นิตาทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียงศกร เธอจ้องไปที่ใบหน้าฟกช้ำของชายหนุ่ม สีหน้าแสดงออกถึงความกลุ้มใจบางอย่าง เธอพูดระบายออกมาให้คนที่ไม่ได้ยินฟัง
“ทำไมคุณไม่ถูกตีให้ตายไปเลย อยู่ไปก็เดือดร้อนฉันแบบนี้” นิตาพูดด้วยสายตาและน้ำเสียงละห้อย ดูเธอก็เป็นห่วงเป็นใยเขาเหมือนกัน
ยิ่งมองแผลของศกร ภาพวันก่อนของเธอและเขาก็วนเวียนขึ้นมาในสมอง ตอนวันที่ณเรศเข้าโรงพยาบาลแล้วขาเธอแพลง ศกรก็อุ้มแถมขับรถพามาส่งถึงบ้าน เย็นวันนี้เธอถูกโรคจิตลวนลาม ศกรก็เข้ามาช่วย ยิ่งนึกถึงมากเท่าไหร่ ใจของเธอก็เริ่มหวั่นไหว แต่ไม่นะ… เธอไม่ยอมปันใจให้คนที่ชอบพูดเหน็บแนมเธอหรอก ใจของเธอมีไว้สำหรับณเรศเพียงคนเดียวเท่านั้น
เช้าวันใหม่เริ่มขึ้นอย่างสดใส นี่ผ่านมาสามวันแล้ว ศกรไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาเลย สามคืนแห่งการรอคอย นิตาอยู่เฝ้าเขาด้วยความไม่เต็มใจอยู่ตลอด ภาวนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เขาหายป่วยสักที จะได้ไม่เป็นภาระเธอมาคอยเฝ้า ผิดกับณเรศที่อาการดีวันดีคืน เป็นเพราะยาหมอดี ร่างกายเขาแข็งแรง หรือมีคนดูแลดีกันแน่
เช้านี้ก่อนเข้าทำงาน แป้งหอมพาณเรศมาตรวจอาการที่โรงพยาบาลตามหมอนัด ตอนนี้ณเรศได้ถอดเฝือกออกแล้ว หมอให้เปลี่ยนมาใช้ไม้ค้ำเดินแทนนั่งวีลแชร์
คุณหมอเอาไม้ค้ำมาให้ณเรศ พลางพูดหยอกล้อ
“อาการคุณหายวันหายคืนแบบนี้ สงสัยจะเป็นเพราะมีภรรยาดีเสียล่ะมั้งครับ”
ได้ยินที่หมอพูดณเรศก็หัวเราะ แป้งหอมรีบแก้ตัวทันที
“ไม่ใช่นะคะคุณหมอ เราสองคนไม่ได้เป็น…”
ณเรศรีบแทรก
“ขอบคุณหมอมากนะครับ ภรรยาผมเธอดูแลผมดีมาก”
“แหม… ดูคุณสองคนจะรักกันมากนะครับ ไม่ทราบว่าจะแต่งงานกันเมื่อไรครับ”
“ไม่มีวันค่ะ” แป้งหอมพูดกระแทกเสียง
หมอทำหน้าแปลกใจ
ณเรศหันไปมองสาวเจ้า เธอจะพูดขัดทำไมนะ
“อ้อ… เธอหมายถึงเรากำลังหาฤกษ์งานแต่งอยู่น่ะครับ ตอนนี้ยังหาไม่ได้เสียที”
“อืม… ครับ งั้นหมอขอแสดงความยินดีกับคุณสองคนล่วงหน้านะครับ”
“ขอบคุณมากครับหมอ เราสองคนขอตัวก่อนนะครับ” หันไปพูดกับแป้งหอม “ที่รักมาช่วยประคองผมหน่อยสิ”
แป้งหอมหน้างอเดินมาประคองณเรศ แค่จับแขนอย่างเดียวไม่พอ เธอยังแอบหยิกที่หลังแขนชายหนุ่ม ไม่หยิกเปล่ายังบิดด้วย ราวกับจะฉีกเนื้อให้หลุดติดนิ้วออกมาให้ได้
“โอ๊ย…” ณเรศร้อง หมอหันมามองด้วยความแปลกใจ เขาเจ็บแผลงั้นเหรอ ณเรศฝืนความเจ็บ ฉีกยิ้มกว้าง ๆ ให้หมอดู
“อูย… ยยย ผมไม่เป็นไรครับหมอ”
แป้งหอมหยิกแขนณเรศค้างไว้จนมาถึงหน้าห้องตรวจ ณเรศร้องด้วยความเจ็บปวด จะดึงแขนหนีจากแป้งหอม หญิงสาวจึงปิดฉากบทลงโทษนี้โดยการกระชากหนังของเขาอย่างแรง
“โอ๊ย… ยยย!”
ณเรศจ้องหน้าแป้งหอม
“เธอหยิกฉันทำไมเนี่ย?”
“ก็คุณไปพูดเล่นอะไรกับคุณหมอล่ะ”
“เธอจะถือทำไม ฉันแค่พูดเล่น ดูไม่ออกเหรอ” ณเรศถูหลังแขนกับสีข้าง หวังให้ความเจ็บทุเลาลง
“แต่ฉันเป็นผู้หญิงนะ พูดจาอะไรให้เกียรติกันบ้าง”
“ใช่สิ ฉันมันไม่ใช่ไอ้ศกรนี่ เธอคงกลัวมันเข้าใจผิดแล้วอดจับมันสินะ”
“ฉันไม่ได้มักง่ายแบบนั้น คุณอย่าเหมารวมว่าทุกคนจะนิสัยแย่เหมือนคุณไปหมดสิ”
“เธอไม่มีสิทธิ์มาว่าฉัน เป็นแค่เด็กกำพร้าที่มาอาศัยเขาอยู่อย่าจองหองนัก”
“ถึงฉันจะเป็นเด็กกำพร้า แต่ก็รู้ว่าอะไรควรไม่ควร ไม่เหมือนผู้ดีที่ดีแต่เปลือกอย่างคุณ เอาแต่จ้องหาเรื่องคนอื่นไปวัน ๆ มันน่าสมเพชนะคะคนแบบนี้”
แป้งหอมยิ้มเย้ย เธอเมินใส่แล้วเดินจากไป ณเรศมองตามด้วยสายตาไม่พอใจ เธอคนนี้เป็นคนเดียวที่กล้าว่าให้เขาขนาดนี้ เขาต้องสั่งสองให้เธอรู้จักเจียมตัวบ้าง
ที่บริษัทดิเรกธานนท์ การเงินจำกัด พนักงานทุกคนตั้งใจทำงานของตน ขมีขมันกับภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แป้งหอมเองก็เช่นกัน เธอใช้ความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาทำงานทุกอย่างอย่างสุดความสามารถ แม้จะได้ทำงานใกล้ชิดกับคนที่ไม่ค่อยชอบหน้าก็ตาม
วันนี้มีเอกสารรอให้ณเรศลงชื่ออนุมัติอยู่มากมาย หลังจากตรวจทานความถูกต้องของเอกสารทุกฉบับอย่างถี่ถ้วนแล้ว แป้งหอมก็หอบทั้งหมดเข้าไปให้ณเรศในห้อง เธอวางมันไว้บนโต๊ะ ณเรศเงยหน้าขึ้นจากจอคอมพิวเตอร์จ้องมองหญิงสาวเบื้องหน้า
“นี่ค่ะ เอกสารของวันนี้”
“ฉันเซ็นได้เลยใช่ไหม?” ณเรศขยับเก้าอี้ให้ตนเองนั่งได้ถนัด เตรียมพร้อมลงมือกับเอกสารเบื้องหน้า
“ค่ะ หรือถ้าไม่มั่นใจจะอ่านทวนอีกรอบก็ได้นะ”
ณเรศหยิบเอกสารขึ้นมาดู ทำเป็นพิจารณา
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัวก่อนนะคะ” แป้งหอมหันกลับ
“เดี๋ยว!” ณเรศเรียก แป้งหอมชะงักหันหลังกลับมา “เรื่องเมื่อเช้าเธอไม่คิดจะขอโทษฉันเลยเหรอ”
แป้งหอมยืนคิด เมื่อเช้าเธอทำอะไรผิด? อ้อ… เรื่องที่ไปหยิกแขนเขาน่ะเหรอ ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ณเรศก็ติดใจเอาความ เธอส่ายหน้า เอือมระอากับเจ้านายคนนี้
“เรื่องเมื่อเช้าฉันไม่ผิดนะ คุณเองต่างหากที่ควรขอโทษฉัน”
“ไม่ยอมรับสินะ ก็ได้ งั้นมื้อเที่ยงนี้เธอเลี้ยงข้าวฉันก็แล้วกัน”
“เรื่องอะไรล่ะคะ ทำไมฉันต้องเลี้ยงข้าวคุณด้วย?”
“เพื่อเป็นการไถ่โทษที่เธอทำตัวไม่น่ารักไง”
“ฉันไม่เคยคิดจะทำตัวให้ใครมารักอยู่แล้ว”
“เอ๊ะ! อย่างขัดคำสั่งฉันสิ”
“แต่ฉันคงไม่มีปัญญา เอาเงินมากมายไปเลี้ยงมื้อเที่ยงคุณที่ร้านอาหารหรู ๆ หรอกนะ”
“ไม่ต้องถึงกับไปร้านอาหารหรู ๆ ก็ได้ ฉันรู้ว่าเธอไม่มีปัญญาพาฉันไปอยู่แล้ว เอาเป็นว่าเธอชอบร้านไหนก็พาฉันไปร้านนั้นแล้วกัน เพราะเราผิดกันคนละครึ่ง ฉันต่อให้เธอ”
“แหวะ!” แป้งหอมแขวะใส่ ฟังดูเหมือนณเรศจะเป็นสุภาพบุรุษ แต่จริงแล้วเห็นแก่ตัวมากกว่า
“ตกลงไหม จะได้เป็นการตอบแทนที่เธอกินข้าวที่บ้านฉันวันละตั้งสองมื้อ” ณเรศทวงบุญคุณ
“ก็ได้ค่ะ แต่ร้านที่ฉันจะพาไปมันธรรมดามากนะ อาหารบ้าน ๆ คุณจะกินได้เหรอ?”
“ถ้าไม่มีพิษฉันก็กินได้อยู่แล้ว เราจะไปกันเลยไหม?”
แป้งหอมไม่ตอบ แต่เธอเดินนำออกจากห้อง ณเรศรีบคว้าไม้ค้ำ เท้ามือไว้ข้างหนึ่ง แล้วรีบกะเผลกตามเธอไป
“รอฉันด้วยสิ”
ที่ลานชั้นล่างของตึกตอนนี้พลุกพล่านไปด้วยผู้คน เพราะช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาพักกลางวัน พนักงานในบริษัทต่างพากันออกไปพักกินข้าวข้างนอก น้อยคนนักที่จะอุทิศชีวิตแก่งาน ถึงขั้นพกข้าวกล่องมากินบนโต๊ะทำงาน
แป้งหอมซอยเท้าถี่ หวังจะให้ณเรศคลาดกับเธอ ชายหนุ่มไม่ยอมแพ้ พยายามเร่งฝีเท้าสุดสังขารจะอำนวย เพื่อตามเธอให้ทัน
“เธอรอฉันหน่อยสิ ขาฉันเจ็บอยู่นะ ลืมไปแล้วหรือไง จะเดินตามเธอทันได้ยังไง”
แป้งหอมรำคาญเสียงบ่น ถอนหายใจแล้วหันหลังเดินกลับมาหาณเรศ ไม่รู้เธอลงเท้าผิดอีท่าไหน พลัดตกจากส้นรองเท้าล้มใส่ณเรศ ตามสัญชาตญาณของณเรศ เขารีบผละไม้ค้ำทิ้งแล้วโผมารับตัวแป้งหอม ทำให้ต้องล้มลงไปพร้อมกับเธอ กลายเป็นที่รองรับกายกันเธอเจ็บ ปากของทั้งคู่นั้นใกล้จนแทบจะชนกัน พวกเขาตะลึงงันท่ามกลางสายตาของบรรดาพนักงานที่มองมาแล้วเริ่มนินทาไปต่าง ๆ นานา
คู่นี้ได้กันแล้วชัวร์
สมภารกินไก่วัดอ่ะแก
ประชาสัมพันธ์สาวร่างตุ๊ต๊ะส่องแววตาริษยามาทางแป้งหอม ในใจกำลังคิดว่า…
อย่าปล่อยให้หลุดมาถึงมือฉันได้ล่ะยายเลขา ไม่งั้นศรีสมรคนนี้จะกัดคุณณเรศไม่ปล่อยเลย แฮ่ม!
แป้งหอมและณเรศตกอยู่ในภวังค์ชั่วขณะ ณเรศที่ได้สติก่อนรีบปลุกแป้งหอมให้ฟื้นสติ
“จะลุกได้หรือยัง คนเขามองกันหมดแล้วนะ”
แป้งหอมหลุดจากภวังค์ รีบดันร่างณเรศพาตนเองลุกขึ้นยืน มองไปรอบ ๆ เจอสายตาหลายสิบคู่จ้องมาที่เธอ เธออายจนอยากแทรกแผ่นดินหนี ต่อจากนี้คงกลายเป็นขี้ปากชาวบ้านให้เขาเอาไปนินทา เธอรีบจ้ำอ้าวเดินหนีออกจากประตูไปโดยเร็ว ลืมช่วยคนเจ็บที่นอนอยู่บนพื้นเสียสนิท
“แป้งหอม! มาช่วยดึงฉันขึ้นก่อนสิ”
เหตุการณ์เลวร้ายไม่น่าจดจำอย่างวันนี้ผ่านพ้นไปในที่สุด แป้งหอมและณเรศนั่งกินมื้อเย็นร่วมโต๊ะเดียวกัน แต่มองหน้ากันไม่ติด ไอยราเห็นว่าสองคนเงียบผิดปกติจึงเปิดคำถามกับลูกชาย
“วันนี้แม่ได้ยินพนักงานเขาลือกันเกี่ยวกับลูกและหนูแป้งหอม เกิดอะไรขึ้นเหรอจ๊ะ?”
ณเรศและแป้งหอมมองหน้ากัน ใครจะเป็นคนอธิบายเรื่องนี้ดี แล้วก็เป็นณเรศที่พูดเรื่องนี้ให้คุณแม่ฟัง
“ก็ยายแป้งหอมตัวดีของคุณแม่น่ะสิครับ เมื่อตอนกลางวันไม่รู้ว่าเดินอีท่าไหน สะดุดขาตัวเองล้มมาทับผม พนักงานคนอื่นยืนมองกันเต็ม”
แป้งหอมจ้องณเรศ รู้สึกผิดขึ้นมา จะอยู่ตรงนี้ต่อก็กลัวเรื่องราวบานปลาย เพราะณเรศเป็นคนไม่ยอมใคร เธอวางช้อนส้อม แล้วลุกขึ้นจะเดินกลับห้องบนชั้นสอง
“ขอตัวก่อนนะคะคุณน้า”
ณเรศไม่ปล่อยให้เหยื่อหนี รีบโพล่งดักการกระทำของเธอ
“จะรีบไปไหน ไม่คิดจะอธิบายเรื่องเมื่อตอนกลางวันให้แม่ฉันฟังหน่อยเหรอ?”
“จะให้ฉันอธิบายอะไรอีกล่ะคะ เรื่องเมื่อตอนกลางวันมันเป็นอุบัติเหตุ ฉันบอกคุณไปหลายครั้งแล้ว” แป้งหอมหันหลังพูด
“เธอต้องรับผิดชอบ เธอทำให้ฉันเสียหายนะรู้ไหม?”
แป้งหอมหน้าเสีย จะโดนณเรศแกล้งอะไรอีก จะถูกเขาไล่ออก หรือเขาจะฟ้องขึ้นโรงขึ้นศาล อย่าเลย อย่าทำอย่างนั้น เธอไม่มีเงินไปจ้างทนาย เอ่ยถามเขาไปเสียงสลด
“คุณจะให้ฉันรับผิดชอบยังไงคะ?”
ณเรศยิ้มอย่างมีเลศนัย เขาเดินมานั่งบนเก้าอี้ที่แป้งหอมเพิ่งลุก
“กราบเท้าฉันสิ แล้วจะยกโทษทุกอย่างให้”
ไอยราอึ้ง แป้งหอมหน้าเสียเมื่อได้ฟังข้อเสนอของเขา เรื่องแค่เล็กน้อยทำไมต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่ แป้งหอมไม่มีทางเลือก เธอผิดจริงจำเป็นต้องชดใช้ ขณะที่กำลังจะนั่งคุกเข่าต่อหน้าเจ้านาย ไอยราก็รีบปราบแล้วเข้ามาประคองแป้งหอมให้ลุกขึ้น
“ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นหรอก หนูแป้งหอมลุกขึ้นมาก่อนจ้ะ”
ณเรศอารมณ์เสียที่ถูกแม่ขัด
“มากเกินไปแล้วนะณเรศ เรื่องเล็กนิดเดียวเอง อย่าทำเป็นเรื่องใหญ่สิ” แม่หันมาดุลูกชาย
“ไม่เป็นไรค่ะคุณน้า ถ้าเขาต้องการให้หนูทำแบบนั้นยังไงหนูก็ต้องทำ จะได้สบายใจกันทั้งสองฝ่าย” แป้งหอมพูด น้ำเสียงจำยอม
“อย่าจ้ะแป้งหอม คนเรามีเกียรติและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกันหมด น้าทนเห็นหนูทำแบบนั้นไม่ได้”
“เขาต้องการแบบนี้ ยังไงสักวันเขาก็ต้องหาเรื่องอื่นมาบังคับหนูอยู่ดี”
ไอยราหันไปหาลูกชาย
“ณเรศรับปากแม่สิ ว่าจะไม่ให้แป้งหอมทำอะไรแบบนี้อีก”
ณเรศฮึดฮัดลุกขึ้นยืนกราน
“อะไรกันแม่ งั้นผมก็ขาดทุนน่ะสิ ไม่รู้ตอนนี้พนักงานจะเอาผมไปพูดในทางเสีย ๆ หาย ๆ ยังไงบ้าง ไม่รู้ล่ะ ยังไงแป้งหอมก็ต้องชดใช้”
“แป้งหอมต้องชดใช้ลูกแน่ แต่ไม่ใช่วิธีการแบบนี้ เอาเป็นว่าเพื่อความเท่าเทียมกันทั้งสองฝ่าย แม่จะให้แป้งหอมเป็นเลขาดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของลูกตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง”
แป้งหอมและณเรศอ้างปากค้าง คำว่าเลขาดูแลชีวิตความเป็นอยู่ที่ไอยราพูดถึง หมายความว่าแป้งหอมต้องเกาะติดดูแลณเรศเป็นเสมือนพี่เลี้ยงตลอดเวลางั้นเหรอ โอ้โห… ไม่นะ! แค่เจอกันอย่างทุกวันนี้ ทั้งสองก็ทรมานจะแย่ ถ้าให้อยู่ด้วยกันตลอดเวลาขึ้นมาจริง ๆ มีหวังไม่ใครก็ใครได้อกแตกตายไปซะก่อน
Leave a comment