ตู้เย็น
ไม่น่าเชื่อว่าจะมีโรงเรียนที่ไม่สอนลีลาศในชั่วโมงพละด้วย ก็โรงเรียนของไอ้นนท์ไง ผมว่าไม่สอนน่ะดีกว่าอีก เพราะไม่รู้ว่าต้องเรียนไปทำไม จะว่าเป็นการออกกำลังกายก็พูดได้ไม่เต็มปากเพราะใช้แรงไม่เยอะ ไปเต้นแอโรบิกยังเหงื่อออกเยอะกว่าอีก แต่ผมเข้าใจนะ สมัยก่อนทักษะการเต้นลีลาศจำเป็นต้องมีติดตัวไว้สำหรับใช้เข้าสังคม แต่นั่นก็สำหรับคนรุ่นก่อน คนรุ่นผมไม่มีใครมาจับกลุ่มเต้นลีลาศกันแล้ว
“โอ้… เอาไงดีเนี่ย กูอยากให้มีซีนเต้นลีลาศ เพราะดูโรแมนติกดี” พี่จั๊บพูดแล้วหันไปหาไอ้ดินปืน “มึงเต้นลีลาศเป็นไหมไอ้ดินปืน ไปสอนไอ้นนท์หน่อย”
ไอ้ดินปืนได้ยินอย่างนั้นก็โบ้ยมาให้ผม
“ให้ไอ้ตู้เย็นมาสอนเลยพี่ มันน่ะเกรด 4 วิชาลีลาศ คุณครูที่โรงเรียนให้มันออกมาโชว์หน้าชั้นตลอด”
ผมอุตส่าห์อยู่นิ่ง ๆ เงียบ ๆ แล้วแท้ ๆ ไอ้ดินปืนยังเสือกหาเรื่องมาให้จนได้
“จริงเหรอวะไอ้ตู้เย็น หน้าอย่างมึงเนี่ยนะ?” พี่จั๊บหันมาถาม
ผมพยักหน้าแทนคำตอบ
“พี่อยากให้ผมสอนมันเต้นท่าอะไรล่ะ?”
“อืม… เอาท่าแมงโก้ละกัน”
“เขาเรียกแทงโก้ต่างหากพี่” ไอ้ดินปืนแก้ “นี่เล่นมุกป่ะเนี่ย ถามจริง?”
“กูเรียนผ่านมานานแล้ว ก็จำได้แค่คลับคล้ายคลับคลาสิวะ เอ้า… เร็ว ๆ เลย ไอ้ตู้เย็นสอนไอ้นนท์เต้นดิ”
ผมเดินไปข้างหน้านานะ หันไปพูดกับไอ้นนท์ว่า “เดี๋ยวกูจะเต้นคู่กับนานะให้มึงดู มึงมายืนข้าง ๆ กู ดูแล้วทำตาม” พูดจบผมและนานะก็ประกบเข้าคู่กัน อยู่ในท่าเตรียมพร้อม
ไอ้นนท์มองผมแล้วทำท่าตามอย่างเก้ ๆ กัง ๆ “ยังไงวะ?”
“มึงต้องยืนให้เท้าเสมอระดับไหล่ ทิ้งน้ำหนักไปที่เท้าขวา บีบให้หัวเข้าทั้ง 2 ข้างเข้าหากัน ส่วนมือให้เอามือซ้ายจับกับฝ่ายหญิงไว้ มือขวาอ้อมผ่านใต้แขนฝ่ายหญิงไปประกบไว้ที่ข้างหลัง แล้วหันหน้าไปทางซ้าย”
จากนั้นผมและนานะก็ขยับสเต็ปเป็นท่าแทงโก้ 8 จังหวะอย่างช้า ๆ ให้ไอ้นนท์มองและทำท่าทางตามได้ทัน ไอ้นนท์มันหัวไวอยู่แล้ว ไม่ถึง 10 นาทีมันก็เต้นเข้าคู่กับนานะได้
“พร้อมแล้วครับพี่” ไอ้นนท์หันไปบอกพี่จั๊บ
“โอเค ๆ ทุกคนเตรียมพร้อมนะ 3… 2… 1… แอ็คชั่น”
ไอ้นนท์และนานะขยับสเตปเต้นลีลาศเท้าเปล่าไปด้วยกัน ร่างกายของทั้งคู่เคลื่อนไหวเป็นจังหวะเดียวกัน ราวกับได้รวมหัวใจไว้เป็นหนึ่ง หากมองโดยไม่มีอคติ ทั้ง 2 คนดูเหมาะสมกันดี รูปลักษณ์ภายนอกชวนมองด้วยกันทั้งคู่ ต้องแน่อยู่แล้วสิ เพราะทั้ง 2 มีตำแหน่งดาวและเดือนคณะการันตีเชียว
หากคนภายนอกมองเข้ามา ต้องมีบ้างแหละที่เข้าใจว่า 2 คนนี้กำลังถ่ายพรีเวดดิ้งกันอยู่ ก็สายตาที่ทั้งคู่ส่งให้กัน มันเป็นสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสุข ผมอยากมอง 2 คนนี้ได้อย่างไม่มีอคติ อยากคิดให้ได้ว่านี่เป็นเพียงการแสดงเท่านั้น
พักเที่ยงทีมงานพี่จั๊บสั่งข้าวกล่องมาเลี้ยงทุกคน รวมถึงผมด้วยที่เพียงแค่ตามมาเป็นเพื่อนไอ้นนท์เท่านั้น พี่จั๊บให้พักกองกันครึ่งชั่วโมง ผมเห็นกีตาร์ของไอ้ดินปืนวางอยู่ใกล้ ๆ ก็เอื้อมไปหยิบมาเล่น ดีดเมโลดี้ไปเรื่อยตามที่ผุดนึกขึ้นได้ในหัว เสียงกีตาร์ที่ถูกเกาเบา ๆ ไปสะดุดหูของนานะเข้า เธอเดินถือข้างกล่องมานั่งข้าง ๆ ผม
“นายเล่นกีตาร์เป็นด้วยเหรอ เราว่าผู้ชายที่เล่นกีตาร์เท่ที่สุดเลย เล่นให้เราฟังบ้างสิ” นานะพูด
“ฮ่ะ ๆ ก็เล่นพอได้นะ แต่ไม่เท่เท่าไอ้ดินปืนหรอก” ผมถ่อมตัว
“นายดินปืนเล่นกีตาร์ด้วยเหรอ พวกนายนี่เท่กันชะมัด”
“ไอ้ดินปืนไม่ใช่แค่เล่นกีตาร์เก่งอย่างเดียวนะ มันร้องเพลงเพราะมากอีกด้วย”
“โห… อย่าบอกนะว่าพวกนายตั้งวงดนตรีกันด้วย”
ผมพยักหน้า “มีเรา ไอ้ดินปืน แล้วก็ไอ้หมอกเพื่อนต่างคณะอีกคน พวกเราก็แค่มือสมัครเล่น พอเล่นโชว์ได้ไม่อายใคร”
“มีไปเล่นที่ไหนหรือเปล่า เราอยากไปดูจัง”
“มีเล่นที่ร้านลมเย็นบาร์น่ะ ทุกวันจันทร์กับวันพฤหัส วันจันทร์นี้ถ้านานะว่างก็มาดูพวกเราสิ”
“ไปแน่นอน อ้าว… แต่ลืมไปว่ารถเราเสีย ต้องเอาไปซ่อม ไม่รู้จะเสร็จทันวันจันทร์หรือเปล่า”
“งั้นเราไปรับไหม? วงเราเริ่มเล่นตอน 3 ทุ่ม เลิก 5 ทุ่มครึ่ง ดึกเกินไปสำหรับนานะหรือเปล่า?”
“ไม่เป็นไร นาน ๆ ทีนอนดึกสักวันก็ได้ อยากไปดูเพื่อนใหม่เล่นดนตรีมากกว่า งั้นตู้เย็นมารับเราสักทุ่มครึ่งดีไหม? เผื่อเราจะได้ไปหาอะไรอร่อย ๆ กินก่อนเข้าไปที่ร้าน”
“ก็ได้นะ งั้นตกลงนัดกันวันจันทร์หน้า เวลาทุ่มครึ่งนะ ที่หอของนานะ อย่าเบี้ยวนัดล่ะ” ผมหยอก
“ไม่เบี้ยวแน่นอน เออ… แต่เราไม่ดื่มแอลกอฮอล์น่ะ ไปร้านแบบนั้นจะไม่เป็นไรใช่ไหม?”
“ไม่เป็นไรหรอก เราก็คออ่อน ดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้เหมือนกัน ที่ร้านมีเครื่องดื่มม็อคเทลบริการด้วยนะ สำหรับคนที่ไม่อยากเมา”
“จะตั้งตารอดูเลยล่ะ นี่คาดหวังไว้สูงมากนะ อย่าทำให้ผิดหวังเชียว ว่าแต่… ตอนนี้เล่นให้เราฟังสักเพลงได้ไหม?”
“เรียกไอ้ดินปืนมานี่ด้วยดีไหม?”
“ไม่เอา… เราอยากดูนายฉายเดี่ยวมากกว่า”
ถ้าเธอต้องการอย่างนั้น ผมก็เล่นให้ได้ “เล่นเพลงอะไรดีนะ อืม… งั้นเอาเพลงนี้ดีกว่า โฮเตลแคลิฟอร์เนีย ของวงอีเกิลส์ นานะรู้จักเพลงนี้ไหม?”
นานะส่ายหัวล่อกแล่ก “ไม่รู้จักอ่ะ ปกติเราฟังแต่เพลงเกาหลี แต่อยากลองฟังเพลงนี้ดูนะ เล่นเลย ๆ”
ผมเริ่มดีดกีตาร์เป็นเพลงโฮเตลแคลิฟอร์เนีย นานะดูตื่นเต้นกับผมมาก เธอจ้องผมตาแป๋ว ระหว่างที่กำลังเล่นไปเพลิน ๆ ไอ้นนท์ก็เดินผ่านมา ผมเงยหน้าขึ้นมองมัน แต่มันไม่ยอมสบตาด้วย ทำหูทวนลมผ่านไป เพื่อเอาข้าวกล่องที่กินหมดแล้วไปทิ้งที่ถังขยะ ทำอย่างกับผมและนานะเป็นอากาศธาตุอย่างนั้นแหละ
กองถ่ายของพี่จั๊บเลิก 1 ทุ่ม ทุกคนดูเหนื่อยล้ากัน เว้นแต่ผมคนเดียวที่ไม่มีหน้าที่อะไรในวันนี้ พอเสร็จงานพี่จั๊บก็โอนเงินให้พระเอกและนางเอกที่จ้างมาเล่นทันที ผมจำได้ว่าไอ้นนท์พูดไว้ว่าถ้ามาเป็นเพื่อนมันวันนี้ มันจะพาผมไปเลี้ยงหมูกระทะ สงสัยต้องไปเตือนความจำมันหน่อยแล้ว แต่ที่ผมยอมมากับมันไม่ได้เห็นแก่กินหรอกนะ ผมมาเพราะอยากมาเป็นเพื่อนมันจริง ๆ
“ขอบคุณทุกคนมากนะ กลับกันดี ๆ ล่ะ กูฝากมึงไปส่งนานะด้วยนะไอ้ดินปืน” พี่จั๊บว่า
“ไปก่อนนะ อย่าลืมที่นัดกันไว้วันจันทร์ล่ะ” นานะหันมาพูดกับผม
“ไม่ลืมหรอก” ผมโบกมือให้นานะ แล้วรีบเดินตามไอ้นนท์ที่เดินนำไปที่รถโดยไม่รอผม
“มึงบอกกูว่าถ้าวันนี้กูมาเป็นเพื่อนมึง มึงจะเลี้ยงหมูกระทะกู ตอนนี้กูหิวแล้ว เราจะไปกินที่ร้านไหนดี?”
“กูบอกอย่างนั้นเหรอ?” ไอ้นนท์พูดโดยไม่หันมามองผม น้ำเสียงนิ่ง
“เอ้า… อย่ามาตีเนียนทำจำไม่ได้นะ มึงบอกกูอย่างนี้จริง ๆ”
“ไว้วันหลังละกัน วันนี้กูเหนื่อยแล้ว” ไอ้นนท์พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เอางั้นก็ได้ ถ้างั้นให้กูขี่มอไซด์แทนมึงไหม?”
“ไม่เป็นไร กูขี่เองได้”
ผมนึกขึ้นได้ว่าวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ที่นัดกับนานะผมต้องไปรับเธอด้วย เพราะรถเธอเสีย แต่ผมจะไปรับเธอยังไงในเมื่อตัวเองไม่มีรถ นึกขึ้นได้ว่าช่วงเวลาที่ผมนัด ไอ้นนท์กำลังทำงานพิเศษอยู่ รถของมันต้องจอดทิ้งไว้เฉย ๆ ไม่ได้ใช้งาน ผมขอยืมมันก็ได้นี่
“วันจันทร์หน้านี้ตอน 1 ทุ่ม กูขอยืมมอไซด์มึงได้ไหม? พอดีมีนัดน่ะ”
“ไม่ให้!” ไอ้นนท์ตอบอย่างมะนาวไม่มีน้ำ
“ทำไมงกจังวะ… เดี๋ยวกูเติมน้ำมันให้เต็มถังเลยเอ้า”
“รถกู กูหวง”
ไอ้นนท์ดูไม่สบอารมณ์ ผมเลยเลิกเซ้าซี้ พวกเราเดินมาถึงมอไซด์ที่จอดไว้แล้ว
“เอากุญแจมา มึงเหนื่อย เดี๋ยวกูขี่รถให้” ผมพูดพร้อมยื่นมือเพื่อรับกุญแจรถ
ไอ้นนท์ล้วงกุญแจมอไซด์ออกมาจากกระเป๋าคาดอก ทีแรกผมนึกว่ามันจะส่งมาให้ผมซะอีก แต่มันกลับเอากุญแจไปเสียบที่รถแล้วสตาร์ทเครื่อง จากนั้นพูดกับผมน้ำเสียงเย็นชาโดยไม่หันมามอง
“ถ้าจะไปก็รีบขึ้นมา”
“แน่ใจนะว่าไม่อยากให้กูขี่แทน”
ผมยืนรอคำตอบอยู่ข้าง ๆ ไอ้นนท์มองตรงไปข้างหน้าไม่ยอมพูดตอบอะไรมา พวกเรานิ่งกันอย่างนี้นานกว่า 10 วินาที ผมจึงขึ้นซ้อนท้ายรถมัน จากนั้นไอ้นนท์ก็ออกรถ ขับออกจากสวนสาธารณะเพื่อไปส่งผมที่คอนโด
ตอนนี้ไอ้นนท์ดูแปลกไปยังไงไม่รู้ ผมไม่เคยเห็นมันนิ่งขนาดนี้มาก่อน ปกติมองไปที่มันทีไรจะเห็นรอยยิ้มเสมอ เป็นไปได้ว่ามันอาจเหนื่อย เพราะมาถ่ายงานตั้งแต่เช้าจนถึงหัวค่ำ หรือมันอาจอินกับบท สลัดความรู้สึกของตัวละครที่แสดงออกไม่หมด ก็นะ… บทพระเอกที่สูญเสียคนรักนั้นน่าเศร้าจะตาย เห็นมันเป็นอย่างนี้ผมก็ไม่อยากกวนใจ เลยอยู่เงียบ ๆ ไม่ชวนมันคุยอะไรจนมาถึงคอนโดของผม ผมก้าวลงจากรถ ตบบ่าเพื่อขอบคุณมันที่มาส่ง
“ขอบคุณนะมึง ขับรถกลับ…”
ผมพูดยังไม่ทันจบ ไอ้นนท์ก็บิดคันเร่งขี่มอไซด์ออกไปทั้งที่มือผมยังจับบ่ามันอยู่ อะไรของมันวะ? มันดูผิดปกติไปจริง ๆ ผมชักเป็นห่วง อยากจะโทรไปถามเผื่อช่วยอะไรได้ แต่ตอนนี้มันคงไม่สะดวกรับสาย ไว้รอสักแป๊บให้มันถึงหอก่อนแล้วค่อยโทร
จากนั้นผมเดินเข้ามาในล็อบบี้ ขึ้นลิฟต์ไปที่ห้องของตัวเอง รออยู่ประมาณ 10 นาทีก็หยิบมือถือขึ้นมาโทรหาไอ้นนท์ ผมเคยนั่งมอไซด์มันจากคอนโดผมไปที่หอของมัน ระยะทางไม่ไกลกันมาก เวลาผ่านมา 10 นาที ป่านนี้มันน่าจะขึ้นห้องแล้ว
ไอ้นนท์ไม่รับสาย ไม่สิ… ต้องเรียกว่ามันตัดสายผมทิ้งต่างหาก แสดงว่ามันไม่ได้ขี่มอไซด์อยู่ มันอาจจะเผลอเอามือไปโดนผิดปุ่ม ผมเลยลองโทรหามันอีกที หลังสัญญาณดังได้ 3 ที สายก็ถูกตัดอีก อย่างนี้มันตั้งใจแล้ว ผมรู้สึกเป็นห่วงมันจริง ๆ ไม่คุ้นกับไอ้นนท์ในอารมณ์นี้ ไอ้นนท์ที่ไม่สดใส ไม่เฮฮาร่าเริงนั้นไม่ใช่ไอ้นนท์ที่ผมรู้จัก ต้องทำยังไงมันถึงจะกลายมาเป็นไอ้นนท์คนเดิม
วันอาทิตย์ ตื่นเช้ามาผมลองโทรหามันอีกครั้ง คราวนี้สัญญาณดังยาว แต่ว่าไม่มีคนรับสายจนระบบตัดสายไปเอง ผมกินข้าวเช้าเสร็จก็โทรหามันอีกรอบ ผลลัพธ์ไม่ต่างจากรอบที่แล้วเลย ในเมื่อโทรติดต่อไม่ได้ ผมเลยส่งข้อความไปทางไลน์แทน
9.36
ตู้เย็น
เป็นอะไรไปวะ โทรไปทำไมไม่รับ
วันก่อนมึงทำตัวแปลกไปนะ
มีอะไรไม่สบายใจ คุยกับกูได้ทุกเรื่องได้นะเว้ย
อ่านแล้ว 9.37
ไอ้นนท์อ่านแล้วไม่ตอบ ผมรอข้อความจากมันมา 2 ชั่วโมงแล้วแต่เงียบกริบ จะไปหามันที่หอก็จำทางไม่ได้ แถมไม่มีรถไป อีกอย่างวันนี้มันคงออกไปขับรถรับส่งอาหาร ที่ผมทำได้คือรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ ยังไงหลังเลิกเรียนมันต้องมาติวหนังสือให้ผม พอติวเสร็จผมจะถามมันให้รู้ว่าเป็นอะไร หรือไม่งั้นพรุ่งนี้มันอาจรู้สึกดีขึ้น กลับมาเป็นไอ้นนท์คนเดิมที่ผมรู้จัก
Leave a comment