รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 7

Share
Share

ตู้เย็น

คาบเรียนวันนี้ทำผมท้อ ไม่คิดไม่ฝันว่าบนโลกนี้จะมีวิชายาก ๆ อย่างนี้อยู่ด้วย แถมตอน ม.ปลาย หูของผมก็ไม่เคยเฉียดได้ยินคำนี้เลย คุณคุ้นหูกับคำว่า ADT ไหมครับ ที่ย่อมาจาก Abstract Data Type มันเป็นวิชาหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับคนเรียนวิศวะซอฟต์แวร์อย่างผม ควรจะรู้ลึก รู้ซึ้งและเข้าใจมันอย่างถ่องแท้

ไอ้ ADT ที่ว่ามันคือวิธีการเก็บข้อมูลชนิดหนึ่งที่เอาไว้เก็บข้อมูลที่ซับซ้อน แรก ๆ ผมพอเข้าใจที่อาจารย์อธิบายนะ ไอ้วิธีการจัดเก็บแบบคิว ที่ข้อมูลไหนถูกจัดเก็บก่อน ข้อมูลนั้นก็จะถูกนำออกมาใช้ก่อน พอหลัง ๆ ผมเริ่มตามไม่ทันละ ยิ่งผมเรียนภาคพิเศษ อาจารย์สอนเป็นภาษาอังกฤษอีก ยิ่งงงไปใหญ่

พอตอนเย็นผมหวังกับไอ้นนท์ว่ามันจะทำให้ผมกระจ่างในวิชานี้ได้ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มากเลย ไอ้การรับส่งข้อมูลแบบพุชป๊อบเนี่ยมันคืออะไร ฟังดูเหมือนยี่ห้อลูกอมอย่างนั้นแหละ ผมเริ่มท้อกับการเรียนวิศวะซอฟต์แวร์แล้ว แค่ชอบเล่นเกมใช่ว่าจะสามารถสร้างเกมได้ ก่อนหน้านี้ผมคิดอะไรตื้นไปหน่อย

ไอ้นนท์เห็นว่าผมเพลียเกินกว่าจะรับสารที่มันส่งออกมาได้ มันจึงเลิกติวก่อนเวลาแล้วพาผมซ้อนมอไซด์มาหาอะไรหวาน ๆ กินเติมความสดชื่นที่หลังมหาลัย ได้กินน้ำแข็งไสราดน้ำแดง ใส่นมข้นเยอะ ๆ ผมค่อยกลับมากระปรี้กระเปร่าขึ้นมาหน่อย ไอ้นนท์พาผมไปกินข้าวมันไก่ต่อ แล้วมาส่งผมที่คอนโด

“ขอบคุณมากเว้ย กลับดี ๆ นะมึง” ผมตบไหล่ไอ้นนท์แล้วลงมาจากรถ

“เจอกันวันจันทร์นะ กูกลับก่อนล่ะ”

กลับมาถึงห้องผมรีบอาบน้ำแล้วมาเปิดคอม วันนี้วันศุกร์ ฉะนั้นคืนนี้ผมจึงนอนดึกได้ หลังจากเล่นเกมโมบ้ากับเพื่อนต่างชาติ ชนะ 2 ตาติด แถมผมยังได้เอ็มวีพี ไอ้ดินปืนก็วิดีโอคอลมาหา ผมปิดหน้าต่างเกมแล้วกดรับสาย ภาพของไอ้ดินปืนขึ้นบนหน้าจอ มันเพิ่งอาบน้ำเสร็จแน่เลย เห็นถือผ้าขนหนูกำลังเช็ดหัวอยู่

“ไงเพื่อน เปิดเทอมสัปดาห์แรกหนักหน่วงเลยล่ะสิคณะมึงอ่ะ” เสียงไอ้ดินปืนดังออกมาจากหูฟังเฮดโฟนที่ผมสวม

“สบาย… นี่มึงกำลังกวนกูเล่นเกมอยู่นะโว้ย โทรมามีอะไรวะ?”

“โทษทีเว้ย คือกูจะโทรมาถามมึงว่าจำที่กูกับไอ้หมอกชวนมึงไปเล่นดนตรีกลางคืนได้ไหม?”

“อ๋อ… ที่ชวนไปเล่นร้านของรุ่นพี่มึงอ่ะนะ”

“ใช่ ๆ พรุ่งนี้ตอนกลางวันพี่เขาว่าง เลยนัดให้พวกเราไปออดิชัน แต่มันก็ไม่เชิงออดิชันหรอก แค่ไปเล่นให้พี่เขาดูว่าพวกเราเล่นดนตรีเป็นกันจริง ๆ กูว่ายังไงพี่เขาก็จ้างพวกเราแน่ มึงว่างใช่ไหมพรุ่งนี้ กูกับไอ้หมอกว่างนะ”

“โห… มึงไม่นัดกูซะพรุ่งนี้เลยล่ะ ไม่ได้ให้เวลากูเตรียมตัวเลย ยังไงกูก็ต้องตอบว่าว่างใช่ไหม ในเมื่อพวกมึงจะไปกันเนี่ย”

“กูกับไอ้หมอกไม่อยากเล่นแค่สนุกขำ ๆ อยากเล่นโชว์คนบ้างนี่หว่า แต่ถ้ามึงเรียนหนักไม่ว่างก็ไม่เป็นไร กูกับไอ้หมอกยอมละทิ้งความฝัน เพื่อให้มึงได้โฟกัสเรื่องเรียนก็ได้ว่ะเพื่อน” ไอ้ดินปืนแกล้งทำเสียงน้อยใจ

“ไม่ต้องเล่นบทดราม่าเลยนะมึง งั้นเอาไงเอาตามกัน พรุ่งนี้กูเข้าไปหามึงได้ปะ ตั้งแต่งานเลี้ยงปัจฉิมพวกเราก็ไม่ได้เจอหน้ากันเลย กูจะเอากีตาร์ไปให้มึงเปลี่ยนสายให้ด้วย”

“ได้ ๆ พรุ่งนี้นัดเจอกันที่ไหนสักร้านหลังมหาลัยดีไหม ไปกินข้าวเช้ากันแล้วเดี๋ยวกูพามาเที่ยวที่ห้อง ถ้างั้นก็นัดไอ้หมอกมาหาพร้อมกันด้วยเลย แค่นี้แหละเพื่อน เดี๋ยวกูโทรบอกไอ้หมอกก่อน”

วางสายจากไอ้ดินปืนปุ๊บ มือถือของผมก็ดังปั๊บ ผมหยิบขึ้นมาดู เห็นเป็นสายเข้าจากพี่ข้าว ผมถอดเฮดโฟนออก กดรับสายแล้วยกมือถือขึ้นแนบหู

“ไงตี๋ กินข้าวยัง?”

“กินแล้ว อาบน้ำเรียบร้อยแล้ว เพิ่งคุยกับไอ้ดินปืนเมื่อกี้ เจ๊ก็โทรมาพอดี”

“เหรอ… คุณอะไรกันอ่ะ”

“เรื่องที่วงผมจะไปเล่นดนตรีกลางคืนน่ะ ไอ้ดินปืนโทรมาบอกว่าพรุ่งนี้ให้ไปออดิชันให้เจ้าของร้านดู”

“อืม ขอให้โชคดีนะ แล้วเรื่องติวล่ะเป็นไงบ้าง?”

ผมกะแล้วว่าพี่ข้าวต้องโทรมาถามเรื่องติว

“ก็ดี เรื่อย ๆ”

“นนท์สอนสนุกไหม?”

“ก็งั้น ๆ นะ แต่ไอ้นนท์มันก็ดูเก่งดี คงพึ่งพาได้อยู่มั้ง”

“เจ๊ว่าจะถามตั้งนานละ เห็นตอนที่นัดเจอกันที่คาเฟ่วันนั้น ตี๋ดูไม่ชอบนนท์เขาเท่าไหร่นะ มีปัญหาอะไรกันหรือเปล่า?”

“เปล่า… ไม่มีปัญหาอะไรกันหรอก แต่แค่หมั่นไส้ไอ้นนท์มันเท่านั้น มันชอบกวนตีนน่ะ” ผมตอบเลี่ยง ๆ ถ้าจะให้ตอบตรง ๆ ก็คงรู้สึกอิจฉามันที่มีความเป็นกันเอง เข้ากับคนอื่นง่าย ขี้เล่น ใครเห็นก็ล้วนแต่ชอบมัน แต่ที่บอกว่าหมั่นไส้ ผมหมั่นไส้มันจริง ๆ นะ

“ไม่มีปัญหาอะไรกันก็ดีละ เดี๋ยวรู้จักกันไปก็สนิทกันขึ้นมาเอง เจ๊ขอบอกไว้ในฐานะคนที่มีประสบการณ์มาก่อน เพื่อนในมหาลัยหาสนิทไม่ได้ง่าย ๆ นะ เพราะงั้นถ้ามีเพื่อนแล้วก็รักษาไว้ให้ดี ๆ ล่ะ”

สาย ๆ วันต่อมา ไอ้ดินปืนส่งข้อความมาบอกว่านัดเจอกันที่ร้านโจ๊กหลังมหาลัย ผมพิมพ์บอกมันให้มารับเพราะไม่มีรถ รอไม่นานไอ้ดินปืนก็ขี่มอไซด์มารับที่คอนโด

“เข้ามหาลัยแล้ว พ่อมึงไม่ให้มอไซด์มาไว้ใช้เหรอวะ คอนโดกับคณะมึงก็ไกลกันอยู่นะ”

“ไว้กูขึ้นปี 2 ได้ ไม่โดนรีไทร์ไปซะก่อนจะลองของป๊ากูดู แต่ต้องหวังพึ่งปาฎิหาริย์หน่อยละวะ”

ผมพูดทีเล่นทีจริง รับหมวกกันน็อกที่ไอ้ดินปืนยื่นให้มาใส่ กระชับสายกระเป๋าใส่กีตาร์ให้ติดกับหลัง แล้วขึ้นซ้อนท้าย จากนั้นไอ้ดินปืนก็พาไปยังร้านโจ๊กที่ผมไม่เคยกินมาก่อน ไอ้หมอกยืนรออยู่หน้าร้านแล้ว

กินโจ๊กเสร็จ พวกเราก็เดินทางไปยังหอของไอ้ดินปืนซึ่งอยู่ไม่ไกลจากถนนหลังมหาลัย ห้องของมันอยู่ที่ชั้น 5 เป็นชั้นบนสุด ความกว้างของห้องอยู่ที่ประมาณ 30 ตารางเมตร ที่มีเฟอร์นิเจอร์พื้นฐานครบ เช่น โต๊ะเขียนหนังสือ ตู้เสื้อผ้า เตียง 

มองทะลุระเบียงไปจะเห็นต้นตีนเป็ดที่ใบเขียวครึ้ม ไอ้ดินปืนเดินมานั่งที่ปลายเตียง สภาพเตียงของมันยุ่งเหยิง ตื่นมาแล้วไม่ยอมพับผ้าห่มกับดึงผ้าปูเตียงให้ตึง

“มึงจะให้กูเปลี่ยนสายกีตาร์ให้ใช่ไหม เอากีตาร์มึงมานี่” ไอ้ดินปืนหันมาคุยกับผม

ผมเดินไปนั่งที่ปลายเตียงข้างไอ้ดินปืน ถอดกระเป๋ากีตาร์ที่สะพายอยู่ออก แล้วเปิดกระเป๋าหยิบกีตาร์ออกมาส่งให้ไอ้ดินปืน จากนั้นมันก็หันไปพูดกับไอ้หมอกที่กำลังยืนดูรูปถ่ายแปะผนังอยู่ข้างโต๊ะเขียนหนังสือ

“ไอ้หมอก กูวานหยิบสายกีตาร์อันใหม่ที่โต๊ะมาให้หน่อย อยู่ในลิ้นชักสักชั้นเนี่ยแหละ”

ไอ้หมอกหันไปทางโต๊ะเขียนหนังสือ บนโต๊ะมีแล็ปท็อปวางอยู่ มีตั้งหนังสือและลิ้นชักพลาสติก ไอ้หมอกเปิดลิ้นชักหาสายกีตาร์ มันไม่เจอของที่บอกให้หา แต่ไปเจอของที่ไอ้ดินปืนซุกซ่อนไว้ แถมมันยังมือบอนหยิบออกมาดูอีก

“เฮ้ย… ไอ้ดินปืน มึงมีถุงยางอนามัยด้วยเหรอวะ?” ไอ้หมอกยื่นซองถุงยางอนามัยมาให้ผมดู

“มึงยังไม่มีแฟนสักหน่อย เก็บถุงยางอนามัยไว้ใช้กับใครวะ?” ผมหันไปแซวไอ้ดินปืน

ไอ้ดินปืนหน้าแดง วางกีตาร์ของผมลงบนเตียง แล้วเดินดุ่ม ๆ ไปคว้าถุงยางมาจากมือของไอ้หมอก

“ไอ้เชี่ย! ยุ่งอะไรกับข้าวของกูวะ อันนี้รุ่นพี่ที่คณะแจกให้เด็กปี 1 คณะกูทุกคนเว้ย กูไม่ได้ซื้อเอง” ไอ้ดินปืนเก็บถุงยางกลับเข้าลิ้นชัก หยิบสายกีตาร์เส้นใหม่ที่อยู่ในซองพลาสติกออกมา แล้วเดินกลับมาหาผม

“ไม่ต้องอายหรอกน่า สมัยนี้น่ะยืดอกพกถุงน่ะถูกแล้ว” ผมยังแซวไอ้ดินปืนต่อ แกล้งตบไหล่ปลอบใจมัน

ไอ้ดินปืนสะบัดไหล่ “พอได้แล้ว เลิกแซวกูได้แล้วพวกมึงเนี่ย”

เปลี่ยนสายกีตาร์เสร็จ พวกเราก็ลองซ้อมเล่นเพลงดู วงของผมมีชื่อว่า อินเดอะมูดฟอร์เลิฟ มีที่มาจากชื่อหนังเรื่องโปรดของไอ้ดินปืนซึ่งกำกับโดยหว่องกาไว มันเคยเปิดหนังเรื่องนี้ให้ผมดู แต่ผมดูไม่รู้เรื่อง หลับตั้งแต่ 20 นาทีแรก

วงของเราไอ้ดินปืนรับตำแหน่งร้องนำและเล่นกีตาร์ มันเหมือนหัวหน้าวงกลาย ๆ คอยจัดการนี่นั่น ไอ้หมอกตำแหน่งเล่นคีย์บอร์ด ส่วนผมตำแหน่งกีตาร์ แต่ฝีมือห่างชั้นกับไอ้ดินปืนมาก ซึ่งคนที่สอนผมเล่นกีตาร์จนเป็นก็คือมันนี่แหละ

ไอ้หมอกไม่ได้พกคีย์บอร์ดมาที่นี่ด้วย เลยเล่นจากแอพในไอแพดแทน ตอนแรกผมกังวลว่าเล่นดนตรีในห้อง เสียงจะดังไปรบกวนคนห้องอื่นไหม แต่เล่นจบไปแล้ว 3 เพลงก็ยังไม่มีใครมาเคาะประตูด่า

“เอาพอหอมปากหอมคอ งั้นพวกเราไปที่ร้านพี่เขาเลยดีกว่า” ไอ้ดินปืนพูดแล้วเก็บกีตาร์เข้ากระเป๋า

จากนั้นไอ้ดินปืนก็ขี่มอไซด์พาพวกเรามาที่ ร้านลมเย็นบาร์ ร้านนี้เปิดบริการช่วงเย็น ๆ ค่ำ ๆ เป็นต้นไป กลางวันแบบนี้บรรยากาศเลยเงียบเหงา แม้แต่พนักงานร้านก็ยังไม่ถึงเวลาเข้างาน ร้านนี้ทุกโต๊ะอยู่กลางแจ้งทั้งหมด มีบาร์เครื่องดื่มที่ดัดแปลงมาจากตู้คอนเทนเนอร์ และมีเวทียกพื้นเตี้ย ๆ ตั้งอยู่ข้าง ๆ

ผมลองจินตนาการตอนร้านเปิด มีดนตรีสดเล่นคลอไปกับลมเย็น ๆ ช่วงหัวค่ำ เคล้าเสียงสนทนาของลูกค้าแต่ละโต๊ะ บรรยากาศคงดีไม่น้อย

ที่บาร์มีพี่ผู้ชายคนหนึ่งใส่แว่นดำ ไว้หนวดไว้เครากำลังทำอะไรก๊อก ๆ แก๊ก ๆ บนเคาน์เตอร์มีลำโพงบลูทูธเปิดเพลงบรรเลงแจ๊ส น่าจะเป็นสักเพลงหนึ่งในอัลบั้ม แจ๊สแอทเดอะพอนชอป ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

ไอ้ดินปืนเดินดุ่ม ๆ เข้าไปหาพี่เขา

“สวัสดีครับ ใช่พี่สุเมธหรือเปล่าครับ?”

“ใช่ พี่ชื่อสุเมธ” พี่แว่นดำเงยหน้าขึ้นมาจากงานที่กำลังทำมามองพวกผม

“พวกผมวงอินเดอะมูดฟอร์เลิฟนะครับ ที่พี่นัดออดิชันวันนี้”

พี่สุเมธยิ้มแย้มขึ้นมา “อ๋อ… เด็กไอ้จั๊บเหรอ กำลังรออยู่พอดี”

“ครับ ผมเป็นน้องรหัสพี่จั๊บน่ะครับ ขอแนะนำตัวนะครับ ผมชื่อดินปืน ตำแหน่งนักร้องกับเล่นกีตาร์ ส่วนนี่ไอ้หมอก ตำแหน่งคีย์บอร์ด ไอ้ตู้เย็น ตำแหน่งมือกีตาร์อีกคนครับ”

“ฮ่า ๆ ชื่อตู้เย็นเหรอ แปลกดีนะ พี่ไม่เคยได้ยินคนชื่อนี้มาก่อนเลย ขอถามหน่อยสิ ได้ชื่อนี้มาได้ยังไง?”

“ที่บ้านผมขายเครื่องใช้ไฟฟ้าน่ะครับ”

“ฮ่า ๆ ชื่อเท่ดี พี่ชอบ งั้นพวกน้องโชว์ฝีมือกันได้เต็มที่เลยนะ เชิญ ๆ”

พี่สุเมธผายมือไปทางเวทีที่อยู่ข้าง ๆ พวกเราขึ้นไปเตรียมอุปกรณ์ พี่สุเมธดูเป็นคนอารมณ์ดี ผิดจากรูปลักษณ์ภายนอกที่ผมเห็นครั้งแรกนึกว่าเป็นคนดุ เห็นไว้หนวดไว้เคราดูเคร่งขรึม แต่แกเป็นคนยิ้มง่าย หัวเราะง่าย ดูเป็นกันเองดี

“ฮัลโหล เทส ๆ” ไอ้ดินปืนลองพูดทดสอบไมโครโฟน เสียงออกลำโพงปกติดี “พร้อมแล้วครับพี่”

พี่สุเมธปิดลำโพงบลูทูธแล้วยกมือทำนิ้วโอเคมาทางพวกเรา พวกเราเริ่มเล่นเพลง แอมน็อทดิโอนลีวัน ของ แซม สมิธ เวอร์ชั่นอะคูสติก พี่สุเมธถือแก้วกาแฟมานั่งที่โต๊ะหน้าเวที จิบกาแฟพลางดื่มด่ำไปกับดนตรีและเสียงร้องของไอ้ดินปืน

“ยูเซย์แอมเครซี~”

ขณะที่ผมกำลังไหลลื่นไปกับอารมณ์ของบทเพลง หางตาก็เหลือบไปเห็นใครคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน ทีแรกผมไม่ได้สนใจจะหันไปมอง แต่เมื่อคนนั้นเดินเข้ามาจนอยู่ในระยะสายตาถึงได้รู้ว่าเป็นไอ้นนท์

“ร้านยังไม่เปิดนะครับน้อง” พี่สุเมธหันไปตะโกนบอก

พวกผมยังเล่นดนตรีต่อ ไอ้นนท์เดินเข้ามาหาพี่เมธ ทั้งสองคุยโต้ตอบกันไปมา ผมได้ยินไม่ชัดเพราะเสียงดนตรีดังกว่า แอบได้ยินประมาณว่า งาน ๆ เมื่อไหร่ ๆ อะไรทำนองนี้

สงสัยจังว่าไอ้นนท์มาทำอะไรที่นี่ แล้วทำไมช่วงนี้มันถึงได้เข้ามาวนเวียนอยู่ในชีวิตของผมบ่อยนัก ทั้งที่เจอหน้ากันตอนหลังเลิกเรียน สัปดาห์ละ 5 วัน ผมก็เอียนหน้ามันจะแย่อยู่แล้ว


Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

พระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม คำสอนสู่ชีวิตที่มีความสุขในทุกวัน

พระพุทธเจ้าบอกว่าชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ว่าจะทุกข์ทางกายหรือทุกข์ทางใจ ทุกข์เพราะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ทุกข์เพราะอยากได้รับการยอมรับ ทุกข์เพราะก้าวผ่านความเจ็บปวดในอดีตไม่ได้ ทุกข์เพราะสงสัยว่าความหมายของชีวิตนี้คืออะไรกันแน่ คำสอนของศาสนาพุทธสอนให้มนุษย์เข้าใจความทุกข์ พระพุทธเจ้ามีหลักคำสอนมากมายที่เราสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไอติมฮีลใจ ep นี้มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือพระญี่ปุ่นบอกว่าโกรธคือโง่ โมโหทำไมโยม หนังสือที่รวบรวมคำสอนจากพระชาวญี่ปุ่นที่มีประโยชน์สำหรับเอาไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ บางคำสอนอาจช่วยชุบชูจิตใจในตอนนี้ของเพื่อน ๆ ให้ปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาก็ได้ครับ ความหงุดหงิด บางทีคนเราก็เป็นทุกข์เพราะเผลอหงุดหงิดไปกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หงุดหงิดเพื่อนร่วมงานที่เอาแต่อู้...

คนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ ความลับในการทำให้คนตอบตกลงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าโลกนี้คือละคร การเปลี่ยนบทพูดแค่เพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้เรื่องเปลี่ยนไปได้มหาศาลเลยครับ การโน้มน้าวใจคนถูกศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์มานานมาก ๆ แล้ว เรียกได้ว่าการโน้มน้าวใจคนคือวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ศิลปะ แม้แต่คนที่มือใหม่มาก ๆ ก็สามารถศึกษาเรื่องจิตวิทยาในการโน้มน้าวใจคน แล้วเอาไปใช้อย่างมืออาชีพได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือคนรู้จิตวิทยาไม่ต้องพูดเยอะ หนังสือเล่มนี้มีผู้เขียนถึง 3 คนเลยครับคือ โนอาห์ โกลด์สไตน์ (Noah Goldstein), สตีฟ...

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

Related Articles

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 27 (จบ)

ตู้เย็น ช่วงก่อนสอนปลายภาค ไอ้นนท์ช่วยเก็งข้อสอบให้ผมล่วงหน้าตั้ง 2 สัปดาห์ ช่วงนั้นผมหัวหมุนมากเป็นพิเศษ และแปลกใจมากที่ไอ้นนท์ไม่กังวลเกี่ยวกับการสอบเลย วันธรรมดาหลังเลิกเรียน มันยังไปทำงานพิเศษที่ร้านกรีนเฮาส์คาเฟ่และลมเย็นบาร์จนถึงเที่ยงคืน เสาร์อาทิตย์ยังออกไปขี่รถรับส่งอาหาร ระหว่างที่มันไม่อยู่ด้วย ผมก็พยายามทบทวนหนังสือ...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 26

นนท์ ถึงแม้ผมจะคุ้นเคยกับคอนโดของไอ้ตู้เย็นแล้ว แต่พอมันไม่อยู่ ห้องนี้ดูเหมือนจะใหญ่เกินไปสำหรับอยู่คนเดียว ผมเกิดอาการคิดถึงมันขึ้นมา เกิดความรู้สึกเหงาขึ้นมา ทั้งที่แต่ก่อนอยู่ตามลำพังมาได้ตลอด พอห่างจากผม ไม่รู้ว่าไอ้ตู้เย็นจะรู้สึกเหงาและคิดถึงแบบเดียวกันหรือเปล่า อยู่ห้องก็ไม่มีอะไรให้ทำ วันนี้ผมเลยจะออกไปขี่รถรับส่งอาหารไวกว่าปกติละกัน ขณะกำลังจะลุกไปเตรียมตัว...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 25

ตู้เย็น อาบน้ำเย็น ๆ ชำระล้างเหงื่อไคลจนสะอาดสะอ้านแล้วผมก็สดชื่นขึ้นมาทันที ผมนุ่งผ้าเช็ดตัวเดินออกมาจากห้องน้ำ กำลังจะเข้าไปแต่งตัวในห้องนอนก็เห็นไอ้นนท์นั่งอยู่บนโซฟาหน้าทีวี หัวเราะคิกคัก สายตาจ้องไปที่หน้าจอมือถือในมือ “ขำอะไรวะ แบ่งกูดูบ้างสิ” “พี่แองโจลี่ส่งคลิปที่มึงใส่ชุดมาสคอตมาให้ดู มึงนี่ใช้ได้เหมือนกันนะ...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 24

นนท์ ผมตามพี่แองโจลี่มาลองชุดกับพี่ไก่แจ้ เสื้อผ้าวันนี้มาในธีมสีแดงสดใสร้อนแรง พี่ไก่แจ้เลือกให้พวกเราคนละ 2 ชุด จากนั้นพาทุกคนมาที่หน้าเวทีเพื่อซ้อมเดินแบบ ซ้อมกันอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงก็ได้พัก พี่แองโจลี่เอาน้ำเย็นมาให้ผมกับไมค์คนละขวด ผมรับมาดื่มแล้วถามหาไอ้ตู้เย็น...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!