ห้องทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ไม่กว้างเท่าไหร่แต่ยาวเสียมากกว่า พื้นที่ถูกแบ่งการใช้งานออกเป็นสองส่วน โดยมีกระจกโปร่งใสอย่างหนาคั่นกลาง ลักษณะเป็นห้องจัดรายการวิทยุ
ส่วนที่หนึ่งเต็มไปด้วยเครื่องไม้เครื่องมือทางเทคนิคสารพัดชิ้น ทั้งเครื่องบันทึกเสียง เครื่องขยายเสียง เครื่องปรับแต่งเสียง ลำโพง และจอคอมพิวเตอร์อีกสี่จอเรียงติดกัน
ข้ามมาอีกฟ้ากเห็นหญิงสาววัยรุ่นหน้าตาจิ้มลิ้ม สวมหูฟังครอบหัว นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แจ้วเสียงใสใส่ไมโครโฟน
“จบไปแล้วนะคะกับซิงเกิ้ลล่าสุดของนักร้องหนุ่มปัน เดอะสตรอง แหม… รางวัลเดอะสตรองปีนี้ช่างคู่ควรกับเขาจริง ๆ เลยนะคะ คุณผู้ฟังคิดเหมือนกันไหม นิตานั่งฟังยังเคลิ้มไปกับเนื้อเพลงและเสียงนุ่ม ๆ ของเขา ถ้าหากอยากให้เพลงนี้ติดอันดับชาร์ตโนว่าเอฟเอ็มล่ะก็ อย่าลืมขอกันเข้ามาเยอะ ๆ นะคะ สำหรับวันนี้หมดเวลาของนิตาแล้ว ขอบคุณสำหรับการติดตามรับฟังและทุกข้อความที่ส่งมาให้กำลังใจกัน วันนี้ลาไปก่อนสวัสดีค่ะ”
นักจัดรายการสาวกดปิดไมโครโฟน ถอดหูฟังแบบครอบหูวางเสียบไว้บนจอคอมพิวเตอร์ เจ้าหน้าที่ด้านเทคนิครีบกดปุ่มสลับไปออกอากาศสปอตโฆษณาของผู้สนันสนุนรายการสถานีวิทยุทันที
เจ้าของใบหน้าจิ้มลิ้มเดินออกมาจากห้องจัดด้วยใบหน้าบูดบึ้งไม่เหมือนเดิม เธอทิ้งตัวลงนั่งเต็มโซฟาที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกับประตู ชายหนุ่มวัยกลางคนมาดดูเป็นเสี่ยเดินเข้ามาหา เมื่อหญิงสาวเห็นเธอก็ขยับตัวให้ชายหนุ่มนั่ง
ชายหนุ่มวัยกลางคนนั่งลงข้างนิตา แล้วยกมือขึ้นลูบศีรษะเธอผู้เป็นลูกสาว เขายิ้มสู้กับสีหน้าบูดบึ้งของเธอ
“เก่งมากลูกสาวคนสวยของพ่อ ฝีมือดีจริง ๆ ไม่เสียชื่อนิตา ดีเจสาวเจ้าของรายการวิทยุที่มีผู้ฟังสูงที่สุด”
วราพูดยกยอลูกสาว
นิตาเหวี่ยงศีรษะ ก่อนจะหันมาคุยกับคุณพ่อ
“พ่อคะ หนูไม่อยากจัดรายการนี้แล้ว หนูเบื่อพวกโรคจิตที่ส่งข้อความมาลวนลามหนู พ่อให้หนูกลับไปดูแลบัญชีแบบเดิมยังดีกว่า”
“โถ่… อย่าเพิ่งท้อสินิตา ชีวิตในฐานะดีเจของลูกกำลังไปได้สวยนะ รายได้ส่วนใหญ่ของเรานอกจากสปอนเซอร์ก็มาจากค่าส่งข้อความของไอ้โรคจิตพวกนั้นนั่นแหละ แถมพ่อยังจะเพิ่มเวลาจัดรายการให้หนูอีกนะ”
“ไม่เอาแล้วค่ะ หนูจะไม่ทนอีกต่อไปแล้ว ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่หนูจะจัดรายการ ต่อจากนี้ไปหนูจะไม่ยุ่งกับงานพวกนี้อีกแล้ว” เธอหยิบกระเป๋าถือ ลุกขึ้นจะเดินออกจากห้องส่ง
“ว้า… น่าเสียดายจัง พ่ออุตส่าห์ชวนคุณไอยรากับณเรศมาร่วมลงทุนขยายกิจการร่วมกับเราได้แล้วเชียว” วราพูดขึ้นลอย ๆ แต่ตั้งใจให้นิตาได้ยิน
นิตาชะงัก หันขวับมาหาผู้เป็นพ่อ ใบหน้ายิ้มแย้มขึ้นมาทันใด ดวงตาอยากรู้อยากเห็นเบิกกว้าง
“จริงเหรอคะที่พ่อบอกว่าคุณน้าไอยรากับคุณณเรศจะมาร่วมลงทุนกับเราด้วย” นิตาถาม
วราพยักหน้าหงึกหงัก
“อืม… แต่น่าเสียดายนะที่ลูกปฎิเสธเสียก่อน ไอ้พ่อก็แก่แล้วด้วย คงคุยกับณเรศเขาไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ก็ไม่เป็นไร งั้นพ่อไปคุยกับทางโน้นคนเดียวก็ได้” วราทำหน้าน้อยใจ
“โถ่… คุณพ่อคะ พูดอะไรแบบนั้น เมื่อกี้หนูล้อเล่นค่ะ แล้วที่ว่าจะไปคุยกันเนี่ย ที่ไหนเมื่อไหร่คะ?” นิตากระโดดเข้ามาจับแขนคุณพ่อ
“วันนี้ตอนบ่ายสามโมง”
นิตาเงยขึ้นมองนาฬิกาที่แขวนผนัง เหลือเวลาอีกชั่วโมงเดียวจะได้เจอณเรศที่เธอใฝ่ฝันหาแล้ว
“หนูขอไปอาบน้ำแต่งตัวก่อนนะคะ พ่อรอหนูด้วยล่ะ” นิตารีบวิ่งออกจากห้องส่งทันที สวนทางกับนักจัดรายการที่จะมารับช่วงต่อ
คณะกรรมการบริหารของบริษัทดิเรกธานนท์รวมตัวกันเพื่อหารือในเรื่องการลงทุนร่วมกับสถานีวิทยุโนว่า เอฟเอ็ม หลังจากถูกชักชวนมานานตั้งแต่สถานียังไม่มีชื่อเสียงมากขนาดนี้
ไอยรา ณเรศ และกรรมการบริหารคนอื่น ๆ อยู่กันครบในห้องประชุม ขาดแต่ประธานเจ้าของบริษัท คนจากฝั่งผู้ร่วมลงทุน และแป้งหอมที่ไม่มาทำหน้าที่เลขาคอยจดบันทึกรายละเอียดการประชุมให้ณเรศ
“ทำไมยังไม่มาอีกนะ” ณเรศซึ่งนั่งข้างไอยราพูดขึ้น
“บ่นหาใครอยู่เหรอลูก?” ไอยราถาม
“ก็เลขาตัวดีของคุณแม่ไงครับ” ณเรศชะเง้อมองประตู
ไอยรายิ้มเมื่อมองหน้าณเรศ เธอไม่เคยเห็นลูกชายตัวเองสนใจใครแบบนี้มาก่อนเลย
“มองอะไรครับแม่?”
ไอยรายิ้ม
“รอแป้งหอมหรือ?”
สีหน้าณเรศเลิกลั่ก
“ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวครับที่รอ คุณลุงท่านอื่น ๆ ก็รอให้ครบองค์ประชุมเร็ว ๆ เหมือนกัน คนไม่ตรงต่อเวลาแบบนี้ คุณแม่ไม่น่ารับเข้ามาทำงานเลยนะครับ”
ไอยราหัวเราะเบา ๆ ชอบใจที่ลูกชายเป็นแบบนี้
ณเรศลุกขึ้น มองไปที่ประตูทางเข้าห้องประชุม จดจ่อรอคอยเลขาส่วนตัวว่าเมื่อไหร่เธอจะมา ไม่นานเธอก็วิ่งมาถึงที่นี่จนได้ เธอเอามือจับวงกบประตู พักหอบอยู่ครู่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมา เห็นสายตาณเรศจ้องเขม่น สีหน้าไม่สบอารมณ์ เมื่อหายเหนื่อยเธอก็เดินเข้ามาพร้อมสมุดในมือ มานั่งลงข้างณเรศ
ณเรศกระซิบกระซาบกับแป้งหอม
“นี่เธอหายไปไหนมา รู้ไหมว่าผู้ใหญ่ท่านกำลังรอ หัดมีมารยาท รู้จักเกรงใจซะบ้างสิ ตัวเองเป็นพนักงานใหม่ อายุน้อย กล้าดียังไงถึงเข้าที่ประชุมช้า แค่ครั้งแรกก็ผิดเวลาซะแล้ว ครั้งต่อไปเธอคงเป็นตัวถ่วงบริษัทเราเลยล่ะมั้ง แล้วไหนที่บอกว่าจะมาตามฉัน รออยู่ตั้งนานไม่เห็นมาตาม ฉันเลยขึ้นมาก่อน มัวไปเหลวไหลที่ไหน”
“คือ… ฉันเอาเอกสารที่คุณเซ็นแล้วไปส่งให้แผนกต่าง ๆ มาน่ะค่ะ เสร็จจากนั้นก็ไปตามคุณในห้องทำงาน แต่ไม่เจอเลยรีบวิ่งมาที่นี่ คุณมาถึงก่อนแล้วทำไมไม่โทรบอกฉันล่ะคะ?”
“อ๋อ… นี่แค่แก้ตัวยังไม่พอ เธอยังจะโทษฉันอีกใช่ไหม?” ณเรศหันไปฟ้องไอยรา “เห็นไหมล่ะครับแม่ ไม่รักษาเวลาแถมยังมาติเตียนผมอีก อย่างนี้น่าจะให้ออกเลยนะครับ” แล้วหันมาเขม่นแป้งหอมตามเดิม
“ไม่เอาน่าณเรศ เรื่องเล็กน้อยอย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่ แป้งหอมมาก็ใช่ว่าจะประชุมกันได้เลย คนก็ยังมาไม่ครบอยู่ดี” ไอยราพูดอย่างใจเย็น
วราและนิตามาถึงห้องประชุม นิตาเห็นณเรศนั่งอยู่ก็รีบตบเท้าวิ่งเข้ามาหาทันที
“คุณณเรศ!” นิตาเสียงแปร๋น ทำเอาคนในห้องประชุมหันมามองเป็นตาเดียว
“เชิญค่ะคุณวรา เชิญนั่งก่อนค่ะ” ไอยราลุกขึ้นกล่าวคำทักทายพร้อมผายมือเชิญวรานั่งเก้าอี้ตัวที่ว่าง
“คุณณเรศ ไม่เจอกันนานเลยนะคะ รู้ไหมว่านิตาคิดถึงคุณม๊าก… มาก”
นิตาเข้ามาคล้องแขนณเรศ ณเรศรู้สึกกระอักกระอวนแต่ก็เก็บอาการไว้ไม่แสดงออก เขาพยายามป้องนิตาให้ออกห่างจากตัว
“เอ่อ… ผมว่าคุณไปนั่งก่อนดีกว่านะครับ เดี๋ยวการประชุมก็จะเริ่มแล้ว”
“เอางั้นก็ได้ค่ะ”
นิตาปล่อยมือออกจากณเรศ เธอเดินมานั่งข้างคุณพ่อ ระหว่างนั้นณเรศก็จัดเครื่องแต่งกายที่นิตาทำเสียทรงให้เข้าที่เรียบร้อย นิตานั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเขาแล้วโบกมือให้ ณเรศแค่นยิ้มส่งกลับไป
ในที่สุดก็มากันครบองค์ประชุม “แสงสรวล” ประธานเจ้าของบริษัทเดินเข้าห้องประชุมมาพร้อมกับพนักงานส่งเอกสารที่แป้งหอมเคยคุยด้วยเมื่อตอนบ่าย ณเรศเบือนหน้าหนี ท่าทางจะหมั่นไส้กับพนักงานคนนี้มาก
องค์ประชุมทุกคนลุกขึ้นยืนแสดงความเคารพท่านประธาน เสร็จแล้วก็นั่งลง แสงสรวลเริ่มกล่าวในที่ประชุมถัดจากนั้นทันที
“ก่อนอื่นผมขอแนะนำผู้ช่วยประธานบริหารคนใหม่ของผม เขาคือลูกชายผมเอง ชื่อศกรครับ”
ศกรยืนขึ้นยกมือไหว้ผู้อาวุโสในห้องประชุม แลเห็นสายตาที่แสดงออกถึงความแปลกใจของแป้งหอม ผู้หญิงที่เขาโกหกไปว่าตัวเองเป็นแค่พนักงานส่งเอกสาร
การประชุมเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ติดขัดอะไร เพราะองค์ประชุมทุกคนเห็นพ้องต้องกันตามแผนงานพัฒนาคลื่นโนว่า เอฟเอ็ม อีกหนึ่งพันธมิตรของบริษัทดิเรกธานนท์ การเงินจำกัด
ไม่นานการประชุมก็ยุติ ทุกคนแยกย้ายกันกลับเพราะนี่ก็หมดเวลาทำงานแล้ว แป้งหอมก้มหน้าก้มตาเก็บเอกสารบนโต๊ะ กำลังจะออกตามคนอื่น ๆ เธอลุกขึ้นมาก็ตกใจ เกือบชนใครที่ยืนขวางทาง
ศกรยืนยิ้มขวางทางแป้งหอม
“คุณไม่โกรธผมใช่ไหม?” ศกรเอ่ย
“ฉันจะโกรธคุณเรื่องอะไรคะ คุณลูกชายท่านประธานบริษัท” น้ำเสียงแป้งหอมประชดประชัน
“โถ่… คุณอย่าเรียกผมยาว ๆ แบบนั้นสิ เรียกผมว่าศกรก็พอแล้ว”
“ทำไมคุณต้องโกหกฉัน ว่าเป็นพนักงานส่งเอกสาร”
“ผมไม่ได้ตั้งใจจะโกหกคุณนะ แค่ยังไม่อยากบอกความจริงเท่านั้น คงไม่โกรธผมใช่ไหม?”
“ค่ะ ฉันไม่โกรธคุณหรอก”
ศกรยิ้ม ดูสบายใจขึ้นมาก
“แต่ฉันไม่ชอบคนโกหกอย่างคุณ”
แป้งหอมเดินหลบศกรออกมา ศกรไม่ให้เธอหนี รีบหันมาฉุดมือเธอไว้
“ฟังผมอธิบายก่อนสิ ที่ผมโกหกคุณว่าเป็นพนักงานส่งเอกสารน่ะ เพราะผมอยากรู้จักคุณยังไงล่ะ?”
ศกรพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง แป้งหอมจึงยอมฟังเขา
“พนักงานในบริษัทไม่กล้าคุยกับผมเลย เพราะเห็นว่าผมเป็นรองประธานเลยเกรงขาม ผมไม่มีเพื่อนสนิทเป็นผู้หญิงเลยนะ คุณจะไม่สงสารหน่อยเหรอ ช่วยคบผมเป็นเพื่อนได้ไหม?”
“ก็ได้ค่ะ แต่คราวหลังคุณอย่าโกหกฉันอีกล่ะ ฉันไม่ชอบ”
“ครับ”
ศกรยิ้ม เป็นรอยยิ้มเดียวกับที่ทำให้แป้งหอมหัวใจพองโตที่หน้าลิฟต์เมื่อเช้านี้
“ให้ผมไปส่งคุณนะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันกลับกับคุณน้าไอยรา”
“งั้นให้ผมเลี้ยงข้าวเย็นคุณสักมื้อได้ไหม?”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันเกรงใจคุณ”
“เกรงใจอะไรกัน เลี้ยงข้าวผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แค่คนเดียว ขนหน้าแข้งผมไม่ร่วงหรอก”
แป้งหอมยิ้มให้มุกที่ไม่ตลกของศกร
“ไว้วันหลังก็แล้วกันค่ะ”
“เอางั้นก็ได้ งั้นให้ผมช่วยคุณถือของก็แล้วกัน”
ศกรยื่นมือไปคว้าเอกสารของแป้งหอม ทั้งคู่ยื้อแย่งเอกสารกันไปมา คนหนึ่งก็อยากช่วย อีกคนไม่ยอมให้ช่วยเพราะเกรงใจ
“ไม่เป็นไรค่ะ ของแค่นี้ฉันถือเองได้”
ด้วยแรงของผู้ชายที่เหนือกว่า ศกรกระตุกแขนเบา ๆ แป้งหอมก็ถลามาชนเขา ทำเอาเขาถอยไปตามแรงผลัก หลังชนชิดติดผนัง หญิงสาวเกาะไหล่หนา ๆ ของชายหนุ่มเพื่อประคองตัวเองไว้ ใบหน้าของทั้งสองอยู่ห่างกันแค่คืบเดียว
บังเอิญกว่านั้น ณเรศที่เห็นว่าแป้งหอมกลับออกมาช้าจึงเข้ามาตาม เลยเจอกับภาพหญิงสาวโอบกอดร่างกายชายหนุ่ม
“ทำอะไรกันน่ะ!” ณเรศตะโกนออกไป
สองคนที่ตัวติดกันรีบผละออกจากกันในทันใด แป้งหอมหลบหน้าณเรศ ไม่รู้จะอธิบายยังไง
“อ๋อ… นึกว่าหายไปไหน ที่แท้ก็แอบมาอิงออกับผู้ชายนี่เอง คิดจะจับคนรวย ๆ หวังสบายไปทั้งชาติเลยสินะ” ณเรศว่าให้แป้งหอม
“นี่ไอ้ณเรศ! แกพูดอะไรของแก หัดให้เกียรติผู้หญิงบ้างสิวะ” ศกรว่า
“ให้เกียรติคนมักง่ายอย่างยายนี่น่ะเหรอ อ๋อ… ใช่สิ แกคงชอบใจยายคนนี้ที่อุตส่าห์พลีกายให้ง่าย ๆ”
“ไอ้ณเรศ!”
ศกรหวดหมัดเข้าอัดเต็มใบหน้าของณเรศ ณเรศล้มกลิ้งแต่ลุกขึ้นมายืนได้ เข้าผลีเข้าไปชกหมัดคืนเต็มใบหน้าของศกร ศกรล้มลงกับพื้น ณเรศเข้าคร่อมแล้วชกใบหน้าศกรไม่ยั้ง
ศกรไม่ยอมปล่อยให้ตนเองถูกทำร้ายอยู่ฝ่ายเดียว รุกณเรศโดยการงอขาเข้าหาตัวแล้วออกแรงถีบจน
ณเรศปลิวหงายท้อง เขาลุกขึ้นเดินมาคว้าคอเสื้อณเรศ ชกหมัดเข้าที่ใบหน้า โดนหางคิ้วณเรศเลือดไหลซิบ แล้วผลักร่างทิ้งลงพื้น
ศกรทำท่าจะง้างเท้าซัดณเรศ แต่แป้งหอมเข้ามารั้งไว้
“พอเถอะค่ะ อย่าทะเลาะกันเลย”
แป้งหอมเดินเข้ามาพยุงตัวณเรศให้ลุกขึ้น ทิ้งศกรที่เลือดกลบมุมปากให้ยืนมอง เขาจับคางที่เพิ่งถูกหมัดอัดมา คิดน้อยใจที่คนดี ๆ อย่างแป้งหอมปกป้องคนพาลอย่างณเรศ
แป้งหอมเดินตามณเรศมาจนถึงลานจอดรถชั้นเดียวกับห้องประชุม ณเรศกดรีโมทกดปลดระบบกันขโมยรถยนต์ของตนเอง กำลังจะเข้าไปนั่งแต่ถูกแป้งหอมดึงไว้เสียก่อน
“นี่คุณ! ทำไมคุณอัดคุณศกรเขาแบบนั้นล่ะ?”
ณเรศหันมาด้วยความหงุดหงิด
“เธอก็เห็นไม่ใช่หรือ ว่ามันเป็นคนเริ่มก่อน”
“แต่คุณพูดจาดูถูกฉันก่อนนี่ เจ็บแค่นี้ฉันว่ายังน้อยไปสำหรับคุณ”
ณเรศคว้าตัวแป้งหอม จับเธอกดติดกับรถ
“เธอคงจะสะใจมากสินะ ที่เห็นผู้ชายตีกันเพราะเธอ ถ้าเป็นห่วงมันมาก ก็หอบข้าวของไปอยู่กับมันเลยสิ!”
“โอ๊ย… ปล่อยนะ ฉันเจ็บเป็นเหมือนกันนะคุณณเรศ”
“แค่นี้เจ็บงั้นเหรอ แล้วที่ฉันเผชิญมาทั้งชีวิตเรียกว่าอะไร เธอคงไม่เข้าใจหรอก ว่าเป็นฉันแล้วรู้สึกยังไง”
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าคุณเจ็บปวดเรื่องอะไรมา แต่ทำไมต้องมาพาลใส่คนอื่นแบบนี้ด้วย”
“เธอมันก็คิดได้แค่นี้แหละ”
เขาหยามแล้วผลักเธออัดกับรถทั้งที่เธอก็ตัวติดกับรถอยู่แล้ว เขาก้าวขายาวเข้าไปนั่งยังตำแหน่งคนขับ คาดเข็มขัดนิรภัย บิดกุญแจติดเครื่องยนต์ แล้วกดปุ่มเปิดกระจกอีกฝั่ง ตะโกนใส่หญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านนอก
“จะอยู่ข้างนอกอีกนานไหม รีบขึ้นมาสิ หรือว่าจะรอให้ไอ้ศกรมารับ”
แป้งหอมค้อนใส่ ก่อนจะเดินไปขึ้นรถ
รถยนต์หรูแล่นบนท้องถนนยามสนธยา ชายหนุ่มผู้เป็นคนบังคับเครื่องยนต์กำลังมีสมาธิอยู่กับการจราจรเบื้องหน้า เขาตกใจหลุดจากการจดจ่อเบื้องหน้า เมื่อมีบางอย่างมาสัมผัสที่หางคิ้วของเขา
แป้งหอมใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเลือดที่ไหลออกมาจากหางคิ้วของณเรศ ชายหนุ่มเจ้าของแผลหันมามองหน้าเธอ รู้สึกแปลกใจ ทำไมเธอที่เพิ่งจะโดนเขาว่าถึงไม่โกรธ แต่กลับมาดูแลแบบนี้
“เฮ้อ…” เธอถอนหายใจ
“โอ๊ย… เบา ๆ หน่อยสิ ฉันเจ็บเป็นเหมือนกันนะ”
“คนหยาบกระด้างอย่างคุณมีจิตใจกับเขาด้วยเหรอ?”
ณเรศหันมามองหน้าแป้งหอมอย่างเอาเรื่อง
“ไว้ถึงบ้านฉันจะทำแผลให้คุณนะ”
ชายหนุ่มคลายใบหน้าบึ้งตึง เมื่อรับรู้ถึงความห่วงใยจากเธอ
“ขอบใจเธอมากนะแป้งหอม” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง ผิดกับที่แป้งหอมเคยได้ยินมา
แป้งหอมเบือนหน้าไม่ให้เขาเห็นรอยยิ้มบนใบหน้า ไม่คาดคิดว่าเขาก็มีมุมเช่นนี้เหมือนคนอื่นด้วย
รถยนต์ที่ณเรศและแป้งหอมนั่งมาเลี้ยวเข้าบ้านประภากรณ์ เมื่อรถจอดสนิท ณเรศที่จับผ้าเช็ดหน้าห้ามเลือดตรงหางคิ้วของตัวเองมาตลอดทางก็ลงมาแล้วเดินเข้าบ้านพร้อมกับแป้งหอม ทั้งคู่เดินมานั่งในห้องนั่งเล่น แป้งหอมหยิบชุดทำแผลจากตู้ยาที่แขวนไว้อย่างเด่นชัดภายในห้องนี้ติดมือมาหาณเรศ
เธอใช้คีมคีบสำลีจุ่มลงในขวดน้ำยาล้างแผลจนชุ่ม ค่อย ๆ ใช้มันแตะที่แผลตรงหางคิ้วของณเรศ
“โอ๊ย! เจ็บ! เบามือหน่อย”
“ขอโทษค่ะ คุณเจ็บเหรอคะ? นี่ฉันเบามือที่สุดแล้วนะ”
“ทำไมเธอต้องช่วยทำแผลให้ฉันด้วย” ณเรศถาม
“ฉันแค่ทำตามหน้าที่ของลูกจ้างที่ดีคนหนึ่งเท่านั้น”
“ขอบใจเธอมากนะ” ณเรศกล่าวอย่างจริงใจ
“ตอนอยู่ในรถคุณก็ขอบคุณฉันไปทีหนึ่งแล้ว”
แป้งหอมใช้พลาสเตอร์ปิดแผลให้ณเรศ
“เสร็จแล้วค่ะ ระวังอย่าให้แผลโดนน้ำล่ะ”
“ฉันขอตัวก่อนนะ”
ณเรศพูดแล้วลุกขึ้นเดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง ทิ้งให้แป้งหอมนั่งอมยิ้มอยู่คนเดียว
“คุณก็พูดคำว่าขอบคุณเป็นเหมือนกันนี่”
Leave a comment