ณเรศและแป้งหอมยืนบนระเบียง ทอดสายตามองหาดทรายสีขาว ถัดไปเป็นผืนทะเล ถัดไปอีกเป็นผืนดินชายฝั่งซึ่งมีถนน มีตึกสูง และมีคนที่กำลังตามหาเจ้าสาวของตน ถึงเวลาแล้วที่เขาต้องจบเกมนี้เสียที เขาควรยอมรับความจริงว่าเขาคือผู้แพ้ แล้วกลับไปแต่งงานกับนิตาตามที่สัญญาไว้
“เธออยากกลับไปหาไอ้ศกรหรือยัง?” ณเรศหันไปถามแป้งหอม
เธอมองเขาก่อนจะตอบ
“อยากสิ ฉันอยากกลับไปใช้ชีวิตอย่างเดิม ไม่อยากเป็นทาสให้คุณสั่งอยู่ฝ่ายเดียวแบบนี้”
“และอยากกลับไปแต่งงานกับไอ้ศกรด้วยใช่ไหม?”
ทั้งสองมองหน้ากัน เงียบไปพักใหญ่ ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ต่างมองและฟังเสียงคลื่นถลาเข้าซัดหาดทรายที่ทำให้รู้สึกจิตใจสงบลง ท้องทะเลต้องแสงอาทิตย์ยามเย็น ส่องประกายสีเงินระยิบ อีกไม่นานอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้า วันที่สุดแสนจะทรมานหัวใจกำลังจะหมดไปอีกวัน
“พรุ่งนี้ฉันจะพาเธอกลับ เตรียมตัวให้พร้อมล่ะ”
รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของหญิงสาว เธอรอคอยวันที่เขาจะพูดคำนี้มานานแล้ว
“จริงเหรอคะ คุณจะพาฉันกลับแล้วจริงเหรอ?”
แป้งหอมดีใจ เผลอเข้าไปกอดณเรศ ชายหนุ่มจังงันไม่ทันตั้งตัวและทำอะไรไม่ถูก นี่เป็นกอดแรกจากแป้งหอม อ้อมกอดจากวงแขนเล็ก ๆ ของเธอ ก่อให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นและตื้นตันใจ เธอไม่ได้รังเกียจเขาเสียทีเดียว เขาไม่อยากให้เธอปล่อยเลยจริง ๆ อยากให้เธอกอดไว้อย่างนี้ตลอดไป
บรรยากาศยามค่ำคืนที่บ้านเนินดอยรีสอร์ทสดชื่น เหมาะแก่การพักผ่อนและดื่มด่ำไปกับธรรมชาติ อากาศตอนนี้ไม่ร้อนจนเรียกเหงื่อและไม่หนาวจนจับใจ กำลังเย็นสบาย เสียงแมลงตัวเล็กตัวน้อยช่วยกันร้องระงมดังทั่วพื้นที่ ไม่ก่อให้เกิดความน่ารำคาญ แต่สร้างความผ่อนคลายแก่ผู้ได้ยิน
ศกรและนิตาตกลงกันว่าจะค้างที่นี่ แล้วพรุ่งนี้จะเริ่มออกตามหาแป้งหอมอย่างจริง ๆจัง ๆ ทั้งคู่พักห้องตรงข้ามกัน วันนี้เหนื่อยมามาก เนื้อตัวเหนียวไปหมด อยากอาบน้ำพักผ่อนให้สบายตัว
ก๊อก ๆ ๆ
เสียงเคาะประตูดังที่หน้าห้องของนิตา
หญิงสาวเดินมาเปิดประตู เป็นศกรที่มาเคาะเรียก
“รีโมทแอร์ที่ห้องฉันถ่านหมด ขอยืมของห้องเธอหน่อยสิ” ศกรพูด
นิตาเดินไปหยิบรีโมทแอร์มาให้ศกร
“ขอบคุณมาก”
เขารับรีโมทแอร์ ยิ้มอบอุ่นเป็นการตอบแทนก่อนเธอจะปิดประตู
นิตาคว้าผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำ เธอใช้เวลาอาบน้ำชำระล้างร่างกายอยู่ชั่วโมงกว่า ๆ หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ไม่นานเสียงเคาะประตูที่หน้าห้องก็ดังขึ้นอีก
ก๊อก ๆ ๆ
นิตาเดินมาเปิดประตู ศกรคนเดิมชุดเดิมยืนอยู่หน้าห้อง
“เธออาบน้ำเสร็จแล้วใช่ไหม ฉันขอยืมสบู่หน่อยซิ บังเอิญเมื่อกี้ฉันเผลอทำสบู่ของฉันลื่นตกลงไปในชักโครก”
นิตาเดินไปหยิบสบู่ในห้องน้ำมาให้ศกร เขารับแล้วพยักหน้าขอบคุณ ก่อนเธอจะปิดประตูห้องอย่างเดิม จากนั้นหญิงสาวก็มาเปิดโทรทัศน์ดูละครเรื่องที่เธอกำลังติดตามอยู่ พระเอกเรื่องนี้เป็นเพื่อนของเพื่อนเธอสมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัย หลายครั้งที่เธอเคยพบหน้าและพูดคุยกับชายคนนี้ สงสัยอยู่ว่าสมัยนั้นกับสมัยนี้พระเอกหนุ่มทำไมถึงเปลี่ยนไปได้ราวกับคนละคน สงสัยเขาคงผ่านมือหมอมานับครั้งไม่ถ้วนแน่
ก๊อก ๆ ๆ
เสียงเคาะที่หน้าห้องดังขึ้นอีกแล้ว ละครพักโฆษณาพอดี นิตาลุกจากเตียงเดินมาเปิดประตู พอศกรคนเดิมมาเคาะประตูอีกก็ชักจะรำคาญ
“ยืมยาสีฟันหน่อย บังเอิญฉัน…”
นิตาขัดเสียก่อนอย่างรู้ทัน
“เผลอทำตกชักโครกอีกล่ะซิ”
ศกรยิ้มแหย พยักหน้าหงึก ๆ แล้วนิตาก็เข้าไปหยิบยาสีฟันมาให้
หลังจากละครจบและนิตาบำรุงผิวหน้าจนทั่วเสร็จ เธอกำลังจะขึ้นเตียงนอน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีก เธออารมณ์เสีย ต้องเป็นศกรอีกแน่เลย ไม่รู้เขามีปัญหาอะไรนักหนา
ก๊อก ๆ ๆ
นิตาลุกขึ้นเดินดุ่ม ๆ ไปกระชากประตู พอเห็นศกรก็บ่นใส่ทันที
“อะไรกันอีก คราวนี้ทำอะไรตกชักโครกแล้วจะมายืมฉันอีกล่ะ ถ้าคุณซุ่มซ่ามอย่างนี้ฉันว่าคุณกระโดดลงชักโครกตามสบู่กับยาสีฟันคุณไปเลยดีกว่า”
ศกรนิ่ง ส่งยิ้มอบอุ่นให้นิตา
“เปล่า… ไม่ได้จะมายืมอะไร แค่จะมาบอกว่าฝันดีนะ”
นิตาเสียหน้า รีบปิดประตูอย่างเขินอาย ศกรเป็นผู้ชายคนแรกที่ทำให้เธอหวั่นไหวได้ถึงเพียงนี้ ใจเธอเริ่มโอนเอียงเสียแล้ว ไม่ได้นะ! เธอมีณเรศที่กำลังจะแต่งงานด้วยกันแล้ว แม้จะขึ้นเตียงนอนและพยายามข่มตาตนเองให้หลับ ไม่คิดถึงเรื่องอะไรทั้งสิ้น แต่ก็อดนึกถึงคำพูดเมื่อครู่นี้ของศกรไม่ได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งยิ้ม ท่าทางคืนนี้เธอจะนอนฝันดีอย่างที่เขาพูดจริง ๆ
ยามเช้าในวันที่อากาศสดใส วันนี้เป็นวันที่แป้งหอมจะได้อิสรภาพกลับคืนมา เมื่อคืนเธอนอนหลับแต่หัววัน เพราะอยากให้ถึงวันนี้เร็ว ๆ พอตื่นขึ้นมาจึงรู้สึกสดชื่นกว่าวันอื่น ๆ หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เสร็จ เธอเดินมาที่ท่าเรือ ซึ่งมีเรือจอดรออยู่แล้ว
“อ้าว… แล้วคนขับล่ะ?” แป้งหอมเอ่ยถาม เมื่อเห็นแต่เรือจอดลอยน้ำอยู่
“ฉันบอกให้เขากลับไปเองแหละ” ณเรศพูด
“แล้วอย่างนี้เราจะไปกันยังไงล่ะ หรือว่าคุณจะเป็นคนขับ?”
ณเรศพยักหน้า
“ถ้าฉันขับแล้วมันเป็นยังไงเหรอ ไม่ไว้ใจกันหรือไง?”
“เปล่า ฉันแค่ถามเฉย ๆ ก็ไม่รู้นี่ว่าคุณขับเรือเป็น”
“ฉันขับเป็นตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว”
ณเรศขึ้นเรือ หญิงสาวไม่รีรอรีบก้าวตามขึ้นไปทันที เรือลำนี้ไม่เหมือนเรือลำก่อน ๆ มันเล็กกว่ามาก เวลาขึ้นไปก็โคลงเคลง ทำเอาเธอใจสั่น พอนั่งประจำที่แล้วชายหนุ่มก็ดึงคันสตาร์ทเครื่องยนต์ เสียงมันคำรามดังสนั่นหู เมื่อบิดคันเร่งใบพัดก็ตีน้ำ ขับเคลื่อนเรือให้แล่นไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ
ณเรศแล่นเรือมาได้ระยะหนึ่ง แลมองอีกฝั่งยังไกลลิบ หญิงสาวหลบสายตาชายหนุ่มครั้งแล้วครั้งเล่า เธอถูกเขาจ้องมานานตั้งแต่ออกเรือแล้ว
“คุณจะมองอะไรฉันนักหนาคะ ที่หน้าฉันมีอะไรติดงั้นเหรอ?”
“เปล่า… แค่ดูเฉย ๆ ไม่ได้หรือไง”
แป้งหอมยิ้มให้กับท่าทีเขินอายของณเรศ
“แป้งหอม” ณเรศเรียก
“คะ?”
“เธอโกรธฉันไหมที่พาเธอมาขังไว้แบบนี้” ณเรศถามเสียงเศร้า
“ทำถึงขนาดนี้ใครไม่โกรธก็บ้าแล้วล่ะค่ะ”
ณเรศซึม เป็นอย่างที่คิดไว้ แป้งหอมโกรธเขา
“นั่นสินะ ฉันก็ถามอะไรโง่ ๆ โดนจับมาขังไว้แบบนี้ เป็นใครก็ต้องโกรธทั้งนั้น”
“แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่ได้เกลียดคุณหรอกนะ” แป้งหอมพูด แต่ก็ไม่ได้ทำให้ณเรศใจชื้นขึ้นมาเลย
“งั้นเหรอ ฉันดีใจนะที่เธอไม่เกลียดกัน สถานะที่ฉันกำลังเป็นอยู่ มันห่างไกลเกินกว่าจะเป็นคนรักของเธอสินะ”
“คุณถามอะไรน่ะ จะให้ฉันตอบไปว่ายังไง?”
“เธอไม่ต้องตอบหรอก ฉันรู้คำตอบดี แล้วเธอรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงขับเรือเล็กออกมากับเธอ”
แป้งหอมเอียงหน้าเข้ามาฟัง
“ทำไมเหรอคะ?”
“ก็เพราะฉันอยากอยู่ใกล้เธอไปนาน ๆ ไงล่ะ ครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้อยู่ด้วยกันกับเธอแค่สองคนแบบนี้”
“ทำไมคุณพูดอย่างนั้นล่ะ เราทำงานที่เดียวกัน ยังไงก็ต้องเจอกันอาทิตย์ละห้าวันอยู่แล้ว”
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก จากนี้ไปจะไม่ได้เจอกันแล้ว ฉันตัดสินใจจะไปเรียนต่อที่เยอรมันนี”
แป้งหอมใจหายที่ได้ยินอย่างนั้น ณเรศกำลังจะไปจากเธอ
“ทำไมล่ะ? หน้าที่การงานของคุณก็ใหญ่โต จะไปเรียนต่อให้เสียเวลาอีกทำไม แล้วคุณนิตาล่ะ คุณจะทิ้งเธอไปงั้นเหรอ?”
“ฉันจะพานิตาไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นด้วย อีกอย่างไอ้ศกรมันคงชอบใจที่ฉันจะไปพ้น ๆ จากชีวิตของมันเสียที”
แป้งหอมเศร้า ถึงวันนั้นเธอคงเหงาน่าดู
“แล้วคุณจะไปเมื่อไหร่คะ?”
“จัดการเรื่องทุกอย่างเสร็จก็คงจะไป หวังว่าเธอคงไม่เอาเรื่องฉันที่ลักพาตัวเธอมา”
แป้งหอมโคลงศีรษะ
“ฉันไม่เอาเรื่องคุณหรอกค่ะ แต่ขอได้ไหมคุณอย่าไปเลย”
“ไม่ได้หรอกแป้งหอม ฉันตัดสินใจแล้ว”
แป้งหอมได้แต่ทำใจ ในเมื่อณเรศตัดสินใจไปแล้ว เธอก็ต้องเคารพในการตัดสินใจของเขา ถ้าวันนั้นมาถึงเธอคงเหงาน่าดู ไม่มีเจ้านายจอมหยิ่งมาจู้จี้กวนใจ เธอมองออกไปนอกเรือ เห็นเกาะอีกเกาะที่สวยไม่แพ้ภาพวันเก่า ๆ ของเธอและเขา นับจากนี้เธอจะเก็บความทรงจำทุกอย่างเกี่ยวกับเขาเอาไว้
จู่ ๆ เครื่องยนต์เรือก็กระตุกแล้วดับไป แป้งหอมหลุดจากภวังค์ หันมาสนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“อ้าว… เรือเป็นอะไรไปคะ?”
ณเรศสังเกตอาการของเครื่องยนต์ ก่อนจะตอบว่า
“น้ำมันคงหมดน่ะ แย่แล้วสิเนี่ย น้ำมันสำรองก็ไม่มีด้วย”
“แล้วอย่างนี้เราจะกลับกันยังไงคะ?”
“คงต้องรอความช่วยเหลือแล้วล่ะ ฉันว่าถ้าวันนี้เรายังกลับไปไม่ถึงฝั่ง พรุ่งนี้ต้องมีคนออกตามหาเราเองแหละ”
“ต้องรอถึงพรุ่งนี้เชียวเหรอคะ?”
ณเรศพยักหน้า
“ไปนั่งที่ร่ม ๆ ตรงโน้นดีกว่า”
ณเรศจูงมือแป้งหอมลงจากเรือ พาเธอเดินขึ้นเกาะเข้าที่ร่ม หลบแดดที่แผดเผา
“เธออยู่ที่นี่ได้ไหมคืนนี้?”
“ได้อยู่แล้วค่ะ ในสลัมฉันยังเคยอยู่มาแล้วเลย”
ดวงตาของณเรศยังไม่ทิ้งประกายความเศร้า
“ฉันขอโทษที่ทำให้เธอมาลำบากอย่างนี้ ถ้ารู้ตั้งแต่แรกฉันคงไม่พาเธอมาติดเกาะหรอก”
“อย่าโทษตัวเองเลยค่ะ คุณไม่ผิดหรอก”
ณเรศมองหน้าแป้งหอม หญิงสาวผู้พึ่งพิงได้ทุกเรื่อง คอยให้กำลังใจเขาตลอด แม้สถานการณ์จะย่ำแย่แค่ไหน แท้จริงแล้วเขาไม่ได้รู้สึกรังเกียจในความยากจนของเธอเลย กลับมีความรู้สึกดี ๆ ให้ต่างหาก ถ้ารู้สึกอย่างนี้กับเธอตั้งแต่แรก แล้วบอกความรู้สึกนั้นกับเธอไป เขาคงไม่ต้องมาอกหักอยู่แบบนี้
บรรยากาศสบายเท่าที่ทุกคนจะบรรยายได้ ที่นี่คือบ้านเนินดอยรีสอร์ท ศกรและนิตานั่งร่วมกันที่โต๊ะม้าหินอ่อนริมสระบัว ฝูงผึ้งตอมดูดน้ำหวานจากเกสร พึ่งพิงพึ่งอาศัยกัน เหมือนชีวิตคนเราที่ไม่สามารถอยู่ตัวคนเดียวได้ ต้องพึ่งพิงคนอื่นมาเติมในส่วนที่เราขาดหายไป ศกรกับนิตาเองก็เหมือนกัน ทั้งสองคนต้องการใครสักคนมาพึ่งพิง
“เป็นไงบ้าง เมื่อคืนนอนหลับสบายไหม?” ศกรเริ่มสนทนากับนิตา
“นอนไม่หลับก็เพราคุณมาเคาะประตูนี่แหละ”
“อ้าวเหรอ… ถ้าฉันไปรบกวนเธอก็ขอโทษด้วยแล้วกัน”
“ช่างมันเถอะ ผ่านแล้วก็ผ่านไป” นิตาจะไปถือสาได้ไง ในเมื่อการรบกวนของศกรทำให้เธอนอนหลับฝันดีไปทั้งคืน
หมดคำพูดของนิตา สองคนก็นิ่งเงียบกันไป ต่างคนต่างไม่รู้จะหยิบยกประเด็นอะไรขึ้นมาสนทนา จนในที่สุดศกรก็นึกออก
“นี่นิตา ฉันขอถามอะไรเธอหน่อยสิ”
“อะไรล่ะ ลองว่ามา”
“จริง ๆ เธอกับไอ้ณเรศไม่ได้มีอะไรกันหรอกใช่ไหม?”
นิตาอึ้งกับคำถาม ตอบอะไรไม่ถูกเลย
“เอ่อ… อืม… คือ…” นิตาอ้ำอึ้ง ลังเลที่จะตอบ หากเธอพูดความจริง แล้วศกรไปบอกทุกคน เธอจะกลายเป็นคนโกหกที่ทุกคนเกลียด รวมถึงณเรศด้วย หลังจากลังเลอยู่พักใหญ่ ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจพูดความจริงออกไป
“ใช่! ฉันกับคุณณเรศเราไม่ได้มีอะไรกัน วันนั้นคุณณเรศเมามาก เมาจนไม่ได้สติ ฉันเลยถือโอกาสจัดฉากว่าได้เสียกับเขา และทุกคนก็เชื่อด้วยยกเว้นคุณ เป็นไงล่ะ ฉันทำตัวน่าสมเพชไหมล่ะ?” นิตาพูดแล้วน้ำตาคลอ ละอายกับสิ่งที่ทำไป
“เปล่า… ฉันไม่คิดอย่างนั้น และก็เข้าใจเธอด้วย เธอก็แค่อยากเรียกร้องให้คนที่เธอรักมาสนใจเธอบ้าง ฉันเองก็เหมือนกัน พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้แป้งหอมสนใจ แต่ก็ไม่ได้ผล”
“อ้าว… ทำไมล่ะ? แป้งหอมก็ตกลงแต่งงานกับคุณแล้วนี่”
“แป้งหอมก็พูดไปอย่างนั้นแหละ เพียงแค่ต้องการประชดไอ้ณเรศก็เท่านั้น ฉันดูออกว่าสองคนนั้นคิดยังไงต่อกัน”
“สองคนนั้นรักกันใช่ไหม?”
ทั้งสองนิ่งเงียบอีกครั้ง กำลังทำใจยอมรับกับความเจ็บปวด
“เฮ้อ… มันน่าทุกข์ใจนะ คนที่เรารักกลับไม่รักเราเลย” นิตาว่า
“แต่ฉันมาคิดดู ฉันก็ไม่ได้รักแป้งหอมจริงหรอก ที่ผ่านมาเป็นเพียงความรู้สึกอยากปกป้องผู้หญิงคนหนึ่งก็เท่านั้น ไม่ได้อยากดูแลไปตลอดชีวิต เหมือนอย่างที่คนรักกันจะรู้สึก”
นิตามองศกร ยิ้มอย่างเข้าใจ
“ขอถามอีกอย่างนะ ฉันสงสัยว่าทำไมเธอถึงเอารูปตอนเราถ่ายที่เวดดิ้งไปใส่กรอบล่ะ?”
“คุณเองก็เอามันไม่ใส่กรอบด้วยเหมือนกัน”
“ใช่! ฉันอยากเก็บความรู้สึกดี ๆ ที่มีระหว่างเธอเอาไว้ เธอรู้ไหม เธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่ฉันอยากดูแลไปตลอดชีวิต เธอทำให้ฉันได้สัมผัสถึงความอบอุ่น หลังจากฉันเสียแม่ไปตั้งแต่เด็ก ก็มีเธอนี่แหละมาเติมเต็ม”
“อย่าบอกนะว่าคุณเห็นฉันเป็นแม่คุณ”
“เปล่า… มันอบอุ่นคนละอย่าง เป็นความอบอุ่นที่ผู้ชายอยากได้รับจากผู้หญิง ว่าแต่เธอเถอะจะตอบฉันได้หรือยัง ว่าเอารูปไปใส่กรอบทำไม?”
นิตาก้มมองดิน เผยยิ้มออกมา ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องปิดซ่อนความรู้สึกอะไรอีกแล้ว
“ฉันก็อยากเก็บความรู้สึกดี ๆ ที่มีระหว่างคุณไว้เหมือนกัน คุณเป็นผู้ชายคนเดียวที่ห่วงใยฉัน ไม่ได้รังเกียจนิสัยของฉัน คอยช่วยเหลือทุกครั้งที่ฉันลำบาก ตั้งแต่ตอนที่ฉันขาแผลงครั้งที่ไปเยี่ยมคุณณเรศ ไหนจะตอนไปรับฉันกลับจากผับ แถมฉันยังอ้วกใส่อีก คุณก็ไม่ได้รังเกียจอะไรฉัน”
“นี่เธอกำลังจะบอกว่า ฉันทำตัวเหมือนเป็นพ่อเธออีกคนงั้นเหรอ?”
“ใช่ที่ไหนกันเล่า”
จบประโยคทั้งคู่ก็เงียบไปอีกสักพัก
“ขอบคุณคุณมากนะ” จู่ ๆ นิตาก็เอ่ยขึ้น
ศกรหันมามอง
“ขอบคุณเรื่องอะไร?”
“ทุกอย่างที่คุณมีให้ฉัน และขอโทษด้วยที่ไม่ได้ตอบแทน”
“ฉันเองก็ขอบคุณเธอสำหรับทุกอย่าง และขออโหสิกรรมเรื่องที่ฉันทำไม่ดีกับเธอด้วย”
“คุณนี่งมงายใหญ่แล้วนะ” นิตายิ้มให้
“งมงายอะไรกัน เขาเรียกว่าศรัทธาต่างหาก” ศกรส่งยิ้มอบอุ่น
“พูดถึงเรื่องนี้ก็นึกขึ้นมาได้ คุณเชื่อเรื่องที่อาจารย์เขียวทำนายดวงชะตาของเราไหม?”
“คนที่ทำนายว่าดวงเราสองคนสมพงษ์กันน่ะเหรอ?”
“ใช่ คุณเชื่อหรือเปล่า?”
“ถ้าเชื่อ งั้นแสดงว่าเราต้องแต่งงานกันน่ะสิ”
นิตาหลบหน้าอย่างเขินอาย ทีกับณเรศพูดเรื่องแต่งงานไม่เห็นเธอจะมีอาการเช่นนี้ แต่กับศกรเธอทำไมถึงหน้าแดง
กลางทะเลอันกว้างใหญ่ซึ่งล้อมรอบเกาะ ๆ หนึ่งที่ณเรศและแป้งหอมเพิ่งมาถึง ทั้งคู่อยู่บนพื้นทรายใต้ร่มเงาไม้เพื่อรอใครสักคนผ่านมาช่วย ชายหนุ่มทิ้งตัวนอนหลับตาขบคิดเรื่องราวต่าง ๆ ขณะที่หญิงสาวได้แต่เดินวนไปวนมา สายตามองออกไปนอกเกาะ หวังเรือสักลำแล่นผ่านมา
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เรือประมงลำหนึ่งแล่นเข้ามาใกล้ แป้งหอมดีใจเรียกณเรศให้ลุกมาดู ทั้งสองช่วยกันส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากคนบนเรือ
เรือประมงลำนั้นแล่นเข้ามาจอดข้างเรือเล็กของณเรศ ชายวัยฉกรรจ์สามคนเดินลงมาจากเรือ หนึ่งในนั้นหน้าตาคุ้นมาก แป้งหอมและณเรศรู้สึกเหมือนเคยเห็นคนผู้ชายนี้มาก่อน
“นั่นมันโจรที่เคยฉุดคุณนิตานี่” แป้งหอมพูด เธอและณเรศถอยร่นออกมา
“ตอนนี้มันน่าจะติดคุกอยู่นี่นา ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ”
สามโจรเดินตรงมาหา โจรโรคจิตผู้เป็นหัวหน้าจำณเรศและแป้งหอมได้ มันร้องทักทั้งสองคน
“อ้าว… นึกว่าใคร ที่แท้ก็อริเก่านี่เอง”
“แกถูกจับไปแล้วนี่ ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้” ณเรศถาม
“ฮึ ไม่เห็นจะยาก ก็แหกคุกออกมา ทำออกบ่อย” หัวหน้าโจรพูดพลางเอาปืนสั้นตบไหล่
“อย่าเข้ามานะ” แป้งหอมร้องห้าม
“แกสองคนเรียกฉันมาหาเองไม่ใช่เหรอ มาไล่อย่างนี้หมายความว่าไง จะกวนประสาทกันใช่ไหม?”
หัวหน้าโจรพูดอย่างหัวเสีย มันยกปืนขึ้นฟ้า ลั่นไกเกิดเสียดังสนั่น
ปัง!
“หวังว่าลูกต่อไป คงไม่ไปเจาะสมองพวกแกหรอกนะ”
Leave a comment