นนท์
หลังจากถ่ายงานกันมาตั้งแต่เช้า พี่จั๊บก็ให้พักเที่ยง ทีมงานสั่งข้าวกล่องมาเลี้ยง ของผมได้เป็นผัดพริกแกงไก่กับไข่ดาว พวกเราทุกคนล้อมวงกินด้วยกันที่พื้นหญ้า ไอ้ตู้เย็นกินหมดคนแรก มันลุกเอากล่องข้าวไปทิ้งแล้วมานั่งที่เก้าอี้พับ หยิบกีตาร์ของไอ้ดินปืนมาเล่น พอนานะได้ยิน เธอก็ลุกเดินไปหามัน
“นายเล่นกีตาร์เป็นด้วยเหรอ เราว่าผู้ชายที่เล่นกีตาร์เท่ที่สุดเลย เล่นให้เราฟังบ้างสิ”
“ฮ่ะ ๆ ก็เล่นพอได้นะ แต่ไม่เท่เท่าไอ้ดินปืนหรอก”
ไอ้ตู้เย็นกับนานะคุยกันกระหนุงกระหนิง วันนี้ผมว่าไอ้ตู้เย็นมันดูสดใสกว่าปกติ ดูพูดเยอะกว่าที่เคย ยิ่งกับนานะที่เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก มันยิ่งพูดคุยสนุกด้วย ทีตอนมันอยู่กับผมไม่เห็นคุยเป็นต่อยหอยแบบนี้บ้าง
“มีเล่นที่ร้านลมเย็นบาร์น่ะ ทุกวันจันทร์กับวันพฤหัส วันจันทร์นี้ถ้านานะว่างก็มาดูพวกเราสิ”
“ไปแน่นอน อ้าว… แต่ลืมไปว่ารถเราเสีย ต้องเอาไปซ่อม ไม่รู้จะเสร็จทันวันจันทร์หรือเปล่า”
เพิ่งรู้จักกันทำเป็นโชว์ออฟอวดสาวเลยนะ พอไอ้ตู้เย็นได้ยินนานะพูดว่าผู้ชายที่เล่นกีตาร์เป็นนั้นดูเท่ มันก็อยากอวดว่าตัวเองเก่งขนาดมีร้านจ้างไปเล่นดนตรีสด อยากเอาใจนานะล่ะสิ ความรู้สึกไม่ดีต่อไอ้ตู้เย็นเริ่มก่อตัวขึ้นในใจผม สาเหตุเกิดจากอะไรผมไม่ทราบแน่ชัด แต่ที่แน่ ๆ ภาพมันกับนานะคุยกันกระหนุงกระหนิงแบบนี้ผมไม่ชอบใจเลย
ไอ้ตู้เย็นเล่นเพลงโฮเตลแคลิฟอร์เนีย เพลงนี้ดังพอตัว ผมเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง อยากไปนั่งแทรกกลางระหว่างมันกับนานะเพื่อฟังด้วย แต่ทำอย่างนั้นมันดูออกหน้าออกตาเกินไป ผมกินข้าวกล่องหมดแล้ว เลยลุกเดินเอาไปทิ้งที่ถังขยะ ระหว่างเดินผ่านหน้าไอ้ตู้เย็นก็รู้สึกสังหรณ์เหมือนไอ้ตู้เย็นเงยหน้าขึ้นมามอง ผมไม่หันไปมอง เดินผ่านไปเฉย ๆ ทำเหมือนทั้ง 2 คนที่นั่งอยู่ตรงนั้นเป็นอากาศธาตุ
ผมยอมรับก็ได้ว่ารู้สึกอิจฉานานะที่ทำให้ไอ้ตู้เย็นเผยด้านที่สดใสออกมา ผมอยากให้ตอนที่มันอยู่กับผมแล้วชวนผมคุยเป็นคุ้งเป็นแควแบบตอนอยู่กับนานะบ้าง ตอนนี้ผมมองนานะแบบมีอคติไปแล้ว ต้องใช้พลังอย่างมากในการทำเป็นว่าเรา 2 คนคือคนที่รักกันมาก เพื่อแสดงเอ็มวีให้พี่จั๊บออกมาสมบทบาทมากที่สุด
เวลา 1 ทุ่ม พี่จั๊บก็ประกาศเลิกกอง ผมเห็นไอ้ตู้เย็นกับนานะร่ำลากัน แถมย้ำกันอยู่นั่นว่าไม่ให้ลืมนัด ผมทนเลี่ยนไม่ไหว เลยเดินมาที่มอไซด์โดยไม่รอไอ้ตู้เย็น มันรีบตามมา พูดคุยกับผมปกติ มีแต่ผมเท่านั้นแหละที่ตอนนี้รู้สึกว่าใจตัวเองไม่อยู่ในสภาพปกติ
“วันจันทร์หน้านี้ตอน 1 ทุ่ม กูขอยืมมอไซด์มึงได้ไหม? พอดีมีนัดน่ะ”
ผมรู้สึกเกิดอารมณ์ที่ไม่ดีพุ่งขึ้นมาในใจ ตัวเองไม่มีรถแล้วยังกล้าไปรับปากว่าจะไปรับคนอื่น ผมขอไม่มีส่วนร่วมในเรื่องของมันกับนานะ เลยปฏิเสธเสียงแข็งใส่ ผมแปลกใจตัวเองมาก ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยรู้สึกไม่ดีกับใครแบบนี้มาก่อน
ผมพอรู้สาเหตุว่าอารมณ์ไม่ชอบใจนี้ เกิดจากการเห็นไอ้ตู้เย็นไปกระหนุงกระหนิงกับนานะ แต่นั่นก็เป็นสิทธิ์ของทั้ง 2 คนที่จะทำความรู้จักกัน ผมนั่นแหละอยู่ในฐานะอะไรถึงได้รู้สึกไม่ชอบใจแบบนี้ได้ แต่ก็นั่นแหละ ยิ่งรู้ตัวว่าไม่มีสิทธิ์ก็ยิ่งทำให้อารมณ์ผมบูดขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้ผมอยากอยู่ตามลำพัง เพื่อจัดการกับอารมณ์ตัวเองก่อน พอไปส่งไอ้ตู้เย็นที่คอนโดปุ๊บ ผมก็รีบขับรถกลับหอของตัวเองปั๊บ
พอขึ้นถึงห้องตัวเองแล้ว มือถือผมก็ดังขึ้น หยิบขึ้นมาดูเห็นเป็นชื่อไอ้ตู้เย็นขึ้นที่หน้าจอพร้อมกับรูปหน้าบึ้งของมันที่ผมแอบถ่ายมันทีเผลอ ทีกับผมชอบทำหน้าตาเย็นชาบึ้งตึงใส่จังเลยนะ แต่ทีนานะล่ะเปลี่ยนไปอย่างกับเป็นคนละคน ผมรู้สึกอารมณ์เสียเมื่อเห็นรูปหน้าบึ้งของมันเลยรีบกดวางสาย แทบจะทันทีหลังจากนั้นมันก็โทรซ้ำมาอีกรอบ ครั้งนี้ผมกดวางสายเช่นกัน
วันต่อมาเป็นวันอาทิตย์ ผมเห็นสายที่ไม่ได้รับขึ้นมา 1 สาย เป็นเบอร์ของไอ้ตู้เย็น มันคงโทรมาตอนที่ผมเข้าห้องน้ำอยู่ จากนั้นมันก็ส่งข้อความมาหาทางไลน์ ก่อนหน้านี้ผมตั้งใจจะไม่รับการติดต่อจากมัน แต่ก็เผลอกดแจ้งเตือนเข้าไปอ่านข้อความของมันจนได้ ทำให้ขึ้นคำว่าอ่านแล้วที่ข้อความของมัน อย่างนี้มันก็รู้แล้วว่าผมอ่านแล้วไม่ยอมตอบ
แล้ววันนั้นทั้งวันมันก็ไม่มีการติดต่อมาอีกเลย ทั้งทางโทรศัพท์หรือข้อความทางไลน์ ถ้ามันพยายามอีกนิด ผมอาจใจอ่อนและยอมตอบกลับมันไปก็ได้
ถึงแม้จะเหนื่อยจากการถ่ายงานเมื่อวาน และสภาพจิตใจไม่ค่อยแจ่มใสนัก แต่ผมก็ยังออกไปขี่รถรับส่งอาหาร ตลอดชีวิตที่ผ่านมาผมอดทนอยู่ตัวคนเดียวมาได้โดยไม่รู้สึกเดือดร้อนหรือมีปัญหาอะไร แต่วันนี้กลับรู้สึกเหงา โหวง ๆ ในใจยังไงชอบกล มือถือเด้งแจ้งเตือนแต่ออเดอร์ลูกค้าเข้า ไม่มีวี่แววการติดต่อมาจากไอ้ตู้เย็นเลย
ตอนนี้อารมณ์ไม่ดีที่ผมมีต่อไอ้ตู้เย็นลดลงไปมากแล้ว จนรู้สึกเห็นอกเห็นใจมันขึ้นมาว่าเมื่อวานผมเล่นกับความรู้สึกของมันมากเกินไปหรือเปล่า ผมทำตัวผิดปกติไปเอง จนมันสังเกตเห็นและรู้สึกเป็นห่วง มันพยายามจะถามไถ่แต่ผมกลับหันหลังใส่ อย่างนี้ดูเป็นการไม่ให้เกียรติกันเกินไปไหมนะ
ที่วันนี้มันเงียบไปเพราะมันโกรธที่โดนผมทำแบบนั้นใส่หรือเปล่า แต่จะให้ผมเป็นฝ่ายเริ่มต้นขอโทษก็รู้สึกเสียหน้าแย่ โกรธเองหายเองดูเป็นคนไม่ใช้เหตุผลเท่าไหร่ ดูเป็นคนเอาอารมณ์นำหน้า และพรุ่งนี้หลังเลิกเรียนผมต้องติวหนังสือให้มัน ต้องทำตัวยังไงดีนะ
วันจันทร์หลังเลิกเรียน ผมมารอไอ้ตู้เย็นที่ห้องสมุดประจำคณะเหมือนทุกที ผมไม่ได้ส่งข้อความไปบอกมันว่าผมมาถึงแล้ว มันจะคิดว่าผมขาดการติดต่อไปและไม่อยากเห็นหน้าจนไม่ยอมมาติวหนังสือให้มัน แล้วมันก็เลยไม่มา ผมตั้งใจจะรอมันสัก 10 นาที ถ้ามันยังไม่มาค่อยคิดว่าจะเอายังไง ระหว่างส่งข้อความไปตามให้มันมา หรือหนีไปทำงานพิเศษที่กรีนเฮาส์คาเฟ่เลยดี
ผ่านไปเพียงครู่เดียว ผมก็เห็นไอ้ตู้เย็นมายืนหน้าประตูกระจกห้องที่เราใช้ติวหนังสือกันเป็นประจำ สีหน้าของมันดูประหลาดใจเมื่อมองเข้ามาแล้วเห็นผมนั่งอยู่ มันคงไม่คิดว่าผมจะยังมาติวหนังสือให้มันตามปกติล่ะมั้ง มันรีบเลื่อนประตูเปิดเข้ามา พุ่งลงนั่งเก้าอี้ตรงข้ามผมแล้วถามด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองเล็กน้อย
“มึงหายไปไหนวะ กูโทรไปตั้งแต่วันเสาร์ก็ไม่รับ ส่งไลน์ไปอ่านแล้วก็ไม่ตอบ มึงเป็นอะไรไปวะ จู่ ๆ ก็ทำตัวแบบนี้ มึงโกรธอะไรกูหรือเปล่า มีอะไรก็คุยกันตรง ๆ สิวะ รู้ไหมว่ากูเป็นห่วง”
ผมไม่รู้จะแก้ตัวยังไงดี
“เอ่อ… กูขอโทษแล้วกันเว้ย ตอนวันเสาร์ถ่ายงานเสร็จแล้วกูเหนื่อยและรู้สึกใจไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยเท่าไหร่ ขอโทษนะที่ทำให้มึงเป็นห่วง”
“แล้วตอนนี้เป็นยังไงบ้าง รู้สึกดีขึ้นหรือยัง?”
ผมรู้สึกถึงความเป็นห่วงเป็นใยจากสายตาที่มันจ้องเขม็งมองตรงมา
“ก็ดีขึ้นมากแล้ว”
ไอ้ตู้เย็นพยักหน้าแล้วถามผม
“มึงไม่ได้โกรธกูใช่ไหม?”
ผมสะดุ้งกับคำถาม จะตอบไปว่ายังไงดี ถ้าตอบไปว่า ใช่ กูโกรธมึง คงต้องอธิบายอีกยืดยาว เลยตอบเลี่ยง ๆ ไปว่า
“เปล่าซะหน่อย จะให้กูโกรธมึงเรื่องอะไรล่ะ?”
ไอ้ตู้เย็นยักไหล่
“ไม่รู้สิ กูอาจพูดจาหรือเผลอทำอะไรให้มึงไม่พอใจโดยที่ไม่รู้ตัว มีอะไรข้องใจมึงบอกกูได้เลยนะ ถ้ารู้สึกไม่ดีกับกูก็เตือนมาเลย กูจะได้ทำตัวถูก อย่าหายไปติดต่อไม่ได้อย่างนี้อีก รู้ไหมเมื่อวานใจคอกูไม่ดีทั้งวัน นึกเป็นห่วงแต่เรื่องมึงจนไม่เป็นอันทำอะไร”
“โทษที ๆ คราวหลังถ้ามีอะไรจะบอกไปตรง ๆ นะ เอาล่ะ… มาเริ่มติวกันเลยดีกว่า”
ใจผมชื้นขึ้นเยอะ เมื่อได้ยินไอ้ตู้เย็นบอกให้ฟังว่ามันเป็นห่วงผมขนาดไหน ตอนนี้ผมรู้สึกผิดขึ้นมานิด ๆ ที่ตัวเองทำตัวไม่น่ารักไปเมื่อช่วงวันหยุดที่ผ่านมา จบเรื่องนี้แล้วผมกับมันก็ขยับระดับความสนิทสนมกันขึ้นมาอีกขั้น
ติวหนังสือครบ 1 ชั่วโมง ผมก็ให้ตัวอย่างโจทย์ไอ้ตู้เย็นไปทำต่อเป็นการบ้าน พวกเรา 2 คนเดินลงมาจากห้องสมุดด้วยกัน ระหว่างนั้นมีการพูดคุยสัพเพเหระ ไม่มีการพูดถึงเรื่องยืมรถมอไซด์เลย วันก่อนมันเคยจะยืมรถผมไปรับนานะ แต่มันเงียบเรื่องนี้ คงจะล้มเลิกแผนการไปแล้วมั้ง
ผมรู้สึกสบายใจที่คิดอย่างนั้น แล้วเรา 2 คนก็แยกย้ายกัน ผมต้องไปทำงานพิเศษที่ร้านกรีนเฮาส์คาเฟ่ ส่วนไอ้ตู้เย็นบอกว่าต้องรอไอ้หมอกมารับ เพราะโดนขอให้ไปซื้อของเป็นเพื่อน
ผมเข้าทำงานที่ร้านกรีนเฮาส์คาเฟ่ตอน 5 โมงเย็น เลิก 2 ทุ่ม หน้าที่ของผมตอนนี้เพิ่มขึ้นแล้ว พี่ส้มผู้เป็นเจ้าของร้านสอนผมชงเครื่องดื่มสูตรต่าง ๆ วันไหนที่พี่กิ่งแก้วพนักงานประจำของร้านไม่ว่าง ผมก็จะได้โชว์ฝีมือชงเครื่องดื่มให้ลูกค้า
วันนี้ร้านแน่นไปด้วยลูกค้า ส่วนมากเป็นขาจร เพราะวันนี้พี่ส้มจัดโปรโมชั่นซื้อ 1 ฟรี 1 คู่รักนักศึกษาพากันมาอุดหนุนเยอะเป็นพิเศษ
พอมีงานให้ทำล้นมือ เวลาก็เหมือนจะไหลเป็นน้ำ ผ่านไปเร็วกว่าปกติมาก รู้ตัวอีกทีก็เกือบ 2 ทุ่ม ใกล้เวลาเลิกงานของผมแล้ว ตอนนี้ลูกค้าบางตา เสียงกระดิ่งที่แขวนไว้ตรงประตูร้านส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งเมื่อมีลูกค้าเปิดประตูเข้ามา ผมพูดออกไปโดยอัตโนมัติ
“ยินดีต้อนรับครับ”
เมื่อเห็นลูกค้าที่เพิ่งเดินพ้นประตูเข้ามาในร้านผมก็ชะงัก เป็นไอ้ตู้เย็นกับนานะ ไอ้ตู้เย็นยิ้มน้อย ๆ แล้วยกมือทักผม ส่วนนานะดูประหลาดใจที่เห็นผมใส่ผ้ากันเปื้อนของร้าน
“อ้าวนนท์นนท์… ทำงานที่ร้านนี้เหรอ ยังงี้ต้องให้ส่วนลดเราหน่อยนะ”
ผมยิ้มแห้งให้เธอ
“วันนี้เครื่องดื่มที่ร้านซื้อ 1 ฟรี 1 ใช่ไหม?” ไอ้ตู้เย็นถาม
ผมพยักหน้า จู่ ๆ ก็รู้สึกใบหน้าร้อนผ่าว ไอ้ตู้เย็นกับนานะพากันไปนั่งที่โต๊ะตัวหนึ่ง จากนั้นไอ้ตู้เย็นก็หันมาพูดกับผม
“ขอเมนูมาดูหน่อยดิ”
ผมรู้สึกตัวจากที่เมื่อกี้ยืนนิ่ง เดินไปที่เคาน์เตอร์แล้วหยิบเมนูติดมือมา 2 เล่ม พี่กิ่งแก้วกลับมาประจำอยู่ที่เคาน์เตอร์แล้ว พอเห็นผมทักทายกับลูกค้าที่มาใหม่ทั้ง 2 คนก็ถามขึ้นมาว่า
“สองคนนั้นเพื่อนเหรอ”
ผมพยักหน้าน้อย ๆ พี่กิ่งแก้วเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของผมก็หุบยิ้ม แล้วมองตามผมเอาเมนูไปให้ไอ้ตู้เย็นกับนานะที่โต๊ะ ไอ้ตู้เย็นรับไปเปิดดู แล้วเงยหน้าขึ้นมาสั่งเครื่องดื่มกับผม
“ของกูเอาช็อกโกแลตเย็นหวานปกติ”
“ช็อกโกแลตหมด” ผมตอบเสียงราบเรียบ
เอ่อ… งั้นเอาโกโก้ก็ได้”
“โกโก้ก็หมด”
“อ้าว… งั้นเอา” ไอ้ตู้เย็นกวาดสายตามองเมนู “เอาแดงมะนาวโซดาละกัน”
“หมด”
“คาราเมลนมสด”
“หมด!”
ไอ้ตู้เย็นขึ้นเสียง “อะไรวะ กูสั่งอะไรก็บอกหมด ๆ ๆ ร้านมึงเหลืออะไรให้กินบ้างเนี่ย?”
ผมจ้องมันด้วยสายตาไม่พอใจแว๊บหนึ่ง เป็นสายตาที่อัดแน่นไปด้วยหลายอารมณ์ความรู้สึก ทั้งโกรธ ทั้งรู้สึกโดนหักหลัง เปล่าเปลี่ยว รู้สึกไม่มั่นคง ไอ้ตู้เย็นเห็นสายตาผมแล้วคงรับรู้ความรู้สึก เพราะเห็นมันเปลี่ยนสีหน้า ผมอยู่ตรงนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว จึงเดินมาหาพี่กิ่งแก้วที่เคาน์เตอร์
“พี่กิ่งแก้วครับ ผมฝากดูแลลูกค้าโต๊ะนั้นต่อทีนะครับ”
“ได้จ้ะ ๆ เดี๋ยวตรงนี้พี่ดูแลต่อเอง นนท์กลับก่อนได้เลย”
พี่กิ่งแก้วคงจับความรู้สึกผิดปกติของผมได้ แกเดินออกมาจากเคาน์เตอร์แล้วตบบ่าผมทีหนึ่ง ผมถอดผ้ากันเปื้อนของร้านแขวนไว้หลังเคาน์เตอร์ หยิบกระเป๋าแล้วเดินออกมาทางประตูหลังร้าน ตัวผมสั่นไปหมด ร่างกายร้อนผ่าวแต่มือเท้าเย็น แล้วน้ำอุ่น ๆ ก็ไหลเป็นสายลงมาจากตา อาบแก้มทั้ง 2 ข้าง ผมเจ็บปวด รู้สึกโดนหักหลัง โดนทรยศจากคนที่ไว้ใจที่สุด สถานที่ปลอดภัยของผมไม่มีอีกแล้ว มันโดนคนอื่นแช่งชิงไป
Leave a comment