รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 10

Share

นนท์

ผมเดินเข้ามาในครัวของร้านลมเย็นบาร์ เจอกับพี่สุเมธเจ้าของร้านพอดี พี่เขาแนะนำให้ผมรู้จักพี่แอน แม่ครัวของที่นี่ ในครัวมีผู้ช่วยพี่แอน 1 คน และพนักงานเสิร์ฟอีก 1 คน พี่แอนหยิบผ้ากันเปื้อนที่สกรีนโลโก้ร้านให้ผมใส่ แล้วแนะนำหน้าที่ที่ผมต้องทำ มันเป็นงานง่าย ๆ นั่นคือแค่นำอาหารจากในครัวไปเสิร์ฟให้ถูกโต๊ะ รับออเดอร์จากลูกค้า คอยเช็กบิล และถ้าว่างก็มาช่วยล้างจาน

งานไม่มีอะไรยาก ไม่ต้องเรียนรู้อะไรก็เริ่มงานได้เลย ผมรับออเดอร์และเดินไปเสิร์ฟอาหาร ทำอยู่ไม่กี่เที่ยวก็จำตำแหน่งแต่ละโต๊ะได้ ตอนนี้เป็นเวลา 3 ทุ่มกว่า ลูกค้าในร้านเต็มทุกโต๊ะ ทุกคนเพลิดเพลินกับอาหาร เครื่องดื่ม และแน่นอนกับวงดนตรีของพวกไอ้ตู้เย็นด้วย

ช่วงแรกที่วงไอ้ตู้เย็นขึ้นเล่น ผมแอบได้ยินลูกค้าคนหนึ่งปรามาสเอาไว้ว่าเอาวงฝึกหัดที่ไหนมาเล่น แต่พอเล่นไปได้ 2-3 เพลง ผมได้ยินลูกค้าคนเดิมเปลี่ยนคำพูดว่า วงนี้เล่นได้เรื่องเหมือนกัน

ในอ่างล้างจานมีจานชามวางอยู่เต็ม ผมเลยไปทำหน้าที่ล้างจาน ตอนนี้ 4 ทุ่มนิด ๆ บรรยากาศหน้าร้านคึกคัก เสียงของไอ้ดินปืนฟังแล้วสบายใจ แม้วงพวกมันจะเล่นเพลงที่ผมไม่ค่อยรู้จัก

จู่ ๆ ก็เกิดเสียงตึงเหมือนอะไรหนัก ๆ ล้มฟาด ตามมาด้วยเสียงหวีดหอนแสบแก้วหูของไมโครโฟน พวกเราในครัวเดินออกไปดูว่าข้างนอกเกิดอะไรขึ้น

“เฮ้ย! ไอ้ตู้เย็น เป็นอะไรไปวะ” เสียงของไอ้ดินปืนตื่นตกใจ

ลูกค้าในร้านต่างอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ลุกขึ้นชะเง้อมองมาที่เวที ผมมองไปทางนั้นบ้าง เห็นแค่ไอ้ดินปืนกับไอ้หมอกยืนอยู่เท่านั้น มันสองคนผละออกจากเครื่องดนตรี แล้วพยุงไอ้ตู้เย็นลุกขึ้นมาจากพื้น สภาพของมันอ่อนปวกเปียก

“พาลงมานั่งก่อน” พี่สุเมธพูดอยู่ข้างล่างเวที แล้วเดินไปหลังบาร์ ยกเก้าอี้ผ้าใบมากาง แอบ ๆ อยู่ข้างบาร์

ไอ้ดินปืนและไอ้หมอกยกแขนไอ้ตู้เย็นขึ้นพาดคอ แล้วหิ้วลงมานั่งที่เก้าอี้ผ้าใบ

“เกิดอะไรขึ้นวะ?” ผมเดิมเข้าไปถาม

“ไอ้ตู้เย็นท่าทางจะเมาว่ะ มันไม่เคยกินเหล้ามาก่อน แต่กูไม่นึกว่ามันจะคออ่อนขนาดนี้” ไอ้ดินปืนตอบ

ผมมองไปที่ไอ้ตู้เย็น หน้าของมันแดงก่ำ

“เอาไงต่อดีวะ?” ไอ้หมอกถามไอ้ดินปืน

“คืนนี้พอแค่นี้ก่อนก็ได้ เดี๋ยวพี่เปิดเพลงจากเครื่องเล่นเอา” พี่สุเมธพูด

“ไม่เป็นไรครับพี่ เหลือแค่ผมกับไอ้หมอกก็ยังเล่นต่อได้ เดี๋ยวพวกผมไปเล่นต่อจนถึง 4 ทุ่มครึ่ง ยังไงผมฝากพี่ดูไอ้ตู้เย็นแทนผมไปก่อนนะครับ”

พอไอ้ดินปืนกับไอ้หมอกเล่นดนตรีจบ ลูกค้าก็เริ่มทะยอยเช็กบิล ผมเป็นคนจัดการเรื่องนี้ พอเสร็จผมเดินออกมาข้างนอก เห็นไอ้ดินปืนกับไอ้หมอกยืนปรึกษากันอยู่ข้างไอ้ตู้เย็นที่นั่งหลับไม่รู้เรื่อง

“เอาไงดีวะ มันหลับเป็นตายไปแล้ว” ไอ้หมอกพูด

ไอ้ดินปืนนั่งยอง ๆ ลงข้างไอ้ตู้เย็น ปลุกเรียกพร้อมเขย่าตัวมันไปด้วย

“เฮ้ยไอ้ตู้เย็น! ตื่นได้แล้วโว้ย จะกลับกันแล้วนะ ลุกไหวป่าว เดี๋ยวกูไปส่ง”

ไอ้ตู้เย็นไม่รู้สึกรู้สา ไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับมาเลย

“ไม่ไหวว่ะ มันหลับลึกมากเลย ปลุกยังไงก็ไม่ตื่น” ไอ้ดินปืนพูดแล้วลุกขึ้นยืน

“เอาไงล่ะทีนี้ สลบไม่รู้เรื่องอย่างนี้จะพามันกลับคอนโดยังไง?” ไอ้หมอกว่า

“เอ่อ… ปล่อยมันนอนให้สร่างมากกว่านี้หน่อยก็ได้ ไว้มันตื่นเดี๋ยวกูพามันไปส่งเอง กูเลิกงานเที่ยงคืนโน้น” ผมเสนอ

“มึงรู้จักคอนโดมันใช่ไหม?” ไอ้ดินปืนถาม

“กูเคยไป 2-3 ครั้ง พวกมึงไม่ต้องเป็นห่วง กลับไปพักผ่อนเถอะ วันนี้คงเหนื่อยกันมาก”

“โอเค งั้นกูฝากด้วยนะ ขอบใจมึงแทนเพื่อนกูด้วย” ไอ้ดินปืนพูดแล้วตบไหล่ผมเบา ๆ

“ไอ้นี่มันก็เพื่อนกูเหมือนกัน” ผมว่า แล้วไอ้ดินปืนกับไอ้หมอกก็พากันกลับ

ผมปล่อยไอ้ตู้เย็นนอนอยู่อย่างนั้น แล้วเดินเข้าไปช่วยงานในครัว เวลาอย่างนี้ไม่มีลูกค้าโต๊ะไหนสั่งอาหารเพิ่มแล้ว ผมกับพนักงานเสิร์ฟอีกคนเลยมาล้างจาน

ตอนนี้เวลา 5 ทุ่มกว่าแล้ว ลูกค้ากลับไปกันหมด ผมล้างจานเสร็จแล้วและกำลังจะออกไปดูข้างนอกว่ามีงานอะไรให้ช่วยบ้าง ก็เจอเข้ากับไอ้ตู้เย็นเดินโซเซเข้ามาในครัว

“เอ้า ตื่นแล้วเหรอ?”

“หิวน้ำ ขอน้ำกินหน่อย” ไอ้ตู้เย็นพูด หน้าของมันเป็นสีชมพูระเรื่อ

ผมเดินไปกดน้ำจากตู้มาให้มันเต็มแก้ว ไอ้ตู้เย็นรับไปแล้วยกขึ้นดื่มอย่างกระหาย

“แล้วนี่ไอ้ดินปืนกับไอ้หมอกอยู่ไหน?” ไอ้ตู้เย็นถามพลางมองรอบ ๆ

“สองคนนั้นกลับไปแล้ว มึงรู้ตัวไหนเนี่ยว่าเกิดอะไรขึ้น?”

ไอ้ตู้เย็นส่ายหัว

“มึงเมาแล้วล้มคาเวที พวกนั้นเลยพามึงลงมาพัก แล้วกลับขึ้นไปเล่นดนตรีต่อให้จบ ตอนแรกไอ้ดินปืนปลุกจะพามึงไปส่ง แต่มึงไม่ยอมตื่น มันเลยฝากให้กูไปส่งมึงแทน รอกูเดี๋ยวนะ กูทำงานถึงเที่ยงคืนก็ออกงานแล้ว”

พี่สุเมธเดินเข้ามาในครัวพอดี

“อ้าวตู้เย็น ตื่นแล้วเหรอ เป็นไงบ้าง ไหวไหมเนี่ย?”

“พอไหวครับ ขอโทษด้วยนะครับพี่ที่วันนี้เกิดเรื่อง”

“ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อย เราคออ่อนวันหลังก็อย่าไปกินเหล้าที่ลูกค้าให้มากละกัน วันนี้ไม่มีอะไรแล้ว เราสองคนกลับกันได้แล้วล่ะ”

“งั้นขอตัวก่อนนะครับ สวัสดีครับพี่สุเมธ”

ผมกับไอ้ตู้เย็นไหว้ลาพี่สุเมธ ผมถอดผ้ากันเปื้อนออกแล้วเอาไปแขวนไว้ที่เดิม จากนั้นก็เดินออกมาหน้าร้านกับไอ้ตู้เย็น ผมเข็นมอไซด์ออกมาแล้วขึ้นขี่ รอไอ้ตู้เย็นขึ้นซ้อนท้ายแล้วก็ออกรถ เวลากลางดึก ถนนว่างอย่างนี้ ผมคงถึงคอนโดของไอ้ตู้เย็นภายในไม่ถึง 10 นาที

“ง่วงว่ะ ขับไว ๆ หน่อย กูอยากถึงห้องแล้ว” ไอ้ตู้เย็นพูด

“เฮ้ย ทนไว้ก่อน อย่าเพิ่งหลับตอนนี้นะ เดี๋ยวหงายตกรถ เอามือมึงมากอดเอวกูไว้เร็ว” ผมพูดแล้วเอามือซ้ายไปข้างหลัง ควานหามือไอ้ตู้เย็น

“เฮ้ย! ไม่ต้อง กูไม่อยากถูกตัวมึง” ไอ้ตู้เย็นทำมือแข็ง

“เอาน่า กูไม่ถือ”

ผมดึงมือมันมากอดเอวผมเอาไว้จนได้ แล้วเอามือซ้ายจับมือมันไว้ ไม่ให้มันปล่อย ตอนนี้พวกเรากำลังติดไฟแดงอยู่ตรงสี่แยก แม้จะไม่มีรถคันอื่น แต่ผมก็จอดรอจนกว่าจะไฟเขียว แล้วผมก็รู้สึกว่ามีอะไรมาซบตรงหลังของผม พอมองกระจกข้าง เห็นไอ้ตู้เย็นเอาหัวพิงหลังผมและหลับไปแล้ว

ผมพาไอ้ตู้เย็นมาถึงคอนโดของมันโดยสวัสดิภาพ หลังจากจอดมอไซด์เรียบร้อย ผมก็สะบัดไหล่ปลุกมันให้ตื่น

“ไอ้ตู้เย็น ถึงคอนโดมึงแล้วนะ ลงได้แล้ว”

ไอ้ตู้เย็นตื่นขึ้นอย่างสะลึมสะลือ แล้วลงจากรถ

“ไหวไหมเนี่ยมึง ให้กูขึ้นไปส่งไหม ห้องมึงเลขอะไร?”

“601” มันตอบแล้วหาวหวอด

ผมเดินเข้าล็อบบี้คอนโดไปพร้อมกับไอ้ตู้เย็น ลิฟต์จอดอยู่ที่ชั้น 1 อยู่แล้ว พวกเราเข้าไปแล้วกดปุ่มให้ไปชั้น 6 เสียงลิฟต์ดังติ๊ง แล้วเราก็เดินออกมา ห้องของไอ้ตู้เย็นเป็นห้องมุมอยู่สุดทางเดิน มันยื่นกุญแจห้องให้ผมไขเข้าไป ผมควานหาสวิตซ์แล้วเปิดไฟ ไอ้ตู้เย็นถอดรองเท้าแล้วเดินไปนอนที่โซฟา

“ทำไมหัวกูมันปวดอย่างนี้วะเนี่ย อย่างกับหัวมันจะระเบิดงั้นแหละ” มันพูดพร้อมกับยกมือขึ้นกุมหัว

“กินยาหน่อยไหมวะ มึงเก็บยาพาราไว้ไหน?”

“ในตู้เย็น”

ผมเดินไปเปิดตู้เย็น หายาพาราและหยิบน้ำมารินใส่แก้ว จากนั้นผมก็นำยาและน้ำเดินมาให้ไอ้ตู้เย็น มันรับไปกินแล้วส่งแก้วเปล่าคืนให้ผม ผมเอาไปเก็บและเดินกลับมาหามัน

“กูจะกลับละนะ มึงไหวใช่ไหม?”

ไอ้ตู้เย็นส่ายหัวเบา ๆ “กูเหมือนจะไม่สบายเลยว่ะ คืนนี้มึงอยู่เป็นเพื่อนกูหน่อยสิ”

ผมแปลกใจที่ได้ยินคำขออย่างนี้หลุดออกจากปากของไอ้ตู้เย็น ลังเลใจว่าจะเอายังไงดี ผมมองมันอย่างพิจารณา ใบหน้าของมันมีสีอมแดง ท่าทางดูกระสับกระส่าย ไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว หายใจฟึดฟัด มันอยู่คนเดียวซะด้วย ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาไม่มีใครอยู่คอยช่วย

“กูอยู่เป็นเพื่อนมึงก็ได้ ถ้ามึงรู้สึกไม่สบาย รีบไปนอนพักดีกว่านะ”

พอผมบอกไปอย่างนั้น ไอ้ตู้เย็นก็เชื่อฟังเหมือนเด็ก มันพยักหน้าน้อย ๆ แล้วลุกจากโซฟา จากนั้นเดินเข้าห้องนอนไป ผมจึงเดินไปปิดไฟแล้วมานอนที่โซฟา วันนี้เรียนและทำงานมาทั้งวันก็อยากนอนให้หายเหนื่อย การนอนในที่ไม่คุ้น ไม่เป็นปัญหาต่อการนอนของผม พอหัวถึงหมอนผมก็เลิกคิดอะไรต่าง ๆ จากนั้นก็หลับไปอย่างเร็ว

คืนนั้นผมตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงครางฟึดฟัดดังมาจากไหนสักที่ ผมลุกขึ้นนั่ง ตั้งใจฟัง ได้ยินเสียงนั้นดังมาจากหลังประตูห้องนอนของไอ้ตู้เย็น มันเป็นอะไรไปนะ? ผมลุกขึ้นแล้วเดินเข้าห้องไปดูมัน

ไอ้ตู้เย็นนอนอยู่บนเตียง ผ้าห่มถูกถีบมากองอยู่ปลายเตียง มันครางในลำคอเหมือนคนไม่สบาย หรือไม่ก็กำลังฝันร้าย ดิ้นไปดิ้นมาเหมือนเตียงที่นอนอยู่ข้างใต้เป็นไฟ ผมไปนั่งขอบเตียงข้าง ๆ มัน จับไหล่เขย่าแล้วเรียกมัน

“ไอ้ตู้เย็น! เป็นอะไรไปวะ มึงตื่นขึ้นมาก่อน เฮ้ยไอ้ตู้เย็น!”

เห็นท่าทางไม่สู้ดีของมันผมก็วิตก มันเป็นอะไรไป ผมจะช่วยมันยังไง ควรโทรเรียกรถพยาบาลดีไหม ยิ่งเขย่าปลุกมันก็ยิ่งครางดังและถี่ขึ้น

“โอะ… อ้วววววกกกกก!!!!!”

ไอ้ตู้เย็นลุกพรวดขึ้นมานั่งบนเตียง อ้วกเอาอาหารเย็นที่ย่อยไปบางส่วนออกมา ของเหลวมีชิ้นเนื้อปนอยู่และมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวอย่างรุนแรง พุ่งออกมาจากปากของมันเข้าใส่ผม อ้วกเหม็น ๆ ของมันเลอะเต็มเสื้อผม แล้วซึมเข้าไปข้างในจนผิวหนังตรงหน้าอกและหน้าท้องรู้สึกถึงความเหนอะน่าขยะแขยง

“ไอ้ตู้เย็น ไอ้เชี่ย เสือกอ้วกใส่กูได้ไงวะ” ผมโวยลั่น

“เสียงดังของผมไม่สามารถปลุกไอ้ตู้เย็นตื่นได้ พอมันได้อ้วกเอาพิษแอลกอฮอล์ออกก็สบายตัวขึ้น ท่าทางมันดูเป็นปกติ แล้วมันก็ล้มตัวลงนอนต่อ คว้าหมอนข้างมากอดแน่น ไม่รับรู้ว่าตัวเองก่อเรื่องอะไรไว้

ไม่น่าเลย ผมอุตส่าห์หวังดีอยู่เป็นเพื่อนมัน แต่มันตอบแทนน้ำใจโดยอ้วกใส่ผมเนี่ยนะ ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยใกล้ชิดอ้วกคนอื่นชนิดถึงเนื้อถึงตัวขนาดนี้มาก่อน อ้วกมันเหม็นจนผมอยากจะอ้วกตาม


Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” เขียนโดยแกรี เคลเลอร์ แก่นหลักของหนังสือเล่มนี้คือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่เกิดจากการเลือกสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด แล้วทำมันให้ดีที่สุดจนสำเร็จครับ แกรีย้อนไปดูผลงานในอดีตของตัวเอง เขาพบรูปแบบสำคัญที่เกิดขึ้นซ้ำเหมือนกันทุกครั้ง นั่นคือช่วงที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุด...

พระ เฟอร์รารี่ และความหมายของชีวิต – 7 หลักการสู่ความสุขและความสมดุล ที่คุณนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต

ไอติมฮีลใจ ep นี้ มาแนะนำหนึ่งในหนังสือที่หลายสื่อยกย่องกันว่าโด่งดังที่สุดในศตวรรษที่ 21 ตีพิมพ์ครั้งแรกตอนปี 1999 และขายดีต่อเนื่องมานานกว่า 25 ปี ยอดขายรวมมากกว่า 15 ล้านเล่ม แปลไปแล้วกว่า 92 ภาษา หนังสือเล่มนี้ผมรู้จักมาพักหนึ่งแล้วครับ เคยเห็นแต่ฉบับภาษาอังกฤษ พอเห็นว่ามีฉบับแปลไทยก็ซื้อเลยทันที หนังสือเล่มที่ว่านี้คือ The Monk Who...

4 ปี นรกในเขมร เรื่องจริงจากบันทึกของภรรยาท่านทูต ที่ชีวิตเหมือนตกนรกในช่วงยุคเขมรแดง

ไอติมเล่า ep นี้ มาสรุปเนื้อหาจากหนังสือ 4 ปี นรกในเขมร เนื้อหาในเล่มเป็นเรื่องจริงในยุคเขมรแดงจากบันทึกของยาสึโนะ นาอิโต หญิงชาวญี่ปุ่นที่เกิดในตระกูลซามูไร แต่งงานกับโศ ทันลัน นักการทูตชาวกัมพูชาที่เรียนจบจากฝรั่งเศส และถูกส่งตัวไปทำงานที่ญี่ปุ่น ตอนนั้นคุณนาอิโตะอายุ 23 ปี คุณโศอายุ 39 ปี และมีลูกติด 3 คนจากภรรยาเก่า...

จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เปลี่ยนคนที่ยังลังเลให้ซื้อทันที

สินค้าดี มีคนสนใจ แต่ทำไมไม่มีคนซื้อ? บางทีอาจเป็นเพราะสมองของลูกค้าไม่ยอมให้ซื้อก็เป็นได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เขียนโดยฌอน ดีซูซา นักการตลาดที่พบว่าต่อให้ลูกค้าสนใจแค่ไหน แต่พวกเขาจะยังไม่ซื้อ จนกว่าสมองจะได้รับข้อมูลครบถ้วน และตามลำดับที่ถูกต้อง ฌอนบอกว่าสมองของคนเราทำงานเหมือนสายพานลำเลียงกระเป๋าที่สนามบินครับ ตอนขึ้นเครื่องเราโหลดกระเป๋ามาด้วยทั้งหมด 7 ใบ พอลงจากเครื่องเราต้องมายืนรอให้กระเป๋าออกมาตามสายพาน...

Related Articles

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 27 (จบ)

ตู้เย็น ช่วงก่อนสอนปลายภาค ไอ้นนท์ช่วยเก็งข้อสอบให้ผมล่วงหน้าตั้ง 2 สัปดาห์ ช่วงนั้นผมหัวหมุนมากเป็นพิเศษ และแปลกใจมากที่ไอ้นนท์ไม่กังวลเกี่ยวกับการสอบเลย วันธรรมดาหลังเลิกเรียน มันยังไปทำงานพิเศษที่ร้านกรีนเฮาส์คาเฟ่และลมเย็นบาร์จนถึงเที่ยงคืน เสาร์อาทิตย์ยังออกไปขี่รถรับส่งอาหาร ระหว่างที่มันไม่อยู่ด้วย ผมก็พยายามทบทวนหนังสือ...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 26

นนท์ ถึงแม้ผมจะคุ้นเคยกับคอนโดของไอ้ตู้เย็นแล้ว แต่พอมันไม่อยู่ ห้องนี้ดูเหมือนจะใหญ่เกินไปสำหรับอยู่คนเดียว ผมเกิดอาการคิดถึงมันขึ้นมา เกิดความรู้สึกเหงาขึ้นมา ทั้งที่แต่ก่อนอยู่ตามลำพังมาได้ตลอด พอห่างจากผม ไม่รู้ว่าไอ้ตู้เย็นจะรู้สึกเหงาและคิดถึงแบบเดียวกันหรือเปล่า อยู่ห้องก็ไม่มีอะไรให้ทำ วันนี้ผมเลยจะออกไปขี่รถรับส่งอาหารไวกว่าปกติละกัน ขณะกำลังจะลุกไปเตรียมตัว...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 25

ตู้เย็น อาบน้ำเย็น ๆ ชำระล้างเหงื่อไคลจนสะอาดสะอ้านแล้วผมก็สดชื่นขึ้นมาทันที ผมนุ่งผ้าเช็ดตัวเดินออกมาจากห้องน้ำ กำลังจะเข้าไปแต่งตัวในห้องนอนก็เห็นไอ้นนท์นั่งอยู่บนโซฟาหน้าทีวี หัวเราะคิกคัก สายตาจ้องไปที่หน้าจอมือถือในมือ “ขำอะไรวะ แบ่งกูดูบ้างสิ” “พี่แองโจลี่ส่งคลิปที่มึงใส่ชุดมาสคอตมาให้ดู มึงนี่ใช้ได้เหมือนกันนะ...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 24

นนท์ ผมตามพี่แองโจลี่มาลองชุดกับพี่ไก่แจ้ เสื้อผ้าวันนี้มาในธีมสีแดงสดใสร้อนแรง พี่ไก่แจ้เลือกให้พวกเราคนละ 2 ชุด จากนั้นพาทุกคนมาที่หน้าเวทีเพื่อซ้อมเดินแบบ ซ้อมกันอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงก็ได้พัก พี่แองโจลี่เอาน้ำเย็นมาให้ผมกับไมค์คนละขวด ผมรับมาดื่มแล้วถามหาไอ้ตู้เย็น...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!