นิยาย

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 23

Share

ตู้เย็น

นานะบอกผมว่าเธอเป็นเอเซ็กซ์ชวลตอนที่เราไปร้านกรีนเฮาส์คาเฟ่ด้วยกัน เธอสังเกตเห็นไอ้นนท์ฮึดฮัดท่าทางเหมือนไม่พอใจ เธอก็สันนิษฐานว่ามันน่าจะโกรธผมกับเธอหรือเปล่า ตอนนั้นผมยังไม่เชื่อเธอ แต่ตอนนี้รู้จากปากของไอ้นนท์เองแล้วว่ามันหึงผมกับนานะจริง

รสนิยมทางเพศ นอกจากชายจริงหญิงแท้ ผมก็รู้จักเกย์ เลสเบี้ยน ไบเซ็กซ์ชวลและทรานส์เจนเดอร์ แต่เอเซ็กซ์ชวลที่นานะพูดถึง ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน เธออธิบายว่าเอเซ็กซ์ชวลคือรสนิยมทางเพศแบบหนึ่งที่ไม่พิศวาส ไม่มีอารมณ์ทางเพศกับเพศไหนเลย

วันนี้ผมมาติวหนังสือกับไอ้นนท์เหมือนเช่นทุกวัน พอมาถึงห้องสมุดประจำคณะก็เห็นมันนั่งรออยู่ในห้องประจำห้องเดิม ที่มันมักมาถึงก่อนเพราะมันเรียนภาคปกติที่ส่วนใหญ่จะเรียนที่ตึกเดียวกันนี้ พอเรียนเสร็จมันก็เดินลงมาที่นี่ได้เลย ส่วนผมที่เรียนภาคพิเศษ จะเรียนอีกตึกซะเป็นส่วนใหญ่ ต้องเสียเวลาเดินมา

มาถึงผมก็เห็นไอ้นนท์สีหน้ายิ้มแย้มสดใสเหมือนเช่นปกติ แต่ดูดี ๆ วันนี้เหมือนมันจะยิ้มกว้างกว่าทุกที ตาของมันมองมาที่ผมเป็นประกาย พอผมนั่งลงตรงข้ามมัน มันก็พูดขึ้น

“วันอาทิตย์นี้มึงว่างไหม กูมีงานเดินแบบเสื้อผ้าเปิดตัวใหม่ มึงสนใจไปด้วยกันเปล่า?”

“จะให้กูไปเป็นเพื่อนมึงอีกแล้วเหรอ เสาร์อาทิตย์จะไม่ให้กูได้ทำอะไรเลย นอกจากคอยตามไปดูแลมึงอย่างเดียวหรือไง?”

“เปล่า… กูไม่ได้ชวนมึงไปเป็นเพื่อน กูจะชวนมึงไปทำงานด้วยต่างหาก”

ผมทำหน้าสงสัย “ชวนกูไปทำงานด้วย?”

“ใช่ งานนี้พี่แองโจลี่รับมาให้กู พี่แกบอกว่าต่อไปนี้จะเป็นผู้จัดการส่วนตัวคอยรับงานให้กู แล้วพี่เขาก็บอกว่ายังขาดนายแบบอีกหนึ่งคน เลยถามกูว่ารู้จักใครที่หน่วยก้านพอใช้ได้ไหม คนที่กูนึกออกก็มีมึงคนเดียวเนี่ยแหละ”

“หา… อย่างกูเนี่ยนะจะให้ไปเดินแบบ จะไหวเหรอวะ แล้วหน้าอย่างกูนี่เขาเอาด้วยเหรอ?”

“งานนี้เน้นหุ่น ไม่ได้เน้นหน้า ไหนมึงลองลุกขึ้นยืนให้กูดูหน่อย”

ผมบ้าจี้ยอมลุกขึ้นตามที่มันสั่ง

“ลองหมุนตัวไปรอบ ๆ สิ”

ผมบ้าจี้หมุนตัวไปรอบ ๆ

“กูว่าใช้ได้ เดี๋ยวกูขอถ่ายรูปมึงให้พี่แองโจลี่ก่อน พี่เขาจะได้ส่งให้ลูกค้าดู”

ไอ้นนท์หยิบมือถือขึ้นมาส่องผม

“กูต้องยิ้มไหมวะ”

“เออ… ยิ้มสักนิด เอาเท่าที่มึงยิ้มได้”

ผมยิ้มแห้ง ๆ ใส่กล้อง เสียงชัตเตอร์ดังออกมาจากมือถือของไอ้นนท์

“โธ่… ไอ้เสือยิ้มยากของกู” ไอ้นนท์พูดออกมา พลางมองรูปผมที่มันเพิ่งถ่ายไป “กูส่งรูปมึงให้พี่แองโจลี่ละ”

เอ… เมื่อกี้ผมบ้าจี้ ไหลลื่นยอมทำตามที่ไอ้นนท์สั่งมากไปหน่อยไหมนะ มาคิดดูดี ๆ ผมนึกสภาพตัวเองเดินแบบไม่ออก ผมทำตัวไปถูกแน่ ถ้าโดนสายตาหลายสิบหลายร้อยคู่จ้องมาที่ตัวเอง แถมหน้าตาของผมก็ไม่ได้ดีเท่าไอ้นนท์ ยิ้มไม่เก่งเท่า ดูไม่น่าดึงดูดเท่ามัน และผมยังไม่มีประสบการณ์อยู่ต่อหน้าคนหมู่มากมาก่อน ถ้ามีอะไรผิดพลาดสักเล็กน้อย ผมคงขายหน้าแย่

“ไม่เอาดีกว่า กูไปเป็นเพื่อนมึงได้ แต่ไม่รับงาน” ผมนั่งลงแล้วบอกไอ้นนท์ หลังจากคิดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว

“ทำไมล่ะ? ไหน ๆ ก็อุตส่าห์ไปด้วยกันแล้ว ก็ถือโอกาสทำงานไปด้วยเลยสิวะ เขาไม่ได้ให้เดินแบบฟรีนะโว้ย มีค่าตัวให้”

“เออ… ถึงจะได้เงินก็เถอะว่ะ แต่กูไม่เคยนี่หว่า อีกอย่างกูอาย ไม่ได้กล้าแสดงออกแบบมึง”

“แต่กูว่างานนี้มึงทำได้ เชื่อกู มึงอย่าอาย”

“พูดง่ายแต่ทำยากนี่หว่า ไม่เอาอ่ะ กูถอนตัว”

ไอ้นนท์มองมือถือที่เพิ่งส่งเสียงแจ้งเตือนข้อความเข้าใหม่

“ไม่ทันละ พี่แองโจลี่ทักมาบอกกูว่าลูกค้าโอเคกับมึงแล้ว” มันพูดพร้อมหันหน้าจอมือถือมาให้ผมดูบทสนทนา

“โห… ฝากบอกพี่แองโจลี่ปฏิเสธเขาไปไม่ได้เหรอวะ”

“ทำยังงั้นได้ที่ไหน พี่แองโจลี่ก็เสียความน่าเชื่อถือหมดสิ คราวหลังถ้ามีงานอะไร ลูกค้าก็จะไม่เรียกเด็กในสังกัดพี่แกไปทำงานแล้ว มึงจะคิดมากทำไมกะอีแค่งานเดินแบบ เต็มที่ก็ 2 ชั่วโมง มาเดินแคทวอล์กกับถ่ายรูปนิด ๆ หน่อย ๆ ไม่มีทางเกินนี้ เถอะน่า… มึงอาจพบว่าตัวเองชอบงานแบบนี้ก็ได้”

งั้นมาลองดูกันสักตั้ง ผมก็โตป่านนี้แล้ว น่าจะสะสมประสบการณ์ไว้หลาย ๆ ด้าน ป๊าเคยสอนผมว่าถ้ามีโอกาสเข้ามาหาต้องรีบคว้าไว้ ตอนนี้ผมยังหนุ่มยังแน่น สามารถรับงานที่มีคนจ้างไปเดินแบบได้ ถ้าอายุมากกว่านี้ มีรุ่นเด็กกว่ามาเป็นตัวเลือกใหม่ ๆ งานพวกนี้ก็จะหดหายไป

ในชีวิตผมไม่เคยคิดที่จะดูแลใบหน้าตัวเองเลย เดี๋ยวเย็นนี้ก่อนกลับคอนโด ผมจะแวะร้านสะดวกซื้อเพื่อหาซื้อแผ่นมาส์กหน้ามาบำรุงผิวสักหน่อย ให้ใสพอสู้ไอ้นนท์ไอ้บ้าง ภายในเวลาอีก 4 คืน ก่อนจะถึงวันอาทิตย์

ผมอาบน้ำเสร็จก็มานั่งเล่นคอม ตั้งแต่ไอ้นนท์ย้ายมาอยู่ด้วย ผมเปลี่ยนเวลาเข้านอนมาเป็นเที่ยงคืนครึ่ง เพราะต้องรอให้มันกลับมาจากร้านลมเย็นบาร์ซะก่อน แล้วค่อยเข้านอนพร้อมกัน

ผมดูนาฬิกา ตอนนี้เป็นเวลา 23.30 น. ผมลุกไปเปิดตู้เย็น หยิบมาส์กออกมาแผ่นหนึ่ง ฉีกซองแล้วเอาแผ่นกระดาษสีขาวชุ่มน้ำลื่น ๆ ขึ้นโปะใบหน้า กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของแผ่นมาส์กทำให้ผมรู้สึกสดชื่น แถมรู้สึกเย็นผ่อนคลายอีกด้วย เสร็จจากนั้นผมก็กลับไปนั่งเล่นคอมต่อ

พอเที่ยงคืน 15 นาที ผมก็ได้ยินเสียงไอ้นนท์ไขกุญแจเข้ามา มันเห็นผมเปิดไฟในห้องนั่งเล่นไว้ และยังไม่เข้านอนก็พูดขึ้นว่า

“กูบอกมึงไม่ต้องรอนอนพร้อมกู ตอน 5 ทุ่มถ้ามึงง่วงก็นอนไปก่อนเลย มึงนอนดึกก็ลำบากกูปลุกตอนเช้าอีก แล้วนี่ยังเล่นคอมอยู่อีกเหรอ เดี๋ยวก็แสบตาจนนอนหลับยากหรอก”

ไอ้นนท์เดินมายืนข้างหลังผม ผมหันหน้าไปมองมัน พอมันเห็นหน้าผมก็ตกใจ

“ไอ้เชี่ย! แม่งไอ้ตู้เย็น… มึงทำอะไรวะเนี่ย?” แล้วมันก็ยิ้ม “กูตกอกตกใจหมด มึงทำอะไรของมึงเนี่ย?”

“กูก็บำรุงหน้าสำหรับงานวันอาทิตย์นี้ไง เผื่อจะหล่อสูสีมึงได้บ้าง”

ไอ้นนท์หัวเราะใส่ผมเบา ๆ

“มึงไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ก็ได้ ไม่มีใครว่าอะไรเรื่องหน้ามึงหรอก”

“โธ่… งานแรกกูก็อยากให้ลูกค้าประทับใจ มึงรีบไปอาบน้ำได้แล้ว กูง่วงละ”

ถึงตอนแรกจะอยากปฏิเสธงานเดินแบบที่ไอ้นนท์แนะนำให้ไปด้วยกัน แต่ตอนนี้ผมกลับตื่นเต้นและรอคอยให้ถึงวันงานไว ๆ ในที่สุดก็เป็นเช้าวันอาทิตย์ ผมกับไอ้นนท์กินมื้อเช้าที่เราช่วยกันทำ จากนั้นก็นั่งมอไซด์มาที่ห้างแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานในวันนี้ ตอนนี้ห้างยังไม่เปิดให้บริการลูกค้า อนุญาตให้เข้าได้เฉพาะพนักงานเท่านั้น เราขอจะเข้าไป แต่พี่ยามหน้าประตูไม่ให้เข้า ไอ้นนท์เลยโทรหาพี่แองโจลี่

“พี่แองโจลี่ ผมกับไอ้ตู้เย็นมาถึงห้างแล้วครับพี่ แต่จะเข้าไปข้างในยังไงครับ ยามหน้าประตูเขาไม่ให้เราเข้า”

“สองหนุ่มถึงกันแล้วเหรอ แป๊บนะจ๊ะ พี่กำลังพาน้องอีกคนเข้าไป รออีกแป๊บเดียวจริง ๆ พี่ติดไฟแดงอยู่แยกหน้าห้างนี้เองจ้า”

ผมว่าพี่แองโจลี่ไม่ได้ติดไฟแดงอยู่แยกหน้าห้างนี้แน่ ๆ พวกเรารอกันตั้ง 20 นาที กว่าพี่แกจะโผล่มา แกมาพร้อมกับเด็กหนุ่มที่น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับผม หน้าตาดีใช้ได้ น่าจะเป็นเดือนสักคณะหนึ่ง ผมปลุกใจตัวเองไม่ให้รู้สึกว่าตัวเองด้อยค่ากว่าคนเหล่านี้ จริง ๆ แล้วเราเป็นคนระดับเดียวกัน ได้รับการยอมรับในความหล่อให้มาเดินแบบเวทีเดียวกันเชียวนะ

“รถติ๊ดติดเนาะ กว่าจะมาถึงได้ แฮ่ะ ๆ” พี่แองโจลี่ยิ้มแห้งทักทายผมกับไอ้นนท์ “ป่ะ เข้าไปเตรียมตัวกันเลยดีกว่าเด็ก ๆ”

พวกเราตามพี่แองโจลี่ฝ่ายามหน้าประตูเข้ามาข้างในห้าง ขึ้นลิฟต์จากชั้นบีหนึ่ง ผ่านชั้น จี มายังชั้น 1 เดินไปยังลานโปรโมชั่นที่จะใช้สำหรับจัดงานในวันนี้ บนลานติดตั้งเวทีเตี้ย ๆ ที่มีทางเดินยาวประมาณ 5 เมตร มีเก้าอี้วางไว้หน้าเวทีจำนวนหนึ่ง พี่แองโจลี่หันมาพูดกับพวกเราทั้ง 3 คน

“เดี๋ยวพี่พาไปเจอพี่กุ้งเต้นที่เป็นออร์แกไนซ์จัดงานวันนี้ เจอพี่เขาแล้วทำตัวน่ารัก ๆ หน่อยนะ เผื่อมีงานหน้าพี่เขาจะได้นึกถึงพวกเราอีก”

พี่แองโจลี่พาพวกเราเดินมาหลังเวที ตรงนี้มีวัยรุ่นผู้ชายอีก 4-5 คน ดูจากหน้าตาแล้วน่าจะเป็นนายแบบ พี่แองโจลี่เดินนำพวกเราเข้าไปหาพี่ผู้หญิงตัวเล็กคนหนึ่ง พร้อมไหว้สวัสดีอย่างน้อมนอม เห็นอย่างนั้นพวกเราเลยทำตาม

“สวัสดีค่ะพี่กุ้งเต้น หนูพาน้อง ๆ มาแนะนำตัว จะได้คุ้นหน้าคุ้นตาน้อง ๆ เนาะ วันหน้าถ้ามีงานอะไรอยากเรียกใช้น้อง ๆ ติดต่อผ่านทางหนูเลยนะคะ คนนี้น้องไมค์ค่ะ เป็นเดือนคณะวิทยาศาสตร์ คนนี้น้องนนท์นนท์ เป็นเดือนคณะวิศวะ ส่วนคนนี้น้องตู้เย็น เป็นเพื่อนกับน้องนนท์นนท์ค่ะ”

“อืม… เด็กสมัยนี้ชื่อแปลกกันจัง น้อง ๆ ของแองโจลี่หล่อ ๆ กันทั้งนั้น เดี๋ยวพี่อธิบายงานวันนี้คร่าว ๆ นะ วันนี้จะมีการเดินแบบเปิดตัวคอลเลกชั่นเสื้อผ้าใหม่ มีนายแบบ 7 คน เดินกันคนละ 2 ชุด เดี๋ยวไปลองชุดกันดูกับน้อง ๆ นายแบบที่เหลือ พี่ไก่แจ้จะเป็นคนเลือกชุดให้ แล้วเดี๋ยวอีกสักครึ่งชั่วโมงจะเริ่มซ้อมเดินแบบ”

“โอเคค่ะ งั้นหนูขอพาน้อง ๆ ไปลองชุดกันทางโน้นนะคะ” พี่แองโจลี่พูดแล้วกำลังจะพาพวกเราเดินไปสมทบกันคนที่ยืนออเป็นกลุ่มกันอยู่ แล้วพี่กุ้งเต้นก็รั้งไว้ก่อน

“เออ… แองโจลี่ จำได้ว่าคนใส่ชุดมาสคอตเป็นเด็กของแองโจลี่ คนไหนล่ะที่จะมาใส่ชุดมาสคอต”

“น้องตู้เย็นค่ะพี่กุ้งเต้น” พี่แองโจลี่พูดพร้อมจูงมือผมเดินออกมาจากกลุ่ม

พี่กุ้งเต้นมองผมหัวจรดเท้า “อืม… รูปร่างสันทัดดูแข็งแรงดี ชุดวันนี้มันหนักหน่อย แต่น้องน่าจะไหว เดี๋ยวตู้เย็นมาลองชุดมาสคอตกับพี่ทางนี้นะ”

อะไรกันเนี่ย? ชุดมาสคอตอะไรกัน? ที่ผมมาทำงานกับไอ้นนท์วันนี้คือมาเดินแบบนะ ผมไม่เข้าใจสถานการณ์ตอนนี้ เลยถอยออกมากระซิบถามข้างหูไอ้นนท์

“ชุดมาสคอตอะไรวะ?”

“ชุดมาสคอตที่มึงต้องใส่เดินในงานไง”

“อ้าว… นี่ไม่ได้จ้างกูมาเดินแบบเหมือนมึงเหรอ จริง ๆ แล้วจ้างกูมาใส่ชุดมาสคอต?”

“ใช่ ก็กูบอกแล้วไงว่างานนี้เหมาะกับคนอย่างมึง อยู่ในชุดมาสคอตไม่มีใครรู้ว่ามึงเป็นใคร มึงจะทำท่าทางอะไร จะเต้นทุเรศทุรังแค่ไหนก็ไม่ต้องอายใคร”

อ้าว… ผมเข้าใจผิดเหรอเนี่ย ที่แท้ถูกจ้างมาใส่ชุดมาสคอต ถึงว่าไอ้นนท์บอกว่างานนี้เน้นหุ่น ไม่เน้นหน้า ที่จริงมันเป็นแบบนี้นี่เอง ผมก็หลงคิดว่าตัวเองจะได้เดินบนแคทวอล์กหล่อ ๆ เท่ ๆ เลยซื้อมาส์กมาบำรุงหน้าอยู่ตั้งหลายวัน ไอ้นนท์นะไอ้นนท์ มันเห็นอย่างนั้นแล้วทำไมไม่บอกผมให้เคลียร์ ปล่อยให้ผมแปะแผ่นมาส์กฟรีมาตั้งหลายคืน


Share

Leave a Reply

What's New

Frankenstein: แฟรงเกนสไตน์ – เมื่อมนุษย์ทะเยอทะยาน ฝืนอยากเล่นบทพระเจ้า

ปีศาจสยองขวัญยุคคลาสสิก นอกจากแดร็กคูล่า มนุษย์หมาป่า และมัมมี่ ยังมีปีศาจจากเรื่องแฟรงเกนสไตน์ที่มีภาพจำเป็นปีศาจตัวยักษ์สีเขียว ทั้งตัวมีแต่รอยเย็บ ตรงขมับมีหมุดเหล็กปักอยู่ ไอติมบุ๊คคลับ ep นี้จะมาเล่าเรื่องจากนิยายไซไฟสยองขวัญเรื่องแฟรงเกนสไตน์ (Frankenstein) ผลงานเขียนของแมรี เชลลีย์ (Mary Shelley) ซึ่งเรื่องราวชีวิตส่วนตัวของเธอก็น่าสนใจมาก ไว้ผมจะเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังในตอนท้ายครับ ตัวละครหลักของเรื่องนี้คือวิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ (Victor Frankenstein)...

Suddenly Talented วิชาเก่งปุบปับ เทคนิคเรียนรู้จนกลายเป็นคนเก่ง แบบไม่ต้องพึ่งพรสวรรค์

ตั้งแต่เด็กเรามักถูกปลูกฝังว่า คนเราเกิดมามีพรสวรรค์ไม่เท่ากัน หรือ ถ้าไม่เก่งตั้งแต่เด็กก็คงไม่มีวันเก่ง แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งครับที่บอกว่า ความเก่งสร้างได้จากศูนย์ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Suddenly Talented: วิชาเก่งปุบปับ เขียนโดย ฌอน เดอซูซา (Sean D’Souza) ก่อนเข้าเนื้อหาของหนังสือ ผมขออธิบายความหมายของคำว่า Talented ก่อนนะครับ ความหมายแรกของคำนี้ที่คนมักนึกถึงคือ พรสวรรค์ แต่คำนี้ยังหมายถึงความสามารถได้ด้วยครับ เหมือนรายการโชว์ความสามารถ...

365 วิธี สมองดีขึ้นได้ในทุก ๆ วัน เรื่องง่าย ๆ ที่หมอสมองอยากให้คุณทำทันที

สมองของมนุษย์มีความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลเทียบเท่าหนังสือพิมพ์ 6 ล้านฉบับ กาแล็กซีทางช้างเผือกมีดาวประมาณ 100,000 ล้านดวง และสมองในกะโหลกเล็ก ๆ ของเรามีเซลล์สมองประมาณ 100,000 ล้านเซลล์พอ ๆ กันเลยครับ เซลล์สมองแต่ละเซลล์มีการเชื่อมต่อกับเซลล์อื่น ๆ บางเซลล์มีแค่ไม่กี่จุด แต่บางเซลล์อาจมีมากถึง 10,000 จุดเลยครับ เมื่อรวมกันแล้วเซลล์สมองของเรามีการเชื่อมต่อกันมากถึง 100 ล้านล้านจุด แต่ละเซลล์สื่อสารกันตลอดเวลา...

Million Dollar Weekend ธุรกิจเงินล้าน สร้างได้ภายใน 48 ชั่วโมง

ช่วงนี้หลายคนสนใจการเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียว ภาษาอังกฤษบางคนเรียกว่า Solopreneur บางคนเรียกว่า One-Person Business ความหมายของทั้งสองคำนี้คือ ธุรกิจที่เจ้าของเป็นคนลงมือทำ บริหาร และตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเองแบบไม่จ้างใครเลย โดยเน้นใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลมาช่วยครับ ผู้ประกอบการตัวคนเดียวเป็นโมเดลธุรกิจที่จัดการง่าย มีความคล่องตัวสูงเพราะทำคนเดียว และใช้เงินลงทุนไม่มาก บางธุรกิจอาจเริ่มต้นได้ด้วยเงิน 0 บาทเลยด้วยซ้ำครับ และธุรกิจตัวคนเดียวสามารถทำไปพร้อมกับงานประจำได้ โดยไม่จำเป็นต้องลาออก ผมสนใจแนวคิดนี้และกำลังเริ่มศึกษา ได้ไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เหมาะสำหรับคนอยากเริ่มต้นเรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียวครับ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Million...

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

Related Articles

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 27 (จบ)

ตู้เย็น ช่วงก่อนสอนปลายภาค ไอ้นนท์ช่วยเก็งข้อสอบให้ผมล่วงหน้าตั้ง 2 สัปดาห์ ช่วงนั้นผมหัวหมุนมากเป็นพิเศษ และแปลกใจมากที่ไอ้นนท์ไม่กังวลเกี่ยวกับการสอบเลย วันธรรมดาหลังเลิกเรียน มันยังไปทำงานพิเศษที่ร้านกรีนเฮาส์คาเฟ่และลมเย็นบาร์จนถึงเที่ยงคืน เสาร์อาทิตย์ยังออกไปขี่รถรับส่งอาหาร ระหว่างที่มันไม่อยู่ด้วย ผมก็พยายามทบทวนหนังสือ...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 26

นนท์ ถึงแม้ผมจะคุ้นเคยกับคอนโดของไอ้ตู้เย็นแล้ว แต่พอมันไม่อยู่ ห้องนี้ดูเหมือนจะใหญ่เกินไปสำหรับอยู่คนเดียว ผมเกิดอาการคิดถึงมันขึ้นมา เกิดความรู้สึกเหงาขึ้นมา ทั้งที่แต่ก่อนอยู่ตามลำพังมาได้ตลอด พอห่างจากผม ไม่รู้ว่าไอ้ตู้เย็นจะรู้สึกเหงาและคิดถึงแบบเดียวกันหรือเปล่า อยู่ห้องก็ไม่มีอะไรให้ทำ วันนี้ผมเลยจะออกไปขี่รถรับส่งอาหารไวกว่าปกติละกัน ขณะกำลังจะลุกไปเตรียมตัว...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 25

ตู้เย็น อาบน้ำเย็น ๆ ชำระล้างเหงื่อไคลจนสะอาดสะอ้านแล้วผมก็สดชื่นขึ้นมาทันที ผมนุ่งผ้าเช็ดตัวเดินออกมาจากห้องน้ำ กำลังจะเข้าไปแต่งตัวในห้องนอนก็เห็นไอ้นนท์นั่งอยู่บนโซฟาหน้าทีวี หัวเราะคิกคัก สายตาจ้องไปที่หน้าจอมือถือในมือ “ขำอะไรวะ แบ่งกูดูบ้างสิ” “พี่แองโจลี่ส่งคลิปที่มึงใส่ชุดมาสคอตมาให้ดู มึงนี่ใช้ได้เหมือนกันนะ...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 24

นนท์ ผมตามพี่แองโจลี่มาลองชุดกับพี่ไก่แจ้ เสื้อผ้าวันนี้มาในธีมสีแดงสดใสร้อนแรง พี่ไก่แจ้เลือกให้พวกเราคนละ 2 ชุด จากนั้นพาทุกคนมาที่หน้าเวทีเพื่อซ้อมเดินแบบ ซ้อมกันอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงก็ได้พัก พี่แองโจลี่เอาน้ำเย็นมาให้ผมกับไมค์คนละขวด ผมรับมาดื่มแล้วถามหาไอ้ตู้เย็น...

error: Content is protected !!