ฝนพรำหลังจากเมื่อครู่ตกหนักอย่างไม่ลืมหูลืมตา การจราจรเบื้องล่างติดขัด ไม่ว่ามองไปทางไหนก็เจอแต่ตึกรามบ้านช่องตั้งชิดติดกัน ดูแล้วรู้สึกอึดอัดใจ หญิงสาวคนหนึ่งกำลังรอชายหนุ่มฟื้น วันนี้เข้าวันที่ห้าแห่งการรอคอย แม้ศกรจะยังไม่ได้สติ แต่อาการก็ไม่ทรุดลงไปกว่าเดิม นิตาภาวนาอยากให้เขาฟื้นขึ้นมาเสียที
หมอกสีขาวโพลนบดบังจนมองไม่เห็นสิ่งใด แท้จริงแล้วมันไม่มีสิ่งใดให้เห็นต่างหาก ในมโนภาพของศกรตอนนี้ว่างเปล่า พื้นสีขาวกำลังรอการแต่งเติม ภาพวันเก่าเริ่มปรากฏบนฉากสีสะอาด เริ่มจากจางจนค่อยเข้มขึ้นกลายเป็นชัด ภาพเขาเมื่อวัยเยาว์และคุณแม่ลอยเข้ามาในมโนสำนึก แม่ผู้เลี้ยงดูอุปถัมภ์ทะนุถนอมจนเขาเติบใหญ่เช่นทุกวันนี้ น่าเสียดายที่ท่านไม่มีโอกาสได้เห็นความสำเร็จของลูกชาย อ้อมกอดอันอบอุ่นที่หาที่ไหนในโลกไม่ได้อีก ตอนนี้เหมือนเขาได้สัมผัสมันอีกครั้ง อ้อมกอดที่คะนึงหา อ้อมกอดของแม่ผู้เป็นที่รัก
แสงไฟจ้าจากหลอดไฟที่ติดบนเพดาน สาดส่องกระทบม่านตาเปิดใหม่ของศกร เขาต้องหรี่ตาปรับให้ชินกับสภาพแสงในห้อง ศกรฟื้นแล้ว ตอนนี้เขารู้สึกเจ็บที่ศีรษะ มองไปรอบห้องถึงรู้ว่าตนเองพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล แต่ที่น่าแปลกคือ แม้จะหลุดออกจากห้วงความฝัน แต่เขายังรู้สึกถึงความอบอุ่นในแบบแม่ของเขาอยู่
ศกรยกศีรษะขึ้นจากหมอนมองดูตนเอง เห็นนิตากำลังนอนหลับฟุบศีรษะลงบนขอบฟูกข้างตัวเขา มือข้างหนึ่งของเธอโอบกอดที่เอวเขา สิ่งนี้เองเป็นที่มาของความอบอุ่นนั้น
“นี่เธอ… จะขี้เซาไปถึงไหน” ศกรปลุกนิตา
หญิงสาวผู้โดนเรียกค่อยตื่นขึ้นมา เธอโงหัวมาเห็นศกรฟื้นก็แปลกใจ ก้มไปมองบนตัวเขา เห็นแขนตนเองโอบกอดเอวเขาอยู่ เธอรีบชักมือกลับคืนมา หน้าเขินแดง
“แอบกอดฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ คิดอะไรกับฉันหรือเปล่า?”
“ฉันไม่ได้กอดคุณซะหน่อย แค่…”
“แค่… แค่อะไร?”
“แค่… แค่มือมันไปเองน่ะ ใครมันจะอยากกอดคุณล่ะ อี๋…”
นิตาแกล้งทำเป็นปัดมือด้วยความรังเกียจ
“โอ๊ย… ทำไมมันปวดหัวอย่างนี้นะ ฉันสลบไปนานแค่ไหน”
“ห้าวัน”
“ห๊ะ! ห้าวันเชียวเหรอ แล้วนี่เธออยู่เฝ้าฉันถึงห้าวันเลยเหรอ?”
“ใช่” นิตาเผลอตอบ มานึกได้ก็รีบแก้คำพูด “ไม่ใช่ ๆ ที่จริงแล้วฉันเพิ่งถูกคุณพ่อบังคับให้มาเยี่ยมคุณวันนี้วันแรก”
ศกรมองนิตาอย่างแปลกไป
“ขอบคุณเธอมากนะที่อุตส่าห์มาเยี่ยมฉัน”
“ไม่เป็นไร ถือว่าเพื่อเป็นการตอบแทนที่คุณไปส่งฉันตอนที่ฉันขาแพลงก็แล้วกัน ตอนนี้เราก็ไม่มีอะไรติดค้างต่อกันแล้วนะ”
ศกรพยักหน้า
“ฉันหิวจังเลย ไม่ได้กินอะไรมาตั้งห้าวัน เธอไปหาอะไรมาให้ฉันกินหน่อยสิ”
“เห็นแก่ที่คุณป่วยนะ วันนี้ฉันจะยอมคุณวันหนึ่ง”
“ขอบคุณครับ” ศกรยิ้มอบอุ่นให้
นิตารีบหลบหน้า ลุกขึ้นเดินออกจากห้อง รอยยิ้มของเขาทำให้เธอหวั่นไหว ไม่นานเธอก็กลับมาพร้อมรถเข็นที่วางข้าวต้มมาด้วย
“หมอบอกว่าตอนนี้คุณกินได้แค่ข้าวต้ม แล้วอีกเดี๋ยวถ้ากินเสร็จ หมอเขาจะมาตรวจอาการคุณเสียหน่อย”
นิตาเข็นรถเข็นถาดอาหารมาสอดเข้ากับเตียง เธอเดินไปนั่งที่โซฟารับรอง นั่งมองศกรที่จะกินอาหารมื้อแรกในรอบห้าวัน
“อ้าว… แล้วนี่เธอไม่ป้อนฉันเหรอ”
นิตาหน้าเหลอหลา ถอนหายใจก่อนจะเดินมาหยิบช้อนตักข้าวต้มแล้วป้อนเข้าปากศกร เขาอ้าปากงับไม่ทันเคี้ยวไม่ทันกลืนเขาก็พ่นทั้งหมดในปากออกมา ข้าวต้มกระเด็นไปติดเต็มแขนนิตา
“อี๋… คุณทำอะไรของคุณเนี่ย น่าเกลียดที่สุด”
นิตาร้อง ขยะแขยงกับข้าวต้มที่กระเด็นจากปากศกรมาติดที่แขน เธอใช้นิ้วปาดมันแล้วเอามาเช็ดที่เสื้อเขา
“ก็มันร้อนนี่ จะให้กลืนไปได้ยังไง ทำไมเธอไม่เป่าให้มันเย็นก่อนป้อนฉันล่ะ”
“แค่ฉันป้อนให้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว ยังจะมาบ่นโน่นร้องขอนั่นนี่อีก ผู้ชายอะไรน่ารำคาญชะมัด” นิตาทิ้งช้อนลงในชาม ล้มเลิกความตั้งใจ ไม่ป้อนข้าวศกรแล้ว เธอกระทืบเท้าแล้วเดินออกจากห้องไป พลางปิดประตูประชดเสียงดัง ศกรยิ้มส่ายหน้าให้เธอ
มื้อเย็นวันนี้ที่บ้านประภากรณ์ผ่านไปได้ด้วยดี ไม่มีใครว่าอะไรกัน แป้งหอมอยู่ช่วยแหววเก็บภาชนะและนำไปล้างที่ห้องครัว ขณะที่คนอื่นไปทำธุระส่วนตัวของใครของมัน
“พี่แหววคะ พี่ทำงานที่บ้านนี้นานหรือยัง?” แป้งหอมถาม มือก็ล้างจานไปด้วย
“โห… พี่มาเป็นแม่บ้านบ้านนี้ตั้งแต่คุณหนูเขาอายุได้สิบหรือสิบเอ็ดขวบ นี่ก็สิบกว่าปีมาแล้วมั้ง แต่พี่ยังดูไม่แก่ใช่ไหมน้องแป้งหอม”
“ค่ะ พี่ยังดูห่างหนูแค่ไม่กี่ปี” แป้งหอมยิ้ม เออออไปกับแหววด้วย “แล้วนิสัยหมอนั่นเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กเลยหรือเปล่า?”
“หมายถึงคุณหนูณเรศน่ะหรือ แต่ก่อนคุณหนูเขาเป็นเด็กดี มีสัมมาคารวะ น่ารักมาก คุณหนูเขารักและสนิทกับคุณผู้ชายซึ่งเป็นพ่อของเขามาก คุณผู้ชายมักจะพาคุณหนูไปเที่ยวบ่อย ๆ พี่แหววก็เคยไปด้วยนะ แต่หลังจากที่คุณผู้ชายท่านเสีย คุณหนูเขาก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน คุณนายท่านชอบออกงานสังคมอย่างที่เห็นนี่แหละ ไม่ค่อยมีเวลามาสนใจลูกเต้า ปล่อยทิ้งให้โตมากับเกมกับทีวี ที่แป้งหอมเห็นว่าคุณหนูเอาแต่ใจไม่ยอมโตเป็นผู้ใหญ่เสียที พี่แหววเชื่อนะคะว่าข้างในลึก ๆ คุณหนูยังเป็นคุณหนูของแหววคนเดิม คนที่แสนดี มีน้ำใจกับทุกคน คราวหน้าคราวหลังน้องแป้งหอมก็อย่าไปโกรธอะไรคุณหนูเขาอีกเลย”
แป้งหอมตั้งใจฟัง พยักหน้าเชิงเข้าใจ
“เอ่อ… น้องแป้งหอม พี่มีอะไรจะบอก” แหววระริกระรี้ขึ้นมาทันใด
“อะไรหรือคะ?”
“งวดนี้พี่ถูกหวย ถูกตรง ๆ เลยสามตัวล่าง ได้ตั้งหลายพันแน่ะ”
“จริงหรือคะ ดีใจด้วยนะ” แป้งหอมแสดงความยินดี “แล้ววันนี้วันที่เท่าไรคะ เลขถึงออกน่ะ?”
“วันนี้วันที่หนึ่ง ถามทำไมเหรอ หรือว่าน้องแป้งหอมจะไปซื้อบ้าง ไม่ทันแล้วนา… ต้องรองวดหน้าแล้วล่ะ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะพี่แหวว”
แป้งหอมเพิ่งนึกได้ เธอลืมสะสางอะไรบางอย่างไป
หน้าห้องณเรศ
ก๊อก ๆ ๆ
แป้งหอมเคาะประตู ไม่นานณเรศก็เดินมาเปิด ตอนนี้ขาของเขาหายดีเป็นปกติแล้ว
“มีอะไร ไม่ว่าง กำลังจะอาบน้ำ” ณเรศพูดห้วน ๆ
“วันนี้วันที่หนึ่งนะ” แป้งหอมยิ้มบอก
“รู้… ที่ห้องฉันมีปฏิทิน”
ณเรศทำท่าจะปิดประตู แป้งหอมกันไว้
“เดี๋ยวสิ จำไม่ได้หรือไง วันนี้ฉันทำงานที่บริษัทครบหนึ่งเดือนแล้ว”
ณเรศถอนหายใจ รำคาญที่แป้งหอมพูดอ้อมค้อม
“แล้วสำคัญยังไงล่ะ?”
“อ้าว… นี่คุณลืมไปแล้วเหรอ คุณเคยพนันฉันไว้เมื่อเดือนก่อนไง ว่าถ้าฉันทำงานที่บริษัทคุณครบหนึ่งเดือน คุณจะยกรถของคุณให้ฉัน วันนี้ฉันก็มาทวงสัญญาไง”
ณเรศยืนอึ้ง ใช่จริงด้วย เขาเคยท้าพนันกับเธอ เหตุการณ์วุ่นวายต่าง ๆ ทำเขาลืมหาเรื่องแกล้งเธอ นี่เขาเสียพนันให้ผู้หญิงตัวกระเปี๊ยกคนนี้เหรอ ไม่นะ! รู้ถึงไหนอายถึงนั่น
แป้งหอมยิ้ม แบมือรอรับกุญแจรถจากณเรศ เธอจ้องใบหน้าของชายหนุ่ม เห็นได้ชัดว่าเขากำลังเจ็บใจอยู่
ณเรศกัดฟัน เดินกลับไปหยิบกุญแจรถมาให้แป้งหอม แป้งหอมรับแล้วกำไว้ พลางพูดขึ้นมาลอย ๆ
“เอ… ไม่มีรถแบบนี้ สงสัยจังเลยว่าเจ้านายของฉันจะไปทำงานยังไงนะ” หันมาทำหน้าล้อเลียนใส่ณเรศ “คุณว่าเจ้านายฉันจะไปทำงานยังไง ขอติดรถลูกน้องไปงั้นสิ”
ณเรศโต้กลับ
“ไว้ขับรถเป็นแล้วค่อยมาพูด”
ปัง!
ณเรศปิดประตูกระแทกเสียงดัง แป้งหอมเดินออกมาใบหน้าสะใจ ควงกุญแจรถเล่นในมือ ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาในบ้านหลังนี้ วันนี้ดูจะเป็นวันที่เธอมีความสุขที่สุด นึกถึงสีหน้าของเขาตอนส่งกุญแจรถให้ก็ตลกอยู่ไม่หาย จากคนที่ดูวางอำนาจใหญ่โต มาแพ้ให้ลูกน้องแบบนี้สีหน้าดูจ๋อยถนัดตา
แป้งหอมเดินเข้าห้องตัวเอง เก็บกุญแจรถของณเรศไว้ในลิ้นชักข้างหัวเตียง จากนั้นทิ้งตัวลงนอน คืนนี้ท่าจะนอนฝันดี
เช้าวันใหม่เริ่มขึ้นพร้อมใบหน้าอันสดชื่นของแป้งหอม วันนี้ดูเธอคึกคักเป็นพิเศษ เฮฮาร่าเริงเปิดประตูห้องณเรศแล้วเดินเข้าไปปลุก ทำหน้าที่เลขาดูแลชีวิตความเป็นอยู่
เป็นอย่างเคย ณเรศยังนอนไม่รู้เวลาเหมือนเดิม แป้งหอมเขย่าปลุกเขาให้ตื่น แต่เขาก็ไม่ยอมตื่น เธอจึงจับที่ผ้าห่มหวังจะดึงออก แต่นึกขึ้นได้เธอเคยทำเช่นนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ภาพคราวนั้นยังติดอยู่ในหัวไม่ลืม เธอผละมือออก ยืนร้องเรียกอยู่ข้างเตียงแทน
“คุณณเรศ ตื่นได้แล้วค่ะ”
ณเรศเริ่มรู้สึกตัว หลุดจากความฝันอันยาวนาน เขาชันศอก มือจับผ้าห่มจะถลกมันออก แป้งหอมตกใจรีบร้องห้าม
“คุณจะทำอะไรน่ะ อย่านะ รอฉันออกไปก่อน” แป้งหอมหลบสายตามองไปทางอื่น
“อะไร ก็ฉันจะลุกจากเตียงแล้วนี่ไง”
ณเรศถลกผ้าห่มออก แป้งหอมรีบวิ่งไปที่ประตู ณเรศลุกจากเตียงวิ่งไปฉุดมือเธอก่อนที่จะทันหนี
“ปล่อยฉันไปเถอะ ฉันไม่อยากเห็นอะไรของคุณทั้งนั้น เก็บมันไว้เถอะ อย่าเอาออกมาโชว์เลย” แป้งหอมเอียงหน้า หลับตาปี๋
“พูดบ้าอะไรของเธอ หันมานี่!”
ณเรศเอื้อมไปจับคางแป้งหอม แล้วบังคับให้เธอหันมามองเขา
“อย่านะ ปล่อยฉันไปเถอะ”
“ลืมตาขึ้นมามองฉันเดี๋ยวนี้!”
“ไม่เอา”
“เร็ว! เดี๋ยวนี้”
“ฉันไม่อยากเห็นอะไรของคุณทั้งนั้น ไอ้คนโรคจิต!”
“ฉันบอกให้เธอลืมตาขึ้นไงเล่า”
แป้งหอมทนแรงที่บีบคางเธอไม่ไหว ยอมจำนนลืมตาขึ้นมาตามที่โดนสั่ง
ผ่าง!
แป้งหอมลืมตาโพลงจ้องมาที่ณเรศ เขาละมือออกจากคางของเธอแล้วถอยออกมาให้เธอมองเห็นตัวเขาชัด ๆ ตอนนี้เขาสวมกางเกงกีฬาขายาวสีเทา เสื้อแขนกุดสีขาว แป้งหอมเสียหน้า เข้าใจณเรศผิด
“ใครมันจะยอมให้เธอเห็นซ้ำเป็นรอบที่สองเล่า เธอนี่ประสาทแล้วนะ ท่าทางอาการจะหนัก”
ณเรศทำหน้าล้อเลียนใส่แป้งหอม เขาเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวแล้วหายเข้าห้องน้ำ แป้งหอมค้อนใส่ตามหลัง แสบนักนะเจ้านายเรา
มอดขับรถออกมาจอดที่ลานหน้าบ้าน รอรับทุกคนออกไปทำงาน ตอนนี้ไอยราและแป้งหอมนั่งรอบนรถแล้ว ณเรศลุกลนเดินออกมาจากบ้าน มือยังจัดเนกไทไม่เรียบร้อย เขาเปิดประตูรถ ก้าวเข้าไปนั่งเบียดแป้งหอม แป้งหอมไม่ขยับแถมยังเบียดเขาออกมาอีก
“ขยับให้ฉันนั่งหน่อยสิ”
แป้งหอมยกก้นจะขยับ ณเรศได้โอกาสรีบเบียดจนแป้งหอมไปชิดประตู
“โอ๊ย… ตาบ้า”
สวนหย่อมหลังตึกของโรงพยาบาลเต็มไปด้วยแมกไม้ ศกรนั่งวีลแชร์ มีนิตาเข็นให้
“แล้วคุณไปทำอะไรให้คนเขาไม่พอใจ เขาถึงได้มาซ้อมคุณหนักขนาดนี้” นิตาเอ่ยถามคนข้างหน้า
“ไอ้คนที่มันลวนลามเธอในวันงานนั่นไงล่ะ สงสัยมันคงโกรธที่ฉันไปขัดใจมัน ไม่ให้ลวนลามเธอ เลยพาพวกไปรุมทำร้ายฉันถึงร้านอาหาร”
“หา! ไอ้คนนั้นน่ะเหรอ มันถึงขนาดพาพวกมารุมทำร้ายคุณเลย?”
“เธอก็ระวังตัวไว้ให้ดีล่ะ ฉันว่ามันต้องหาโอกาสเข้าใกล้เธออีกแน่”
“นั่นมันไม่ใช่ครั้งแรกหรอกนะ” เสียงนิตาฟังดูจริงจัง “ก่อนหน้านั้นฉันเคยโดนตามแอบถ่าย แต่ก็ไม่แน่ใจนะว่าใช่คนเดียวกับเจ้านั่นหรือเปล่า”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ได้การ เธอควรแจ้งตำรวจนะ”
นิตาครุ่นคิด
“ไว้รอคุณหายดี เราค่อยไปพร้อมกัน”
ศกรหันมายิ้มให้นิตา นิตาเอียงหน้าหนี พ่ายให้กับรอยยิ้มอันอบอุ่นของเขา ร่างกายเป็นอะไรไป เรี่ยวแรงหายไปไหนหมด ใจเธอทำไมเต้นรัวเร็วเช่นนี้ ห้ามนะนิตา เธอห้ามอ่อนไหวกับผู้ชายคนนี้เด็ดขาด
เพิงสภาพทรุดโทรมตั้งอยู่สุดตรอกแคบ ๆ สถานที่กบดานซ่อนตัวจากตำรวจ อีกทั้งยังเป็นสถานที่ซื้อขายอาวุธผิดกฎหมายและยาเสพติดต้องห้าม เจ้าของสถานที่แห่งนี้เป็นคนเดียวกับไอ้โรคจิตที่ลวนลามนิตาและทำร้ายศกรในวันนั้น
สภาพในห้องรกด้วยกองเสื้อผ้าสกปรกหมักหมม เตียงนอนสีขาวหม่นเขรอะสนิมวางชิดผนังด้านที่เต็มไปด้วยรูปแอบถ่ายของนิตาในหลายกิริยาบท เจ้าของห้องนั่งทิ้งกายลงบนเก้าอี้ตัวโคร่งที่อยู่อีกฝั่งของห้อง สายตาจ้องมองภาพนิตาบนผนัง โสตประสาทก็รับฟังโนว่า เอฟเอ็ม ซึ่งตอนนี้เป็นเวลาที่นิตาจัดรายการ
“นิตาผมรักคุณ คุณมาเป็นเมียผมนะ” โจรโรคจิตพูดกับรูปนิตาใบใหญ่ในมือ สายตาส่อความฉ้อฉล แสยะยิ้มเจ้าเล่ห์น่ารังเกียจ
ที่บริษัทดิเรกธานนท์ การเงินจำกัด ณเรศเดินเข้ามากับแป้งหอม พนักงานหันมองมองเป็นสายตาเดียวกัน ยิ้มชื่นชมทั้งสอง ณเรศเห็นว่าพนักงานเริ่มนินทาเขา จึงรีบสืบเท้าเข้ามาในลิฟต์ แป้งหอมตามมา ทั้งลิฟต์มีเพียงสองคนเป็นผู้โดยสาร ลิฟต์เริ่มทำหน้าที่ของมัน ค่อย ๆ ทะยานขึ้นสู่ชั้นต่อไป ณเรศเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมโทรศัพท์ไว้ในรถ จึงจะใช้แป้งหอมไปเอามาให้
“ฉันลืมหยิบโทรศัพท์ออกมาด้วย นี่แป้งหอม… เดี๋ยวเธอลงไปเอาโทรศัพท์ของฉันที่รถให้ทีนะ”
“พี่มอดเขากลับไปแล้วมั้งคะ”
“เธอก็รีบตามไปเร็ว ๆ สิ หมอนั่นอาจจะยังไม่ได้ออกไป”
แป้งหอมพยักหน้า เงยขึ้นมองไฟแสดงชั้นที่ผ่านมา เมื่อไหร่จะถึงเสียที จะได้รีบลงไปเอาโทรศัพท์มาให้ณเรศ หากไม่ทันก็โดนเขาว่าอีก
ตื๊ด… ดดด!
สัญญาณฉุกเฉินดังขึ้น สองคนในลิฟต์ตกใจ มองขึ้นไปดูหมายเลขชั้น ปกติมันต้องเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงชั้นที่เรากดไว้ แต่ตอนนี้ตัวเลขมันหยุดที่เดิม แสดงว่า…
ลิฟต์ค้าง
“ทำไงดี ลิฟต์ค้างแล้วเราจะออกไปได้ยังไง” แป้งหอมกระวนกระวาย
“ใจเย็นก่อนน่า ฉันจะลองเรียกคนมาช่วยดู” ณเรศเอื้อมมือไปกดปุ่มติดต่อเจ้าหน้าที่ แต่กดยังไงสัญญาณก็ไม่ดัง
“เป็นไงบ้าง ติดต่อได้ไหม?”
“สงสัยสายไฟในวงจรคงจะขาดน่ะ โทรศัพท์ฉันก็ไม่มี แล้วเธอล่ะมีโทรศัพท์ไหม?”
“ฉันเพิ่งส่งซ่อมไปเมื่อวานซืน แล้วอย่างนี้เราจะทำยังไงดีล่ะ?”
“คงต้องรอคนมาช่วยเท่านั้นแหละ”
“หา… รอคนมาช่วยเหรอ แล้วเมื่อไหร่ล่ะ จะมีใครรู้ไหมว่าเราติดอยู่ในนี้ ถ้าเกิดไม่มีใครรู้แล้วเราจะทำยังไง ขาดอากาศหายใจตายอยู่ในนี้งั้นเหรอ”
“ไม่เลวร้ายขนาดนั้นหรอก ฉันว่าเธอใจเย็น ๆ ก่อนเถอะ”
“จะให้ฉันใจเย็นได้ยังไง เป็นตายร้ายดียังไงยังไม่รู้”
“ถ้าไม่อยากเป็นอะไรก็เงียบเสียที ไม่เห็นหรือไงว่าพัดลมระบายอากาศมันไม่ทำงาน เธอยิ่งพูดมากอากาศก็จะยิ่งหมดเร็วนะ”
แป้งหอมเงียบ ยอมสงบปากสงบคำ ตอนนี้เธอหวาดกลัวไปเสียหมด กลัวไม่มีคนมาช่วย กลัวขาดอากาศหายใจ หรือแม้กระทั่งกลัวว่าณเรศจะทำอะไรมิดีมิร้ายกับเธอ
พรึ่บ!
ไฟดวงเดียวที่ให้แสงสว่างภายในลิฟต์เกิดไม่ทำงานขึ้นมา แป้งหอมตกใจกับความมืดที่เข้ามากะทันหัน กระโดดเข้ากอดณเรศ
“กรี๊ด!”
Leave a comment