ไอยราเดินมาที่โต๊ะทำงานของแป้งหอม เธอมีเรื่องต้องบอกแป้งหอมและณเรศให้รู้ เมื่อมาถึงไม่พบใคร คิดว่าแป้งหอมคงอยู่ในห้องณเรศจึงเปิดเข้าไป แต่ก็ไม่พบใครสักคน
“เอ๊ะ! สองคนนั้นหายไปไหน ป่านนี้แล้วยังไม่ขึ้นมากันอีก” ไอยราพูดแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายถึงณเรศ
ตื๊ด… ตื๊ด…
มอดที่กำลังเช็ดทำความสะอาดรถอยู่ที่บ้านประภากรณ์ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังอยู่ในรถจึงเข้าไปหยิบมาดู
“อ้าว… คุณหนูลืมโทรศัพท์ไว้ในรถอีกแล้ว”
มอดกดรับสาย ปลายสายพูดแทบจะทันที
“ณเรศ ลูกยังไม่ขึ้นมาอีกเหรอ?”
“เอ่อ… คุณนายครับ นี่มอดครับ”
“อ้าว… มอดเหรอ?”
“ครับ คุณหนูเขาลืมโทรศัพท์ไว้ในรถอีกแล้ว คุณนายโทรหามีธุระอะไรเหรอครับ?”
“เปล่าจ้ะ ไม่มีอะไร ฝากเธอช่วยเอาโทรศัพท์กลับมาคืนด้วยนะ”
“ครับ”
ไอยราวางสาย
“หายไปไหนนะ ทั้งสองคนเลย”
ไอยราเดินลงไปที่ห้องของตนเอง ใช้โทรศัพท์ที่โต๊ะทำงานต่อสายหาประชาสัมพันธ์สาว
“สวัสดีค่ะคุณไอยรา”
“เธอเห็นณเรศกับแป้งหอมไหม ป่านนี้พวกเขายังมาไม่ถึงห้องทำงานเลย”
“เอ… แต่ดิฉันเห็นว่าทั้งสองคนขึ้นลิฟต์ไปได้สักพักแล้วนะคะ ตอนนี้คงถึงห้องทำงานแล้วล่ะค่ะ”
“อย่างนั้นเหรอ ขอบใจเธอมากนะ”
ไอยราวางสาย จะเดินกลับไปหาที่ห้องอีกที เธอจะบอกทั้งสองคนว่าตอนนี้ศกรออกจากโรงพยาบาลแล้ว หญิงวัยกลางคนเดินผ่านหน้าลิฟต์เห็นคนยืนออกันอยู่เต็ม ไม่ใช่พวกเขาจะรอขึ้น แต่กำลังยืนให้กำลังใจช่างซ่อม เธอจึงเอ่ยปากถาม
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ลิฟต์ค้างค่ะคุณไอยรา ค้างมาได้สักพักแล้ว แถมไฟฟ้าข้างในก็ดับอีก เจ้าหน้าที่ลองติดต่อเข้าไปดู แต่ว่าติดต่อไม่ได้”
“ตายจริง แล้วมีใครติดอยู่ในนั้นบ้าง” ไอยราเอามือจับอก
“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ”
ไอยราสังหรณ์ใจไม่ดี เธอคิดว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ณเรศและแป้งหอมจะติดอยู่ในนั้น ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ต้องรีบช่วยออกมาให้เร็วที่สุด เธอรีบเดินเบียดกลุ่มคนเข้ามาถึงตัวช่างซ่อม รีบถามถึงปัญหาที่เกิดขึ้นทันที
“ลิฟต์ค้างได้ยังไง แล้วมีใครอยู่ข้างในบ้าง?”
ช่างซ่อมตกใจ หันมาตอบไอยราด้วยท่าทีหวาด ๆ
“ผมไม่ทราบครับ”
“แล้วเมื่อไหร่จะช่วยพวกเขาได้ล่ะ?” ไอยราร้อนใจ คิดไปแล้วว่าณเรศและแป้งหอมต้องติดอยู่ในลิฟต์ที่ค้างนี้แน่
“ผมกำลังหาทางอยู่ครับ”
“รีบหาทางเข้า รู้ไหมตั้งแต่ตึกนี้เปิดทำการมา ไม่เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นนะ แล้วนี่เธอดูแลยังไงถึงปล่อยให้ลิฟต์ค้างได้ ถ้าหากคนที่ติดอยู่เป็นอะไรขึ้นมา ฉันจะเอาเรื่องเธอแน่!” ไอยราน้ำเสียงดุดัน ขู่ช่างซ่อมจนขวัญเสีย
“ครับ ๆ” ช่างซ่อมรีบเร่งมือหาทางแก้ปัญหา
ในลิฟต์ที่ค้าง แสงสว่างเพียงเล็กน้อยส่องเข้ามาทางช่องอากาศที่ไม่มีอากาศถ่ายเท ณเรศและแป้งหอมทรุดลงนั่งพิงผนังลิฟต์ อากาศในนี้เริ่มเบาบาง แถมร้อนขึ้นเรื่อย ๆ จนเหงื่อไหลท่วมร่างกายของพวกเขา แป้งหอมรู้สึกทนต่อไม่ไหว จะเป็นลมเสียให้ได้ เปลือกตาเธอเริ่มตก ณเรศพยายามปลุกเรียกเธอไม่ให้หลับ
“อย่าหลับเด็ดขาดนะ… แป้งหอม”
“ฉะ… ฉันไม่ไหวแล้ว”
“ทนเอาหน่อยสิ… เดี๋ยวก็มีคนมาช่วยเราแล้ว”
“ฉันไม่ไหวแล้ว… คุณณเรศ”
แป้งหอมซบไหล่ณเรศ เธอหลับตาลง สติดับไป
“แป้งหอม… ตื่นขึ้นมาก่อน… อย่าหลับเด็ดขาดนะ”
จบประโยคณเรศก็หมดสติเอียงซบที่ศีรษะแป้งหอม จังหวะนั้นเองประตูลิฟต์ก็ถูกง้างออก ไอยรายืนอยู่หน้าสุด สีหน้าตกใจเมื่อเห็นคนทั้งสอง
“ณเรศ แป้งหอม!”
ณเรศลืมตาฟื้นขึ้นมา มองไปรอบ ๆ เห็นไอยรานั่งเป็นห่วงอยู่ ตอนนี้เขาอยู่ในห้องฉุกเฉิน มีสายออกซิเจนเสียบจมูกไว้ เขาดึงมันออกก่อนจะพูดกับไอยรา
“คุณแม่”
“อ้าว… ณเรศฟื้นแล้วหรือลูก” ไอยรายิ้มอย่างโล่งใจ
“แป้งหอมล่ะครับ” ณเรศถามด้วยความห่วงใย
“อยู่นั่นไงจ๊ะ” ไอยราหันไปมองเตียงข้าง ๆ ณเรศหันมองตามเห็นแป้งหอมนอนสลบอยู่ เธอมีสายออกซิเจนที่จมูกเหมือนเขา ข้างกายมีศกรนั่งกุมมือเธอไว้แน่น ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่มีความหมายอะไรที่เขาต้องเป็นห่วงเธอ
ไม่นานแป้งหอมก็ฟื้นขึ้นมา เห็นศกรนั่งข้าง ๆ ก็แปลกใจ
“อ้าวคุณศกร คุณฟื้นแล้วเหรอคะ”
“อืม… ผมไม่เป็นอะไรแล้ว ว่าแต่คุณเถอะ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”
“ฉันปวดหัวนิดหน่อยค่ะ” แป้งหอมจับที่หน้าผากตนเอง
“ทำตัวน่าสงสาร หวังจะให้คนเขาเห็นใจอย่างนั้นสิ” ณเรศพูดกระแหนะกระแหนแป้งหอม
ศกรหันมาว่า
“ถ้าแกไม่พูดก็ไม่มีใครหาว่าแกเป็นใบ้หรอกนะ”
“ปกป้องกันเข้าไป คงจะรักกันมาสินะ”
“แกหยุดพูดอะไรไร้สาระเสียทีเถอะไอ้ณเรศ”
ไอยรารีบปรามณเรศและศกร ก่อนที่ทั้งสองจะมีปากเสียงกันไปมากกว่านี้
“สองคนหยุดทะเลาะกันเสียที ที่นี่โรงพยาบาลนะ เป็นลูกพี่ลูกน้อง เล่นด้วยกัน โตมาด้วยกันก็น่าจะรักกันบ้าง แต่นี่อะไรชอบว่าให้กัน ไม่มีใครยอมใครเลย”
“ผมขอโทษครับคุณน้า ที่ทำให้คุณน้าไม่สบายใจ” ศกรยกมือไหว้ขอโทษไอยรา
“ไม่เป็นไรจ้ะ ทีหน้าทีหลังก็ใจเย็น ๆ หัดใช้เหตุใช้ผลบ้าง เราก็ไม่ใช่เด็ก ๆ กันแล้ว”
ไอยราเปลี่ยนเรื่องพูดฉับไว
“เออ… น้าว่าเราทั้งสามเข้าออกโรงพยาบาลบ่อย ๆ น่าจะไปทำบุญบ้างนะ เดี๋ยวน้าจะพาไปเอง แป้งหอมถ้าไม่ไหวไม่ต้องไปก็ได้นะ น้าจะทำบุญเผื่อเอง”
“ไม่เป็นไรค่ะคุณน้า หนูไม่เป็นอะไรมาก ไปได้อยู่แล้ว”
“งั้นเราก็ไปกันเลยจ้ะ”
พยาบาลสาวเข้ามาถอดสายออกซิเจนให้ณเรศ เขาลุกขึ้นจากเตียงแล้วรีบเดินออกจากห้องเพราะไม่อยากเห็นภาพบาดตา ศกรช่วยพยุงแป้งหอมลงจากเตียงแล้วช่วยประคองเดินออกจากห้อง ไอยราเดินตามมาเป็นคนสุดท้าย
ที่หน้าห้อง ณเรศเดินออกมาพบกับนิตา นิตาเห็นก็รีบเข้ามาเกาะแขนณเรศ ไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้ารำคาญของเขา
“คุณณเรศ เป็นยังไงบ้างคะ นิตาเป็นห่วงคุณม๊ากมาก”
“ผมไม่เป็นไรแล้ว คุณช่วยปล่อยผมได้ไหม?”
“ไม่เอาค่ะ นิตาอยากอยู่ใกล้ ๆ คุณ วันนี้นิตาจะเกาะคุณแบบนี้ไปทั้งวันเลยค่ะ”
“ไม่เอาน่า… เดี๋ยวคนอื่นก็เข้าใจผิดหรอก”
“กลัวใครจะเข้าใจผิดคะ?”
และในตอนนั้นศกรก็เดินออกมากับแป้งหอม นิตาเห็นจึงพูดต่อ
“อ๋อ… กลัวยายเลขาจะเข้าใจผิดเหรอคะ? คุณก็เห็นนี่ว่ามันมีคนคอยดูแลอยู่แล้ว”
“อย่าเรียกคนอื่นว่ามันสินิตา” ศกรว่าให้นิตา
“ทำไมคะ! เดี๋ยวนี้แตะต้องมันไม่ได้เลยหรือไง?”
ไอยราเดินออกมาพอดี นิตาปล่อยณเรศแล้วหันไปยกมือไหว้ไอยรา
“สวัสดีค่ะคุณน้าไอยรา”
ไอยรารับไหว้
“หนูนิตามาทำอะไรที่นี่จ๊ะ? อ๋อ… ตามมาดูแลศกรสินะ” ไอยราพูดทีเล่นทีจริง
“ไม่ใช่ค่ะ ใครจะเอาเวลาไปเสียกับคนพรรค์นั้นกันคะ ตอนที่หนูอุตส่าห์เจียดเวลาไปเยี่ยม เขาไม่เห็นขอบคุณหนูสักคำ”
“ขอบคุณ” ศกรหันมาพูดห้วน ๆ “แค่นี้ใช่ไหมที่เธอต้องการ?”
“ฉันไม่ต้องการคำขอบคุณที่พูดออกมาส่ง ๆ หรอกนะ แต่ฉันต้องการคำขอบคุณที่พูดออกมาจากใจต่างหาก ไว้รอหูตาคุณสว่างแล้วค่อยมาพูดคำนั้นก็แล้วกัน”
“ฉันถือว่าเธอปฏิเสธฉันแล้ว” ศกรสรุปความ
“หนูนิตา น้าจะไปทำบุญ ไปด้วยกันไหม?” ไอยราหันไปถามดีเจสาว
“ดีเลยค่ะคุณน้า เผื่อจะได้อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรแถวนี้บ้าง” นิตาหันไปพูดกระแทกกระทั้นศกร
ศกรโต้กลับ
“เจ้ากรรมนายเวรที่ว่าอยู่ในปากเธอเหรอ?”
นิตาหันมาค้อนใส่ พลางกอดแขนณเรศแน่น ณเรศมองแป้งหอม ต่างคนต่างมีคนดูแลและเป็นห่วงเป็นใยเหมือนกัน
มอดขับรถพาทั้งห้าคนมาที่วัด ไอยราพาหนุ่มสาวสี่คนเข้ามากราบพระ เหลือแป้งหอมและนิตาที่ยังกราบพระไม่เสร็จ ที่เหลือจึงขอออกไปรอข้างนอก ในมือของสองสาวถือธูปและเทียนที่จุดไฟแล้ว
หลังปักธูปและเทียนลงในกระถางแล้ว นิตาก็ก้มกราบพระพุทธรูปอย่างบรรจงสามครั้ง เสร็จแล้วถอยออกมา ไม่ทันระวังจึงชนกับแป้งหอมที่ต่อหลัง น้ำตาเทียนจากเทียนในมือของแป้งหอมกระเซ็นใส่แขนนิตา นิตากรีดร้อง
“กรี๊ด… ดดด!”
แป้งหอมรีบขอโทษ
“ขอโทษค่ะคุณนิตา ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
นิตาดึงแขนแป้งหอม ธูปและเทียนในมือหล่นลงพื้น
“โอ๊ย… คุณนิตา”
“ไม่ได้ตั้งใจงั้นเหรอ ฉันเห็นอยู่ว่าแกจงใจแกล้งฉัน”
“ฉันไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ นะคะ คุณเป็นคนถอยมาโดนเอง”
“อ๋อ… นี่แกว่าฉันใส่ร้ายแกงั้นสิ” นิตาเขย่าแขนแป้งหอม
“เปล่านะคะ ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น”
ไฟที่ปลายเทียนเริ่มลุก ลามลงเสื่อที่เป็นพลาสติก สามคนที่อยู่ข้างนอกกลับเข้ามาดูว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะได้ยินเสียเอะอะ เมื่อมาถึงก็ตกใจ ไฟกองเล็ก ๆ ลุกไหม้เสื่ออยู่ข้างแป้งหอมและนิตา ดูเหมือนสองคนนั้นจะไม่รู้ตัว
ศกรคว้าไม้ถูพื้นชุ่มน้ำที่พิงอยู่ข้างประตู รีบวิ่งมาดับไฟ ในที่สุดกองเพลิงที่เผาไหม้ทรัพย์สินของวัดก็ดับลง ศกรหันไปว่าให้นิตา
“เธอทำอะไรของเธอ คิดจะเผาวัดหรือยังไง?”
“มาว่าแต่ฉันนั่นแหละ ถามแม่คนดีของคุณดูสิ” นิตาผลักแป้งหอมล้มลงกับพื้น จับที่แขนของตนเองตรงที่ถูกน้ำตาเทียนลวก มันกลายเป็นรอยแดง สร้างความปวดแสบปวดร้อนให้กับเธอ
ศกรวางไม้ถู เข้ามาพยุงแป้งหอมแล้วถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย
“เป็นไงบ้างแป้งหอม”
“ขอบคุณค่ะคุณศกร ฉันไม่เป็นอะไรหรอก”
นิตาเชิดใส่ทั้งสองคนที่แสดงความเป็นห่วงเป็นใยกัน
“เราออกไปกันเถอะ น้าจะพาทุกคนไปปล่อยปลา เสร็จแล้วก็จะได้กลับ”
ทั้งหมดเดินออกมาจากวิหาร ไอยราพามาตรงที่ขายปลา เธอซื้อให้สำหรับทุกคน คนอื่นปล่อยปลาที่ริมตลิ่งข้างจุดขายปลา แต่ไม่รู้ว่านิตาเกิดคิดอะไรขึ้นมา กระซิบเบา ๆ ชวนแป้งหอมเดินไปปล่อยปลาที่ท่าน้ำซึ่งห่างออกไป
“นี่แป้งหอม เธอเอาปลาไปปล่อยตรงโน้นเป็นเพื่อนฉันหน่อยสิ”
นิตาชี้ไปยังท่าน้ำที่ยื่นออกจากฝั่ง
“ปล่อยตรงนี้ก็ได้นี่คะ ไม่เห็นต้องไปไกลเลย”
“ก็ฉันอยากชมวัดนี้ให้ทั่ว ๆ ถ้าเธอไม่มีน้ำใจพาฉันไปก็ไม่เป็นไร”
“ค่ะ… เอาอย่างนั้นก็ได้”
แป้งหอมเดินมากับนิตา ทั้งสองมาถึงสุดทางของท่าน้ำ นิตาโยนปลาในขันลงแม่น้ำอย่างไม่ใยดี ผิดกับแป้งหอมที่นั่งลงแล้วเอื้อมเอาขันลงไปในน้ำ ปล่อยให้ปลาว่ายออกกันไปเอง
นิตาเห็นทุกอย่างดำเนินมาตามแผน ใช้เท้าดันแป้งหอมตรงสะโพกจนหน้าคะมำตกลงไปในน้ำ
ตูม!
แป้งหอมว่ายน้ำไม่เป็น พยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาหายใจ ทุกคนตกใจกับเสียงจึงหันมามอง นิตาแสยะยิ้มก่อนทำเนียนเป็นว่าร้องขอความช่วยเหลือ
“ช่วยด้วยค่ะ แป้งหอมตกน้ำ ช่วยด้วยค่ะ”
ณเรศกับศกรรีบวิ่งมา แป้งหอมจะจมมิจมแหล่ นิตายืนกอดอกมองลงไปแล้วแสยะยิ้มอย่างสะใจเป็นหนที่สอง ณเรศเป็นคนวิ่งมาถึงก่อน เขาถอดรองเท้าแล้วกระโจนลงน้ำทันที
ศกรวิ่งตามมา หันไปต่อว่านิตาที่ยืนดูอยู่
“เธอผลักแป้งหอมตกน้ำใช่ไหม?”
นิตาผลักอกศกรอย่างหาเรื่อง
“มาโทษฉันได้ไง ยายนั่นไม่ระวัง ตกลงไปเองต่างหาก”
ศกรมองหน้าไม่พอใจนิตา ใครจะไปเชื่อคำพูดของเธอ ณเรศที่ว่ายไปช่วยแป้งหอมโอบเธอที่หมดสติขึ้นมาจากน้ำ นิตารีบเข้ามาเอ่ยชมณเรศ
“คุณณเรศเท่ห์จังค่ะ นิตาอยากจมน้ำบ้างจัง”
ณเรศหันมามองนิตาอย่างเอาเรื่อง
“ทำไมคุณถึงมองนิตาอย่างนั้นล่ะคะ? นิตาไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย”
ณเรศรู้ว่านิตาเป็นคนทำให้แป้งหอมตกน้ำ แต่เขาเลือกที่จะไม่พูด เพราะพูดไปใช่ว่าเธอจะสำนึก อีกด้านศกรนั่งคุกเข่าร้องปลุกแป้งหอมที่ไม่ได้สติ
“แป้งหอม ๆ”
ศกรเห็นว่าปล่อยไว้คงไม่ได้การ เอื้อมมือไปปิดจมูกเธอ ประกบปากแล้วเป่าลมเข้าไปเป็นจังหวะสั้น ๆ ณเรศยืนอึ้งไม่คิดว่าศกรจะทำถึงขนาดนี้ เขาได้แต่มองด้วยสายตาริษยา ศกรทำอีกเป็นครั้งที่สอง ครั้งที่สาม จนครั้งที่สี่แป้งหอมถึงสำลักน้ำออกมา ศกรรีบโผเข้าไปยกศีรษะของหญิงสาวให้มาหนุนที่ตัก
แป้งหอมลืมตา เห็นศกรอยู่ตรงหน้าก็คิดว่าเขาช่วยชีวิตเธอขึ้นมาจากน้ำ
“คุณศกร… ขอบคุณคุณมากนะคะที่ช่วยฉันไว้”
ศกรพยักหน้าแล้วอุ้มเธอไป
ณเรศน้อยใจ เขาต่างหากที่กระโดดลงไปช่วยเธอขึ้นมาจากน้ำ แต่ศกรกลับได้หน้าอยู่คนเดียว ใช่อยู่แล้ว ถึงบอกความจริงไปเธอก็ไม่เชื่อ เพราะในสายตาเธอไม่เคยมองเขาในแง่ดีเลย
Leave a comment