ช่วงเวลาทำเงินของโนว่า เอฟเอ็ม ช่วงเวลาที่มีผู้สนับสนุนแน่น ช่วงเวลายามบ่ายที่ทุกคนจะได้ยินเสียงใสสบายหูของนิตา นักจัดรายการสาวที่ร้อนแรงที่สุดในขณะนี้
“วันเสาร์นี้เรามีนัดกันที่สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรตินะคะ มาเจอนิตาตัวจริงเสียงจริงได้บนเวทีภายในงาน ตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น นอกจากนี้ยังมีการแสดงจากดารานักร้องชื่อดังที่จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาสร้างความบันเทิงให้แก่ทุกท่านค่ะ อย่าลืม! เสาร์นี้ที่สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ฟรีตลอดงานค่ะ” นิตาแจ้วเสียงสดใสใส่ไมโครโฟน
วันเสาร์ที่จะถึงนี้ จะมีการจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการใหม่ของโนว่า เอฟเอ็ม ที่ร่วมงานกับบริษัทดิเรกธานนท์ การเงินจำกัด สี่หนุ่มสาวอันเป็นเสาหลักของงานนี้ได้แก่ ณเรศ ศกร นิตา และแป้งหอม ต่างต้องขะมักเขม้นจัดเตรียมงานที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งงานนี้จะเป็นหน้าเป็นตาของทั้งสองบริษัทหรือไม่ ก็ขั้นอยู่กับผลงานของพวกเขา
“เหนื่อยไหมครับ?”
ศกรเดินเข้ามาทักแป้งหอมที่หรี่ตาสู้แสงอาทิตย์ มองการทำงานของคนงานที่กำลังติดป้ายประชาสัมพันธ์หน้าสวนสาธารณะ ชายหนุ่มยื่นน้ำเย็นเต็มแก้วและส่งยิ้มอันอบอุ่นให้หญิงสาว เธอรับน้ำมา แล้วกล่าวขอบคุณก่อนจะยกขึ้นดื่ม
“ขอบคุณค่ะ” น้ำเสียงของแป้งหอมฟังดูอ่อนเพลีย
“ผมว่าคุณน่าจะเข้าที่ร่มได้แล้วนะ เห็นคุณตากแดดมานานแล้ว ระวังจะไม่สบายเอา”
“ไม่เป็นไรค่ะ อีกนิดเดียวป้ายก็จะติดเสร็จแล้ว”
พูดไม่ทันขาดคำ แป้งหอมก็หน้ามืด ตัวโงนเงนท่าทางเหมือนจะล้ม แต่ดีที่ศกรเข้ามาประคองไว้ทัน ก็ช่างบังเอิญที่สายตาของณเรศมองมาทางนี้ ขณะที่เขายืนอยู่บนเวที
“ให้มันได้อย่างนี้สิ เวลางานแท้ ๆ ยังอยากจะออเซาะกันอีก” ณเรศพึมพำ
“นายครับ จะให้ติดตั้งไฟเลยไหมครับ?” หัวหน้าคนงานเดินมาถามณเรศ
ณเรศหันขวับมาทำหน้าดุใส่
“ต้องรอให้ฉันสั่งก่อนหรือไง จะทำอะไรก็ทำไปสิ ฉันขอตัวก่อนล่ะ จัดการงานให้เรียบร้อยด้วย”
“ครับ” หัวหน้าคนงานก้มหน้างุด กล่าวเสียงอ่อย
แล้วณเรศก็เดินลงจากเวทีมุ่งมาหาศกรและแป้งหอมที่พากันมานั่งพักที่เต็นท์ ศกรหยิบใบปลิวมาพัดให้แป้งหอม พลางเอายาดมจ่อที่จมูกของเธอ หวังให้สาวเจ้ารู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
“ดีขึ้นบ้างไหมแป้งหอม?”
“อืม… ค่อยยังชั่วแล้วค่ะ”
“ผมบอกแล้วไม่เชื่อ เกือบเป็นลมไปแล้วไหมล่ะ”
“ขอบคุณมากนะคะคุณศกร คุณดีกับฉันเหลือเกิน ฉันไม่รู้ว่าจะตอบแทนคุณยังไงดี”
“ไม่เป็นไรหรอกแป้งหอม ผมช่วยคุณด้วยความเต็มใจ ไม่ได้ต้องการสิ่งตอบแทนจากคุณเสียหน่อย” ศกรพูดพลางยิ้มอบอุ่นให้
ศกรและแป้งหอมกำลังประทับใจซึ่งกันและกัน แล้วก็มีคนเข้ามาขัดจังหวะ
“ไม่มีการมีงานทำกันหรือยังไง ถึงได้มาออเซาะกันแบบนี้” ณเรศขัด
“แป้งหอมเธอไม่สบายแกก็เห็นอยู่ ใจคอแกจะให้เธอฝืนทำงานต่ออีกหรือไง?” ศกรรับหน้าแทนแป้งหอม
ณเรศหันมาว่าให้แป้งหอม
“ฉันจ่ายค่าจ้างให้เธอเต็มจำนวน แต่เธอทำงานไม่เต็มเวลา ลูกจ้างแย่ ๆ อย่างเธอฉันว่าควรไล่ออกเสียดีกว่านะ”
“ค่ะ! ฉันจะไปทำงานต่อให้คุณเดี๋ยวนี้แหละ”
แป้งหอมวางยาดม ใช้มือจับที่พักแขนของเก้าอี้ จะดันตัวเองให้ลุกขึ้น แต่ศกรห้ามไว้ แล้วหันมาต่อว่าณเรศ
“แกจะบ้าหรือไงไอ้ณเรศ ก็เห็นอยู่ว่าแป้งหอมเธอไม่ไหว ทำงานต่อไม่ได้ ให้เธอพักผ่อนก่อนสิ แกนี่น่าจะมีมนุษยธรรมติดตัวไว้บ้างนะ”
“ฉันแปลกใจจริงเลย ว่าแกจะปกป้องยายนี่ไปถึงไหน ท่าทางยายนี่คงมีของดีสินะ แกถึงติดอกติดใจมากขนาดนี้”
“ฉันแค่ทำหน้าที่สุภาพบุรุษที่ต้องปกป้องสุภาพสตรี คนหยาบกระด้างไม่มีจิตใจ อยู่เพื่อทำร้ายความรู้สึกคนอื่นไปวัน ๆ อย่างแกน่ะไม่เข้าใจหรอก”
ได้ยินศกรพูดต่อว่าอย่างนี้ณเรศก็ทนไม่ไหว
“ไอ้ศกร!”
ณเรศยั้งใจไม่อยู่ ชกกำปั้นเข้าเต็มหน้าศกร ศกรหันขวับมาสวนหมัดกลับไปบ้าง ทั้งยังผลักณเรศหลังไปกระแทกกับเสาเหล็กของเต็นท์ เขาเดินเข้ามาจะซัดซ้ำ แต่โดนณเรศเตะเข้าที่ชายโครง ล้มลงเสียท่าบนพื้น ณเรศตามไปซัดหมัด สองคนต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน พัลวันต่อยตีกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
แป้งหอมลุกขึ้นมา พยายามจะจับณเรศและศกรแยกออกจากกัน เธอตะโกนห้ามแล้วห้ามอีกแต่เหมือนสองคนนั้นไม่ได้ยิน ยังคงต่อยกันไม่ยั้งมือ
“หยุดเถอะค่ะ คุณณเรศ! คุณศกร! หยุดทะเลาะกันได้แล้ว”
แป้งหอมฝืนตัวเองเบ่งเสียงเอ็ดตะโรปรามชายหนุ่มทั้งสอง นั่นทำให้เธอหน้ามืด วิงเวียนศีรษะจนมองอะไรไม่ชัด เธอฝืนยืนได้แค่นี้ ร่างกายที่อ่อนล้าเพราะเมาแดดล้มพับลงกับพื้น ณเรศและศกรที่คลุกกันอยู่หันมาเห็นแล้วตกใจ ร้องอุทานขึ้นพร้อมกัน
“แป้งหอม!”
ห้องสีขาว ผ้าม่านสีครีม โซฟารับรองวางชิดผนังมีสองคนนั่งอยู่ ถัดไปไม่ไกลเป็นเตียงคนไข้สาวที่นอนไม่ได้สติอยู่นาน ในที่สุดนิ้วมือเธอก็กระดิก เปลือกตาค่อย ๆ ขยับ จนในที่สุดเธอก็ลืมตาขึ้น มองไปรอบ ๆ ในบรรยากาศที่ไม่คุ้น ที่นี่ที่ไหน? เธอมาที่นี่ได้ยัง? หญิงสาวพยายามใช้ศอกดันตัวเองขึ้นมาจากเตียง สองคนที่นั่งบนโซฟารีบเข้ามาดู
“ฟื้นแล้วหรือแป้งหอม” ศกรหน้าชื่นทักทายหญิงสาว เขาโล่งอกที่เธอไม่เป็นอะไร
“ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ?”
“เมื่อตอนกลางวันคุณเป็นลมไปน่ะ ผมก็เลยพามาส่งที่โรงพยาบาล”
แป้งหอมมองไปที่ณเรศ เขารีบหลบสายตาเธอทันที จึงหันมาพูดกับศกรด้วยน้ำเสียงหยดย้อย แฝงแววประชดประชันณเรศ
“ขอบคุณมากนะคะคุณศกร ถ้าไม่มีคนดีอย่างคุณอยู่ตรงนั้นตอนฉันเป็นลม ไม่รู้ว่าฉันจะเป็นยังไงบ้าง”
“ไม่เป็นไรผมยินดี ผมไม่เหมือนใครแถวนี้ที่ไม่ทำอะไรเลย แต่ยังเสแสร้งแกล้งทำทีว่าเป็นห่วง คนอื่นเขามองออกน่าว่ามาโดยความไม่เต็มใจ” ศกรพูดแดกดันณเรศ
ณเรศก้มหน้าลง เขารู้ตัวเองดีว่าไม่มีใครมองเขาในแง่ดีเลย เขาเหมือนตายไปแล้วเมื่อสิบกว่าปีก่อน การมีชีวิตอยู่แบบขาดคนให้รักเช่นนี้มันช่างทรมานมากเหลือเกิน เขาจะหายไปจากทุกคน ทุกคนที่ไม่รักเขา
ณเรศหันหลัง เดินออกจากห้องประหนึ่งคนพ่ายแพ้ เรื่องเจ็บช้ำในวันเก่าเมื่อสิบกว่าปีก่อนวิ่งเข้ามาในหัว ทำให้ต้องเสียน้ำตาแก่มันอีกครั้ง อีกด้านศกรก็ยิ้มให้กำลังใจแป้งหอม แป้งหอมฝืนยิ้มตอบ สายตามองไปที่ณเรศ เธอไม่มีความสุขหรอกที่เป็นฝ่ายได้ว่าเขาบ้าง
ณเรศเดินมาขึ้นรถ ทันทีที่ปิดประตูเขาก็ฟุบลงกับพวงมาลัยรถ นั่งร้องไห้น้ำตาไหลอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะล้วงกระเป๋าเปิดรูปชายวัยกลางคนในชุดสูทสุภาพขึ้นมาดู พึมพำกับรูปใบนั้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ผมมีชีวิตอยู่เพื่อใครครับ ในเมื่อตอนนี้ไม่มีใครให้ผมรักแล้ว”
ณเรศมองออกไปที่นอกกระจก ศกรกำลังจูงมือแป้งหอมมาขึ้นรถ ก่อนที่ศกรจะออกรถ แป้งหอมเหลียวมามองณเรศ เห็นใบหน้าอาบน้ำตาของเขาก็แปลกใจ ณเรศนั่งมอง นัยน์ตาของเขาเปลี่ยนไปฉายแววริษยา อิจฉาในมิตรภาพของคนทั้งสอง
“ฉันไม่ยอมให้เธอมีความสุขมากไปกว่าฉันหรอกแป้งหอม ชาตินี้ถ้ามีฉันอยู่ เธอจะไม่ได้รักใครทั้งนั้น!”
รถยนต์ของศกรแล่นเฉื่อย ๆ บนถนน คนขับหันมาถามผู้โดยสารน้ำเสียงอ่อนโยน
“เป็นไงบ้าง ดีขึ้นมากแล้วหรือยัง?”
“ค่ะ ฉันหายเป็นปกติดีแล้ว คุณรีบพาฉันไปทำงานต่อเถอะ เดี๋ยวคุณณเรศจะว่าฉันเอา”
“โถ่… แป้งหอม ทำไมคุณต้องใส่ใจคำพูดของคนอย่างไอ้ณเรศด้วย คุณเพิ่งจะหายดีนะ น่าจะกลับไปพักผ่อนที่บ้าน ไม่ใช่ไปลุยงานต่อ เอาเป็นว่าผมจะขับรถไปส่งคุณที่บ้านก็แล้วกัน”
แป้งหอมแสดงสีหน้าอึดอัดใจ
“คงไม่ดีมั้งคะ ถ้าเกิดคุณณเรศถามว่าฉันโดดงานทำไม ฉันจะตอบเขาไปว่ายังไง?”
“ก็ไม่ต้องตอบอะไรมันทั้งนั้น แล้วถ้าเกิดมันทำอะไรคุณ คุณมาบอกผมเลยนะ ผมจะจัดการให้ หรือถ้าคุณอยู่บ้านนั้นแล้วอึดอัดใจ จะย้ายมาอยู่บ้านผมก็ไม่ว่านะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ เกรงใจครอบครัวคุณเปล่า ๆ เด็กกำพร้าอย่างฉันแค่มีที่ซุกหัวนอนก็ดีมากแล้ว”
“เฮ้อ… คุณนี่นะ เกรงใจคนเขาไปทั่ว”
ขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากัน ไม่สังเกตเบื้องหลังว่ามีรถยนต์คันหนึ่งบึ่งมาอย่างเร็ว รถคันนั้นเป็นของณเรศนั่นเอง ณเรศขับเบียดประชิด เร่งความเร็วขึ้นจนแซงรถของศกรแล้วรีบปาดหน้า ศกรตกใจเหยียบเบรกหยุดรถไว้ได้ทัน ไม่ชนท้ายรถของณเรศ แต่ณเรศนี่สิ เกิดบ้าอะไรขึ้นมาถึงไม่ยอมเหยียบเบรกหยุดรถ ปล่อยให้รถถลาเข้าพุ่งชนต้นไม้ใหญ่ข้างทาง
โครม!
ควันสีขาวขุ่นพวยพุ่งออกมาจากหน้ารถณเรศ ชายหนุ่มสลบไม่ได้สติ ศีรษะกระแทกกับพวงมาลัยเลือดไหลออกเต็ม ศกรและแป้งหอมรีบพากันลงมาดู
ที่โรงพยาบาล ห้องพักฟื้นคนไข้ ณเรศเพิ่งถูกเข็นออกจากห้องฉุกเฉินมาอยู่ห้องนี้ เขายังสลบไม่ได้สติ ศกร แป้งหอมและไอยรานั่งเป็นห่วงอยู่บนโซฟา ไอยราดูจะกระวนกระวายใจเป็นที่สุด เมื่อครู่หลังจากทราบข่าวของลูกชายก็เป็นลมไป พอได้สติเธอก็รีบให้มอดมาส่งที่โรงพยาบาลทันที
“เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไง ทำไมทำตัววู่วามแบบนี้นะณเรศ ไม่ไหวเลยจริง ๆ ลูกคนนี้” ไอยรากุมขมับ กลัดกลุ้มกับพฤติกรรมของลูกชาย
“หนูผิดเองแหละค่ะคุณน้า ถ้าตอนนั้นหนูกลับพร้อมเขา เขาอาจจะไม่ทำอะไรไร้เหตุผลแบบนี้ หนูขอโทษนะคะคุณน้า”
“หนูไม่ผิดสักหน่อย น้าว่าน้ามากกว่าที่ผิด น้าไม่เคยเอาใจใส่เขาดีพอเท่าที่คนเป็นแม่ควรทำ” ไอยราพูดแล้วน้ำตารื้น
จู่ ๆ นิตาก็โผล่เข้ามา เธอซอยเท้าเข้ามาหาคนเจ็บอย่างรวดเร็ว ตีหน้าสงสารคนที่นอนหลับอยู่
“เกิดอะไรขึ้นกับคุณคะคุณณเรศ นิตาขอโทษนะที่ไม่ได้อยู่กับคุณในตอนนั้น รีบหายไว ๆ นะคะ ถ้าคุณเป็นอะไรไปนิตาคงอยู่ไม่ได้แน่”
เมื่อพึมพำเพ้อเจ้อไปเรื่อยให้คนไม่ได้ยินฟังแล้ว นิตาก็หันมาทำหน้าดุใส่ทุกคนที่นั่งอยู่บนโซฟา
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันคะคุณน้า” นิตาตีหน้าเศร้า แล้วหันไปจ้องแป้งหอมขมึง “ไหนอธิบายให้ฉันฟังหน่อยสิยายเลขา”
แป้งหอมสะดุ้ง อ้ำอึ้งที่จะตอบ
“เอ่อ… คือ… ฉัน…”
นิตาปรี่เข้ามากระชากข้อมือแป้งหอมให้เธอลุกขึ้นมาจากโซฟา แป้งหอมเจ็บและตกใจจนร้องออกมา
“โอ๊ย… ฉันเจ็บนะคะ ปล่อยเถอะค่ะคุณนิตา”
“ว่าไงล่ะ พอจะอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นได้ไหม ว่าคุณณเรศไปทำอะไรมา เขาถึงได้มานอนเจ็บอยู่แบบนี้” นิตาใช้เสียงแหลมสูงถาม
“คือ…ฉันไม่รู้ค่ะ” แป้งหอมตอบเสียงอ่อย
นิตาบิดข้อมือแป้งหอม
“ไม่รู้งั้นเหรอ แกเป็นเลขาประสาอะไร ทำไมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเจ้านายแกเลยห๊ะ!”
“โอ๊ย… ปล่อยฉันเถอะค่ะคุณนิตา ฉันเจ็บ!”
ไอยราลุกขึ้น ห้ามการกระทำร้าย ๆ ของนิตา
“ปล่อยแป้งหอมก่อนเถอะจ้ะ แป้งหอมเธอก็บอกแล้วว่าเธอไม่รู้ อย่าไปบีบคั้นเลย แป้งหอมก็ตกใจกับเหตุการณ์นี้เหมือนพวกเรานั่นแหละ น้าว่าไว้รอณเรศฟื้นเมื่อไร เราค่อยถามจากเจ้าตัวเขาเองดีกว่าไหมจ๊ะ?”
นิตายอมฟังคำของไอยรา เธอสะบัดข้อมือแป้งหอมทิ้ง
“ก็ได้ค่ะ”
ศกรรีบมาประคองแป้งหอมให้ไปนั่งกับเขาที่โซฟา
“คุณน้าคะ คุณณเรศประสบอุบัติเหตุแบบนี้ นิตาว่าเราเลื่อนงานแถลงข่าวออกไปก่อนดีกว่าไหมคะ?” นิตาเอ่ยถามไอยรา
“ไม่ได้นะ!” ศกรโผลงขึ้น “งานนี้เราประชาสัมพันธ์เวลาที่แน่นอนไปแล้ว ขอคิวดาราไว้ครบทุกคนแล้ว จะเลื่อนได้ยังไงกัน เสียเครดิตบริษัทเราหมด”
นิตาหันขวับมา
“ก็มันช่วยไม่ได้นี่ ในเมื่อคุณณเรศทำงานต่อไม่ได้ เราก็ต้องเลื่อนเวลาไปก่อน จนกว่าเขาจะกลับมาเป็นปกติ”
“แต่งานก็ลุล่วงไปกว่าเก้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์แล้ว”
นิตาสวนทันที
“ถ้าไม่มีคุณณเรศ งานก็ไม่เดินหน้ามาขนาดนี้หรอกค่ะ คุณอย่าเห็นแก่ตัวจะเอาหน้ากับงานนี้อยู่คนเดียวสิ”
ศกรเขม่นมองนิตาทำท่าจะเถียงเธอ ไอยรารีบปรามเอาไว้ก่อนจะมีใครลงไม้ลงมือ
“อย่าแตกคอกันเองแบบนี้ น้าไม่ชอบ เรื่องที่จะเลื่อนวันงานออกไป น้าก็เห็นดีด้วยเหมือนกัน”
นิตายิ้มเยาะ มองศกรอย่างเหยียด ๆ
“งั้น… หนูขอตัวกลับก่อนนะคะ จะรีบไปบอกเรื่องนี้ให้คุณพ่อทราบ ลาแล้วค่ะคุณน้า” นิตายกมือไหว้ลาไอยรา
“จ้ะ พระคุ้มครองนะ” ไอยรารับไหว้
นิตาหน้าบาน เดินอารมณ์ดีออกจากห้องคนเจ็บไป ขณะเดียวกันศกรกำลังนั่งก้มหน้าก้มตา กัดฟันกำหมัดแน่น เขาลุกขึ้นมากล่าวลาไอยราแล้วรีบออกจากห้องไปอีกคน
ศกรจ้วงเท้าเดินตามนิตาที่กระโดดโหยงเหยงอย่างอารมณ์ดี เขารีบแซงมาดักหน้าเธอ ทำเธอตกใจ ใจหายใจคว่ำ หยุดชะงักแล้วว่าให้ชายหนุ่ม
“อะไรของคุณเนี่ย ตามฉันมาทำไม?”
“ก็จะมาเคลียร์เรื่องที่เธอคุยกับน้าไอยราไปเมื่อกี้น่ะสิ เธอบ้าไปแล้วหรือไงที่ไปขอเลื่อนวันงานแบบนั้น นี่เธอกำลังคิดอะไรอยู่ ไม่รู้หรือไงว่างานนี้มันเป็นหน้าเป็นตาให้กับเรามาก”
นิตาทำหน้าล้อเลียน
“ก็รู้ไงถึงได้ขอเลื่อนวันงาน คุณคิดจะออกหน้าออกตาอวดผู้ใหญ่อยู่ฝ่ายเดียวใช่ไหมล่ะ ทั้งที่คุณก็ไม่ได้ลงมือกับงานนี้มากเท่าคุณณเรศ อย่าคิดนะว่าฉันไม่รู้ คุณคิดจะคาบปลาตัวใหญ่จากคุณณเรศไปกินเองล่ะสิ”
ศกรเลิกลั่ก
“เธอพูดบ้าอะไรของเธอ ฉันไม่ได้คิดแบบนั้น อย่าพูดเองเออเองแบบนี้สิ ที่ฉันไม่เห็นด้วยกับการเลื่อนวันงานเพราะไม่อยากให้บริษัทของเราทั้งสองเสียชื่อ นี่มันงานใหญ่มากนะ คุณอยากให้มันล่มหรือไง?”
“ไม่รู้ล่ะ ยังไงฉันก็ขอเลื่อนวันงานกับน้าไอยราไปแล้ว”
“เธอก็ไปถอนคำพูดสิ”
“จะบ้าหรือ ทำแบบนั้นฉันก็ดูไม่ดีน่ะสิ”
“งั้นฉันจะไปเป็นเพื่อนเธอเอง จะดูไม่ดีก็ดูไม่ดีด้วยกันทั้งคู่”
ศกรพูดพลางคว้าแขนนิตา จะพาเดินกลับไปหาไอยรา
“โอ๊ย… คุยกับคุณนี่เสียเวลาจริงเลย ฉันจะกลับแล้วไม่ไปไหนกับคุณทั้งนั้น” นิตาสะบัดแขนอย่างเสียอารมณ์ ทำท่าทีจะเดินจากไป
“เดี๋ยว!”
ศกรรีบรั้งนิตาไว้ นิตาเสียท่า ตกลงมาจากรองเท้าส้นสูง ข้อเท้าของเธอพลิกทรงตัวเองไม่ได้ จึงโหมตัวทิ้งน้ำหนักใส่ศกร ทั้งคู่ล้มลง ร่างของเธอทับร่างเขาอยู่บนพื้น ทั้งคู่มองตากันอย่างที่ไม่เคยมองกันมาก่อน ต่างคนต่างตกอยู่ในห้วงแห่งภวังค์
ทั้งสองหายใจรดต้นคอกันอยู่นาน ก่อนศกรจะเอ่ยขัดขึ้น ปลุกนิตาให้ตื่นจากภวังค์ตามมาด้วยอีกคน
“นี่เธอจะทับฉันอยู่อีกนานไหม ฉันเจ็บเป็นเหมือนกันนะ”
นิตาสะดุ้ง รีบเอามือทั้งสองข้างยันหน้าอกศกร ดันตัวเองให้ลุกขึ้นมาอย่างทุลักทุเล เมื่อตั้งตัวยืนได้ เธอก็แกล้งทำเป็นปัดเนื้อปัดตัวแก้ความเขินอาย
ศกรลุกตามมา เอามือจับอก จ้องหน้านิตาอย่างหาเรื่อง ทำเขาล้มทั้งยืนแล้วเอาตัวหนัก ๆ มาทับไว้ยังไม่พอ นี่เอามือยันหน้าอกเขาพยุงตัวเองลุกขึ้นมาอีก เจ็บชะมัดเลยยายบ้าเอ๊ย!
“ขอโทษล่ะกันนะ” นิตากล่าว
“หนักเหลือเกินนะเธอเนี่ย เมื่อเช้ากลืนช้างเป็นอาหารเข้าไปหรือยังไง?” ศกรแซวหน้านิ่ง จนนิตาตบที่ไหล่
“บ้า! ฉันคนนะไม่ใช่ผีเสื้อสมุทร จะกลืนช้างทั้งตัวเข้าไปได้ยังไงล่ะ ไม่เอาแล้วคุยกับคุณฉันจะประสาทเสีย ไปดีกว่า”
นิตารีบหันขวับจะเดินหนีศกร ลงน้ำหนักไปเต็มเท้าข้างที่แพลงอยู่ เธอเจ็บจนสีหน้าแสดงออก ขณะกำลังจะล้มทั้งยืน ศกรก็โผเข้ามารับไว้ทัน ตอนนี้ชายหนุ่มโอบเอวหญิงสาวจากด้านหลัง
นิตาเบิกตากว้าง ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เธอไม่เคยถูกชายใดโอบกอดแบบนี้มาก่อนเลย ตอนนี้ในหัวของเธอว่างเปล่า ไม่รู้จะทำยังไง ได้แต่ปล่อยให้เขาโอบกอดอย่างนั้นอยู่นาน
มันเป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยในชีวิตของคนทั้งสอง
เป็นความรู้สึกที่อบอุ่นอย่างที่ผู้หญิงหลายคนใฝ่ฝันหา
เป็นความรู้สึกที่อยากดูแลและปกป้องผู้หญิงสักคน
“นี่… คุณศกร ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ เดี๋ยวคนอื่นมาเห็นแล้วเข้าใจผิดหรอก” นิตาตีมือศกร
ศกรค่อย ๆ ปล่อยมือออกจากเอวของนิตา
“ฉันขอโทษล่ะกัน เอาเป็นว่าเราเจ๊ากันแล้ว”
นิตาหันมา
“ย่ะ!”
เธอสะบัดหน้า จะก้าวเดินหนีไป แต่ขาที่แพลงแตะพื้นแล้วเจ็บจี๊ดจนต้องร้องออกมา
“โอ๊ย…”
“ฉันว่าฉันอุ้มเธอไปดีกว่านะ”
ไม่รีรอศกรจะเข้ามาอุ้มนิตา หญิงสาวรีบขยับหนี เพราะตกใจกับการกระทำปุบปับของเขา เขาช้อนตัวเธอขึ้นมาอยู่ในอ้อมแขน จ้องมองใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นของเธอ
“นี่คุณจะทำอะไร ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ”
“ขาเธอเจ็บจะเดินเองยังไงไหว ฉันว่าฉันไปส่งเธอที่บ้านดีกว่านะ”
ตอนแรกนิตามีทีท่าว่าจะไม่ยอม แต่ในที่สุดก็หยุดดิ้น ยอมให้เขาอุ้มเข้าไปในลิฟต์
หญิงสาวจ้องมองใบหน้าอบอุ่นนั้นของเขา
“ฉันไม่ขอบคุณคุณหรอกนะ”
ศกรหันมามอง
“อืม… ไม่เป็นไร ฉันไม่ได้ต้องการคำขอบคุณจากเธออยู่แล้ว แค่อยากแสดงให้เห็นว่าฉันไม่ใช่คนอย่างที่เธอเข้าใจ”
นิตาฟังศกรพูด หลังจบประโยคชายหนุ่มก็หันมามองตาหญิงสาว หญิงสาวเขินอายเนียงหน้าหนี แอบอมยิ้มปลาบปลื้มกับน้ำใจของชายหนุ่มที่เป็นห่วงเธอ
เขาเป็นคนแรกจริง ๆ นะที่เธอรู้สึกอย่างนี้ด้วย ความรู้สึกที่เรียกว่าเกลียดมั้ง?
Leave a comment