นิยาย

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 7

Share

ตู้เย็น

คาบเรียนวันนี้ทำผมท้อ ไม่คิดไม่ฝันว่าบนโลกนี้จะมีวิชายาก ๆ อย่างนี้อยู่ด้วย แถมตอน ม.ปลาย หูของผมก็ไม่เคยเฉียดได้ยินคำนี้เลย คุณคุ้นหูกับคำว่า ADT ไหมครับ ที่ย่อมาจาก Abstract Data Type มันเป็นวิชาหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับคนเรียนวิศวะซอฟต์แวร์อย่างผม ควรจะรู้ลึก รู้ซึ้งและเข้าใจมันอย่างถ่องแท้

ไอ้ ADT ที่ว่ามันคือวิธีการเก็บข้อมูลชนิดหนึ่งที่เอาไว้เก็บข้อมูลที่ซับซ้อน แรก ๆ ผมพอเข้าใจที่อาจารย์อธิบายนะ ไอ้วิธีการจัดเก็บแบบคิว ที่ข้อมูลไหนถูกจัดเก็บก่อน ข้อมูลนั้นก็จะถูกนำออกมาใช้ก่อน พอหลัง ๆ ผมเริ่มตามไม่ทันละ ยิ่งผมเรียนภาคพิเศษ อาจารย์สอนเป็นภาษาอังกฤษอีก ยิ่งงงไปใหญ่

พอตอนเย็นผมหวังกับไอ้นนท์ว่ามันจะทำให้ผมกระจ่างในวิชานี้ได้ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มากเลย ไอ้การรับส่งข้อมูลแบบพุชป๊อบเนี่ยมันคืออะไร ฟังดูเหมือนยี่ห้อลูกอมอย่างนั้นแหละ ผมเริ่มท้อกับการเรียนวิศวะซอฟต์แวร์แล้ว แค่ชอบเล่นเกมใช่ว่าจะสามารถสร้างเกมได้ ก่อนหน้านี้ผมคิดอะไรตื้นไปหน่อย

ไอ้นนท์เห็นว่าผมเพลียเกินกว่าจะรับสารที่มันส่งออกมาได้ มันจึงเลิกติวก่อนเวลาแล้วพาผมซ้อนมอไซด์มาหาอะไรหวาน ๆ กินเติมความสดชื่นที่หลังมหาลัย ได้กินน้ำแข็งไสราดน้ำแดง ใส่นมข้นเยอะ ๆ ผมค่อยกลับมากระปรี้กระเปร่าขึ้นมาหน่อย ไอ้นนท์พาผมไปกินข้าวมันไก่ต่อ แล้วมาส่งผมที่คอนโด

“ขอบคุณมากเว้ย กลับดี ๆ นะมึง” ผมตบไหล่ไอ้นนท์แล้วลงมาจากรถ

“เจอกันวันจันทร์นะ กูกลับก่อนล่ะ”

กลับมาถึงห้องผมรีบอาบน้ำแล้วมาเปิดคอม วันนี้วันศุกร์ ฉะนั้นคืนนี้ผมจึงนอนดึกได้ หลังจากเล่นเกมโมบ้ากับเพื่อนต่างชาติ ชนะ 2 ตาติด แถมผมยังได้เอ็มวีพี ไอ้ดินปืนก็วิดีโอคอลมาหา ผมปิดหน้าต่างเกมแล้วกดรับสาย ภาพของไอ้ดินปืนขึ้นบนหน้าจอ มันเพิ่งอาบน้ำเสร็จแน่เลย เห็นถือผ้าขนหนูกำลังเช็ดหัวอยู่

“ไงเพื่อน เปิดเทอมสัปดาห์แรกหนักหน่วงเลยล่ะสิคณะมึงอ่ะ” เสียงไอ้ดินปืนดังออกมาจากหูฟังเฮดโฟนที่ผมสวม

“สบาย… นี่มึงกำลังกวนกูเล่นเกมอยู่นะโว้ย โทรมามีอะไรวะ?”

“โทษทีเว้ย คือกูจะโทรมาถามมึงว่าจำที่กูกับไอ้หมอกชวนมึงไปเล่นดนตรีกลางคืนได้ไหม?”

“อ๋อ… ที่ชวนไปเล่นร้านของรุ่นพี่มึงอ่ะนะ”

“ใช่ ๆ พรุ่งนี้ตอนกลางวันพี่เขาว่าง เลยนัดให้พวกเราไปออดิชัน แต่มันก็ไม่เชิงออดิชันหรอก แค่ไปเล่นให้พี่เขาดูว่าพวกเราเล่นดนตรีเป็นกันจริง ๆ กูว่ายังไงพี่เขาก็จ้างพวกเราแน่ มึงว่างใช่ไหมพรุ่งนี้ กูกับไอ้หมอกว่างนะ”

“โห… มึงไม่นัดกูซะพรุ่งนี้เลยล่ะ ไม่ได้ให้เวลากูเตรียมตัวเลย ยังไงกูก็ต้องตอบว่าว่างใช่ไหม ในเมื่อพวกมึงจะไปกันเนี่ย”

“กูกับไอ้หมอกไม่อยากเล่นแค่สนุกขำ ๆ อยากเล่นโชว์คนบ้างนี่หว่า แต่ถ้ามึงเรียนหนักไม่ว่างก็ไม่เป็นไร กูกับไอ้หมอกยอมละทิ้งความฝัน เพื่อให้มึงได้โฟกัสเรื่องเรียนก็ได้ว่ะเพื่อน” ไอ้ดินปืนแกล้งทำเสียงน้อยใจ

“ไม่ต้องเล่นบทดราม่าเลยนะมึง งั้นเอาไงเอาตามกัน พรุ่งนี้กูเข้าไปหามึงได้ปะ ตั้งแต่งานเลี้ยงปัจฉิมพวกเราก็ไม่ได้เจอหน้ากันเลย กูจะเอากีตาร์ไปให้มึงเปลี่ยนสายให้ด้วย”

“ได้ ๆ พรุ่งนี้นัดเจอกันที่ไหนสักร้านหลังมหาลัยดีไหม ไปกินข้าวเช้ากันแล้วเดี๋ยวกูพามาเที่ยวที่ห้อง ถ้างั้นก็นัดไอ้หมอกมาหาพร้อมกันด้วยเลย แค่นี้แหละเพื่อน เดี๋ยวกูโทรบอกไอ้หมอกก่อน”

วางสายจากไอ้ดินปืนปุ๊บ มือถือของผมก็ดังปั๊บ ผมหยิบขึ้นมาดู เห็นเป็นสายเข้าจากพี่ข้าว ผมถอดเฮดโฟนออก กดรับสายแล้วยกมือถือขึ้นแนบหู

“ไงตี๋ กินข้าวยัง?”

“กินแล้ว อาบน้ำเรียบร้อยแล้ว เพิ่งคุยกับไอ้ดินปืนเมื่อกี้ เจ๊ก็โทรมาพอดี”

“เหรอ… คุณอะไรกันอ่ะ”

“เรื่องที่วงผมจะไปเล่นดนตรีกลางคืนน่ะ ไอ้ดินปืนโทรมาบอกว่าพรุ่งนี้ให้ไปออดิชันให้เจ้าของร้านดู”

“อืม ขอให้โชคดีนะ แล้วเรื่องติวล่ะเป็นไงบ้าง?”

ผมกะแล้วว่าพี่ข้าวต้องโทรมาถามเรื่องติว

“ก็ดี เรื่อย ๆ”

“นนท์สอนสนุกไหม?”

“ก็งั้น ๆ นะ แต่ไอ้นนท์มันก็ดูเก่งดี คงพึ่งพาได้อยู่มั้ง”

“เจ๊ว่าจะถามตั้งนานละ เห็นตอนที่นัดเจอกันที่คาเฟ่วันนั้น ตี๋ดูไม่ชอบนนท์เขาเท่าไหร่นะ มีปัญหาอะไรกันหรือเปล่า?”

“เปล่า… ไม่มีปัญหาอะไรกันหรอก แต่แค่หมั่นไส้ไอ้นนท์มันเท่านั้น มันชอบกวนตีนน่ะ” ผมตอบเลี่ยง ๆ ถ้าจะให้ตอบตรง ๆ ก็คงรู้สึกอิจฉามันที่มีความเป็นกันเอง เข้ากับคนอื่นง่าย ขี้เล่น ใครเห็นก็ล้วนแต่ชอบมัน แต่ที่บอกว่าหมั่นไส้ ผมหมั่นไส้มันจริง ๆ นะ

“ไม่มีปัญหาอะไรกันก็ดีละ เดี๋ยวรู้จักกันไปก็สนิทกันขึ้นมาเอง เจ๊ขอบอกไว้ในฐานะคนที่มีประสบการณ์มาก่อน เพื่อนในมหาลัยหาสนิทไม่ได้ง่าย ๆ นะ เพราะงั้นถ้ามีเพื่อนแล้วก็รักษาไว้ให้ดี ๆ ล่ะ”

สาย ๆ วันต่อมา ไอ้ดินปืนส่งข้อความมาบอกว่านัดเจอกันที่ร้านโจ๊กหลังมหาลัย ผมพิมพ์บอกมันให้มารับเพราะไม่มีรถ รอไม่นานไอ้ดินปืนก็ขี่มอไซด์มารับที่คอนโด

“เข้ามหาลัยแล้ว พ่อมึงไม่ให้มอไซด์มาไว้ใช้เหรอวะ คอนโดกับคณะมึงก็ไกลกันอยู่นะ”

“ไว้กูขึ้นปี 2 ได้ ไม่โดนรีไทร์ไปซะก่อนจะลองของป๊ากูดู แต่ต้องหวังพึ่งปาฎิหาริย์หน่อยละวะ”

ผมพูดทีเล่นทีจริง รับหมวกกันน็อกที่ไอ้ดินปืนยื่นให้มาใส่ กระชับสายกระเป๋าใส่กีตาร์ให้ติดกับหลัง แล้วขึ้นซ้อนท้าย จากนั้นไอ้ดินปืนก็พาไปยังร้านโจ๊กที่ผมไม่เคยกินมาก่อน ไอ้หมอกยืนรออยู่หน้าร้านแล้ว

กินโจ๊กเสร็จ พวกเราก็เดินทางไปยังหอของไอ้ดินปืนซึ่งอยู่ไม่ไกลจากถนนหลังมหาลัย ห้องของมันอยู่ที่ชั้น 5 เป็นชั้นบนสุด ความกว้างของห้องอยู่ที่ประมาณ 30 ตารางเมตร ที่มีเฟอร์นิเจอร์พื้นฐานครบ เช่น โต๊ะเขียนหนังสือ ตู้เสื้อผ้า เตียง 

มองทะลุระเบียงไปจะเห็นต้นตีนเป็ดที่ใบเขียวครึ้ม ไอ้ดินปืนเดินมานั่งที่ปลายเตียง สภาพเตียงของมันยุ่งเหยิง ตื่นมาแล้วไม่ยอมพับผ้าห่มกับดึงผ้าปูเตียงให้ตึง

“มึงจะให้กูเปลี่ยนสายกีตาร์ให้ใช่ไหม เอากีตาร์มึงมานี่” ไอ้ดินปืนหันมาคุยกับผม

ผมเดินไปนั่งที่ปลายเตียงข้างไอ้ดินปืน ถอดกระเป๋ากีตาร์ที่สะพายอยู่ออก แล้วเปิดกระเป๋าหยิบกีตาร์ออกมาส่งให้ไอ้ดินปืน จากนั้นมันก็หันไปพูดกับไอ้หมอกที่กำลังยืนดูรูปถ่ายแปะผนังอยู่ข้างโต๊ะเขียนหนังสือ

“ไอ้หมอก กูวานหยิบสายกีตาร์อันใหม่ที่โต๊ะมาให้หน่อย อยู่ในลิ้นชักสักชั้นเนี่ยแหละ”

ไอ้หมอกหันไปทางโต๊ะเขียนหนังสือ บนโต๊ะมีแล็ปท็อปวางอยู่ มีตั้งหนังสือและลิ้นชักพลาสติก ไอ้หมอกเปิดลิ้นชักหาสายกีตาร์ มันไม่เจอของที่บอกให้หา แต่ไปเจอของที่ไอ้ดินปืนซุกซ่อนไว้ แถมมันยังมือบอนหยิบออกมาดูอีก

“เฮ้ย… ไอ้ดินปืน มึงมีถุงยางอนามัยด้วยเหรอวะ?” ไอ้หมอกยื่นซองถุงยางอนามัยมาให้ผมดู

“มึงยังไม่มีแฟนสักหน่อย เก็บถุงยางอนามัยไว้ใช้กับใครวะ?” ผมหันไปแซวไอ้ดินปืน

ไอ้ดินปืนหน้าแดง วางกีตาร์ของผมลงบนเตียง แล้วเดินดุ่ม ๆ ไปคว้าถุงยางมาจากมือของไอ้หมอก

“ไอ้เชี่ย! ยุ่งอะไรกับข้าวของกูวะ อันนี้รุ่นพี่ที่คณะแจกให้เด็กปี 1 คณะกูทุกคนเว้ย กูไม่ได้ซื้อเอง” ไอ้ดินปืนเก็บถุงยางกลับเข้าลิ้นชัก หยิบสายกีตาร์เส้นใหม่ที่อยู่ในซองพลาสติกออกมา แล้วเดินกลับมาหาผม

“ไม่ต้องอายหรอกน่า สมัยนี้น่ะยืดอกพกถุงน่ะถูกแล้ว” ผมยังแซวไอ้ดินปืนต่อ แกล้งตบไหล่ปลอบใจมัน

ไอ้ดินปืนสะบัดไหล่ “พอได้แล้ว เลิกแซวกูได้แล้วพวกมึงเนี่ย”

เปลี่ยนสายกีตาร์เสร็จ พวกเราก็ลองซ้อมเล่นเพลงดู วงของผมมีชื่อว่า อินเดอะมูดฟอร์เลิฟ มีที่มาจากชื่อหนังเรื่องโปรดของไอ้ดินปืนซึ่งกำกับโดยหว่องกาไว มันเคยเปิดหนังเรื่องนี้ให้ผมดู แต่ผมดูไม่รู้เรื่อง หลับตั้งแต่ 20 นาทีแรก

วงของเราไอ้ดินปืนรับตำแหน่งร้องนำและเล่นกีตาร์ มันเหมือนหัวหน้าวงกลาย ๆ คอยจัดการนี่นั่น ไอ้หมอกตำแหน่งเล่นคีย์บอร์ด ส่วนผมตำแหน่งกีตาร์ แต่ฝีมือห่างชั้นกับไอ้ดินปืนมาก ซึ่งคนที่สอนผมเล่นกีตาร์จนเป็นก็คือมันนี่แหละ

ไอ้หมอกไม่ได้พกคีย์บอร์ดมาที่นี่ด้วย เลยเล่นจากแอพในไอแพดแทน ตอนแรกผมกังวลว่าเล่นดนตรีในห้อง เสียงจะดังไปรบกวนคนห้องอื่นไหม แต่เล่นจบไปแล้ว 3 เพลงก็ยังไม่มีใครมาเคาะประตูด่า

“เอาพอหอมปากหอมคอ งั้นพวกเราไปที่ร้านพี่เขาเลยดีกว่า” ไอ้ดินปืนพูดแล้วเก็บกีตาร์เข้ากระเป๋า

จากนั้นไอ้ดินปืนก็ขี่มอไซด์พาพวกเรามาที่ ร้านลมเย็นบาร์ ร้านนี้เปิดบริการช่วงเย็น ๆ ค่ำ ๆ เป็นต้นไป กลางวันแบบนี้บรรยากาศเลยเงียบเหงา แม้แต่พนักงานร้านก็ยังไม่ถึงเวลาเข้างาน ร้านนี้ทุกโต๊ะอยู่กลางแจ้งทั้งหมด มีบาร์เครื่องดื่มที่ดัดแปลงมาจากตู้คอนเทนเนอร์ และมีเวทียกพื้นเตี้ย ๆ ตั้งอยู่ข้าง ๆ

ผมลองจินตนาการตอนร้านเปิด มีดนตรีสดเล่นคลอไปกับลมเย็น ๆ ช่วงหัวค่ำ เคล้าเสียงสนทนาของลูกค้าแต่ละโต๊ะ บรรยากาศคงดีไม่น้อย

ที่บาร์มีพี่ผู้ชายคนหนึ่งใส่แว่นดำ ไว้หนวดไว้เครากำลังทำอะไรก๊อก ๆ แก๊ก ๆ บนเคาน์เตอร์มีลำโพงบลูทูธเปิดเพลงบรรเลงแจ๊ส น่าจะเป็นสักเพลงหนึ่งในอัลบั้ม แจ๊สแอทเดอะพอนชอป ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

ไอ้ดินปืนเดินดุ่ม ๆ เข้าไปหาพี่เขา

“สวัสดีครับ ใช่พี่สุเมธหรือเปล่าครับ?”

“ใช่ พี่ชื่อสุเมธ” พี่แว่นดำเงยหน้าขึ้นมาจากงานที่กำลังทำมามองพวกผม

“พวกผมวงอินเดอะมูดฟอร์เลิฟนะครับ ที่พี่นัดออดิชันวันนี้”

พี่สุเมธยิ้มแย้มขึ้นมา “อ๋อ… เด็กไอ้จั๊บเหรอ กำลังรออยู่พอดี”

“ครับ ผมเป็นน้องรหัสพี่จั๊บน่ะครับ ขอแนะนำตัวนะครับ ผมชื่อดินปืน ตำแหน่งนักร้องกับเล่นกีตาร์ ส่วนนี่ไอ้หมอก ตำแหน่งคีย์บอร์ด ไอ้ตู้เย็น ตำแหน่งมือกีตาร์อีกคนครับ”

“ฮ่า ๆ ชื่อตู้เย็นเหรอ แปลกดีนะ พี่ไม่เคยได้ยินคนชื่อนี้มาก่อนเลย ขอถามหน่อยสิ ได้ชื่อนี้มาได้ยังไง?”

“ที่บ้านผมขายเครื่องใช้ไฟฟ้าน่ะครับ”

“ฮ่า ๆ ชื่อเท่ดี พี่ชอบ งั้นพวกน้องโชว์ฝีมือกันได้เต็มที่เลยนะ เชิญ ๆ”

พี่สุเมธผายมือไปทางเวทีที่อยู่ข้าง ๆ พวกเราขึ้นไปเตรียมอุปกรณ์ พี่สุเมธดูเป็นคนอารมณ์ดี ผิดจากรูปลักษณ์ภายนอกที่ผมเห็นครั้งแรกนึกว่าเป็นคนดุ เห็นไว้หนวดไว้เคราดูเคร่งขรึม แต่แกเป็นคนยิ้มง่าย หัวเราะง่าย ดูเป็นกันเองดี

“ฮัลโหล เทส ๆ” ไอ้ดินปืนลองพูดทดสอบไมโครโฟน เสียงออกลำโพงปกติดี “พร้อมแล้วครับพี่”

พี่สุเมธปิดลำโพงบลูทูธแล้วยกมือทำนิ้วโอเคมาทางพวกเรา พวกเราเริ่มเล่นเพลง แอมน็อทดิโอนลีวัน ของ แซม สมิธ เวอร์ชั่นอะคูสติก พี่สุเมธถือแก้วกาแฟมานั่งที่โต๊ะหน้าเวที จิบกาแฟพลางดื่มด่ำไปกับดนตรีและเสียงร้องของไอ้ดินปืน

“ยูเซย์แอมเครซี~”

ขณะที่ผมกำลังไหลลื่นไปกับอารมณ์ของบทเพลง หางตาก็เหลือบไปเห็นใครคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน ทีแรกผมไม่ได้สนใจจะหันไปมอง แต่เมื่อคนนั้นเดินเข้ามาจนอยู่ในระยะสายตาถึงได้รู้ว่าเป็นไอ้นนท์

“ร้านยังไม่เปิดนะครับน้อง” พี่สุเมธหันไปตะโกนบอก

พวกผมยังเล่นดนตรีต่อ ไอ้นนท์เดินเข้ามาหาพี่เมธ ทั้งสองคุยโต้ตอบกันไปมา ผมได้ยินไม่ชัดเพราะเสียงดนตรีดังกว่า แอบได้ยินประมาณว่า งาน ๆ เมื่อไหร่ ๆ อะไรทำนองนี้

สงสัยจังว่าไอ้นนท์มาทำอะไรที่นี่ แล้วทำไมช่วงนี้มันถึงได้เข้ามาวนเวียนอยู่ในชีวิตของผมบ่อยนัก ทั้งที่เจอหน้ากันตอนหลังเลิกเรียน สัปดาห์ละ 5 วัน ผมก็เอียนหน้ามันจะแย่อยู่แล้ว


Share

Leave a Reply

What's New

Frankenstein: แฟรงเกนสไตน์ – เมื่อมนุษย์ทะเยอทะยาน ฝืนอยากเล่นบทพระเจ้า

ปีศาจสยองขวัญยุคคลาสสิก นอกจากแดร็กคูล่า มนุษย์หมาป่า และมัมมี่ ยังมีปีศาจจากเรื่องแฟรงเกนสไตน์ที่มีภาพจำเป็นปีศาจตัวยักษ์สีเขียว ทั้งตัวมีแต่รอยเย็บ ตรงขมับมีหมุดเหล็กปักอยู่ ไอติมบุ๊คคลับ ep นี้จะมาเล่าเรื่องจากนิยายไซไฟสยองขวัญเรื่องแฟรงเกนสไตน์ (Frankenstein) ผลงานเขียนของแมรี เชลลีย์ (Mary Shelley) ซึ่งเรื่องราวชีวิตส่วนตัวของเธอก็น่าสนใจมาก ไว้ผมจะเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังในตอนท้ายครับ ตัวละครหลักของเรื่องนี้คือวิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์ (Victor Frankenstein)...

Suddenly Talented วิชาเก่งปุบปับ เทคนิคเรียนรู้จนกลายเป็นคนเก่ง แบบไม่ต้องพึ่งพรสวรรค์

ตั้งแต่เด็กเรามักถูกปลูกฝังว่า คนเราเกิดมามีพรสวรรค์ไม่เท่ากัน หรือ ถ้าไม่เก่งตั้งแต่เด็กก็คงไม่มีวันเก่ง แต่มีหนังสือเล่มหนึ่งครับที่บอกว่า ความเก่งสร้างได้จากศูนย์ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Suddenly Talented: วิชาเก่งปุบปับ เขียนโดย ฌอน เดอซูซา (Sean D’Souza) ก่อนเข้าเนื้อหาของหนังสือ ผมขออธิบายความหมายของคำว่า Talented ก่อนนะครับ ความหมายแรกของคำนี้ที่คนมักนึกถึงคือ พรสวรรค์ แต่คำนี้ยังหมายถึงความสามารถได้ด้วยครับ เหมือนรายการโชว์ความสามารถ...

365 วิธี สมองดีขึ้นได้ในทุก ๆ วัน เรื่องง่าย ๆ ที่หมอสมองอยากให้คุณทำทันที

สมองของมนุษย์มีความสามารถในการจัดเก็บข้อมูลเทียบเท่าหนังสือพิมพ์ 6 ล้านฉบับ กาแล็กซีทางช้างเผือกมีดาวประมาณ 100,000 ล้านดวง และสมองในกะโหลกเล็ก ๆ ของเรามีเซลล์สมองประมาณ 100,000 ล้านเซลล์พอ ๆ กันเลยครับ เซลล์สมองแต่ละเซลล์มีการเชื่อมต่อกับเซลล์อื่น ๆ บางเซลล์มีแค่ไม่กี่จุด แต่บางเซลล์อาจมีมากถึง 10,000 จุดเลยครับ เมื่อรวมกันแล้วเซลล์สมองของเรามีการเชื่อมต่อกันมากถึง 100 ล้านล้านจุด แต่ละเซลล์สื่อสารกันตลอดเวลา...

Million Dollar Weekend ธุรกิจเงินล้าน สร้างได้ภายใน 48 ชั่วโมง

ช่วงนี้หลายคนสนใจการเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียว ภาษาอังกฤษบางคนเรียกว่า Solopreneur บางคนเรียกว่า One-Person Business ความหมายของทั้งสองคำนี้คือ ธุรกิจที่เจ้าของเป็นคนลงมือทำ บริหาร และตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเองแบบไม่จ้างใครเลย โดยเน้นใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลมาช่วยครับ ผู้ประกอบการตัวคนเดียวเป็นโมเดลธุรกิจที่จัดการง่าย มีความคล่องตัวสูงเพราะทำคนเดียว และใช้เงินลงทุนไม่มาก บางธุรกิจอาจเริ่มต้นได้ด้วยเงิน 0 บาทเลยด้วยซ้ำครับ และธุรกิจตัวคนเดียวสามารถทำไปพร้อมกับงานประจำได้ โดยไม่จำเป็นต้องลาออก ผมสนใจแนวคิดนี้และกำลังเริ่มศึกษา ได้ไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เหมาะสำหรับคนอยากเริ่มต้นเรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการตัวคนเดียวครับ หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Million...

ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ วิธีคิดที่ทำให้ธุรกิจเติบโต แบบไม่ต้องทุ่มงบโฆษณา

ประเทศจีนถือว่าเป็นสนามประลองทางธุรกิจที่ดุเดือดมาก ด้วยความเป็นประเทศที่มีประชากรเยอะเป็นอันดับสองของโลก และรายได้ของคนจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ หลายธุรกิจจึงผุดขึ้นมา เพื่อหวังให้ลูกค้ายอมควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าของพวกเขา ดังนั้นทุกธุรกิจในจีนจึงต้องงัดสารพัดกลยุทธ์มาต่อสู้แย่งชิงลูกค้ากัน ผิดพลาดบ้าง สำเร็จบ้าง จนการตลาดแบบจีนมีบทเรียนให้เราเรียนรู้ และเอาไปปรับใช้มากมายครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ ถอดรหัสการตลาดแบบจีน ใช้เงินน้อยแต่คนซื้อเยอะ เขียนโดยเสี่ยวหม่าซ่ง (Xiao Ma Song) กูรูด้านการตลาดเบอร์ต้น ๆ...

The Great Gatsby: แกตส์บี้ผู้ยิ่งใหญ่ – ความฝันที่เงินก็บันดาลให้ไม่ได้

The Great Gatsby วรรณกรรมอมตะของเอฟ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald) เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1925 จนถึงวันนี้ก็อายุ 100 ปีแล้วครับ เรื่องราวในเล่มเล่าถึงความรัก ความทะเยอทะยาน และความฟุ้งเฟ้อช่วงปี 1920s ยุคนั้นเป็นยุคสมัยของเพลงแจ๊สครับ เรื่องราวจะดำเนินผ่านมุมมองของนิก คาร์ราเวย์ ที่เล่าถึงเจย์ แกตส์บี้...

Related Articles

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 27 (จบ)

ตู้เย็น ช่วงก่อนสอนปลายภาค ไอ้นนท์ช่วยเก็งข้อสอบให้ผมล่วงหน้าตั้ง 2 สัปดาห์ ช่วงนั้นผมหัวหมุนมากเป็นพิเศษ และแปลกใจมากที่ไอ้นนท์ไม่กังวลเกี่ยวกับการสอบเลย วันธรรมดาหลังเลิกเรียน มันยังไปทำงานพิเศษที่ร้านกรีนเฮาส์คาเฟ่และลมเย็นบาร์จนถึงเที่ยงคืน เสาร์อาทิตย์ยังออกไปขี่รถรับส่งอาหาร ระหว่างที่มันไม่อยู่ด้วย ผมก็พยายามทบทวนหนังสือ...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 26

นนท์ ถึงแม้ผมจะคุ้นเคยกับคอนโดของไอ้ตู้เย็นแล้ว แต่พอมันไม่อยู่ ห้องนี้ดูเหมือนจะใหญ่เกินไปสำหรับอยู่คนเดียว ผมเกิดอาการคิดถึงมันขึ้นมา เกิดความรู้สึกเหงาขึ้นมา ทั้งที่แต่ก่อนอยู่ตามลำพังมาได้ตลอด พอห่างจากผม ไม่รู้ว่าไอ้ตู้เย็นจะรู้สึกเหงาและคิดถึงแบบเดียวกันหรือเปล่า อยู่ห้องก็ไม่มีอะไรให้ทำ วันนี้ผมเลยจะออกไปขี่รถรับส่งอาหารไวกว่าปกติละกัน ขณะกำลังจะลุกไปเตรียมตัว...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 25

ตู้เย็น อาบน้ำเย็น ๆ ชำระล้างเหงื่อไคลจนสะอาดสะอ้านแล้วผมก็สดชื่นขึ้นมาทันที ผมนุ่งผ้าเช็ดตัวเดินออกมาจากห้องน้ำ กำลังจะเข้าไปแต่งตัวในห้องนอนก็เห็นไอ้นนท์นั่งอยู่บนโซฟาหน้าทีวี หัวเราะคิกคัก สายตาจ้องไปที่หน้าจอมือถือในมือ “ขำอะไรวะ แบ่งกูดูบ้างสิ” “พี่แองโจลี่ส่งคลิปที่มึงใส่ชุดมาสคอตมาให้ดู มึงนี่ใช้ได้เหมือนกันนะ...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 24

นนท์ ผมตามพี่แองโจลี่มาลองชุดกับพี่ไก่แจ้ เสื้อผ้าวันนี้มาในธีมสีแดงสดใสร้อนแรง พี่ไก่แจ้เลือกให้พวกเราคนละ 2 ชุด จากนั้นพาทุกคนมาที่หน้าเวทีเพื่อซ้อมเดินแบบ ซ้อมกันอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงก็ได้พัก พี่แองโจลี่เอาน้ำเย็นมาให้ผมกับไมค์คนละขวด ผมรับมาดื่มแล้วถามหาไอ้ตู้เย็น...

error: Content is protected !!