รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 7

Share

ตู้เย็น

คาบเรียนวันนี้ทำผมท้อ ไม่คิดไม่ฝันว่าบนโลกนี้จะมีวิชายาก ๆ อย่างนี้อยู่ด้วย แถมตอน ม.ปลาย หูของผมก็ไม่เคยเฉียดได้ยินคำนี้เลย คุณคุ้นหูกับคำว่า ADT ไหมครับ ที่ย่อมาจาก Abstract Data Type มันเป็นวิชาหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับคนเรียนวิศวะซอฟต์แวร์อย่างผม ควรจะรู้ลึก รู้ซึ้งและเข้าใจมันอย่างถ่องแท้

ไอ้ ADT ที่ว่ามันคือวิธีการเก็บข้อมูลชนิดหนึ่งที่เอาไว้เก็บข้อมูลที่ซับซ้อน แรก ๆ ผมพอเข้าใจที่อาจารย์อธิบายนะ ไอ้วิธีการจัดเก็บแบบคิว ที่ข้อมูลไหนถูกจัดเก็บก่อน ข้อมูลนั้นก็จะถูกนำออกมาใช้ก่อน พอหลัง ๆ ผมเริ่มตามไม่ทันละ ยิ่งผมเรียนภาคพิเศษ อาจารย์สอนเป็นภาษาอังกฤษอีก ยิ่งงงไปใหญ่

พอตอนเย็นผมหวังกับไอ้นนท์ว่ามันจะทำให้ผมกระจ่างในวิชานี้ได้ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มากเลย ไอ้การรับส่งข้อมูลแบบพุชป๊อบเนี่ยมันคืออะไร ฟังดูเหมือนยี่ห้อลูกอมอย่างนั้นแหละ ผมเริ่มท้อกับการเรียนวิศวะซอฟต์แวร์แล้ว แค่ชอบเล่นเกมใช่ว่าจะสามารถสร้างเกมได้ ก่อนหน้านี้ผมคิดอะไรตื้นไปหน่อย

ไอ้นนท์เห็นว่าผมเพลียเกินกว่าจะรับสารที่มันส่งออกมาได้ มันจึงเลิกติวก่อนเวลาแล้วพาผมซ้อนมอไซด์มาหาอะไรหวาน ๆ กินเติมความสดชื่นที่หลังมหาลัย ได้กินน้ำแข็งไสราดน้ำแดง ใส่นมข้นเยอะ ๆ ผมค่อยกลับมากระปรี้กระเปร่าขึ้นมาหน่อย ไอ้นนท์พาผมไปกินข้าวมันไก่ต่อ แล้วมาส่งผมที่คอนโด

“ขอบคุณมากเว้ย กลับดี ๆ นะมึง” ผมตบไหล่ไอ้นนท์แล้วลงมาจากรถ

“เจอกันวันจันทร์นะ กูกลับก่อนล่ะ”

กลับมาถึงห้องผมรีบอาบน้ำแล้วมาเปิดคอม วันนี้วันศุกร์ ฉะนั้นคืนนี้ผมจึงนอนดึกได้ หลังจากเล่นเกมโมบ้ากับเพื่อนต่างชาติ ชนะ 2 ตาติด แถมผมยังได้เอ็มวีพี ไอ้ดินปืนก็วิดีโอคอลมาหา ผมปิดหน้าต่างเกมแล้วกดรับสาย ภาพของไอ้ดินปืนขึ้นบนหน้าจอ มันเพิ่งอาบน้ำเสร็จแน่เลย เห็นถือผ้าขนหนูกำลังเช็ดหัวอยู่

“ไงเพื่อน เปิดเทอมสัปดาห์แรกหนักหน่วงเลยล่ะสิคณะมึงอ่ะ” เสียงไอ้ดินปืนดังออกมาจากหูฟังเฮดโฟนที่ผมสวม

“สบาย… นี่มึงกำลังกวนกูเล่นเกมอยู่นะโว้ย โทรมามีอะไรวะ?”

“โทษทีเว้ย คือกูจะโทรมาถามมึงว่าจำที่กูกับไอ้หมอกชวนมึงไปเล่นดนตรีกลางคืนได้ไหม?”

“อ๋อ… ที่ชวนไปเล่นร้านของรุ่นพี่มึงอ่ะนะ”

“ใช่ ๆ พรุ่งนี้ตอนกลางวันพี่เขาว่าง เลยนัดให้พวกเราไปออดิชัน แต่มันก็ไม่เชิงออดิชันหรอก แค่ไปเล่นให้พี่เขาดูว่าพวกเราเล่นดนตรีเป็นกันจริง ๆ กูว่ายังไงพี่เขาก็จ้างพวกเราแน่ มึงว่างใช่ไหมพรุ่งนี้ กูกับไอ้หมอกว่างนะ”

“โห… มึงไม่นัดกูซะพรุ่งนี้เลยล่ะ ไม่ได้ให้เวลากูเตรียมตัวเลย ยังไงกูก็ต้องตอบว่าว่างใช่ไหม ในเมื่อพวกมึงจะไปกันเนี่ย”

“กูกับไอ้หมอกไม่อยากเล่นแค่สนุกขำ ๆ อยากเล่นโชว์คนบ้างนี่หว่า แต่ถ้ามึงเรียนหนักไม่ว่างก็ไม่เป็นไร กูกับไอ้หมอกยอมละทิ้งความฝัน เพื่อให้มึงได้โฟกัสเรื่องเรียนก็ได้ว่ะเพื่อน” ไอ้ดินปืนแกล้งทำเสียงน้อยใจ

“ไม่ต้องเล่นบทดราม่าเลยนะมึง งั้นเอาไงเอาตามกัน พรุ่งนี้กูเข้าไปหามึงได้ปะ ตั้งแต่งานเลี้ยงปัจฉิมพวกเราก็ไม่ได้เจอหน้ากันเลย กูจะเอากีตาร์ไปให้มึงเปลี่ยนสายให้ด้วย”

“ได้ ๆ พรุ่งนี้นัดเจอกันที่ไหนสักร้านหลังมหาลัยดีไหม ไปกินข้าวเช้ากันแล้วเดี๋ยวกูพามาเที่ยวที่ห้อง ถ้างั้นก็นัดไอ้หมอกมาหาพร้อมกันด้วยเลย แค่นี้แหละเพื่อน เดี๋ยวกูโทรบอกไอ้หมอกก่อน”

วางสายจากไอ้ดินปืนปุ๊บ มือถือของผมก็ดังปั๊บ ผมหยิบขึ้นมาดู เห็นเป็นสายเข้าจากพี่ข้าว ผมถอดเฮดโฟนออก กดรับสายแล้วยกมือถือขึ้นแนบหู

“ไงตี๋ กินข้าวยัง?”

“กินแล้ว อาบน้ำเรียบร้อยแล้ว เพิ่งคุยกับไอ้ดินปืนเมื่อกี้ เจ๊ก็โทรมาพอดี”

“เหรอ… คุณอะไรกันอ่ะ”

“เรื่องที่วงผมจะไปเล่นดนตรีกลางคืนน่ะ ไอ้ดินปืนโทรมาบอกว่าพรุ่งนี้ให้ไปออดิชันให้เจ้าของร้านดู”

“อืม ขอให้โชคดีนะ แล้วเรื่องติวล่ะเป็นไงบ้าง?”

ผมกะแล้วว่าพี่ข้าวต้องโทรมาถามเรื่องติว

“ก็ดี เรื่อย ๆ”

“นนท์สอนสนุกไหม?”

“ก็งั้น ๆ นะ แต่ไอ้นนท์มันก็ดูเก่งดี คงพึ่งพาได้อยู่มั้ง”

“เจ๊ว่าจะถามตั้งนานละ เห็นตอนที่นัดเจอกันที่คาเฟ่วันนั้น ตี๋ดูไม่ชอบนนท์เขาเท่าไหร่นะ มีปัญหาอะไรกันหรือเปล่า?”

“เปล่า… ไม่มีปัญหาอะไรกันหรอก แต่แค่หมั่นไส้ไอ้นนท์มันเท่านั้น มันชอบกวนตีนน่ะ” ผมตอบเลี่ยง ๆ ถ้าจะให้ตอบตรง ๆ ก็คงรู้สึกอิจฉามันที่มีความเป็นกันเอง เข้ากับคนอื่นง่าย ขี้เล่น ใครเห็นก็ล้วนแต่ชอบมัน แต่ที่บอกว่าหมั่นไส้ ผมหมั่นไส้มันจริง ๆ นะ

“ไม่มีปัญหาอะไรกันก็ดีละ เดี๋ยวรู้จักกันไปก็สนิทกันขึ้นมาเอง เจ๊ขอบอกไว้ในฐานะคนที่มีประสบการณ์มาก่อน เพื่อนในมหาลัยหาสนิทไม่ได้ง่าย ๆ นะ เพราะงั้นถ้ามีเพื่อนแล้วก็รักษาไว้ให้ดี ๆ ล่ะ”

สาย ๆ วันต่อมา ไอ้ดินปืนส่งข้อความมาบอกว่านัดเจอกันที่ร้านโจ๊กหลังมหาลัย ผมพิมพ์บอกมันให้มารับเพราะไม่มีรถ รอไม่นานไอ้ดินปืนก็ขี่มอไซด์มารับที่คอนโด

“เข้ามหาลัยแล้ว พ่อมึงไม่ให้มอไซด์มาไว้ใช้เหรอวะ คอนโดกับคณะมึงก็ไกลกันอยู่นะ”

“ไว้กูขึ้นปี 2 ได้ ไม่โดนรีไทร์ไปซะก่อนจะลองของป๊ากูดู แต่ต้องหวังพึ่งปาฎิหาริย์หน่อยละวะ”

ผมพูดทีเล่นทีจริง รับหมวกกันน็อกที่ไอ้ดินปืนยื่นให้มาใส่ กระชับสายกระเป๋าใส่กีตาร์ให้ติดกับหลัง แล้วขึ้นซ้อนท้าย จากนั้นไอ้ดินปืนก็พาไปยังร้านโจ๊กที่ผมไม่เคยกินมาก่อน ไอ้หมอกยืนรออยู่หน้าร้านแล้ว

กินโจ๊กเสร็จ พวกเราก็เดินทางไปยังหอของไอ้ดินปืนซึ่งอยู่ไม่ไกลจากถนนหลังมหาลัย ห้องของมันอยู่ที่ชั้น 5 เป็นชั้นบนสุด ความกว้างของห้องอยู่ที่ประมาณ 30 ตารางเมตร ที่มีเฟอร์นิเจอร์พื้นฐานครบ เช่น โต๊ะเขียนหนังสือ ตู้เสื้อผ้า เตียง 

มองทะลุระเบียงไปจะเห็นต้นตีนเป็ดที่ใบเขียวครึ้ม ไอ้ดินปืนเดินมานั่งที่ปลายเตียง สภาพเตียงของมันยุ่งเหยิง ตื่นมาแล้วไม่ยอมพับผ้าห่มกับดึงผ้าปูเตียงให้ตึง

“มึงจะให้กูเปลี่ยนสายกีตาร์ให้ใช่ไหม เอากีตาร์มึงมานี่” ไอ้ดินปืนหันมาคุยกับผม

ผมเดินไปนั่งที่ปลายเตียงข้างไอ้ดินปืน ถอดกระเป๋ากีตาร์ที่สะพายอยู่ออก แล้วเปิดกระเป๋าหยิบกีตาร์ออกมาส่งให้ไอ้ดินปืน จากนั้นมันก็หันไปพูดกับไอ้หมอกที่กำลังยืนดูรูปถ่ายแปะผนังอยู่ข้างโต๊ะเขียนหนังสือ

“ไอ้หมอก กูวานหยิบสายกีตาร์อันใหม่ที่โต๊ะมาให้หน่อย อยู่ในลิ้นชักสักชั้นเนี่ยแหละ”

ไอ้หมอกหันไปทางโต๊ะเขียนหนังสือ บนโต๊ะมีแล็ปท็อปวางอยู่ มีตั้งหนังสือและลิ้นชักพลาสติก ไอ้หมอกเปิดลิ้นชักหาสายกีตาร์ มันไม่เจอของที่บอกให้หา แต่ไปเจอของที่ไอ้ดินปืนซุกซ่อนไว้ แถมมันยังมือบอนหยิบออกมาดูอีก

“เฮ้ย… ไอ้ดินปืน มึงมีถุงยางอนามัยด้วยเหรอวะ?” ไอ้หมอกยื่นซองถุงยางอนามัยมาให้ผมดู

“มึงยังไม่มีแฟนสักหน่อย เก็บถุงยางอนามัยไว้ใช้กับใครวะ?” ผมหันไปแซวไอ้ดินปืน

ไอ้ดินปืนหน้าแดง วางกีตาร์ของผมลงบนเตียง แล้วเดินดุ่ม ๆ ไปคว้าถุงยางมาจากมือของไอ้หมอก

“ไอ้เชี่ย! ยุ่งอะไรกับข้าวของกูวะ อันนี้รุ่นพี่ที่คณะแจกให้เด็กปี 1 คณะกูทุกคนเว้ย กูไม่ได้ซื้อเอง” ไอ้ดินปืนเก็บถุงยางกลับเข้าลิ้นชัก หยิบสายกีตาร์เส้นใหม่ที่อยู่ในซองพลาสติกออกมา แล้วเดินกลับมาหาผม

“ไม่ต้องอายหรอกน่า สมัยนี้น่ะยืดอกพกถุงน่ะถูกแล้ว” ผมยังแซวไอ้ดินปืนต่อ แกล้งตบไหล่ปลอบใจมัน

ไอ้ดินปืนสะบัดไหล่ “พอได้แล้ว เลิกแซวกูได้แล้วพวกมึงเนี่ย”

เปลี่ยนสายกีตาร์เสร็จ พวกเราก็ลองซ้อมเล่นเพลงดู วงของผมมีชื่อว่า อินเดอะมูดฟอร์เลิฟ มีที่มาจากชื่อหนังเรื่องโปรดของไอ้ดินปืนซึ่งกำกับโดยหว่องกาไว มันเคยเปิดหนังเรื่องนี้ให้ผมดู แต่ผมดูไม่รู้เรื่อง หลับตั้งแต่ 20 นาทีแรก

วงของเราไอ้ดินปืนรับตำแหน่งร้องนำและเล่นกีตาร์ มันเหมือนหัวหน้าวงกลาย ๆ คอยจัดการนี่นั่น ไอ้หมอกตำแหน่งเล่นคีย์บอร์ด ส่วนผมตำแหน่งกีตาร์ แต่ฝีมือห่างชั้นกับไอ้ดินปืนมาก ซึ่งคนที่สอนผมเล่นกีตาร์จนเป็นก็คือมันนี่แหละ

ไอ้หมอกไม่ได้พกคีย์บอร์ดมาที่นี่ด้วย เลยเล่นจากแอพในไอแพดแทน ตอนแรกผมกังวลว่าเล่นดนตรีในห้อง เสียงจะดังไปรบกวนคนห้องอื่นไหม แต่เล่นจบไปแล้ว 3 เพลงก็ยังไม่มีใครมาเคาะประตูด่า

“เอาพอหอมปากหอมคอ งั้นพวกเราไปที่ร้านพี่เขาเลยดีกว่า” ไอ้ดินปืนพูดแล้วเก็บกีตาร์เข้ากระเป๋า

จากนั้นไอ้ดินปืนก็ขี่มอไซด์พาพวกเรามาที่ ร้านลมเย็นบาร์ ร้านนี้เปิดบริการช่วงเย็น ๆ ค่ำ ๆ เป็นต้นไป กลางวันแบบนี้บรรยากาศเลยเงียบเหงา แม้แต่พนักงานร้านก็ยังไม่ถึงเวลาเข้างาน ร้านนี้ทุกโต๊ะอยู่กลางแจ้งทั้งหมด มีบาร์เครื่องดื่มที่ดัดแปลงมาจากตู้คอนเทนเนอร์ และมีเวทียกพื้นเตี้ย ๆ ตั้งอยู่ข้าง ๆ

ผมลองจินตนาการตอนร้านเปิด มีดนตรีสดเล่นคลอไปกับลมเย็น ๆ ช่วงหัวค่ำ เคล้าเสียงสนทนาของลูกค้าแต่ละโต๊ะ บรรยากาศคงดีไม่น้อย

ที่บาร์มีพี่ผู้ชายคนหนึ่งใส่แว่นดำ ไว้หนวดไว้เครากำลังทำอะไรก๊อก ๆ แก๊ก ๆ บนเคาน์เตอร์มีลำโพงบลูทูธเปิดเพลงบรรเลงแจ๊ส น่าจะเป็นสักเพลงหนึ่งในอัลบั้ม แจ๊สแอทเดอะพอนชอป ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

ไอ้ดินปืนเดินดุ่ม ๆ เข้าไปหาพี่เขา

“สวัสดีครับ ใช่พี่สุเมธหรือเปล่าครับ?”

“ใช่ พี่ชื่อสุเมธ” พี่แว่นดำเงยหน้าขึ้นมาจากงานที่กำลังทำมามองพวกผม

“พวกผมวงอินเดอะมูดฟอร์เลิฟนะครับ ที่พี่นัดออดิชันวันนี้”

พี่สุเมธยิ้มแย้มขึ้นมา “อ๋อ… เด็กไอ้จั๊บเหรอ กำลังรออยู่พอดี”

“ครับ ผมเป็นน้องรหัสพี่จั๊บน่ะครับ ขอแนะนำตัวนะครับ ผมชื่อดินปืน ตำแหน่งนักร้องกับเล่นกีตาร์ ส่วนนี่ไอ้หมอก ตำแหน่งคีย์บอร์ด ไอ้ตู้เย็น ตำแหน่งมือกีตาร์อีกคนครับ”

“ฮ่า ๆ ชื่อตู้เย็นเหรอ แปลกดีนะ พี่ไม่เคยได้ยินคนชื่อนี้มาก่อนเลย ขอถามหน่อยสิ ได้ชื่อนี้มาได้ยังไง?”

“ที่บ้านผมขายเครื่องใช้ไฟฟ้าน่ะครับ”

“ฮ่า ๆ ชื่อเท่ดี พี่ชอบ งั้นพวกน้องโชว์ฝีมือกันได้เต็มที่เลยนะ เชิญ ๆ”

พี่สุเมธผายมือไปทางเวทีที่อยู่ข้าง ๆ พวกเราขึ้นไปเตรียมอุปกรณ์ พี่สุเมธดูเป็นคนอารมณ์ดี ผิดจากรูปลักษณ์ภายนอกที่ผมเห็นครั้งแรกนึกว่าเป็นคนดุ เห็นไว้หนวดไว้เคราดูเคร่งขรึม แต่แกเป็นคนยิ้มง่าย หัวเราะง่าย ดูเป็นกันเองดี

“ฮัลโหล เทส ๆ” ไอ้ดินปืนลองพูดทดสอบไมโครโฟน เสียงออกลำโพงปกติดี “พร้อมแล้วครับพี่”

พี่สุเมธปิดลำโพงบลูทูธแล้วยกมือทำนิ้วโอเคมาทางพวกเรา พวกเราเริ่มเล่นเพลง แอมน็อทดิโอนลีวัน ของ แซม สมิธ เวอร์ชั่นอะคูสติก พี่สุเมธถือแก้วกาแฟมานั่งที่โต๊ะหน้าเวที จิบกาแฟพลางดื่มด่ำไปกับดนตรีและเสียงร้องของไอ้ดินปืน

“ยูเซย์แอมเครซี~”

ขณะที่ผมกำลังไหลลื่นไปกับอารมณ์ของบทเพลง หางตาก็เหลือบไปเห็นใครคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน ทีแรกผมไม่ได้สนใจจะหันไปมอง แต่เมื่อคนนั้นเดินเข้ามาจนอยู่ในระยะสายตาถึงได้รู้ว่าเป็นไอ้นนท์

“ร้านยังไม่เปิดนะครับน้อง” พี่สุเมธหันไปตะโกนบอก

พวกผมยังเล่นดนตรีต่อ ไอ้นนท์เดินเข้ามาหาพี่เมธ ทั้งสองคุยโต้ตอบกันไปมา ผมได้ยินไม่ชัดเพราะเสียงดนตรีดังกว่า แอบได้ยินประมาณว่า งาน ๆ เมื่อไหร่ ๆ อะไรทำนองนี้

สงสัยจังว่าไอ้นนท์มาทำอะไรที่นี่ แล้วทำไมช่วงนี้มันถึงได้เข้ามาวนเวียนอยู่ในชีวิตของผมบ่อยนัก ทั้งที่เจอหน้ากันตอนหลังเลิกเรียน สัปดาห์ละ 5 วัน ผมก็เอียนหน้ามันจะแย่อยู่แล้ว


Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” เขียนโดยแกรี เคลเลอร์ แก่นหลักของหนังสือเล่มนี้คือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่เกิดจากการเลือกสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด แล้วทำมันให้ดีที่สุดจนสำเร็จครับ แกรีย้อนไปดูผลงานในอดีตของตัวเอง เขาพบรูปแบบสำคัญที่เกิดขึ้นซ้ำเหมือนกันทุกครั้ง นั่นคือช่วงที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุด...

พระ เฟอร์รารี่ และความหมายของชีวิต – 7 หลักการสู่ความสุขและความสมดุล ที่คุณนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต

ไอติมฮีลใจ ep นี้ มาแนะนำหนึ่งในหนังสือที่หลายสื่อยกย่องกันว่าโด่งดังที่สุดในศตวรรษที่ 21 ตีพิมพ์ครั้งแรกตอนปี 1999 และขายดีต่อเนื่องมานานกว่า 25 ปี ยอดขายรวมมากกว่า 15 ล้านเล่ม แปลไปแล้วกว่า 92 ภาษา หนังสือเล่มนี้ผมรู้จักมาพักหนึ่งแล้วครับ เคยเห็นแต่ฉบับภาษาอังกฤษ พอเห็นว่ามีฉบับแปลไทยก็ซื้อเลยทันที หนังสือเล่มที่ว่านี้คือ The Monk Who...

4 ปี นรกในเขมร เรื่องจริงจากบันทึกของภรรยาท่านทูต ที่ชีวิตเหมือนตกนรกในช่วงยุคเขมรแดง

ไอติมเล่า ep นี้ มาสรุปเนื้อหาจากหนังสือ 4 ปี นรกในเขมร เนื้อหาในเล่มเป็นเรื่องจริงในยุคเขมรแดงจากบันทึกของยาสึโนะ นาอิโต หญิงชาวญี่ปุ่นที่เกิดในตระกูลซามูไร แต่งงานกับโศ ทันลัน นักการทูตชาวกัมพูชาที่เรียนจบจากฝรั่งเศส และถูกส่งตัวไปทำงานที่ญี่ปุ่น ตอนนั้นคุณนาอิโตะอายุ 23 ปี คุณโศอายุ 39 ปี และมีลูกติด 3 คนจากภรรยาเก่า...

จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เปลี่ยนคนที่ยังลังเลให้ซื้อทันที

สินค้าดี มีคนสนใจ แต่ทำไมไม่มีคนซื้อ? บางทีอาจเป็นเพราะสมองของลูกค้าไม่ยอมให้ซื้อก็เป็นได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เขียนโดยฌอน ดีซูซา นักการตลาดที่พบว่าต่อให้ลูกค้าสนใจแค่ไหน แต่พวกเขาจะยังไม่ซื้อ จนกว่าสมองจะได้รับข้อมูลครบถ้วน และตามลำดับที่ถูกต้อง ฌอนบอกว่าสมองของคนเราทำงานเหมือนสายพานลำเลียงกระเป๋าที่สนามบินครับ ตอนขึ้นเครื่องเราโหลดกระเป๋ามาด้วยทั้งหมด 7 ใบ พอลงจากเครื่องเราต้องมายืนรอให้กระเป๋าออกมาตามสายพาน...

Related Articles

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 27 (จบ)

ตู้เย็น ช่วงก่อนสอนปลายภาค ไอ้นนท์ช่วยเก็งข้อสอบให้ผมล่วงหน้าตั้ง 2 สัปดาห์ ช่วงนั้นผมหัวหมุนมากเป็นพิเศษ และแปลกใจมากที่ไอ้นนท์ไม่กังวลเกี่ยวกับการสอบเลย วันธรรมดาหลังเลิกเรียน มันยังไปทำงานพิเศษที่ร้านกรีนเฮาส์คาเฟ่และลมเย็นบาร์จนถึงเที่ยงคืน เสาร์อาทิตย์ยังออกไปขี่รถรับส่งอาหาร ระหว่างที่มันไม่อยู่ด้วย ผมก็พยายามทบทวนหนังสือ...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 26

นนท์ ถึงแม้ผมจะคุ้นเคยกับคอนโดของไอ้ตู้เย็นแล้ว แต่พอมันไม่อยู่ ห้องนี้ดูเหมือนจะใหญ่เกินไปสำหรับอยู่คนเดียว ผมเกิดอาการคิดถึงมันขึ้นมา เกิดความรู้สึกเหงาขึ้นมา ทั้งที่แต่ก่อนอยู่ตามลำพังมาได้ตลอด พอห่างจากผม ไม่รู้ว่าไอ้ตู้เย็นจะรู้สึกเหงาและคิดถึงแบบเดียวกันหรือเปล่า อยู่ห้องก็ไม่มีอะไรให้ทำ วันนี้ผมเลยจะออกไปขี่รถรับส่งอาหารไวกว่าปกติละกัน ขณะกำลังจะลุกไปเตรียมตัว...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 25

ตู้เย็น อาบน้ำเย็น ๆ ชำระล้างเหงื่อไคลจนสะอาดสะอ้านแล้วผมก็สดชื่นขึ้นมาทันที ผมนุ่งผ้าเช็ดตัวเดินออกมาจากห้องน้ำ กำลังจะเข้าไปแต่งตัวในห้องนอนก็เห็นไอ้นนท์นั่งอยู่บนโซฟาหน้าทีวี หัวเราะคิกคัก สายตาจ้องไปที่หน้าจอมือถือในมือ “ขำอะไรวะ แบ่งกูดูบ้างสิ” “พี่แองโจลี่ส่งคลิปที่มึงใส่ชุดมาสคอตมาให้ดู มึงนี่ใช้ได้เหมือนกันนะ...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 24

นนท์ ผมตามพี่แองโจลี่มาลองชุดกับพี่ไก่แจ้ เสื้อผ้าวันนี้มาในธีมสีแดงสดใสร้อนแรง พี่ไก่แจ้เลือกให้พวกเราคนละ 2 ชุด จากนั้นพาทุกคนมาที่หน้าเวทีเพื่อซ้อมเดินแบบ ซ้อมกันอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงก็ได้พัก พี่แองโจลี่เอาน้ำเย็นมาให้ผมกับไมค์คนละขวด ผมรับมาดื่มแล้วถามหาไอ้ตู้เย็น...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!