้ที่หน้าตึกเหมือนกัน”
ณภัทรลุกขึ้นยืนได้ด้วยตัวเอง เขาเหลียวมองไปรอบตัวไม่ยักเจอใครเลยนอกจากนางพญาปลวกปลดประจำการที่ยืนเย็นชาอยู่ตรงหน้า สงสัยเหลือเกินว่าหน้าไม่รับแขกอย่างนี้มีเพื่อนคบกับเขาบ้างไหม
ทั้งสองลงบันไดมาพร้อมกัน ณภัทรแอบสงสัยอีกว่าค่ำมืดป่านนี้ ทุกคนในตึกต่างกลับบ้านกลับช่องกันหมด แต่ทำไมนางพญาปลวกผู้นี้ถึงยังสิงสถิตอยู่ เธอไม่เคยได้ยินตำนานเล่าขานชวนขนลุกของตึกเก่าหลังนี้เลยหรือไง หรือรู้แต่ไม่กลัวเพราะคนกับผีเป็นเพื่อนกัน
เมื่อลงมาถึงช่องจอดรถ ณภัทรก็ไหว้ขอบคุณหัวหน้าฝ่ายงาม ๆ หวังขอความเมตตาเป็นครั้งสุดท้าย เผื่อจะใจอ่อนยอมให้ทุนการศึกษาแก่เขา เขาหยิบกุญแจออกมาจากกระเป๋าด้านหลังกางเกง ยกขาควบเบาะรถจักรยานยนต์ เสียบกุญแจ บิดเบรก กดปุ่มสตาร์ท นางพญาปลวกที่เขาตั้งสมญานามให้ก็เดินดุ่ม ๆ ไปขึ้นรถกระบะคันเล็กที่จอดอยู่ไม่ไกล ผู้หญิงอะไรขับรถกระบะ ช่างเหมาะกับสามคำนี้เหลือเกิน โคตร-คน-อึด วันนี้ทุกโรงภาพยนตร์ ณภัทรหัวเราะฮึ ๆ ก่อนจะเร่งเครื่องออกสู่ถนนในมหาวิทยาลัยมุ่งกลับหอพัก
เวลามืดค่ำแล้ว มีนักศึกษาออกมาวิ่งออกกำลังกายกันพอสมควร บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยถูกจัดเป็นสวนสาธารณะ มีสนามหญ้าโล่ง ๆ ไว้เตะฟุตบอลและเล่นรักบี้ มีลานซีเมนต์ไว้ตีแบดมินตันหรือเล่นตะกร้อ มีศาลาให้พ่อบ้านแม่บ้านรวมกลุ่มกันมาเต้นแอโรบิก หลายคนซึ่งมาออกกำลังกายที่พอจะรู้จักกับณภัทรอาจสงสัยว่าวันนี้เขาพาใครที่ไหนซ้อนหลังมา ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย เป็นเพื่อนที่เพิ่งรู้จักกันหรือยังไงนะ?
Leave a comment