นนท์
พอเลิกงานตอนเที่ยงคืน ผมก็รีบบึ่งมอไซด์มาคอนโดไอ้ตู้เย็นทันที เพราะกลัวมันรอนาน พอมาถึงและจอดรถเรียบร้อยแล้ว ผมก็โทรหาไอ้ตู้เย็น รอสายอยู่นาน แต่มันไม่ยอมรับสายจนสายถูกตัดไปเอง ผมกำลังจะโทรหามันอีกรอบก็เห็นลูกบ้านคอนโดคนหนึ่งผลักประตูเดินออกมาจากล็อบบี้ ผมรีบวิ่งเข้าไปก่อนประตูจะปิด เพราะประตูเข้าล็อบบี้ใช้คีย์การ์ดซึ่งผมไม่มี
เข้ามาข้างในได้ ผมก็ขึ้นลิฟต์ไปยังชั้น 6 ระหว่างนี้ผมยังโทรหาไอ้ตู้เย็นอยู่ แต่มันไม่ยอมรับสักที จนผมเดินมาถึงหน้าห้องมัน ผมเลยเลิกโทร เปลี่ยนมาเคาะประตูเรียกให้มันมาเปิด แต่ก็เงียบฉี่
“ไอ้ตู้เย็น! เปิดประตูให้กูหน่อย” ผมพูดใส่ประตู ลองเอามือจับลูกบิดแล้วพบว่าหมุนได้ ประตูไม่ได้ล็อก ผมเลยผลักประตูเข้าไปข้างใน
ในห้องผมได้ยินเสียงทีวีเปิดอยู่ ที่หน้าทีวีโซฟามีไอ้ตู้เย็นนอนแอ้งแม้ง อ้าว… หลับไปซะแล้ว วันนี้อดเรียนเล่นอูคูเลเล่เลย ไม่เป็นไรค่อยมาเรียนพรุ่งนี้เช้าก็ได้ ผมเดินมาสะกิดปลุกไอ้ตู้เย็นให้ลุกไปนอนในห้อง
“เฮ้ย! ไอ้ตู้เย็น… ลุกไปนอนที่เตียงดี ๆ ป่ะ”
ไอ้ตู้เย็นสะลึมสะลือตื่นขึ้นมา
“อ้าวไอ้นนท์… กลับมาแล้วเหรอ?” มันเอามือขึ้นมาเช็ดมุมปากที่มีน้ำลายซึมออกมา
“ไปนอนในห้องเถอะ เดี๋ยวกูขออาบน้ำแล้วจะเข้านอนเหมือนกัน”
“อ้าว… ไม่ให้สอนเล่นอูคูเลเล่ก่อนเหรอ?”
“ไว้พรุ่งนี้เช้าก็ได้ คืนนี้ดึกแล้ว นอนพักกันดีกว่า”
“เอางั้นเหรอวะ ตามใจมึงละกัน” พูดแล้วมันก็ลุกขึ้นจากโซฟา พลางบิดขี้เกียจไปมา “โอ้ย… นอนโซฟานี้แล้วเมื่อชะมัด วันก่อนมึงนอนตรงนี้ได้ไงวะ?”
“กูนอนที่ไหนก็หลับได้หมดแหละ”
“มึงเข้าไปนอนกับกูในห้องดีกว่า ขืนนอนบนโซฟานี้ พรุ่งนี้ตื่นมามึงได้ปวดเมื่อยไปทั้งวันแน่”
“ไม่เป็นไรเว้ย กูนอนตรงนี้ก็ได้ ไม่อยากรบกวนมึงแล้ว มึงไปนอนเถอะ”
“ไม่ได้ก็คือไม่ได้ไง อาบน้ำเสร็จมึงเข้าไปนอนกับกูในห้องนะ เตียงกูนุ่มกว่าโซฟานี้ตั้งเยอะ เข้าใจไหม? อย่าดื้อสิ!” พูดแล้วไอ้นนท์ก็เดินเข้าห้องนอนไป
ตอนที่มันจ้องตาผมแล้วพูดคำว่า อย่าดื้อสิ ในใจผมเหมือนมีแสงสว่างวาบ เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับใคร ผมยิ้มให้กับความอบอุ่นที่เกิดขึ้นอยู่ในใจ แล้วค้นเอาผ้าเช็ดตัวออกมาจากกระเป๋าล้อลาก จากนั้นเดินเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำ
หลังจากอาบน้ำสะอาดสะอ้าน และเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ที่หอมกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มแล้ว ผมก็ตามไอ้ตู้เย็นเข้าไปในห้องนอน พอผมเข้าไปไอ้ตู้เย็นก็ตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย แล้วขยับไปฝั่งซ้ายของเตียงเพื่อเว้นที่ฝั่งขวาให้ผมนอน
เตียงห้องมันเป็นขนาด 5 ฟุต นอน 2 คนได้กำลังพอดี แต่ไม่ได้สบายมากเวลาจะขยับหรือพลิกตัว ผมลงไปนอนแล้วปิดโคมไฟตรงหัวเตียง
“ราตรีสวัสดิ์เว้ย” ไอ้ตู้เย็นพูดเสียงงึมงำ
“มึงนอนสบายไหมเนี่ย ขยับมาฝั่งกูอีกก็ได้นะ ที่ยังเหลือ”
“ไม่เป็นไร แค่นี้แหละ กูนอนได้”
“มึงจะตกเตียงอยู่แล้วมั้ง ขยับมาเถอะน่า”
“อือ… บอกว่าไม่ไง”
“มึงไม่ขยับมา งั้นกูขยับไปเบียดมึงนะ” พูดแล้วผมก็ขยับเอาตัวไปเบียดมัน
“อะไรของมึงเนี่ย ถอยไปหน่อย เบียดกูจนจะตกเตียงแล้ว”
ไอ้ตู้เย็นเอาตัวดันผม ผมยอมขยับกลับมา ตอนนี้เราสองคนน่าจะครองพื้นที่บนเตียงเท่า ๆ กัน แป๊บเดียวเท่านั้นผมก็ได้ยินเสียงไอ้ตู้เย็นกรนเบา ๆ เป็นเสียงที่ไม่ได้ก่อความรำคาญ แต่สร้างความอุ่นใจให้ผมมากกว่าว่ามีคนอยู่ข้าง ๆ
แสงแดดอ่อน ๆ ตอนเช้า ส่องทะลุม่านห้องนอนที่ไอ้ตู้เย็นแง้มไว้เล็กน้อยปลุกให้ผมตื่น ผมนอนตะแคงหันหน้าเข้าหามันพอดี หน้าตอนหลับของมันตลกดี อ้าปากหวอ ส่งเสียงกรนดังเบา ๆ ออกมา ผมว่าน่าจะปลุกให้มันตื่นได้แล้ว แต่ขอปลุกแบบแกล้งไปด้วยดีกว่า
ผมเอานิ้วชี้ดันปลายจมูกมันให้เหมือนหมู ทำอย่างนี้มันยังไม่ตื่น เลยเอานิ้วโป้งไปเปิดเปลือกตามัน มองเห็นตาขาวและตาดำแค่ครึ่งเดียว ดูตลกจนผมเผลอหัวเราะออกมา ท่าทางเสียงหัวเราะของผมนี่แหละที่ปลุกมันขึ้นมา
“อรุณสวัสดิ์” ผมทัก
ไอ้ตู้เย็นบิดตัว ยืดแขนยืดขาอยู่บนเตียง เสร็จแล้วหันมาถามผม
“เมื่อคืนนอนเป็นไงบ้าง?”
“นอนไม่ค่อยหลับ เสียงมึงกรนดังทั้งคืนเลย”
ไอ้ตู้เย็นประหลาดใจ ทำตาโต “จริงเหรอ… กูนอนกรนจริงเหรอวะ?”
“จริงดิวะ กรนซะจนเตียงสั่นเลย”
“ไอ้บ้า! มึงโกหกแล้ว กี่โมงแล้วเนี่ย นาฬิกากูยังไม่ปลุกเลย”
“ลุกไปล้างหน้าแปรงฟันได้แล้ว เช้านี้มึงต้องสอนกูเล่นอูคูเลเล่ได้แล้วนะ เวลากระชั้นชิดเข้ามาเรื่อย ๆ แล้ว”
“รู้แล้วน่า”
ไอ้ตู้เย็นถกผ้าห่มออกแล้วลุกออกจากห้องไป ผมลุกตามแล้วจัดเตียง พับผ้าห่มให้เรียบร้อย ก่อนออกไปหยิบแปรงสีฟันและโฟมล้างหน้าออกมาจากกระเป๋า อ้าว… ลืมหยิบยาสีฟันมาด้วย ไม่เป็นไรยืมของไอ้ตู้เย็นใช้ก่อน
ผมเดินถือของเข้าไปในห้องน้ำ แม้ไอ้ตู้เย็นจะใช้ห้องน้ำอยู่ก็ตาม มันยืนแปรงฟันอยู่หน้ากระจก ผมเดินเข้าไปวางโฟมล้างหน้าไว้ข้างอ่างล้างหน้า หยิบยาสีฟันของมันบีบลงบนแปรงสีฟันของตัวเองแล้วเอาเข้าปาก ไอ้ตู้เย็นยืนงง มันก้มลงคายฟองยาสีฟันแล้วหันมาพูดกับผม
“กูยังล้างหน้าแปรงฟันไม่เสร็จเลย มึงรีบเข้ามาทำไมเนี่ย?”
“ทำเวลาไง จะได้มีเวลาเหลือไปฝึกเล่นอูคูเลเล่”
ล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ เราสองคนก็มานั่งที่โซฟา ไอ้ตู้เย็นเดินไปหยิบอูคูเลเล่ที่ใส่ไว้ในกระเป๋าอย่างดี ออกมาส่งยื่นให้ผม ผมรับมาแล้วจับพลิกดูไปมา อูคูเลเล่ทำจากไม้สีเหมือนคาราเมล น้ำหนักและขนาดเหมาะมือ ผมลองจับอยู่ในท่าพร้อมดีด
“เป็นไง… ดูเหมาะกับกูไหม?” ผมถามไอ้ตู้เย็น
“แค่ถือไว้เฉย ๆ ไม่มีใครที่ไหนเขามากรี๊ดมึงหรอก พร้อมหรือยังล่ะ กูจะได้สอนสักที”
“เริ่มได้เลยครับอาจารย์”
ไอ้นนท์อธิบายว่าอูคูเลเล่มี 4 สาย เริ่มนับสายที่ 1 จากล่างขึ้นบน ส่วนยาว ๆ ที่ใช้จับคอร์ดเรียกว่าคอ ตรงคอจะมีเฟรตคั่นแบ่งเป็นช่อง ๆ เริ่มนับช่องที่ 1 จากด้านนอกเข้ามาหาตัวผู้เล่น
“ก่อนเล่นมึงต้องตั้งสายก่อนนะ เดี๋ยวกูให้มึงฝึกตั้งสายเลย”
ว่าแล้วไอ้ตู้เย็นก็เอาอุปกรณ์เล็ก ๆ มีหน้าจอมาหนีบไว้ที่ส่วนหัวของอูคูเลเล่
“มึงลองดีดสายที่ 1 ดู สายนี้จะเป็นเสียงโน้ตตัวเอ เห็นไหมว่าที่เครื่องเข็มมันชี้ไม่ตรงกลาง มึงหมุนลูกบิดจนกว่าเข็มจะชี้มาตรงกลาง”
ผมดีดไปหมุนลูกบิดไป จนดีดสายที่ 1 แล้วเข็มในเครื่องชี้มาตรงกลาง จากนั้นมันก็ให้ผมตั้งสายที่เหลือต่อจนครบ
“วันก่อนมึงร้องเพลงฝนตกไหม กูเลยไปหาคอร์ดเพลงนี้ให้ เอาแบบง่าย ๆ แค่ 4 คอร์ดก็เล่นเป็นเพลงได้ ลองฝึกจับคอร์ดเลยนะ คอร์ดแรกคือคอร์ดซี เอานิ้วนางวางไว้สายที่ 1 ช่องที่ 3 แล้วดีดทุกสาย”
ผมทำตาม เสียงที่ออกมาใสไพเราะ เริ่มมีความหวังแล้วว่าอูคูเลเล่น่าจะเล่นได้ไม่ยากนัก
“นี้คอร์ดซีนะจำไว้ คอร์ดต่อไปคอร์ดเอไมเนอร์ เอานิ้วกลางวางไว้สายที่ 4 ช่องที่ 2 แล้วดีดทุกสาย”
ได้มา 2 คอร์ดแล้ว จับแค่คอร์ดละนิ้วเอง ผมมองตำแหน่งมือที่วางอยู่บนสายอูคูเลเล่เพื่อจดจำเป็นภาพ คอร์ดซีวางนิ้วนางไว้สายที่ 1 ช่องที่ 3 คอร์ดเอไมเนอร์วางนิ้วกลางไว้สายที่ 4 ช่องที่ 2
“คอร์ดที่ 3 คอร์ดเอฟ ตอนนี้นิ้วกลางมึงวางอยู่สายที่ 4 ช่องที่ 2 อยู่แล้วใช่ไหม คอร์ดนี้มึงวางนิ้วชี้เพิ่มไว้สายที่ 2 ช่องที่ 1 แล้วดีดทุกสาย”
ผมยิ้มเพราะอูคูเลเล่เล่นง่ายกว่าที่คิดไว้ เพียงแค่วางนิ้วเพิ่มจากคอร์ดเดิมก็ได้คอร์ดใหม่แล้ว เอาล่ะ เหลือคอร์ดสุดท้ายแล้ว
“คอร์ดสุดท้าย คอร์ดจีเซเว่น เอานิ้วชี้วางไว้ที่เดิม นิ้วกลางวางไว้สายที่ 3 ช่องที่ 2 และนิ้วนางวางไว้สายที่ 1 ช่องที่ 2 แล้วดีดทุกสาย”
ครบทั้ง 4 คอร์ดแล้ว ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย ผมจำเป็นภาพไว้ในหัวได้หมดแล้ว
“ไหนมึงลองดีดตั้งแต่คอร์ดแรกให้กูดูซิ จำได้ไหมว่าคอร์ดแรกคือคอร์ดอะไร?”
“จำได้ คอร์ดซีไง” ผมพูดแล้ววางนิ้วนางไว้สายที่ 1 ช่องที่ 3 แล้วดีดทุกสาย
“ถูกต้อง ลองคอร์ดต่อไปเลย”
ผมดีดต่อจนครบทุกคอร์ด แม้จะจำเป็นภาพได้แล้วว่าคอร์ดไหนจับยังไง แต่ผมต้องคอยมองที่สายอูคูเลเล่ตลอดถึงจะจับได้ถูก ต้องฝึกจับคอร์ดให้บ่อย ๆ จนกล้ามเนื้อชินและจดจำ จนขยับมือไปยังตำแหน่งที่ถูกต้องได้เองโดยไม่ต้องมอง
“มึงฝึกไปนะ กูจะเล่นมือถือรอ”
ผมพยักหน้า แล้วเรา 2 คนก็ต่างจดจ่อกับสิ่งที่ตนเองทำตรงหน้า ในห้องมีเพียงเสียงผมดีดอูคูเลเล่ ไม่มีเสียงพูดคุยใด ๆ ตอนนี้ยังเช้าอยู่เลย เริ่มต้นวันใหม่เงียบเหงา โดยไม่มีบทสนทนาอย่างนี้ผมว่าน่าเสียดายไปหน่อย เลยหาเรื่องชวนไอ้ตู้เย็นคุย
“วันนี้วงมึงไปเล่นที่ลมเย็นบาร์ใช่ไหม?”
“ใช่ วงกูเล่นวันจันทร์กับพฤหัส”
“คราวหน้าถ้ามีลูกค้ายื่นแก้วเหล้าให้ มึงก็อย่ารับมาดื่มอีกล่ะ เดี๋ยวเมาแล้วจะลำบากคนอื่นอีก” ผมแซวมันเล่น
“ไม่มีแล้วน่า”
“เออ… พรุ่งนี้เราทำอาหารเช้ากินเองกันไหม? เห็นห้องมึงมีครัวด้วย แต่มึงคงไม่เคยใช้เลยล่ะสิ น่าเสียดายแย่”
“กูทำอาหารไม่เป็น”
“เดี๋ยวกูโชว์ฝีมือเอง มึงอยากกินอะไรล่ะ?”
ไอ้ตู้เย็นทำหน้าคิด “อืม… กูอยากกินบีฟเวลลิงตัน”
“กูไม่ใช่กรรมการมาสเตอร์เชฟนะไอ้บ้า จะทำเมนูซับซ้อนอย่างนั้นได้ไงล่ะ เอาที่มันพื้น ๆ หากินได้ง่าย ๆ ตามร้านทั่วไปสิ”
“งั้นเอาหมูผัดกระเทียมละกัน ไม่ได้กินนานละ”
“โอเค งั้นพรุ่งนี้กูทำคะน้าน้ำมันหอย”
“อ้าว… แล้วแบบนี้มึงจะถามกูทำไมวะ กวนตีนแต่เช้าเลยนะมึงเนี่ย”
ผมหัวเราะ เริ่มต้นวันใหม่โดยการหยอกล้อกับไอ้ตู้เย็น ผมว่าน่าจะเป็นวิธีที่ดีของผม พรุ่งนี้ผมจะโชว์ฝีมือการทำอาหารให้มันดู ผมคิดถึงการทำอาหาร ตั้งแต่ออกมาอยู่คนเดียวก็ไม่มีโอกาสได้ทำอาหารกินเองเลย เพราะผมอยู่หอห้องเล็ก ๆ ที่ไม่มีครัวมาตลอด
Leave a comment