นิยาย

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 1

Share

ตู้เย็น

วันนี้น่าจะเรียกได้ว่าเป็นวันที่ผมตั้งตารอให้มาถึงมากที่สุดในชีวิต วันที่ได้เป็นเหมือนนกน้อยที่บินออกจากรัง ผมตื่น 7 โมงเช้า สายที่สุดในบ้าน ลุกขึ้นเก็บฟูกบาง ๆ ที่ใช้ปูนอนกับหมอนใยสังเคราะห์เข้าไปไว้ในตู้ไม้ ผมหันมามองห้องโล่ง ๆ ขนาด 20 ตารางเมตร จากนี้ไปผมคงได้กลับมานอนห้องนี้แค่ครั้งคราว

ครอบครัวของผมใช้ห้องนี้เป็นห้องนอนรวม ทุกคืนผม ป๊า แม่ และพี่สาวจะหยิบฟูกนอนมาวางในตำแหน่งประจำของตัวเองแล้วนอนรวมกัน เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ผมเกิดจนทุกวันนี้ผมอายุ 19 ปีแล้ว ใช่แล้วครับ ทั้งชีวิตนี้ผมไม่เคยมีห้องส่วนตัวเลย การโตมาในครอบครัวที่มีป๊าเป็นลูกหลานคนจีนไม่ค่อยมีพื้นที่ส่วนตัวเลย

ชั้นสองของบ้านเงียบเหงา ทุกคนลงไปทำงานข้างล่างกันหมด บ้านเรามีห้องอาบน้ำแค่ห้องเดียว แต่ก็ไม่เคยแย่งกันใช้ เพราะทุกคนรู้ว่าเวลาไหนคือเวลาอาบน้ำของตัวเอง หมายความว่าเมื่อได้เวลาคิวอาบน้ำของผม ผมก็ต้องไปอาบน้ำเดี๋ยวนั้น ไม่อย่างนั้นป๊าที่คิวต่อจากผมจะเริ่มบ่น เพราะแกจะรีบอาบน้ำแล้วไปดูรายการโปรดในเคเบิลทีวี ซึ่งเป็นงานอดิเรกเดียวที่ป๊ามี

ผมยังไม่ได้แนะนำตัวเองเลย ผมชื่อ รัฐศาสตร์ มงคลธรรมศิริ ชื่อเล่นว่า ตู้เย็น ครับ อย่าเพิ่งขำชื่อเล่นผมนะ ถึงแม้ว่ามันจะน่าตลกก็เถอะ ผมเขินทุกครั้งเวลาต้องแนะนำตัวเองให้คนใหม่ ๆ ได้รู้จัก เพราะเมื่อพวกเขาได้ยินชื่อเล่นของผมก็จะหลุดหัวเราะออกมาและถามต่อว่าได้ชื่อนี้มาได้ยังไง

ผมต้องขอท้าวความไปยังที่มาของชื่อพี่สาวผมก่อน ผมมีพี่สาวอยู่หนึ่งคนชื่อว่า กับข้าว ที่พี่ได้ชื่อนี้มาเพราะตอนพี่สาวของผมเกิด ป๊ากับแม่ทำอาชีพขายแกงถุง สมัยที่พวกเขาเพิ่งเริ่มตั้งตัวน่ะ แล้วพออีก 9 ปีต่อมาป๊ากับแม่ก็มีผม ตอนนั้นพวกเขาไม่ได้ขายแกงถุงแล้ว มาเปิดร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าแทน ป๊าเลยอยากให้ชื่อลูกชายคนใหม่เกี่ยวข้องกับชื่อลูกสาว แล้วเครื่องใช้ไฟฟ้าอะไรที่เกี่ยวข้องกับกับข้าวบ้างล่ะ? ก็ตู้เย็นไงครับเอาไว้แช่กับข้าว ดีนะป๊าไม่ตั้งชื่อผมว่าหม้อหุงข้าว ไม่งั้นถ้าเวลาเพื่อน ๆ อยากจะเรียกผมสั้น ๆ คงเรียกผมว่าไอ้หม้อ แต่ชื่อตู้เย็นก็ไม่ได้ดีกว่าชื่อหม้อหุงข้าวนัก

อาบน้ำเสร็จผมก็เข้ามาแต่งตัวในห้องนอน ในตู้เสื้อผ้าฝั่งของผมตอนนี้เหลือเสื้อผ้าอยู่ไม่กี่ตัว เพราะผมจัดเสื้อผ้าส่วนใหญ่ใส่กระเป๋าเดินทางล้อลากสำหรับย้ายออกแล้ว ข้างตู้เสื้อผ้าโล่ง ๆ ของผมมีกระเป๋าเดินทางล้อลากขนาดถือขึ้นเครื่องอยู่สองใบ ใบหนึ่งเป็นของผม อีกใบยืมพี่ข้าวมา ก็ถือว่าเสื้อผ้าข้าวของของผมไม่เยอะนะ แต่งตัวเสร็จพี่ข้าวก็โผล่หน้ามาเรียกจากหน้าประตู

“ตี๋ เสร็จแล้วลงไปช่วยป๊าขนของหน่อย รถมาส่งของแล้ว”

ได้ยินแล้วผมถึงกับเซ็ง ก็โดนเรียกให้ไปใช้แรงนี่นา เดี๋ยวเหงื่อก็ออกอีก

“ไม่เรียกตั้งแต่ก่อนอาบน้ำล่ะเจ๊ เพิ่งอาบน้ำเสร็จเนี่ย เดี๋ยวเหงื่อออกตัวก็เหม็นอีก”

“มาเถอะน่า ช้าเดี๋ยวป๊าบ่นนะ ไว้ขนของให้ป๊าเสร็จแล้วเดี๋ยวพาขนของไปคอนโด ถึงตอนนั้นค่อยอาบน้ำใหม่ก็ได้ ยังไงตี๋เก็บของเข้าคอนโดเหงื่อก็ต้องออกอยู่ดีปะ?”

ผมยอมตามพี่ลงไปชั้นล่างแต่โดยดี บ้านนี้ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งป๊าหรอก คำไหนคำนั้นถ้าป๊าสั่งมาแล้ว

บ้านผมขายเครื่องใช้ไฟฟ้าใช่ไหม พวกของที่ผมต้องช่วยยกลงจากรถบรรทุกไปเก็บไว้ในร้านก็เป็นพวกตู้เย็น เครื่องซักผ้า ทีวี 50 นิ้ว แต่ละอย่างกล่องทั้งใหญ่และหนักทั้งนั้นเลย ช่วยเสร็จแผ่นหลังและหน้าอกของผมก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อ เลยต้องรีบเข้ามานั่งพักในออฟฟิศกับแม่ซึ่งเปิดแอร์เย็นฉ่ำ

“มีไรกินบ้างแม่?” ผมถามแม่เพราะตอนนี้ 9 โมงแล้ว ผมยังไม่ได้กินอะไรเลย และเมื่อกี้ก็ใช้แรงยกของไปจนหมดแล้วด้วย

“แม่เก็บข้าวต้มกุ้งไว้ในตู้เย็น ถ้าหิวก็เอามาเข้าเวฟกินได้เลย เหลือเราคนเดียวนี่แหละที่ยังไม่ได้กิน คนอื่นกินข้าวเช้ากันเรียบร้อยแล้ว” แม่ผมตอบ แต่สายตาไม่ละจากกองบิลสินค้าบนโต๊ะ

“ข้าวต้มกุ้งเมื่อคืนอ่ะเหรอแม่ ยังไม่หมดอีกเหรอ แม่ทำไว้เยอะแค่ไหนเนี่ย?”

“ก็หม้อหนึ่งนั่นแหละ ป๊าเขาอยากกิน นาน ๆ ทีบ้านเราจะได้กินกุ้ง แม่ก็เลยทำทีเดียวให้กินได้หลายมื้อไปเลย เออ… แม่แบ่งใส่ถุงไว้ให้ด้วยนะ เผื่อลูกเอาไปเวฟกินเย็นนี้ที่โน่น”

บ้านผมเป็นอย่างนี้แหละ แม่ชอบทำกับข้าวหม้อใหญ่ ๆ สงสัยติดนิสัยมาจากสมัยขายแกงถุง แกบอกปรุงหม้อเล็ก ๆ ไม่ถนัด สู้ทำทีเดียวหม้อใหญ่ ๆ ปรุงมันมือกว่า บ้านเราเลยกินข้าวเมนูเดิมซ้ำ ๆ ติดกันหลายมื้ออยู่บ่อย ๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งผมจำได้ดี ตอนที่แม่ทำต้มจับฉ่ายแล้วบ้านเราต้องกินเมนูนี้ติดกัน 6 มื้อ เล่นเอาผมเอียนผักไปเลย

“แล้วนี่จะขนของไปที่โน่นกี่โมงล่ะ?” แม่ถาม คราวนี้ละสายตาจากกองบิลมามองหน้าผมแล้ว

“พี่ข้าวบอกไว้ว่าก่อนเที่ยง น่าจะอีกสักเดี๋ยวแหละแม่”

“อยู่ที่โน่นไกลหูไกลตาป๊ากับแม่ ยังไงลูกต้องดูแลตัวเองดี ๆ นะ ป๊ากับแม่เป็นห่วงลูกนะรู้ไหม?”

แม่พูดด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย แกเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานแล้วหยิบแบงก์พันใบหนึ่งยื่นให้ผม ผมกำลังจะยื่นมือไปรับอยู่แล้วเชียว แต่ป๊าดันเปิดประตูเข้ามาในออฟฟิศซะก่อน ผมเลยต้องรีบหดมือกลับอย่างไว ส่วนแม่ก็รีบยัดแบงก์พันเข้าที่เดิมที่หยิบมา

“ไม่เป็นไรแม่ เงินเดือนของเดือนนี้พอใช้อยู่ ไว้ขาดเหลือผมค่อยขอใหม่ละกันนะ” ผมเสียงอ่อย ฝืนใจปฏิเสธไป ทั้งที่อยากกำแบงก์พันใบนั้นไว้ในมือใจจะขาด

ป๊าแกรู้แหละว่าแม่ชอบแอบให้เงินผมบ่อย ๆ มาเห็นคาตาอย่างนี้เลยต้องบ่นอีกตามเคย

“เงินน่ะใช้ให้มันประหยัด ๆ หน่อยนะ เดี๋ยวนี้เศรษฐกิจไม่ได้ดีเหมือนเมื่อก่อน ค้าขายก็ได้กำไรน้อย เงินเดือนที่ให้แกไป ก่อนจะใช้ต้องคิดให้รอบคอบ ของฟุ่มเฟือยอย่าได้ไปซื้อเชียว อะไรประหยัดได้ก็ต้องประหยัด ค่าเทอมของแกก็แพงเอาเรื่อง…”

ดูทีท่าว่าป๊าสามารถบ่นผมเรื่องการใช้เงินได้จนถึงค่ำ ทั้งที่ผมเป็นคนใช้จ่ายน้อยมาก ต้องขอบคุณพี่ข้าวที่โผล่เข้ามาในออฟฟิศ เรียกผมให้ออกไปจากการลงทัณฑ์อันไร้ซึ่งความผิด

“ตี๋ ไปกันได้แล้ว”

“รถราน่ะขับให้มันดี ๆ นะ เห็นถนนโล่ง ๆ ก็อย่าขับเร็ว เข็มขัดนิรภัยน่ะพอขึ้นรถแล้วต้องคาดทันทีเลย ป๊าหมายถึงทั้งสองคนเลยนะ” คราวนี้ป๊าหันไปบ่นพี่ข้าวบ้าง ทั้งที่พี่เขาใช้รถมาเป็นสิบปีไม่เคยเกิดอุบัติเหตุเลยสักครั้ง

“ค่า… ไปก่อนนะคะป๊า ไปแล้วนะคะแม่” พี่ข้าวรีบตัดบท

ผมไหว้ลาป๊ากับแม่แล้วขึ้นไปยกกระเป๋าเดินทางมาใส่ท้ายรถอีโค่คาร์ของพี่สาว จากนั้นมาขนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะของตัวเองที่ห้องนั่งเล่นชั้นล่างไปไว้ที่เบาะหลังรถ ผมเอาเจ้าลูกชายสุดที่รักของผมไปด้วย เจ้าคอมพิวเตอร์ที่ผมเก็บหอมรอมริบหลายปีกว่าจะได้มันมา

ขับรถมาประมาณหนึ่งชั่วโมง พวกเราก็มาถึงคอนโดของพี่ข้าว พี่ข้าวซื้อคอนโดห้องนี้ไว้เมื่อ 5 ปีที่แล้วไว้ปล่อยเช่า เป็นห้องขนาด 36 ตารางเมตร โชคดีว่าเมื่อปีที่แล้วคนเช่าคนก่อนเรียนอยู่ชั้นปีที่สี่ มาปีนี้เลยย้ายออกและพี่ข้าวก็ไม่ได้หาผู้เช่ารายใหม่ ให้ผมมาอยู่แทน ซึ่งน่าจะให้อยู่ฟรีนะ เท่าที่รู้ตอนนี้คือพี่ข้าวยังไม่ได้พูดเรื่องค่าเช่าอะไร แต่คิดว่าพี่ผมคงไม่เก็บเงินน้องในไส้ได้ลงคอ

“เจ๊ ค่าไฟออกให้ผมนะ ขึ้นปีหนึ่งแล้วแต่ป๊าไม่ยอมขึ้นค่าขนมให้เลย ลำพังเงินแต่ละเดือนที่ป๊าให้ก็แทบไม่พอกินละ”

พี่ข้าวหันมามองผม แล้วเหลือบตาขึ้นข้างบน

“ช่วยได้แค่ 500 พอ เกินกว่านั้นตี๋ออกเอง ไม่งั้นถ้าเจ๊จ่ายให้ทั้งหมด ตี๋ก็จะใช้ไฟไม่บันยะบันยังอีก ถ้าค่าขนมไม่พอใช้จริง ๆ ก็ต้องไปคุยกับป๊าดู เผื่อแกจะขึ้นให้”

“ไม่เอาอ่ะ ขี้เกียจฟังป๊าบ่น”

“แล้วเงินที่ได้จากยูทูปล่ะ ตี๋ทำช่องเกี่ยวกับเกมนี่”

“เพิ่งเริ่มทำตอนปิดเทอมนี้เองเจ๊ คนตามยังไม่เยอะ นาน ๆ ถึงจะได้เงินที คาดเดายากว่าจะได้อีกทีเมื่อไหร่”

“เห็นตี๋เล่นกีต้าร์กับเพื่อนนี่ ไม่ลองชวนกันไปเล่นตามร้านอาหารดูล่ะ”

“ไม่ได้เรียนคณะเดียวกันน่ะสิ ไม่รู้ว่าจะมีเวลาว่างตรงกันหรือเปล่า”

พี่ข้าวแค่มาส่งผมที่ห้องเท่านั้น สักพักเขาก็กลับบ้านไป บอกว่ามีออเดอร์ขนมเข้า นอกจากจะช่วยที่บ้านดูแลร้านแล้ว พี่ข้าวยังทำขนมขายออนไลน์อีกด้วย ผมมองดูรอบ ๆ ห้องของพี่ข้าว คอนโดห้องนี้อายุ 5 ปีแล้ว ผ่านการอยู่อาศัยมาแล้วหลายคน แต่สภาพยังดีเหมือนใหม่ พี่ข้าวเลือกลูกค้าเป็น ลูกค้าแต่ละคนที่เคยมาเช่าไม่ทำห้องเละเลย

เข้ามาในห้องจะเจอตู้เก็บรองเท้าและห้องครัวแบบเปิดโล่ง มีตู้เย็นขนาด 9 คิวสีเงินเงาวับตั้งอยู่ข้างเคาน์เตอร์ครัว ถัดมาเป็นโต๊ะกินข้าว 2 ที่นั่ง แล้วเป็นห้องนั่งเล่นที่มีโซฟา โต๊ะกลางและทีวีแขวนผนัง ตรงข้ามห้องครัวเป็นห้องน้ำ ถัดจากนั้นเป็นห้องนอน

ผมจัดการย้ายเสื้อผ้าในกระเป๋าเดินทางมาเก็บเข้าตู้เสื้อผ้าในห้องนอน จัดแจงปูผ้าปูที่นอน พอเสร็จทุกอย่างก็บ่ายโมงพอดี เมื่อเช้าผมยังไม่ได้กินข้าวเลยนี่หว่า พี่ข้าวบอกว่าเขาเอาของกินจากที่บ้านติดมาด้วย ใส่ไว้ในตู้เย็น ผมเดินไปเปิดตู้เย็น คงไม่ต้องเดาให้ยากว่าผมจะเจออะไรอยู่ในนั้น

ข้าวต้มกุ้ง

ของโปรดป๊า

แม่ทำแต่ของโปรดป๊าตลอด ถึงแม้ผมจะไม่แน่ใจว่าอาหารจานโปรดของตัวเองคืออะไร แต่มันไม่ใช่ข้าวต้มกุ้งหรือต้มจับฉ่ายแน่นอน แต่ทำไงได้ ตอนนี้ท้องผมหิวและไม่มีเมนูอื่นให้เลือก จึงหยิบข้าวต้มกุ้งออกมาแกะออกจากถุง เทลงชามกระเบื้องแล้วเอาไปตั้งให้ไมโครเวฟอุ่นนาน 3 นาที

ครบเวลาไมโครเวฟก็ดีดดังกริ๊ง พอผมเปิดฝาไมโครเวฟ กลิ่นข้าวต้มกุ้งก็ลอยฟุ้งทั่วห้อง ผมใส่ถุงมือกันความร้อนแล้วหยิบอาหารมื้อแรกในวันนี้ของผมออกมาวางไว้บนโต๊ะกินข้าว จากนั้นเดินไปเปิดประตูตู้เย็น พี่ข้าวซื้อน้ำผลไม้ขนาด 1 ลิตรมาให้ไว้ตั้งหลายกล่อง ผมเลือกหยิบน้ำส้มมาเทใส่แก้ว เอามากินคู่กับข้าวต้มกุ้ง

ที่ชั้นล่างของคอนโดมีร้านซักรีด ผมก็อยากเอาชุดนักศึกษาไปให้ร้านรีดให้อยู่หรอก แต่ช่วงนี้ผมอยากประหยัดเงินเอาไว้ก่อน ไม่รู้ว่าชีวิตนักศึกษาจะมีเรื่องอะไรให้เสียเงินบ้าง หลังจากรีดเสื้อผ้าเสร็จผมก็มานั่งเล่นเกมออนไลน์ในคอม รู้ตัวอีกทีนอกระเบียงก็มืดสนิทแล้ว แถมลมยังแรง ท่าทางฝนกำลังจะตก แรงจากข้าวต้มกุ้งมื้อเที่ยงก็หมดไปแล้ว ผมเดินไปเปิดตู้เย็นเพื่อหาดูว่าพี่ข้าวเอาอะไรมาติดไว้ให้กินอีกบ้าง แต่ไม่เจอของกินอย่างอื่นนอกจากข้าวต้มกุ้งอีก 2 ถุง กับน้ำผลไม้รสชาติไม่ซ้ำกัน 4 กล่อง พูดตามตรงคือผมเบื่อข้าวต้มกุ้งแล้วล่ะ กินติดกันมา 2 มื้อแล้ว

ผมเดินไปหยิบมือถือขึ้นมาเข้าแอพสั่งอาหาร จริงอยู่ที่อยากประหยัดเงินเอาไว้ก่อน แต่ก็ทนกินข้าวต้มกุ้งติดกันเป็นมื้อที่ 3 ไม่ได้ เลยว่าจะสั่งอาหารมากิน เลื่อน ๆ ไปผมเจอร้านข้าวแกงกะหรี่ที่ราคาไม่แพงมาก แถมค่าส่งยังแค่ 10 บาทอีกด้วย เลยกดสั่งข้าวแกงกะหรี่หน้าหมูชุบแป้งทอดไป แค่เพียงแป๊บเดียวในแอพก็บอกว่ามีคนขับรับออเดอร์ของผมแล้ว ที่เหลือก็แค่รออาหารมาส่ง

แล้วฝนก็กระหน่ำลงมา ตกหนักมากจนผมเริ่มห่วงว่าข้าวแกงกะหรี่ที่ผมสั่งจะถูกคนขับยกเลิกไหม แต่สถานะในแอพสั่งอาหารขึ้นว่าคนขับกำลังรอรับอาหาร ผ่านไปสัก 20 นาทีได้ มือถือของผมก็ดังขึ้น ผมหยิบขึ้นมากดรับสาย

“สวัสดีครับคุณลูกค้า ตอนนี้ผมอยู่ด้านล่างคอนโดแล้วครับ”

“อ๋อครับ เดี๋ยวผมลงไปเลยครับ” ผมกดวางสายแล้วเดินลงลิฟท์ไปที่ล็อบบี้คอนโด

ประตูลิฟต์เปิดผมก็เห็นคนใส่เสื้อแจ็กเก็ตสีเขียวตัวโคร่งยืนหิ้วถุงพลาสติกอยู่ในมือเลยเดินเข้าไปหา เขาเปียกโชกตั้งแต่ปลายผมยันรองเท้า พอเขาเห็นผมก็ขยับเข้ามาหาแล้วถามว่า

“คุณสั่งข้าวแกงกะหรี่ใช่ไหมครับ?”

ผมพยักหน้า แล้วคนขับส่งอาหารก็ยื่นถุงในมือให้

“ฝนตกหนักเลยมาช้าไปหน่อย ทานอาหารให้อร่อยนะครับ”

ผมรับมาแล้วคนขับส่งอาหารก็หันหลังกลับ เดินฝ่าสายฝนกระหน่ำออกไปนอกคอนโด ไม่รู้ว่าเขาต้องรีบไปวิ่งส่งอาหารต่อหรือรีบกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ถ้าผมเป็นเขาจะเลือกอย่างหลัง เพราะสภาพอย่างนั้นมีโอกาสถูกหวัดกินเอาได้ ต้องขอบคุณคนขับส่งอาหารคนนั้นที่ช่วยให้ผมรอดจากข้าวต้มกุ้งไปได้หนึ่งมื้อ แต่ที่เหลืออยู่ในตู้เย็นอีก 2 ถุงยังไงผมก็ต้องกินแน่ ถ้าจะให้ทิ้งก็น่าเสียดาย


Share

Leave a Reply

What's New

Frankenstein: แฟรงเกนสไตน์ – เมื่อมนุษย์ทะเยอทะยาน ฝืนอยากเล่นบทพระเจ้า

ปีศาจสยองขวัญยุคคลาสสิก นอกจากแดร็กคูล่า มนุษย์หมาป่า และมัมมี่ ยังมีปีศาจจากเรื่องแฟรงเกนสไตน์ที่มีภาพจำเป็นปีศาจตัวยักษ์สีเขียว ทั้งตัวมีแต่รอยเย็บ ตรงขมับมีหมุดเหล็กปักอยู่ ไอติมบุ๊คคลับ ep นี้จะมาเล่าเรื่องจากนิยายไซไฟสยองขวัญเรื่องแฟรงเกนสไตน์ (Frankenstein) ผลงานเขียนของแมรี เชลลีย์ (Mary Shelley) ซึ่งเรื่องราวชีวิตส่วนตัวของเธอก็น่าสนใจมาก ไว้ผมจะเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังในตอนท้ายครับ ตัวละครหลักของเรื่องนี้คือวิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ (Victor Frankenstein)...

Suddenly Talented วิชาเก่งปุบปับ เทคนิคเรียนรู้จนกลายเป็นคนเก่ง แบบไม่ต้องพึ่งพรสวรรค์

ตั้งแต่เด็กเรามักถูกปลูกฝังว่า คนเราเกิดมามีพรสวรรค์ไม่เท่ากัน หรือ ถ้าไม่เก่งตั้งแต่เด็กก็คงไม่มีวันเก่ง แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งครับที่บอกว่า ความเก่งสร้างได้จากศูนย์ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Suddenly Talented: วิชาเก่งปุบปับ เขียนโดย ฌอน เดอซูซา (Sean D’Souza) ก่อนเข้าเนื้อหาของหนังสือ ผมขออธิบายความหมายของคำว่า Talented ก่อนนะครับ ความหมายแรกของคำนี้ที่คนมักนึกถึงคือ พรสวรรค์ แต่คำนี้ยังหมายถึงความสามารถได้ด้วยครับ เหมือนรายการโชว์ความสามารถ...

365 วิธี สมองดีขึ้นได้ในทุก ๆ วัน เรื่องง่าย ๆ ที่หมอสมองอยากให้คุณทำทันที

สมองของมนุษย์มีความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลเทียบเท่าหนังสือพิมพ์ 6 ล้านฉบับ กาแล็กซีทางช้างเผือกมีดาวประมาณ 100,000 ล้านดวง และสมองในกะโหลกเล็ก ๆ ของเรามีเซลล์สมองประมาณ 100,000 ล้านเซลล์พอ ๆ กันเลยครับ เซลล์สมองแต่ละเซลล์มีการเชื่อมต่อกับเซลล์อื่น ๆ บางเซลล์มีแค่ไม่กี่จุด แต่บางเซลล์อาจมีมากถึง 10,000 จุดเลยครับ เมื่อรวมกันแล้วเซลล์สมองของเรามีการเชื่อมต่อกันมากถึง 100 ล้านล้านจุด แต่ละเซลล์สื่อสารกันตลอดเวลา...

Million Dollar Weekend ธุรกิจเงินล้าน สร้างได้ภายใน 48 ชั่วโมง

ช่วงนี้หลายคนสนใจการเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียว ภาษาอังกฤษบางคนเรียกว่า Solopreneur บางคนเรียกว่า One-Person Business ความหมายของทั้งสองคำนี้คือ ธุรกิจที่เจ้าของเป็นคนลงมือทำ บริหาร และตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเองแบบไม่จ้างใครเลย โดยเน้นใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลมาช่วยครับ ผู้ประกอบการตัวคนเดียวเป็นโมเดลธุรกิจที่จัดการง่าย มีความคล่องตัวสูงเพราะทำคนเดียว และใช้เงินลงทุนไม่มาก บางธุรกิจอาจเริ่มต้นได้ด้วยเงิน 0 บาทเลยด้วยซ้ำครับ และธุรกิจตัวคนเดียวสามารถทำไปพร้อมกับงานประจำได้ โดยไม่จำเป็นต้องลาออก ผมสนใจแนวคิดนี้และกำลังเริ่มศึกษา ได้ไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เหมาะสำหรับคนอยากเริ่มต้นเรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียวครับ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Million...

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

Related Articles

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 27 (จบ)

ตู้เย็น ช่วงก่อนสอนปลายภาค ไอ้นนท์ช่วยเก็งข้อสอบให้ผมล่วงหน้าตั้ง 2 สัปดาห์ ช่วงนั้นผมหัวหมุนมากเป็นพิเศษ และแปลกใจมากที่ไอ้นนท์ไม่กังวลเกี่ยวกับการสอบเลย วันธรรมดาหลังเลิกเรียน มันยังไปทำงานพิเศษที่ร้านกรีนเฮาส์คาเฟ่และลมเย็นบาร์จนถึงเที่ยงคืน เสาร์อาทิตย์ยังออกไปขี่รถรับส่งอาหาร ระหว่างที่มันไม่อยู่ด้วย ผมก็พยายามทบทวนหนังสือ...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 26

นนท์ ถึงแม้ผมจะคุ้นเคยกับคอนโดของไอ้ตู้เย็นแล้ว แต่พอมันไม่อยู่ ห้องนี้ดูเหมือนจะใหญ่เกินไปสำหรับอยู่คนเดียว ผมเกิดอาการคิดถึงมันขึ้นมา เกิดความรู้สึกเหงาขึ้นมา ทั้งที่แต่ก่อนอยู่ตามลำพังมาได้ตลอด พอห่างจากผม ไม่รู้ว่าไอ้ตู้เย็นจะรู้สึกเหงาและคิดถึงแบบเดียวกันหรือเปล่า อยู่ห้องก็ไม่มีอะไรให้ทำ วันนี้ผมเลยจะออกไปขี่รถรับส่งอาหารไวกว่าปกติละกัน ขณะกำลังจะลุกไปเตรียมตัว...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 25

ตู้เย็น อาบน้ำเย็น ๆ ชำระล้างเหงื่อไคลจนสะอาดสะอ้านแล้วผมก็สดชื่นขึ้นมาทันที ผมนุ่งผ้าเช็ดตัวเดินออกมาจากห้องน้ำ กำลังจะเข้าไปแต่งตัวในห้องนอนก็เห็นไอ้นนท์นั่งอยู่บนโซฟาหน้าทีวี หัวเราะคิกคัก สายตาจ้องไปที่หน้าจอมือถือในมือ “ขำอะไรวะ แบ่งกูดูบ้างสิ” “พี่แองโจลี่ส่งคลิปที่มึงใส่ชุดมาสคอตมาให้ดู มึงนี่ใช้ได้เหมือนกันนะ...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 24

นนท์ ผมตามพี่แองโจลี่มาลองชุดกับพี่ไก่แจ้ เสื้อผ้าวันนี้มาในธีมสีแดงสดใสร้อนแรง พี่ไก่แจ้เลือกให้พวกเราคนละ 2 ชุด จากนั้นพาทุกคนมาที่หน้าเวทีเพื่อซ้อมเดินแบบ ซ้อมกันอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงก็ได้พัก พี่แองโจลี่เอาน้ำเย็นมาให้ผมกับไมค์คนละขวด ผมรับมาดื่มแล้วถามหาไอ้ตู้เย็น...

error: Content is protected !!