ตู้เย็น
เช้านี้ผมฝันดี ฝันว่าได้ไปทะเลกับแฟน แต่ในฝันผมไม่เห็นนะว่าแฟนหน้าตาเป็นยังไง เราจับมือกันเดินเท้าเปล่าไปบนหาดทรายสีขาวละเอียด ลมสดชื่นจากทะเลพัดเข้ามาจนทำให้เสื้อที่เราสวมปลิวสะบัด พวกเราเดินลงไปในทะเล ยืนให้คลื่นซัดใส่เท้า ที่หาดแห่งนี้ไม่มีใครอื่นเลย เป็นหาดส่วนตัวของเราสองคน
ผมขยับเข้าไปใกล้แฟน ยื่นหน้าจะไปจูบปากสีชมพูอวบอิ่มราวกับลูกเบอร์รี่สด ๆ กำลังจะเป็นฝันดีอยู่แล้วเชียว แต่ก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงดังเหมือนลมพายุ ใบไม้จากบนฝั่งถูกดูดเข้าไปหาทะเล ผมมองออกไปเห็นพายุไต้ฝุ่นลูกใหญ่กำลังเคลื่อนที่เข้าฝั่ง แฟนของผมเผ่นแน่บหนีไต้ฝุ่นไปไหนแล้วไม่รู้
วูวววววววววว!
ภาพฝันเลือนหายไป รอบตัวผมดังไปด้วยเสียงดูดอากาศ ผมยกหมอนขึ้นมาปิดหู แต่เสียงน่ารำคาญยังทะลุเข้ามาให้ได้ยินอยู่ดี
วูวววววววววว!
ผมเปิดตาขึ้นมามองว่าเกิดอะไรขึ้น ห้องที่ผมนอนอยู่เป็นประจำทุกวัน สว่างด้วยแสงยามเช้าที่ส่องมาจากหน้าต่าง เห็นไอ้นนท์ถือเครื่องดูดฝุ่นไร้สาย เดินดูดฝุ่นที่พื้น มาขยันอะไรเอาแต่เช้า เวล่ำเวลานี้
“โอ้ย… ใครใช้ให้มึงมาดูดฝุ่นตอนนี้เนี่ย กูยังนอนอยู่เลย ไม่เห็นเหรอ?” ผมตะโกนสู้เสียงเครื่องดูดฝุ่น
ไอ้นนท์ปิดเครื่องดูดฝุ่นแล้วหันมาคุยกับผม
“มึงจะนอนไปถึงไหน เช้าขนาดนี้ตื่นมาล้างหน้าแปรงฟันได้แล้ว เดี๋ยวกูดูดฝุ่นห้องนอนเสร็จจะไปทำอาหารเช้าต่อ มึงมาช่วยเป็นลูกมือด้วยนะ”
“มึงเป็นคนอยากทำเองนี่วะ ทำไมต้องให้กูไปเป็นลูกมือมึงด้วย แล้วขอบอกไว้อย่างหนึ่งนะ กูมีเวลาตื่นนอนของกู กูตั้งนาฬิกาปลุกในโทรศัพท์ไว้ ถึงเวลากูก็ตื่นมาเองอยู่แล้ว มึงไม่ต้องมาหวังดีช่วยปลุกกูก่อนเวลาหรอก”
“ตื่นเช้าอีกนิด มึงจะมีเวลาทำอะไรได้อีกหลายอย่างเลยนะเว้ย เช่นทำความสะอาดห้องแบบนี้ไง ดูนี่สิ กูดูดแป๊บเดียวเอง ฝุ่นจะเต็มที่เก็บแล้วเนี่ย” ไอ้นนท์ชี้ให้ดูที่เครื่องดูดฝุ่น
ผมได้พูดในสิ่งที่อยากพูดแล้ว หวังว่าไอ้นนท์จะเข้าใจและเลิกรบกวน ตอนนี้ผมยังนอนไม่เต็มอิ่ม เลยจะนอนต่อจนกว่าเสียงนาฬิกาปลุกจะดัง แต่ก็นอนไม่ได้อย่างที่ตั้งใจ เพราะพอผมหลับตา ไอ้นนท์ก็เปิดเครื่องดูดฝุ่นทำงานที่ค้างไว้ต่อ ผมรำคาญ เสียงดังหนวกหูขนาดนี้ใครจะนอนได้ เออ… ก็ได้วะ ตื่นก็ตื่น ผมถีบผ้าห่มแล้วลุกขึ้นจากเตียง เดินฟึดฟัดหน้าบูดบึ้งออกจากห้องไปล้างหน้าแปรงฟัน
ทำธุระส่วนตัวตอนเช้าเสร็จ ออกมาจากห้องน้ำก็เห็นไอ้นนท์ยืนหยิบของออกมาจากตู้เย็น
“เอาคะน้าไปล้างให้หน่อยสิ เดี๋ยวกูจะหั่นหมู”
พูดแล้วไอ้นนท์ก็ยัดคะน้ากำหนึ่งใส่มือของผม ทีแรกก็นึกว่าผมจะได้อยู่เฉย ๆ รอกินกับข้าวฝีมือมันอย่างเดียวซะอีก ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ผมช่วยเหลือได้ ผมเปิดใต้เคาน์เตอร์ครัวแล้วหยิบกะละมังพลาสติกออกมารองน้ำจากก๊อกที่อ่างล้างจาน จากนั้นก็เอาคะน้าลงไปล้าง
“ล้างผักเสร็จ ไปหุงข้าวรอไว้ด้วยนะ” ไอ้นนท์สั่ง
พอกระทะร้อน ไอ้นนท์ก็หยอดน้ำมันถั่วเหลืองลงไปเล็กน้อย เพราะกระทะที่ใช้เป็นแบบนอนสติ๊ก ไม่จำเป็นต้องใส่น้ำมันเยอะ ไม่นานน้ำมันก็ร้อน แล้วไอ้นนท์ก็เอาหมูที่หมักด้วยเครื่องปรุงต่าง ๆ ใส่ลงไป เกิดเสียงฉ่าและส่งกลิ่นหอมฟุ้งทั่วห้อง หลังจากนี้เป็นหน้าที่มันโชว์ฝีมือคนเดียวแล้ว ผมได้แต่ยืนใกล้ ๆ ท่าทางจับกระทะจับตะหลิวของมันดูทะมัดทะแมง
ไอ้นนท์ใช้ช้อนกินข้าวตักอาหารที่ผัดอยู่ในกระทะขึ้นมาชิม
“อืม… อร่อยละ เดี๋ยวกูให้มึงชิมดูว่าชอบหรือเปล่า?”
แล้วมันก็ใช้ช้อนคันเดียวกัน ตักอาหารขึ้นมาเป่าแล้วป้อนเข้าปากผม อืม… รสชาติแบบนี้มันระดับเดียวกับรสมือแม่ผมเลย
“อร่อยแล้ว กินกันได้หรือยังล่ะ?”
“โอเค… งั้นมึงไปตักข้าวใส่จานมาหน่อย”
อาหารเช้ามื้อนี้ทำผมเจริญอาหาร ไม่ได้กินอาหารอร่อย ๆ แบบนี้ตั้งแต่ออกมาอยู่ตัวคนเดียว ผมยกให้ฝีมือการปรุงอาหารของไอ้นนท์เทียบเคียงระดับเดียวกับแม่ของผม ร้านอาหารแถวมหาลัย ไม่มีร้านไหนเลยที่รสชาติใกล้เคียงระดับนี้ ระหว่างที่มันมาพักด้วย ผมเบาใจได้เปราะหนึ่งว่าจะมีอาหารอร่อย ๆ เสิร์ฟให้กินที่ห้อง และการทำอาหารกินเองแบบนี้ประหยัดกว่าซื้อข้างนอกกินเป็นมื้อ ๆ
กินเสร็จผมก็สอนไอ้นนท์เล่นอูคูเลเล่ ผมลองทดสอบมันว่าสี่คอร์ดที่สอนไปเมื่อวานมันจำได้กี่คอร์ด ปรากฎว่ามันจำได้หมดทุกคอร์ด หัวไวดีแฮะ อย่างนี้ยิ่งไปต่อได้เร็ว คราวนี้ผมสอนมันดีดเป็นจังหวะ หนึ่งห้องดนตรีจะดีดทั้งหมด 4 ครั้ง สำหรับมันที่เพิ่งหัดเล่นให้แค่ดีดลงอย่างเดียวก็พอ จริง ๆ ถ้าเล่นคล่องมือกว่านี้และอยากดีดให้เพราะขึ้น ดูเท่ขึ้น หนึ่งห้องดนตรีสามารถดีด 5 ครั้งได้ เป็นจังหวะ ลง ลง ขึ้น ขึ้น ลง
“ไม่ยากใช่ไหม มึงพอเริ่มดีดได้หรือยัง มาลองดีดเข้าทำนองดูไหม?”
“แบบดีดไปร้องไปน่ะเหรอ?”
“ใช่ มึงลองดีดไปร้องไปดู”
“ยังไม่น่าไหวว่ะ กูขอดีดแล้วให้มึงร้องแทนได้ป่ะ?”
ผมตกใจนิดหนึ่ง
“เฮ้ย! กูร้องเพลงไม่เพราะ มึงก็ดีด ๆ ร้อง ๆ ไปเถอะน่า”
“มึงช่วยร้องให้หน่อยดิ กูอยากฟังเสียงตอนมึงร้องเพลงเหมือนกัน”
“บอกแล้วไงกูร้องไม่เพราะ”
“เถอะน่า… ร้องไม่เพราะไม่เป็นไร กูไม่ล้อมึงหรอกน่า”
“บอกว่าไม่เอาไง อย่าดื้อดิวะ”
“นะ ๆ ถือว่าช่วยกูฝึก นะ… ไอ้ตู้เย็นนะ”
ผมแพ้ลูกตื้อ ยอกพยักหน้าเออออไปกับมัน
“เอาละนะ 3… 4…”
ไอ้นนท์ดีดคอร์ดซีเป็นท่อนอินโทร แล้วมันก็เข้าท่องร้อง ผมเริ่มร้องโดยพยายามคุมเสียงให้นิ่งที่สุด นอกจากเพื่อนในวงแล้ว ผมไม่เคยร้องเพลงให้ใครฟังเลย ขณะกำลังลื่นไหลและจะเข้าท่อนฮุกอยู่แล้ว ไอ้นนท์ก็สะดุดเอาซะก่อน
“โทษทีว่ะ กูจับคอร์ดผิด เอาใหม่ได้ป่ะ?”
“พอแล้ว กูไม่ร้องแล้ว มึงหัดเล่นเองร้องเองเลยละกัน เสียงมึงดีกว่ากูตั้งเยอะ”
“โธ่… แต่กูชอบเสียงมึงนี่หว่า ร้องให้กูฟังต่ออีกนิดเถอะนะ”
“กูไปแล้ว” ผมพูดแล้วลุกขึ้นจากโซฟา “แล้วนี่มึงจะเข้าไปคณะกี่โมง?”
“คาบแรกวันนี้กูเรียน 11 โมง คงออกจากที่นี่ไปสัก 10 โมงครึ่งมั้ง”
“แต่วันนี้กูมีเรียนตั้งแต่ 9 โมงครึ่ง มึงเข้าไปส่งกูหน่อยได้ป่ะล่ะ?”
“งี้กูก็อดซ้อมเล่นอูคูเลเล่ไปตั้งชั่วโมงครึ่งเลยอ่ะสิ”
“มึงก็เอาไปเล่นที่คณะด้วยเลยสิวะ”
“ไม่เอาอ่ะ กูอาย ยังเล่นไม่ไปถึงไหนเลย ยังไม่อยากให้ใครเห็น รอเซอร์ไพรซ์วันประกวดทีเดียวเลย”
“งั้นกูยืมมอไซด์มึงหน่อยได้ไหม?”
“อ้าว… แล้วกูจะเข้าไปคณะยังไง?”
“มึงก็เลือกเอาสักอย่างสิ แต่เงื่อนไขคือต้องไปส่งกูให้ถึงคณะก่อน 9 โมงครึ่ง”
“เออ ๆ กูเข้าคณะพร้อมมึงเลยแล้วกัน”
ผมปล่อยไอ้นนท์ซ้อมอูคูเลเล่ต่อ ส่วนตัวเองมานั่งเล่นคอมท่องเว็บอ่านข่าวโน่นนี่ จากนั้นก็เข้ายูทูบมาเช็คยอดผู้ติดตาม อีกไม่ถึง 500 คน ช่องของผมก็จะมีคนติดตามครบ 20,000 คนแล้ว เป็นก้าวเล็ก ๆ ที่ผมภาคภูมิใจ
“มิสเตอร์แจ็คฟรอสต์แชนแนล”
ผมตกใจเมื่อได้ยินชื่อช่องยูทูบของตัวเอง หันหลังไปดูเห็นไอ้นนท์ยืนจ้องหน้าจอคอมผมอยู่ เฮ้ย! มาแอบอ่านอย่างนี้ได้ไง คราวนี้มันก็รู้ชื่อช่องยูทูบที่ผมพยายามปกปิดไม่ให้คนรู้จักได้รับรู้
“ไอ้เชี่ย! มาแอบดูอย่างนี้ได้ไงวะ!” ผมเดือดร้อน
ไอ้นนท์หัวเราะชอบใจแล้ววิ่งกลับไปที่โซฟา หยิบมือถือของมันขึ้นมาทำอะไรจุกจิก แล้วหันหน้าจอมาให้ผมดู
“กูติดตามช่องมึงแล้วนะ โห… ยอดคนติดตามจะ 20,000 แล้วนี่หว่า ดังไม่เบานี่ช่องมึงเนี่ย ให้กูช่วยโปรโมทเอาไหม?”
“ไม่ต้องยุ่งเลยมึงอ่ะ กดติดตามได้แต่อย่าเปิดคลิปดูล่ะ แล้วก็อย่าเอาไปบอกใครด้วย”
“โอเค ๆ ถ้ามึงไม่ให้กูบอกใคร กูก็จะไม่บอก ว่าแต่ทำไมถึงใช้คำว่าแจ็คฟรอสต์วะ?”
ผมลำบากใจ ไม่อยากอธิบายที่มาของชื่อช่องยูทูบตัวเองให้มันฟัง
“อ๋อ… เข้าใจละ แจ็คฟรอสต์เป็นชื่อเทพน้ำแข็งนี่หว่า เข้ากับชื่อมึงเหมือนกันนะไอ้ตู้เย็น มิสเตอร์ทำน้ำแข็ง” ได้ทีแล้วมันล้อเลียนผมใหญ่เลย
พอเวลา 9 โมง ผมก็เตือนไอ้นนท์ให้เตรียมตัว จากนั้นเข้าไปแต่งตัวเป็นชุดนักศึกษาในห้องนอน พอออกมาไอ้นนท์ก็เปลี่ยนเป็นชุดนักศึกษาเสร็จแล้วเหมือนกัน เราสองคนออกจากห้อง ลงไปที่ล็อบบี้แล้วเดินไปยังลานจอดมอไซด์
ไอ้นนท์เข็นมอไซด์ออกมา มอไซด์ของมันเป็นรุ่นใหม่ที่วัยรุ่นสมัยนี้ขี่กัน ท่าทางน่าจะขี่ง่าย ผมไม่เคยขี่มอไซด์เกียร์ออโต้มาก่อน มอไซด์ที่บ้านเป็บแบบเกียร์ 4 จังหวะ เป็นมอไซด์อีแก่ของแม่สำหรับเอาไว้จ่ายตลาด
“ไอ้นนท์… กูขอขี่หน่อยดิ”
พอผมพูดออกไปอย่างนั้น ไอ้นนท์ก็ตกใจหันมามอง
“เฮ้ย! ทะลึ่ง! มาขอขี่อะไรกูวะ”
“กูหมายถึงขอขี่มอไซด์มึงหน่อย”
“อ๋อ… ค่อยยังชั่ว พูดมากำกวมกูก็เข้าใจผิด คิดว่ามึงอยากขี่กู” ไอ้นนท์เตะขาตั้งลง แล้วลงมาจากมอไซด์
“กูจะอยากขี่มึงทำไมล่ะ?”
ผมเข้าไปควบมอไซด์ไอ้นนท์ พอมันขึ้นซ้อนท้าย ผมก็สตาร์ทเครื่องแล้วออกรถ มุ่งหน้าสู่มหาลัย ระหว่างทางไอ้นนท์ถามขึ้น
“มึงไม่มีมอไซด์ แบบนี้ไปไหนมาไหนไม่ลำบากแย่เหรอวะ?”
“ป๊ากูไม่ยอมให้เอามาใช้ บอกกลัวอันตรายอะไรก็ไม่รู้ พูดอย่างกับว่ากูเพิ่งขี่มอไซด์เป็นงั้นแหละ แล้วมอไซด์คันนี้มึงซื้อเองป่ะ?”
“ซื้อเอง แต่ผ่อนเอานะ ถือว่าคุ้มเพราะกูได้ใช้ขี่ไปทำงาน เสาร์อาทิตย์ก็เอาไปขี่รับส่งอาหาร เป็นไง… ลูกกูขี่สนุกไหม?”
“เออ… ขี่ง่ายดี ขี่สนุกกว่าอีแก่ของแม่กูเยอะ”
ผมขี่มอไซด์ลูกรักของไอ้นนท์จนมาถึงคณะ จากนั้นก็แยกย้ายกัน ผมไปเข้าเรียนคาบ 9 โมงครึ่ง ไอ้นนท์ซึ่งมีเรียนตอน 11 โมง บอกจะไปนั่งรอเวลาที่ห้องสมุดคณะ วันนี้เป็นวันธรรมดาอีกวัน เรียนหนังสือเสร็จก็มาติวกับไอ้นนท์ต่อ ถึงจะไม่มีอะไรพิเศษ แต่ผมก็มีความสุขดี และอยากให้วันธรรมดาดำเนินต่อไปเช่นนี้ตลอด
Leave a comment