เช้าวันใหม่แสนสดใส แป้งหอมในชุดสุภาพสำหรับออกไปทำงานเดินลงมาจากบันได ตรงเข้าห้องอาหาร พบไอยราซึ่งกำลังนั่งรับประทานมื้อเช้าบนโต๊ะตัวใหญ่อยู่คนเดียว
“อ้าว… แป้งหอม แต่งตัวเสร็จแล้วเหรอจ๊ะ วันนี้แต่งตัวน่ารักเชียว”
“ขอบคุณค่ะ แล้วคุณณเรศยังไม่ลงมาอีกหรือคะ?”
“น้าให้แหววขึ้นไปตามแล้ว สงสัยจะยังไม่ตื่นอีกตามเคย”
“งั้นเดี๋ยวหนูขึ้นไปตามอีกรอบให้นะคะ”
ไอยราพยักหน้าแทนคำตอบ
แป้งหอมเดินกลับขึ้นชั้นบน เดินตรงไปยังหน้าห้องณเรศ เธอเคาะประตูสามสี่ครั้ง ร้องเรียกไปหลายหน แต่ณเรศก็ยังไม่ขานรับเสียที
ก๊อก ๆ ๆ
“คุณณเรศ ตื่นหรือยังคะ”
ก๊อก ๆ ๆ
“ฉันขอเข้าไปข้างในนะ”
แป้งหอมถือวิสาสะเปิดประตูห้องณเรศแล้วเดินเข้าไป บนเตียงมีชายหนุ่มนอนห่มผ้ามิดคอ เหลือเพียงศีรษะเท่านั้นที่โผล่ออกมา สงสัยเมื่อคืนเขาจะเปิดเครื่องปรับอากาศอุณหภูมิต่ำไปหน่อย เธอเดินไปที่ปลายเตียง เขย่าขาเขา หวังปลุกให้ตื่น
“คุณณเรศ ตื่นได้แล้วค่ะ สายมากแล้วนะ เดี๋ยวก็ไปทำงานไม่ทันหรอก”
แป้งหอมเขย่าและร้องปลุกอย่างนี้อยู่หลายที แต่ณเรศยังดื้อไม่ยอมลุกจากเตียง เธอจึงตัดสินใจดึงผ้าห่มคลุมร่างของเขาออก
แป้งหอมสีหน้าตกใจสุดขีด
“กรี๊ด… ดดด!”
แป้งหอมโยนผ้าห่มทับร่างล่อนจ่อนของณเรศไว้อย่างเดิม ชายหนุ่มที่นอนงัวเงียอยู่บนเตียงเริ่มรู้สึกตัวเนื่องด้วยพลังเสียงเอ็ดร้องของหญิงสาว เขาค่อย ๆ ขยับเปิดตาขึ้นมารับแสงวันใหม่
ณเรศตกใจที่ลุกขึ้นมาแล้วพบหญิงสาวยืนอยู่ปลายเตียง และถึงกับช็อกเมื่อมองดูผ้าห่มซึ่งเคยเรียบร้อย กลับกองรุงรังอยู่บนตัวเขา นี่แสดงว่าเธอเปิดมัน และเห็นสิ่งล้ำค่าของเขาแล้ว
“เข้ามาได้ยังไง ใครอนุญาต แล้วนี่เธอทำอะไร แอบดึงผ้าห่มออกใช่ไหม?” ณเรศลุกจากเตียงใช้ผ้าห่มคลุมกาย
แป้งหอมอึ้ง ยังทำใจไม่ได้กับภาพที่เห็น เธอเอามือปิดปาก เนื้อตัวสั่น แข้งขาอ่อนระทวย
“ทำไมไม่ใส่เสื้อผ้านอนเหมือนคนอื่นเขา คนผีทะเล”
“อ้าว… ฉันก็ถอดเสื้อผ้านอนแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เธอถือวิสาสะแอบดูตอนฉันนอนได้ไงเนี่ย”
“ใครแอบดูอะไรคุณ” เธอพูดเสียงเครือ
“แล้วดึงผ้าห่มออกทำไม”
“ก็ใครจะไปรู้ล่ะ ว่าคุณสัปดนนอนมันทั้งอย่างนั้น”
“อ้าว ไหงพูดอย่างนี้ ไม่รู้ล่ะ ฉันถือว่าเธอผิด เธอต้องรับผิดชอบ”
แป้งหอมกลัวสุดขีด เธอไม่ได้กลัวที่จะต้องรับผิดชอบหรือถูกไล่ออก แต่กลัวกับภาพเมื่อสักครู่ซึ่งยังติดตาอยู่ เธอรีบวิ่งออกจากห้องของเขาไป
“ยายบ้าเอ๊ย!”
วันที่สองของการทำงาน เช้านี้แป้งหอมเริ่มวันใหม่ไม่สดใสนัก เพราะดันไปเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นเข้า เธอรู้สึกโกรธตัวเองที่ไม่สามารถลบภาพบัดสีพวกนั้นออกจากสมองได้ พยายามข่มใจไม่ให้คิดถึงเรื่องนั้น แต่ทำได้ยากเหลือเกิน เพราะคนที่อยากลืมกลับกำลังนั่งบังคับพวงมาลัยอยู่ข้าง ๆ วันนี้ไม่มีงานอะไรเร่งด่วน ไอยราจึงอยู่บ้านไม่เข้าที่ทำงาน แป้งหอมจึงจำใจติดรถณเรศเข้าบริษัท
ณเรศชำเลืองมองแป้งหอมที่นั่งเหม่อลอย สัญญาณไฟสีแดงเปลี่ยนเป็นสีเขียว เขาเอื้อมมือไปใกล้เข่าของแป้งหอม แป้งหอมตกใจมาก ร้องโวยวายขึ้นมาทันที
“กรี๊ด! คุณจะทำอะไรฉัน น่าเกลียด! นี่มันบนรถบนถนนนะ”
ณเรศหันมามองแป้งหอม
“ฉันจะเข้าเกียร์ ตกใจทำไมเนี่ย คิดว่าฉันจะทำอะไรเธอ?” ณเรศพูด มือจับขยับเกียร์ แล้วก็ออกรถไปจากสี่แยก
แป้งหอมเสียหน้า ท่าทางเธอคงคิดมากเรื่องเมื่อเช้านี้ ตอนนี้ไม่ว่าณเรศจะทำอะไร ก็ดูไม่ดีไม่งามสำหรับเธอไปเสียหมด
“ฉันคิดว่าคุณจะจับขาอ่อนฉันเสียอีก”
ณเรศหัวเราะฮึในลำคอ
“จะบ้าเหรอ ฉันไม่ใช่โรคจิตนะที่จะฉวยโอกาสลวนลามผู้หญิงประเจิดประเจ้อ เธอสำคัญตัวเองผิดแล้ว คิดว่าคนอย่างฉันจะพิศวาสคนอย่างเธอลงหรือไง ให้ฟรีก็ไม่เอาหรอก”
“คุณมันทุเรศที่สุด พูดจาดูถูกคนอื่นแบบนี้ ฉันเกลียดคนแบบคุณจริง ๆ เลย” แป้งหอมอารมณ์ฉุน เธอไม่ชอบให้ใครมาพูดจาดูหมิ่นศักดิ์ศรีผู้หญิงแบบนี้
“ก็ดี เกลียดฉันได้ก็ดี ถ้าคิดว่าตัวเองเก่งนักล่ะก็ อยู่ทำงานที่บริษัทให้ครบหนึ่งเดือนสิ”
“คอยดูแล้วกัน และเตรียมมองหารถคันใหม่ไว้ซื้อขับได้เลย เพราะเดือนนี้คุณจะได้ขับรถคันนี้เป็นเดือนสุดท้าย”
“นี่เธอคงไม่รู้สินะ ว่ายังไม่มีใครในโลกนี้ที่ชนะพนันฉันได้”
“ก็ฉันนี่ไง” แป้งหอมสวนกลับอย่างมั่นใจ
ณเรศไม่พอใจที่แป้งหอมไม่ยอมโอนอ่อนต่อเขา กล้าต่อปากต่อคำอยู่เรื่อย เขาเร่งรถ หักหลบเข้าประตูบริษัทโดยไม่แตะเบรก ทำเอายามตกใจ แถมเพิ่มความเร็วขึ้นไปอีก เมื่อใกล้ถึงที่จอดเขาก็เหยียบเบรกอย่างกะทันหัน แรงกระชากจากรถกระชากเขาและเธอกระแทกกับเข็มขัดนิรภัยและเบาะนั่ง เธอเสียขวัญเป็นครั้งที่สองเพราะเหตุการณ์ครั้งนี้
“สนุกดีแฮะ” ณเรศยิ้มสะใจ ปลดเข็มขัดนิรภัย เปิดประตูแต่ยังไม่เดินลงจากรถ หันไปมองแป้งหอมที่นั่งผมกระเซิง อ้าปากหวออยู่นิ่ง ๆ บนเบาะข้างคนขับ
“ต้องให้อัญเชิญก่อนไหม ถึงจะลงจากรถน่ะ”
แป้งหอมหลุดจากภวังค์ รีบปลดเข็มขัดนิรภัย เก็บข้าวของออกไปจากรถอย่างขลุกขลัก
ผ่านไปครึ่งวัน แป้งหอมทำงานได้อย่างราบรื่นเพราะไม่มีใครมากวน ถึงงานจะราบรื่น แต่ทุกช่วงเวลาที่นั่งทำงานบนเก้าอี้ประจำตำแหน่ง เธอมักระแวงกลัวณเรศจะมากวนใจอยู่ตลอดเวลา เรียกได้ว่าการทำงานนั้นไม่มีความสุขเลย
ขณะที่แป้งหอมกำลังพรมนิ้วลงบนแป้นพิมพ์ เพื่อพิมพ์รายงานการประชุมเมื่อวานให้ณเรศอยู่นั้น สาวเรือนร่างอ้อนแอ้นสวมชุดเข้ารูปเดินมายืนเท้าเอวอยู่ข้างโต๊ะทำงานของเธอ
“นี่! คุณณเรศอยู่ไหมเธอ?” เจ้าของเรือนร่างอ้อนแอ้นเอ่ยถาม
แป้งหอมละสายตาจากหน้าจอ เงยหน้าขึ้นมองคนที่กำลังพูดกับเธออยู่ ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน คือนิตาหุ้นส่วนคนใหม่ หวานใจณเรศนี่เอง
“สวัสดีค่ะคุณนิตา มีธุระอะไรคะ?”
“เจ้านายเธออยู่ในห้องไหม?”
“อยู่ค่ะ งั้นเดี๋ยวฉันเข้าไปเรียนคุณณเรศให้นะคะว่ามีแขกมาขอพบ” แป้งหอมพูด ทำท่าจะลุกขึ้น
“ไม่ต้องสะเออะ! ฉันจะเข้าไปหาเขาเอง”
นิตาเชิดหน้าใส่พนักงานอย่างแป้งหอม ก่อนจะทรงตัวบนรองเท้าส้นสูง ก้าวพาตนเองมาเปิดประตูห้องทำงานของณเรศ ตอนนี้ณเรศกำลังง่วนอยู่กับเอกสารคณานับที่ต้องเซ็นอนุมัติให้หมดก่อนเย็นนี้ ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามีคนเปิดประตูห้องเข้ามา
หญิงสาวเผยยิ้มอวดฟันสวย ก่อนจะเดินอ้อมเข้าข้างหลังสวมกอดคอของณเรศ พร้อมซบศีรษะลงบนไหล่หนา ๆ ของเขา เธอเริ่มคลอเคลียชายหนุ่ม ขณะเดียวกันชายหนุ่มก็รู้สึกรำคาญ เพราะทำให้เขาใช้ปากกาได้ไม่ถนัด
“คุณณเรศขา… นิตาคิดถึงคุณจังเลย”
“ปล่อยผมก่อนเถอะครับ”
ณเรศพยายามแกะมือนิตาที่เริ่มลูบคลำหน้าอกของเขา เธอยอมปล่อยมือออก แล้วเปลี่ยนมานั่งที่ตักของเขาแทน ทำเอาเขาแสดงอาการรำคาญออกมาทางสีหน้า แต่สาวเจ้าไม่สังเกต
“เอ่อ…”
ณเรศอยากจะไล่นิตาให้ออกห่างตัวเขา แต่ก็ไม่กล้า กลัวเสียไมตรีและความสัมพันธ์แบบหุ้นส่วนผู้ร่วมลงทุนที่ต้องทำงานด้วยกันไปอีกนาน
“มาหาผมมีอะไรเหรอครับ?” ณเรศพูดด้วยน้ำเสียงอึดอัด
“นิตาอยากให้คุณพาไปกินข้าวหน่อยน่ะค่ะ เราไม่ได้ไปกินข้าวด้วยกันสองต่อสองมานานแล้วนะ” นิตาม้วนเกลียวเนกไทณเรศเล่น
“อืม… ตอนนี้ผมไม่ค่อยสะดวก เอาไว้คราวหลังแล้วกันนะครับ”
“ไม่ได้ค่ะ นิตาอุตสาห์ลงเรือลำเดียวกับคุณแล้ว ใจคอคุณจะไม่ดูแลหุ้นส่วนคนนี้หน่อยเหรอคะ?”
ณเรศอึดอัดใจ ไม่รู้จะหาคำไหนมาอ้างกับเธอดี คงต้องจำใจยอมพาเธอไปแล้วล่ะ
“งั้นรอเดี๋ยวนะครับ ผมขอเวลาสะสางเอกสารสำคัญพวกนี้ก่อน คุณคงรอได้นะครับ”
นิตาลุกขึ้น ดึงแขนณเรศจะให้เขาลุกจากเก้าอี้ขึ้นมาให้ได้
“ไม่ต้องไปสนใจหรอกค่ะ เอกสารพวกนั้นมันคงไม่สำคัญมากขนาดจะทำให้บริษัทคุณล้มละลายได้หรอก ไปกินข้าวกับนิตาสิสำคัญกว่า”
“อืม… ก็ได้ครับ”
ณเรศยอมลุกจากเก้าอี้ ให้นิตาจูงมือเดินเร็วออกจากโต๊ะทำงาน เธอเปลี่ยนจากจับมือมาเป็นควงแขนเมื่อเดินผ่านโต๊ะทำงานของเลขาที่หน้าห้อง ณเรศขอเวลาบอกธุระแก่เลขาส่วนตัวของเขาหน่อย
“ฉันจะออกไปกินข้าวกับคุณนิตาหน่อย วันนี้คงจะไม่เข้าทำงานแล้ว แต่จะกลับมารับเธอหลังเลิกงาน อยู่รอข้างล่างล่ะ อย่ากลับไปก่อนเข้าใจไหม?”
“ค่ะ” แป้งหอมรับคำ มองนิตาเดินควงแขนพาณเรศจากไปจนลับ แล้วต้องมาตกใจกับใครคนหนึ่งที่มายืนเท้าโต๊ะทำงานของเธอ
“คุณศกร!”
ศกรยิ้ม
“มาไม่ให้สุ่มให้เสียง ฉันตกใจหมดเลย” แป้งหอมเอามือจับอก
“ขอโทษที เอาเป็นว่าผมจะเลี้ยงข้าวคุณเพื่อเป็นการไถ่โทษแล้วกัน ปกติคุณกินข้าวที่ร้านไหนล่ะ?”
“ฉันกินข้าวแกงธรรมดา ที่ร้านแถวหน้าบริษัทนี่แหละค่ะ”
“คงจะอร่อยมากสินะ พาผมไปชิมหน่อยสิ”
แป้งหอมสีหน้าประหลาดใจ
“จะดีเหรอคะ มันเป็นแค่ร้านข้าวแกงธรรมดาเองนะ”
“ไม่เห็นเป็นไรเลย ผมก็กินข้าวแกงออกบ่อย”
“ฉันคิดว่าคุณเป็นถึงรองประธานบริษัท จะรักษาภาพพจน์ด้วยการเลือกระดับร้านอาหารที่ไปกิน”
ศกรขำกับคำพูดของแป้งหอม
“คุณคิดว่าผมเป็นคนแบบนั้นเหรอ?”
ทั้งแป้งหอมและศกรต่างมองตากันและกัน
“ผมไม่เหมือนเจ้านายคุณหรอกนะ ที่หาแต่จะกินของหรู ๆ แพง ๆ” ศกรพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
ทั้งคู่เริ่มขยับหน้าเข้าใกล้กัน ๆ
ศกรนี่ก็มีเสน่ห์เหมือนกัน สายตาหยาดหวานเย้ายวนใจสาวที่ได้เห็น น้ำเสียงที่นุ่มนวลฟังแล้วรู้สึกปลอดโปร่งใจ หรือจะเป็นรอยยิ้มอันอบอุ่นที่เขาส่งให้กับทุกคนโดยไม่แบ่งแยกฐานะ แต่ทำไมนะ ทำไมแป้งหอมไม่รู้สึกตกหลุมรักชายคนนี้เลย หรืออาจจะเป็นเพราะว่าเธอถูกชายผู้นั้นพันธนาการใจเอาไว้ตั้งแต่แรกเห็นแล้วก็เป็นได้ ใครคนนั้นที่ใจเธอพยายามปฏิเสธ
“เอ่อ… แป๊ปหนึ่งนะคะ ขอปิดคอมก่อน”
แป้งหอมหลุดจากภวังค์ เบียนหน้าหนีหลบศกร ชายหนุ่มที่ยิ้มอยู่คนเดียวข้าง ๆ เธอ
ข้างนอกบริษัทในยามกลางวันแดดเปรี้ยง ศกรเดินมากับแป้งหอม ทั้งคู่ก้าวอยู่บนทางเดินซีเมนที่มีคนพลุกพล่าน แป้งหอมดึงมือศกรให้หยุด ตอนนี้เธอพาเขามาถึงร้านข้าวแกงที่มีลูกค้าแน่นร้าน
“ร้านนี้น่ะเหรอ?” ศกรขมวดคิ้วถามพลางมองสภาพร้านอย่างเจาะรายละเอียด
“ทำไมคะ คุณกินไม่ได้เหรอ? จะเปลี่ยนร้านก็ได้นะ”
“เปล่า… แค่แปลกใจที่คุณก็ชอบร้านนี้เหมือนกับผม”
แป้งหอมประหลาดใจ
“เหรอคะ ดีจังเลยที่ร้านนี้เป็นร้านโปรดของเราสองคน”
ทั้งคู่หัวเราะให้กัน ก่อนจะพากันเดินเข้าไปในร้านเล็ก ๆ ที่ไม่ได้ตกแต่งสวยงามอะไร เครื่องปรับอากาศที่หลายคนใฝ่หายามอากาศเลวร้ายเช่นนี้ก็ไม่มี จะมีก็แต่พัดลมติดผนังเก่า ๆ ที่คอยส่ายไปมา บางครั้งก็หยุดค้างเป็นระยะ
อีกด้านณเรศถูกนิตาขอร้องให้พามากินข้าวที่ร้านหรูไกลจากบริษัทพอควร อาหารอิตาลีถูกสั่งมาเรียงรายอยู่บนโต๊ะ มากขนาดสองคนกินไม่มีทางหมด ณเรศสีหน้าไร้อารมณ์ ไม่มีความสุขกับอาหารหรูมื้อนี้ ต่างจากศกรและแป้งหอมที่นั่งด้วยกันบนโต๊ะเล็ก ๆ กินข้าวแกงราคาถูกคนละจาน อาหารอร่อยถูกปาก พูดคุยกันก็ถูกคอ สนุกจนเวลาล่วงเลย เกือบจะถึงเวลาเข้างานแล้ว
อาทิตย์ทางทิศตะวันตกทอแสงรำไร แป้งหอมยืนรอให้ณเรศมารับอยู่ที่หน้าบริษัท เธอยกนาฬิกาขึ้นมาดูเป็นระยะ นี่ก็รอมาตั้งชั่วโมงหนึ่งแล้วนะ ณเรศก็ยังไม่มารับตามสัญญาเสียที ตะวันก็คล้อยลงขอบฟ้าเข้าไปทุกที แสงสุดท้ายของวันกำลังจะหมดไป แป้งหอมคงต้องเรียกใช้บริการรถแท็กซี่เสียแล้ว
ปริ๊น!
รถยนต์สีขาวจอดเทียบหน้าแป้งหอมที่ทางเดิน กระจกด้านตรงข้ามคนขับเปิดออก ปรากฎให้เห็นใบหน้าอันเป็นมิตรของศกร
“ให้ผมไปส่งไหมแป้งหอม”
แป้งหอมยิ้มทัก
“ไม่เป็นไรค่ะ รบกวนคุณเปล่า ๆ เดี๋ยวคุณณเรศก็จะมารับฉันแล้ว”
“คุณจะรอคนไม่มีสัจจะอย่างไอ้ณเรศหรือ มันคงมารับคุณตามสัญญาหรอก ไปกับผมดีกว่า นี่ก็ใกล้ค่ำแล้ว ยืนอยู่คนเดียวมืด ๆ แบบนี้มันอันตรายนะ”
แป้งหอมคล้อยตาม เดินมาขึ้นรถศกร ศกรออกรถ มุ่งไปส่งแป้งหอมที่บ้านประภากรณ์
ที่บ้านประภากรณ์ ณเรศเลี้ยวรถเข้ามาจอดในบ้าน เขาลงมาจากรถ กำลังจะเดินเข้าบ้านก็นึกขึ้นได้ว่าลืมไปรับแป้งหอม เขาวกกลับไปที่รถเพื่อขับมันออกไปรับแป้งหอม ทันใดนั้นรถของศกรก็เลี้ยวเข้ามา ศกรและแป้งหอมออกมาจากรถพร้อมกัน ศกรปรี่เข้ามาว่าให้ณเรศ
“คราวหลังสัญญากับใครไว้ หัดรักษาสัญญาด้วยสิ”
พูดจบศกรก็กลับขึ้นรถ ขับออกจากบ้านประภากรณ์
ณเรศเสียหน้า ทำหน้าดุดันหันมาว่าแป้งหอม
“คราวหลังห้ามเธอไปไหนมาไหนกับไอ้ศกรอีก”
ณเรศเจ็บใจ จ้องหน้าไม่พอใจแป้งหอม เขาเดินฮึดฮัดเข้าบ้านไป ทิ้งหญิงสาวให้ยืนครุ่นคิดอยู่ข้างนอก เธอตำหนิตัวเองว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ลูกพี่ลูกน้องต้องทะเลาะกัน แต่การใช้ชีวิตอยู่ในสังคมใหม่วันที่สองก็ผ่านไปได้ด้วยดี
Leave a comment