ท่ามกลางแดดยามบ่ายอันร้อนระอุ ศกรเดินออกจากที่ทำงาน ตรงเข้าไปนั่งในรถของตนเองซึ่งจอดไว้ที่ลานของบริษัทดิเรกธานนท์ การเงินจำกัด ท่าทางของเขาดูรีบร้อนไม่ต่างจากสภาพอากาศ ขณะที่เข้าไปประจำที่นั่งหลังพวงมาลัยและกำลังจะปิดประตู มือใครคนหนึ่งก็รั้งไว้ไม่ยอมให้ปิด ศกรเงยหน้าขึ้นมอง ปรากฏเป็นนิตานั่นเอง
“คุณกำลังจะไปตามหายายแป้งหอมใช่ไหม ขอฉันตามคุณไปด้วยคนสิ เผื่อจะเจอคุณณเรศบ้าง ขอบคุณนะ” พูดจบนิตาก็อ้อมมานั่งที่เบาะข้างคนขับ
ศกรปิดประตูรถฝั่งเขา หันมามองตำหนินิตา
“ฉันอนุญาตเธอแล้วหรือไง ถือวิสาสะอะไรเข้ามาเองแบบนี้”
“อะไรกัน แค่นี้เอง ไม่เห็นจะต้องถืออะไรเลย”
ศกรมองนิตาแล้วโคลงศีรษะเบา ๆ ก่อนจะเข้าเกียร์แล้วออกรถไป
“คุณจะเริ่มตาหาว่าที่เจ้าสาวคุณจากที่ไหนก่อนเหรอ?” นิตาถาม
“ใครบอกว่าฉันจะไปตามหาแป้งหอม”
“อ้าว… แล้วฉันขึ้นมาทำไมเนี่ย คุณกำลังจะไปไหนล่ะถ้าไม่ไปตามหายายนั่น?”
“ก็ไปดูแลงานที่บ้านเนินดอยรีสอร์ทแทนว่าที่เจ้าบ่าวเธอไง ชอบสร้างเรื่องวุ่นวายให้ฉันต้องรับผิดชอบแทนอยู่เรื่อย นี่ไม่รู้ว่าหายหัวไปไหนตั้งหลายวัน คงจะไปทรมานแป้งหอมอยู่ที่ไหนสักแห่ง”
“พูดอย่างนี้หมายความว่าไง!”
“ก็หมายความว่าไอ้ณเรศมันลักพาตัวแป้งหอมไปน่ะสิ”
นิตาโต้ทันควัน
“เป็นไปไม่ได้ คุณณเรศเขาไม่ได้พิศวาสยายนั่นสักนิด ไม่มีทางที่เขาจะลักพาตัวมันไปเด็ดขาด ฉันว่ายายแป้งหอมมากกว่าที่เป็นคนหนีตามคุณณเรศไป เพราะยายนั่นไม่ได้รักคุณไงล่ะ”
“เธอเองก็เถอะ โกหกทุกคนอยู่ใช่ไหมว่าได้เสียกับไอ้ณเรศ ทั้งที่จริงแล้วไม่ได้มีอะไรในกอไผ่เลย”
นิตาอ้ำอึ้ง ไม่รู้จะพูดยังไงต่อไปดี
“ชะ… ใช่ที่ไหนกัน”
ขับเลยชานเมืองมาไม่เท่าไหร่ ในที่สุดทั้งสองคนก็ถึงบ้านเนินดอยรีสอร์ท วันนี้ดูคนพลุกพล่านกว่าที่เคย รถหรูหลายคันจอดเรียบสองข้างทาง แต่ละคนล้วนแต่งตัวดูดี หลังจากจอดรถแล้ว ศกรก็เดินเข้ามาในอาคารโดยไม่แปลกใจในความผิดปกตินี้เลยสักนิด
“วันนี้คนเยอะนะ เขามาทำอะไรกันเหรอ?” นิตาที่เดินตามหลังเอ่ยถามศกร
“บริษัทนาฬิกาเขามาเช่าสถานที่จัดแสดงสินค้าใหม่ ถ้าเธอสนใจก็ไปดูได้นะ ฉันขอตัวไปสะสางงานของไอ้ณเรศมันก่อน” พูดแล้วศกรก็เดินผ่านเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ นิตาท่าทางไม่สนใจนาฬิกา หลบคนหมู่มากตามศกรเข้ามาในห้องผู้จัดการ
แฟ้มเอกสารกองพะเนินเป็นภูเขาอยู่บนโต๊ะทำงานตัว รอให้คนที่มีอำนาจมาลงชื่อรับรอง ศกรเดินมานั่งที่เก้าอี้เบาะหนังสีดำ หยิบแฟ้มแรกขึ้นมาจากกอง แล้วเริ่มอ่านมันอย่างมีสมาธิ
“มีอะไรให้ฉันช่วยไหม?” นิตาเอ่ย
“ไม่ต้องหรอก เชิญเธอตามสบาย” ศกรพูด ขณะสายตายังจับจ้องที่เอกสาร
นิตาเดินมานั่งที่โซฟาเบาะหนังสีดำ เธอเท้าคางมองศกรที่ทำงานอย่างตั้งใจ บางครั้งเธอรู้สึกเกลียดกับความจริงจังเกินไปของเขา แต่ผู้ชายแบบนี้ผู้หญิงที่ไหนก็อยากฝากชีวิตไว้ด้วยทั้งนั้น ในหัวของนิตามีเรื่องเก่าให้กลับมานึกคิดอีกครั้ง
เราเกลียดหมอนี่จริง ๆ หรือเปล่านะ
นาฬิกาแขวนผนังชี้บอกเวลาว่าเลยเที่ยงวันมาพอสมควร ศกรจัดการเอกสารตรงหน้าเสร็จหมดแล้ว เขาหลับตาเพื่อพักสายตาที่เมื่อยล้าครู่หนึ่ง ก่อนจะลืมขึ้นมองมาที่โซฟาเบาะหนังสีดำ นิตาหายไปไหนแล้ว ออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมเขาไม่รู้
ศกรลุกจากที่นั่ง เดินออกจากห้องผู้จัดการ เกือบชนกับพนักงานสาวของที่นี่
“อุ้ย! ขอโทษค่ะ”
ศกรผายมือบอกเชิงว่าไม่ถือสาอะไร
“เจอคุณศกรพอดีเลย ช่วยไปจัดการหน่อยสิคะ ลูกค้าที่ห้องสามสิบร้องเรียนมาว่าพนักงานของเราจัดห้องให้เขาไม่เรียบร้อย หลายครั้งแล้วนะคะที่พนักงานคนนี้ทำงานไม่ดี ดิฉันไม่รู้ว่าจะพูดยังไงกับเธอแล้ว”
“ทำไมเธอไม่ไล่ออกไปเลยล่ะ เป็นหัวหน้าพนักงานที่นี่ไม่ใช่เหรอ?”
“อูย… ขืนทำอย่างนั้นมีหวังดิฉันได้ออกตามเธอไปแน่ พนักงานคนนั้นคุณณเรศฝากเข้ามาทำงานค่ะ รู้สึกจะชื่ออะไรแป้ง ๆ นี้แหละ”
“แป้งหอม!”
ศกรอุทานออกมา สายตาเปี่ยมไปด้วยความหวัง พนักงานที่กำลังถูกพูดถึงต้องเป็นแป้งหอม ว่าที่เจ้าสาวของเขาแน่ เขาบอกให้หัวหน้าพนักงานรีบพาเขาไปที่ห้องพักหมายเลข 30 หวังจะได้เจอกับแป้งหอม
ที่หน้าห้องพักหมายเลข 30 ศกรเดินมาถึงก็พบพนักงานสาวคนหนึ่งกำลังก้มหน้ารับคำตำหนิจากลูกค้าสาววัยทองท่าทางเรื่องมาก ศกรปรี่เอื้อมมือไปสะกิดทัก
“แป้งหอม!” ศกรยิ้มอบอุ่นรอเธอหันมา
พนักงานสาวคนนั้นหันมามองให้ศกรได้ยลโฉม นี่คือแป้งหอมงั้นเหรอ เธอเปลี่ยนไปเยอะจนศกรตกใจ
“ฉันชื่อแป้งเปียกค่ะ ไม่ใช่แป้งหอม สงสัยคุณจะทักคนผิดแล้ว”
ศกรทักคนผิดแน่ เขาอึ้งไปพักใหญ่ก่อนจะเอ่ย
“เอ่อ… ขอโทษด้วย ฉันทักคนผิด”
ศกรหันหลังเดินออกมา ทิ้งให้แป้งเปียกถูกลูกค้าต่อว่าอยู่อย่างนั้น เขารู้สึกผิดหวัง ทีแรกคิดว่าแป้งหอมจะอยู่แค่เอื้อมซะอีก นึกขึ้นได้เขายังไม่ได้ไปตรวจดูสต๊อกที่ห้องเก็บวัตถุดิบทำอาหาร ว่ามีของครบตรงตามเอกสารที่แจ้งมาหรือไม่ เขารีบเดินไปที่ห้องเก็บวัตถุดิบทำอาหารทันที
ในห้องเก็บวัตถุดิบทำอาหาร ที่นี่มีวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหารมากมาย ทั้งไข่ไก่ เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว พืชผักสมุนไพรนานาชนิดและเครื่องเทศอีกสารพัดอัดกันอยู่ในนี้ ศกรหยิบใบตรวจของแล้วเริ่มเดินสำรวจ
ชายหนุ่มตั้งใจสำรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่ยอมให้อะไรตกหล่นแม้แต่ชิ้นเดียว เขาเดินตรวจไปเรื่อย ๆ ทั่วห้อง จู่ ๆ นิตาก็โผล่จากไหนมาไม่รู้ ทำเอาเขาตกใจ
“มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่เห็นบอกฉันเลย” นิตาพูด มือเธอไขว้หลังเหมือนซ่อนอะไรไว้
“เธอหายไปไหนไม่รู้นี่ จะให้ฉันบอกยังไงล่ะ”
“อืม… โทษที ฉันหิวน่ะเลยออกไปหาอะไรกิน ตอนแรกก็จะชวนคุณไปด้วยแล้วนะ แต่เห็นคุณตั้งใจทำงานเลยไม่รบกวน” นิตายื่นแซนวิซห่อใหญ่ให้ศกร “เอ้านี่! มันเหลืออยู่แค่นี้ ฉันหยิบมาเผื่อคุณ”
ศกรรับมา
“ขอบใจนะ แล้วนี่เธอกินอะไรหรือยัง?”
“ฉันกินมาแล้ว เชิญคุณกินเถอะ”
ศกรมองเธออย่างไม่เชื่อ
จ๊อก~ก
เสียงท้องน้อย ๆ ของนิตาร้องงอแอ เธอรีบเอามือกุม หวังว่ามันจะไม่ร้องโอกอากอีก ศกรเบือนหน้ามามอง แปลกใจที่คนท้องอิ่มแล้วยังมีเสียงร้องอยู่อีก
ศกรแกะห่อแซนวิซ แบ่งครึ่งแล้วยื่นครึ่งหนึ่งให้นิตา
“ฉันรู้หรอกน่าว่าเธอยังไม่ได้กินอะไร คนเข้ารีสอร์ทเยอะอย่างนี้ คนครัวทำอาหารสำรองไม่ทันแน่ รับไปสิ”
นิตารับแซนวิซมาด้วยท่าทีเคอะเขิน การที่ท้องร้องออกมาต่อหน้าผู้ชายนี่น่าขายหน้าชะมัด ใบหน้าของเธอเริ่มแดงขึ้น
ทั้งสองคนนั่งกินแซนวิซด้วยกันบนลังใส่ขวดโซดา นิตาพยายามหลบสายตาของเขา เธอรู้สึกเสียความมั่นใจ จนกระทั่งรู้สึกจักจี้ที่เท้า ก้มลงมอง เห็นสิ่งนั้นแล้วถึงกับกระโดดพรวด
แมลงสาบ
“กรี๊ด!”
นิตาร้อง ทิ้งแซนวิซที่เพิ่งจะกัดได้ไม่กี่คำลงพื้น ยกขาทั้งสองข้างขึ้นกลางอากาศ กระโดดเข้าสวมกอดศกร เธอรัดเขาไว้แน่น
“แมลงสาบ กรี๊ด! สกปรกที่สุด คุณไล่มันไปที” นิตาโวยวาย
ศกรกระทืบเท้าปึงปัง แมลงสาบตื่นกลัว วิ่งหายเข้าซอกหลืบไป
“มันไปแล้วล่ะ”
นิตาเงยหน้าขึ้นมองศกร ใบหน้าของทั้งสองใกล้กันมาก ขนาดเรียกว่าหายใจรดปลายจมูกกันเลยก็ว่าได้ ต่างคนต่างนิ่ง ไม่กระดิกอะไร คล้ายกระแสไฟถูกขั้วและกำลังดึงดูดกัน
…
“นี่คุณ ปล่อยฉันได้แล้ว” นิตาใช้ไหล่สะกิดสีข้างของศกร
เขาส่งยิ้มอบอุ่น นั่นทำให้เธอประหลาดใจพร้อมกับหวั่นไหว
“เธอต่างหากที่ต้องปล่อยฉัน ตอนนี้เธอกำลังกอดฉันอยู่นะ”
นิตาก้มมองตัวเอง ใช่จริงด้วย แขนทั้งสองข้างของเธอกอดรัดเขาแน่น หญิงสาวรีบผละออกจากเขาทันที ทำเป็นว่าปัดเนื้อปัดตัว
“พนักงานดูแลความสะอาดกันยังไง ถึงปล่อยให้ในนี้มีแมลงสาบได้” ศกรพึมพำ หันมาพูดกับนิตา “ขอโทษด้วยนะที่ทำให้ตกใจ พนักงานของฉันดูแลความสะอาดไม่ดีเอง ฉันคงต้องไปดุพวกเขาสักหน่อย”
นิตายิ้มจาง ๆ พยักหน้าอย่างไม่ถือโทษเอาความ
ผู้คนฐานะดีต่างเดินกันเป็นพัลวัน ชมนาฬิกาหรูที่จัดแสดงอยู่ทั่วบริเวณงาน ทั้งเรือนธรรมดาสำหรับขาย และเรือนพิเศษจำนวนจำกัดสำหรับการประมูลซึ่งกำลังจะเริ่มขึ้นอีกไม่นานนี้ ศกรและนิตาเดินมาด้วยกันชมนาฬิกาหลากหลายแบบ
“เธอชอบนาฬิกาหรือเปล่า?” ศกรถาม
“ก็ชอบ ถ้ามันใส่แล้วเข้ากับชุดนะ”
“เธอว่าเรือนนี้สวยไหม?”
ศกรหยุดเดิน ชี้นิ้วไปที่นาฬิกาสีขาวประกายมุกซึ่งจัดแสดงอยู่ในตู้กระจก นิตาหันไปมอง รสนิยมเขาใช้ได้เหมือนกัน
“ก็สวยดี ถามทำไมจะซื้อให้เหรอ?”
“เปล่า… ฉันจะซื้อให้แป้งหอมต่างหาก”
นิตาเบ้ปาก ไม่สบอารมณ์กับคำตอบที่ได้รับ
“ขอดูเรือนนี้หน่อยครับ” ศกรบอกกับพนักงานขาย
พนักงานสาวเปิดตู้กระจก หยิบนาฬิกาสีขาวประกายมุกออกมาให้ศกร ชายหนุ่มรับมาเพ่งมองรายละเอียดทุกส่วนอย่างถี่ถ้วน นาฬิกายี่ห้อนี้รายละเอียดเยอะทุกรุ่น จึงไม่แปลกที่ครอบครัวดิเรกธานนท์และครอบครัวประภากรณ์จะอุดหนุนเรื่อยมา
“สวยดีนะฉันว่า เห็นด้วยกับฉันไหม?” ศกรหันไปถามนิตาที่ยืนกอดอกอยู่
“ถามฉันทำไม คุณไม่ได้ซื้อให้ฉันสักหน่อย จะซื้อให้ยายแป้งหอมไม่ใช่เหรอ อยากรู้ความเห็นก็ไปถามยายนั่นเอาสิ” นิตาพูดน้ำเสียงประชดประชัน เธอก้าวขายาวเดินออกไปจากบริเวณงาน ศกรมองตาม โคลงศีรษะแล้วยิ้ม
ที่บ้านพักตากอากาศบนเกาะส่วน ซึ่งข้างในมีคนอาศัยอยู่แค่สองคน คนหนึ่งเป็นผู้คุมขัง ส่วนอีกคนเป็นผู้ถูกกักขัง ผู้คุมขังกำลังนั่งดูภาพยนตร์อยู่บนโซฟาอย่างสบายใจ ขณะที่ผู้ถูกกักขังนั่งคุกเข่าเช็ดพื้นไม้ เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดหรือบ่นอะไรทั้งนั้น
ณเรศปิดโทรทัศน์จากรีโมท ลุกขึ้นมายืนขวางทางแป้งหอม เธอเงยหน้าขึ้นมอง นี่เขาจะหาเรื่องอะไรให้เธอหนักใจเพิ่มอีกล่ะเนี่ย?
“เธอทำน้ำปลาหวานอร่อยใช่ไหม ฉันอยากลองชิมดู ช่วยไปทำมาให้ฉันหน่อยได้ไหม?”
“คุณไม่เห็นหรือไงคะว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่ ไม่ว่างไปทำอะไรให้คุณทั้งนั้น” แป้งหอมพูดแล้วก้มหน้าเช็ดพื้นต่อ
“ทิ้งไว้นี่แหละ เดี๋ยวค่อยกลับมาทำ”
แป้งหอมไม่สนใจ ยังตั้งหน้าตั้งตาทำงานของเธอต่อ
ณเรศฉุดตัวเธอขึ้นมา ลากเข้ามาในครัว เขาปล่อยเธอทิ้งไว้ในนี้ ส่วนตัวเองมานั่งที่โต๊ะอาหา รพลางเคาะโต๊ะรอน้ำปลาหวานฝีมือเธอ
แป้งหอมถอนหายใจอย่างรำคาญ จัดการปรุงน้ำปลาหวานอย่างมืออาชีพ ไม่นานก็เสร็จและได้น้ำปลาหวานถ้วยใหญ่ เธอเดินนำมาเสิร์ฟพร้อมกับมะม่วงให้ณเรศที่โต๊ะ
แป้งหอมวางจานลงแล้วทิ้งก้นลงนั่งฝั่งตรงข้าม พลางพูดบางอย่างชวนให้เขาคิด
“คนเรามันก็เหมือนกับน้ำปลาหวานนั่นแหละ ไม่ว่าจะเติมน้ำตาลไปผสมมากเท่าไหร่ กลิ่นเอกลักษณ์ของน้ำปลาก็จะคงไว้เหมือนเดิมเสมอ”
ณเรศฟัง ใบหน้าเย็นชายักคิ้วให้เธอ แล้วหยิบมะม่วงจิ้มน้ำปลาหวานกัดมันเข้าปาก ทุกอย่างที่กำลังเคี้ยวอยู่รสชาติผสมกันได้อย่างลงตัว
Leave a comment