รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 20

Share

นนท์

หลังจากถ่ายงานกันมาตั้งแต่เช้า พี่จั๊บก็ให้พักเที่ยง ทีมงานสั่งข้าวกล่องมาเลี้ยง ของผมได้เป็นผัดพริกแกงไก่กับไข่ดาว พวกเราทุกคนล้อมวงกินด้วยกันที่พื้นหญ้า ไอ้ตู้เย็นกินหมดคนแรก มันลุกเอากล่องข้าวไปทิ้งแล้วมานั่งที่เก้าอี้พับ หยิบกีตาร์ของไอ้ดินปืนมาเล่น พอนานะได้ยิน เธอก็ลุกเดินไปหามัน

“นายเล่นกีตาร์เป็นด้วยเหรอ เราว่าผู้ชายที่เล่นกีตาร์เท่ที่สุดเลย เล่นให้เราฟังบ้างสิ”

“ฮ่ะ ๆ ก็เล่นพอได้นะ แต่ไม่เท่เท่าไอ้ดินปืนหรอก”

ไอ้ตู้เย็นกับนานะคุยกันกระหนุงกระหนิง วันนี้ผมว่าไอ้ตู้เย็นมันดูสดใสกว่าปกติ ดูพูดเยอะกว่าที่เคย ยิ่งกับนานะที่เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก มันยิ่งพูดคุยสนุกด้วย ทีตอนมันอยู่กับผมไม่เห็นคุยเป็นต่อยหอยแบบนี้บ้าง

“มีเล่นที่ร้านลมเย็นบาร์น่ะ ทุกวันจันทร์กับวันพฤหัส วันจันทร์นี้ถ้านานะว่างก็มาดูพวกเราสิ”

“ไปแน่นอน อ้าว… แต่ลืมไปว่ารถเราเสีย ต้องเอาไปซ่อม ไม่รู้จะเสร็จทันวันจันทร์หรือเปล่า”

เพิ่งรู้จักกันทำเป็นโชว์ออฟอวดสาวเลยนะ พอไอ้ตู้เย็นได้ยินนานะพูดว่าผู้ชายที่เล่นกีตาร์เป็นนั้นดูเท่ มันก็อยากอวดว่าตัวเองเก่งขนาดมีร้านจ้างไปเล่นดนตรีสด อยากเอาใจนานะล่ะสิ ความรู้สึกไม่ดีต่อไอ้ตู้เย็นเริ่มก่อตัวขึ้นในใจผม สาเหตุเกิดจากอะไรผมไม่ทราบแน่ชัด แต่ที่แน่ ๆ ภาพมันกับนานะคุยกันกระหนุงกระหนิงแบบนี้ผมไม่ชอบใจเลย

ไอ้ตู้เย็นเล่นเพลงโฮเตลแคลิฟอร์เนีย เพลงนี้ดังพอตัว ผมเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง อยากไปนั่งแทรกกลางระหว่างมันกับนานะเพื่อฟังด้วย แต่ทำอย่างนั้นมันดูออกหน้าออกตาเกินไป ผมกินข้าวกล่องหมดแล้ว เลยลุกเดินเอาไปทิ้งที่ถังขยะ ระหว่างเดินผ่านหน้าไอ้ตู้เย็นก็รู้สึกสังหรณ์เหมือนไอ้ตู้เย็นเงยหน้าขึ้นมามอง ผมไม่หันไปมอง เดินผ่านไปเฉย ๆ ทำเหมือนทั้ง 2 คนที่นั่งอยู่ตรงนั้นเป็นอากาศธาตุ

ผมยอมรับก็ได้ว่ารู้สึกอิจฉานานะที่ทำให้ไอ้ตู้เย็นเผยด้านที่สดใสออกมา ผมอยากให้ตอนที่มันอยู่กับผมแล้วชวนผมคุยเป็นคุ้งเป็นแควแบบตอนอยู่กับนานะบ้าง ตอนนี้ผมมองนานะแบบมีอคติไปแล้ว ต้องใช้พลังอย่างมากในการทำเป็นว่าเรา 2 คนคือคนที่รักกันมาก เพื่อแสดงเอ็มวีให้พี่จั๊บออกมาสมบทบาทมากที่สุด

เวลา 1 ทุ่ม พี่จั๊บก็ประกาศเลิกกอง ผมเห็นไอ้ตู้เย็นกับนานะร่ำลากัน แถมย้ำกันอยู่นั่นว่าไม่ให้ลืมนัด ผมทนเลี่ยนไม่ไหว เลยเดินมาที่มอไซด์โดยไม่รอไอ้ตู้เย็น มันรีบตามมา พูดคุยกับผมปกติ มีแต่ผมเท่านั้นแหละที่ตอนนี้รู้สึกว่าใจตัวเองไม่อยู่ในสภาพปกติ

“วันจันทร์หน้านี้ตอน 1 ทุ่ม กูขอยืมมอไซด์มึงได้ไหม? พอดีมีนัดน่ะ”

ผมรู้สึกเกิดอารมณ์ที่ไม่ดีพุ่งขึ้นมาในใจ ตัวเองไม่มีรถแล้วยังกล้าไปรับปากว่าจะไปรับคนอื่น ผมขอไม่มีส่วนร่วมในเรื่องของมันกับนานะ เลยปฏิเสธเสียงแข็งใส่ ผมแปลกใจตัวเองมาก ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยรู้สึกไม่ดีกับใครแบบนี้มาก่อน

ผมพอรู้สาเหตุว่าอารมณ์ไม่ชอบใจนี้ เกิดจากการเห็นไอ้ตู้เย็นไปกระหนุงกระหนิงกับนานะ แต่นั่นก็เป็นสิทธิ์ของทั้ง 2 คนที่จะทำความรู้จักกัน ผมนั่นแหละอยู่ในฐานะอะไรถึงได้รู้สึกไม่ชอบใจแบบนี้ได้ แต่ก็นั่นแหละ ยิ่งรู้ตัวว่าไม่มีสิทธิ์ก็ยิ่งทำให้อารมณ์ผมบูดขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้ผมอยากอยู่ตามลำพัง เพื่อจัดการกับอารมณ์ตัวเองก่อน พอไปส่งไอ้ตู้เย็นที่คอนโดปุ๊บ ผมก็รีบขับรถกลับหอของตัวเองปั๊บ

พอขึ้นถึงห้องตัวเองแล้ว มือถือผมก็ดังขึ้น หยิบขึ้นมาดูเห็นเป็นชื่อไอ้ตู้เย็นขึ้นที่หน้าจอพร้อมกับรูปหน้าบึ้งของมันที่ผมแอบถ่ายมันทีเผลอ ทีกับผมชอบทำหน้าตาเย็นชาบึ้งตึงใส่จังเลยนะ แต่ทีนานะล่ะเปลี่ยนไปอย่างกับเป็นคนละคน ผมรู้สึกอารมณ์เสียเมื่อเห็นรูปหน้าบึ้งของมันเลยรีบกดวางสาย แทบจะทันทีหลังจากนั้นมันก็โทรซ้ำมาอีกรอบ ครั้งนี้ผมกดวางสายเช่นกัน

วันต่อมาเป็นวันอาทิตย์ ผมเห็นสายที่ไม่ได้รับขึ้นมา 1 สาย เป็นเบอร์ของไอ้ตู้เย็น มันคงโทรมาตอนที่ผมเข้าห้องน้ำอยู่ จากนั้นมันก็ส่งข้อความมาหาทางไลน์ ก่อนหน้านี้ผมตั้งใจจะไม่รับการติดต่อจากมัน แต่ก็เผลอกดแจ้งเตือนเข้าไปอ่านข้อความของมันจนได้ ทำให้ขึ้นคำว่าอ่านแล้วที่ข้อความของมัน อย่างนี้มันก็รู้แล้วว่าผมอ่านแล้วไม่ยอมตอบ

แล้ววันนั้นทั้งวันมันก็ไม่มีการติดต่อมาอีกเลย ทั้งทางโทรศัพท์หรือข้อความทางไลน์ ถ้ามันพยายามอีกนิด ผมอาจใจอ่อนและยอมตอบกลับมันไปก็ได้

ถึงแม้จะเหนื่อยจากการถ่ายงานเมื่อวาน และสภาพจิตใจไม่ค่อยแจ่มใสนัก แต่ผมก็ยังออกไปขี่รถรับส่งอาหาร ตลอดชีวิตที่ผ่านมาผมอดทนอยู่ตัวคนเดียวมาได้โดยไม่รู้สึกเดือดร้อนหรือมีปัญหาอะไร แต่วันนี้กลับรู้สึกเหงา โหวง ๆ ในใจยังไงชอบกล มือถือเด้งแจ้งเตือนแต่ออเดอร์ลูกค้าเข้า ไม่มีวี่แววการติดต่อมาจากไอ้ตู้เย็นเลย

ตอนนี้อารมณ์ไม่ดีที่ผมมีต่อไอ้ตู้เย็นลดลงไปมากแล้ว จนรู้สึกเห็นอกเห็นใจมันขึ้นมาว่าเมื่อวานผมเล่นกับความรู้สึกของมันมากเกินไปหรือเปล่า ผมทำตัวผิดปกติไปเอง จนมันสังเกตเห็นและรู้สึกเป็นห่วง มันพยายามจะถามไถ่แต่ผมกลับหันหลังใส่ อย่างนี้ดูเป็นการไม่ให้เกียรติกันเกินไปไหมนะ

ที่วันนี้มันเงียบไปเพราะมันโกรธที่โดนผมทำแบบนั้นใส่หรือเปล่า แต่จะให้ผมเป็นฝ่ายเริ่มต้นขอโทษก็รู้สึกเสียหน้าแย่ โกรธเองหายเองดูเป็นคนไม่ใช้เหตุผลเท่าไหร่ ดูเป็นคนเอาอารมณ์นำหน้า และพรุ่งนี้หลังเลิกเรียนผมต้องติวหนังสือให้มัน ต้องทำตัวยังไงดีนะ

วันจันทร์หลังเลิกเรียน ผมมารอไอ้ตู้เย็นที่ห้องสมุดประจำคณะเหมือนทุกที ผมไม่ได้ส่งข้อความไปบอกมันว่าผมมาถึงแล้ว มันจะคิดว่าผมขาดการติดต่อไปและไม่อยากเห็นหน้าจนไม่ยอมมาติวหนังสือให้มัน แล้วมันก็เลยไม่มา ผมตั้งใจจะรอมันสัก 10 นาที ถ้ามันยังไม่มาค่อยคิดว่าจะเอายังไง ระหว่างส่งข้อความไปตามให้มันมา หรือหนีไปทำงานพิเศษที่กรีนเฮาส์คาเฟ่เลยดี

ผ่านไปเพียงครู่เดียว ผมก็เห็นไอ้ตู้เย็นมายืนหน้าประตูกระจกห้องที่เราใช้ติวหนังสือกันเป็นประจำ สีหน้าของมันดูประหลาดใจเมื่อมองเข้ามาแล้วเห็นผมนั่งอยู่ มันคงไม่คิดว่าผมจะยังมาติวหนังสือให้มันตามปกติล่ะมั้ง มันรีบเลื่อนประตูเปิดเข้ามา พุ่งลงนั่งเก้าอี้ตรงข้ามผมแล้วถามด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองเล็กน้อย

“มึงหายไปไหนวะ กูโทรไปตั้งแต่วันเสาร์ก็ไม่รับ ส่งไลน์ไปอ่านแล้วก็ไม่ตอบ มึงเป็นอะไรไปวะ จู่ ๆ ก็ทำตัวแบบนี้ มึงโกรธอะไรกูหรือเปล่า มีอะไรก็คุยกันตรง ๆ สิวะ รู้ไหมว่ากูเป็นห่วง”

ผมไม่รู้จะแก้ตัวยังไงดี

“เอ่อ… กูขอโทษแล้วกันเว้ย ตอนวันเสาร์ถ่ายงานเสร็จแล้วกูเหนื่อยและรู้สึกใจไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยเท่าไหร่ ขอโทษนะที่ทำให้มึงเป็นห่วง”

“แล้วตอนนี้เป็นยังไงบ้าง รู้สึกดีขึ้นหรือยัง?”

ผมรู้สึกถึงความเป็นห่วงเป็นใยจากสายตาที่มันจ้องเขม็งมองตรงมา

“ก็ดีขึ้นมากแล้ว”

ไอ้ตู้เย็นพยักหน้าแล้วถามผม

“มึงไม่ได้โกรธกูใช่ไหม?”

ผมสะดุ้งกับคำถาม จะตอบไปว่ายังไงดี ถ้าตอบไปว่า ใช่ กูโกรธมึง คงต้องอธิบายอีกยืดยาว เลยตอบเลี่ยง ๆ ไปว่า

“เปล่าซะหน่อย จะให้กูโกรธมึงเรื่องอะไรล่ะ?”

ไอ้ตู้เย็นยักไหล่

“ไม่รู้สิ กูอาจพูดจาหรือเผลอทำอะไรให้มึงไม่พอใจโดยที่ไม่รู้ตัว มีอะไรข้องใจมึงบอกกูได้เลยนะ ถ้ารู้สึกไม่ดีกับกูก็เตือนมาเลย กูจะได้ทำตัวถูก อย่าหายไปติดต่อไม่ได้อย่างนี้อีก รู้ไหมเมื่อวานใจคอกูไม่ดีทั้งวัน นึกเป็นห่วงแต่เรื่องมึงจนไม่เป็นอันทำอะไร”

“โทษที ๆ คราวหลังถ้ามีอะไรจะบอกไปตรง ๆ นะ เอาล่ะ… มาเริ่มติวกันเลยดีกว่า”

ใจผมชื้นขึ้นเยอะ เมื่อได้ยินไอ้ตู้เย็นบอกให้ฟังว่ามันเป็นห่วงผมขนาดไหน ตอนนี้ผมรู้สึกผิดขึ้นมานิด ๆ ที่ตัวเองทำตัวไม่น่ารักไปเมื่อช่วงวันหยุดที่ผ่านมา จบเรื่องนี้แล้วผมกับมันก็ขยับระดับความสนิทสนมกันขึ้นมาอีกขั้น

ติวหนังสือครบ 1 ชั่วโมง ผมก็ให้ตัวอย่างโจทย์ไอ้ตู้เย็นไปทำต่อเป็นการบ้าน พวกเรา 2 คนเดินลงมาจากห้องสมุดด้วยกัน ระหว่างนั้นมีการพูดคุยสัพเพเหระ ไม่มีการพูดถึงเรื่องยืมรถมอไซด์เลย วันก่อนมันเคยจะยืมรถผมไปรับนานะ แต่มันเงียบเรื่องนี้ คงจะล้มเลิกแผนการไปแล้วมั้ง

ผมรู้สึกสบายใจที่คิดอย่างนั้น แล้วเรา 2 คนก็แยกย้ายกัน ผมต้องไปทำงานพิเศษที่ร้านกรีนเฮาส์คาเฟ่ ส่วนไอ้ตู้เย็นบอกว่าต้องรอไอ้หมอกมารับ เพราะโดนขอให้ไปซื้อของเป็นเพื่อน

ผมเข้าทำงานที่ร้านกรีนเฮาส์คาเฟ่ตอน 5 โมงเย็น เลิก 2 ทุ่ม หน้าที่ของผมตอนนี้เพิ่มขึ้นแล้ว พี่ส้มผู้เป็นเจ้าของร้านสอนผมชงเครื่องดื่มสูตรต่าง ๆ วันไหนที่พี่กิ่งแก้วพนักงานประจำของร้านไม่ว่าง ผมก็จะได้โชว์ฝีมือชงเครื่องดื่มให้ลูกค้า

วันนี้ร้านแน่นไปด้วยลูกค้า ส่วนมากเป็นขาจร เพราะวันนี้พี่ส้มจัดโปรโมชั่นซื้อ 1 ฟรี 1 คู่รักนักศึกษาพากันมาอุดหนุนเยอะเป็นพิเศษ

พอมีงานให้ทำล้นมือ เวลาก็เหมือนจะไหลเป็นน้ำ ผ่านไปเร็วกว่าปกติมาก รู้ตัวอีกทีก็เกือบ 2 ทุ่ม ใกล้เวลาเลิกงานของผมแล้ว ตอนนี้ลูกค้าบางตา เสียงกระดิ่งที่แขวนไว้ตรงประตูร้านส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งเมื่อมีลูกค้าเปิดประตูเข้ามา ผมพูดออกไปโดยอัตโนมัติ

“ยินดีต้อนรับครับ”

เมื่อเห็นลูกค้าที่เพิ่งเดินพ้นประตูเข้ามาในร้านผมก็ชะงัก เป็นไอ้ตู้เย็นกับนานะ ไอ้ตู้เย็นยิ้มน้อย ๆ แล้วยกมือทักผม ส่วนนานะดูประหลาดใจที่เห็นผมใส่ผ้ากันเปื้อนของร้าน

“อ้าวนนท์นนท์… ทำงานที่ร้านนี้เหรอ ยังงี้ต้องให้ส่วนลดเราหน่อยนะ”

ผมยิ้มแห้งให้เธอ

“วันนี้เครื่องดื่มที่ร้านซื้อ 1 ฟรี 1 ใช่ไหม?” ไอ้ตู้เย็นถาม

ผมพยักหน้า จู่ ๆ ก็รู้สึกใบหน้าร้อนผ่าว ไอ้ตู้เย็นกับนานะพากันไปนั่งที่โต๊ะตัวหนึ่ง จากนั้นไอ้ตู้เย็นก็หันมาพูดกับผม

“ขอเมนูมาดูหน่อยดิ”

ผมรู้สึกตัวจากที่เมื่อกี้ยืนนิ่ง เดินไปที่เคาน์เตอร์แล้วหยิบเมนูติดมือมา 2 เล่ม พี่กิ่งแก้วกลับมาประจำอยู่ที่เคาน์เตอร์แล้ว พอเห็นผมทักทายกับลูกค้าที่มาใหม่ทั้ง 2 คนก็ถามขึ้นมาว่า

“สองคนนั้นเพื่อนเหรอ”

ผมพยักหน้าน้อย ๆ พี่กิ่งแก้วเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของผมก็หุบยิ้ม แล้วมองตามผมเอาเมนูไปให้ไอ้ตู้เย็นกับนานะที่โต๊ะ ไอ้ตู้เย็นรับไปเปิดดู แล้วเงยหน้าขึ้นมาสั่งเครื่องดื่มกับผม

“ของกูเอาช็อกโกแลตเย็นหวานปกติ”

“ช็อกโกแลตหมด” ผมตอบเสียงราบเรียบ

เอ่อ… งั้นเอาโกโก้ก็ได้”

“โกโก้ก็หมด”

“อ้าว… งั้นเอา” ไอ้ตู้เย็นกวาดสายตามองเมนู “เอาแดงมะนาวโซดาละกัน”

“หมด”

“คาราเมลนมสด”

“หมด!”

ไอ้ตู้เย็นขึ้นเสียง “อะไรวะ กูสั่งอะไรก็บอกหมด ๆ ๆ ร้านมึงเหลืออะไรให้กินบ้างเนี่ย?”

ผมจ้องมันด้วยสายตาไม่พอใจแว๊บหนึ่ง เป็นสายตาที่อัดแน่นไปด้วยหลายอารมณ์ความรู้สึก ทั้งโกรธ ทั้งรู้สึกโดนหักหลัง เปล่าเปลี่ยว รู้สึกไม่มั่นคง ไอ้ตู้เย็นเห็นสายตาผมแล้วคงรับรู้ความรู้สึก เพราะเห็นมันเปลี่ยนสีหน้า ผมอยู่ตรงนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว จึงเดินมาหาพี่กิ่งแก้วที่เคาน์เตอร์

“พี่กิ่งแก้วครับ ผมฝากดูแลลูกค้าโต๊ะนั้นต่อทีนะครับ”

“ได้จ้ะ ๆ เดี๋ยวตรงนี้พี่ดูแลต่อเอง นนท์กลับก่อนได้เลย”

พี่กิ่งแก้วคงจับความรู้สึกผิดปกติของผมได้ แกเดินออกมาจากเคาน์เตอร์แล้วตบบ่าผมทีหนึ่ง ผมถอดผ้ากันเปื้อนของร้านแขวนไว้หลังเคาน์เตอร์ หยิบกระเป๋าแล้วเดินออกมาทางประตูหลังร้าน ตัวผมสั่นไปหมด ร่างกายร้อนผ่าวแต่มือเท้าเย็น แล้วน้ำอุ่น ๆ ก็ไหลเป็นสายลงมาจากตา อาบแก้มทั้ง 2 ข้าง ผมเจ็บปวด รู้สึกโดนหักหลัง โดนทรยศจากคนที่ไว้ใจที่สุด สถานที่ปลอดภัยของผมไม่มีอีกแล้ว มันโดนคนอื่นแช่งชิงไป


Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” เขียนโดยแกรี เคลเลอร์ แก่นหลักของหนังสือเล่มนี้คือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่เกิดจากการเลือกสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด แล้วทำมันให้ดีที่สุดจนสำเร็จครับ แกรีย้อนไปดูผลงานในอดีตของตัวเอง เขาพบรูปแบบสำคัญที่เกิดขึ้นซ้ำเหมือนกันทุกครั้ง นั่นคือช่วงที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุด...

พระ เฟอร์รารี่ และความหมายของชีวิต – 7 หลักการสู่ความสุขและความสมดุล ที่คุณนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต

ไอติมฮีลใจ ep นี้ มาแนะนำหนึ่งในหนังสือที่หลายสื่อยกย่องกันว่าโด่งดังที่สุดในศตวรรษที่ 21 ตีพิมพ์ครั้งแรกตอนปี 1999 และขายดีต่อเนื่องมานานกว่า 25 ปี ยอดขายรวมมากกว่า 15 ล้านเล่ม แปลไปแล้วกว่า 92 ภาษา หนังสือเล่มนี้ผมรู้จักมาพักหนึ่งแล้วครับ เคยเห็นแต่ฉบับภาษาอังกฤษ พอเห็นว่ามีฉบับแปลไทยก็ซื้อเลยทันที หนังสือเล่มที่ว่านี้คือ The Monk Who...

4 ปี นรกในเขมร เรื่องจริงจากบันทึกของภรรยาท่านทูต ที่ชีวิตเหมือนตกนรกในช่วงยุคเขมรแดง

ไอติมเล่า ep นี้ มาสรุปเนื้อหาจากหนังสือ 4 ปี นรกในเขมร เนื้อหาในเล่มเป็นเรื่องจริงในยุคเขมรแดงจากบันทึกของยาสึโนะ นาอิโต หญิงชาวญี่ปุ่นที่เกิดในตระกูลซามูไร แต่งงานกับโศ ทันลัน นักการทูตชาวกัมพูชาที่เรียนจบจากฝรั่งเศส และถูกส่งตัวไปทำงานที่ญี่ปุ่น ตอนนั้นคุณนาอิโตะอายุ 23 ปี คุณโศอายุ 39 ปี และมีลูกติด 3 คนจากภรรยาเก่า...

จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เปลี่ยนคนที่ยังลังเลให้ซื้อทันที

สินค้าดี มีคนสนใจ แต่ทำไมไม่มีคนซื้อ? บางทีอาจเป็นเพราะสมองของลูกค้าไม่ยอมให้ซื้อก็เป็นได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เขียนโดยฌอน ดีซูซา นักการตลาดที่พบว่าต่อให้ลูกค้าสนใจแค่ไหน แต่พวกเขาจะยังไม่ซื้อ จนกว่าสมองจะได้รับข้อมูลครบถ้วน และตามลำดับที่ถูกต้อง ฌอนบอกว่าสมองของคนเราทำงานเหมือนสายพานลำเลียงกระเป๋าที่สนามบินครับ ตอนขึ้นเครื่องเราโหลดกระเป๋ามาด้วยทั้งหมด 7 ใบ พอลงจากเครื่องเราต้องมายืนรอให้กระเป๋าออกมาตามสายพาน...

Related Articles

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 27 (จบ)

ตู้เย็น ช่วงก่อนสอนปลายภาค ไอ้นนท์ช่วยเก็งข้อสอบให้ผมล่วงหน้าตั้ง 2 สัปดาห์ ช่วงนั้นผมหัวหมุนมากเป็นพิเศษ และแปลกใจมากที่ไอ้นนท์ไม่กังวลเกี่ยวกับการสอบเลย วันธรรมดาหลังเลิกเรียน มันยังไปทำงานพิเศษที่ร้านกรีนเฮาส์คาเฟ่และลมเย็นบาร์จนถึงเที่ยงคืน เสาร์อาทิตย์ยังออกไปขี่รถรับส่งอาหาร ระหว่างที่มันไม่อยู่ด้วย ผมก็พยายามทบทวนหนังสือ...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 26

นนท์ ถึงแม้ผมจะคุ้นเคยกับคอนโดของไอ้ตู้เย็นแล้ว แต่พอมันไม่อยู่ ห้องนี้ดูเหมือนจะใหญ่เกินไปสำหรับอยู่คนเดียว ผมเกิดอาการคิดถึงมันขึ้นมา เกิดความรู้สึกเหงาขึ้นมา ทั้งที่แต่ก่อนอยู่ตามลำพังมาได้ตลอด พอห่างจากผม ไม่รู้ว่าไอ้ตู้เย็นจะรู้สึกเหงาและคิดถึงแบบเดียวกันหรือเปล่า อยู่ห้องก็ไม่มีอะไรให้ทำ วันนี้ผมเลยจะออกไปขี่รถรับส่งอาหารไวกว่าปกติละกัน ขณะกำลังจะลุกไปเตรียมตัว...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 25

ตู้เย็น อาบน้ำเย็น ๆ ชำระล้างเหงื่อไคลจนสะอาดสะอ้านแล้วผมก็สดชื่นขึ้นมาทันที ผมนุ่งผ้าเช็ดตัวเดินออกมาจากห้องน้ำ กำลังจะเข้าไปแต่งตัวในห้องนอนก็เห็นไอ้นนท์นั่งอยู่บนโซฟาหน้าทีวี หัวเราะคิกคัก สายตาจ้องไปที่หน้าจอมือถือในมือ “ขำอะไรวะ แบ่งกูดูบ้างสิ” “พี่แองโจลี่ส่งคลิปที่มึงใส่ชุดมาสคอตมาให้ดู มึงนี่ใช้ได้เหมือนกันนะ...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 24

นนท์ ผมตามพี่แองโจลี่มาลองชุดกับพี่ไก่แจ้ เสื้อผ้าวันนี้มาในธีมสีแดงสดใสร้อนแรง พี่ไก่แจ้เลือกให้พวกเราคนละ 2 ชุด จากนั้นพาทุกคนมาที่หน้าเวทีเพื่อซ้อมเดินแบบ ซ้อมกันอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงก็ได้พัก พี่แองโจลี่เอาน้ำเย็นมาให้ผมกับไมค์คนละขวด ผมรับมาดื่มแล้วถามหาไอ้ตู้เย็น...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!