รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 14

Share

นนท์

พอเลิกงานตอนเที่ยงคืน ผมก็รีบบึ่งมอไซด์มาคอนโดไอ้ตู้เย็นทันที เพราะกลัวมันรอนาน พอมาถึงและจอดรถเรียบร้อยแล้ว ผมก็โทรหาไอ้ตู้เย็น รอสายอยู่นาน แต่มันไม่ยอมรับสายจนสายถูกตัดไปเอง ผมกำลังจะโทรหามันอีกรอบก็เห็นลูกบ้านคอนโดคนหนึ่งผลักประตูเดินออกมาจากล็อบบี้ ผมรีบวิ่งเข้าไปก่อนประตูจะปิด เพราะประตูเข้าล็อบบี้ใช้คีย์การ์ดซึ่งผมไม่มี

เข้ามาข้างในได้ ผมก็ขึ้นลิฟต์ไปยังชั้น 6 ระหว่างนี้ผมยังโทรหาไอ้ตู้เย็นอยู่ แต่มันไม่ยอมรับสักที จนผมเดินมาถึงหน้าห้องมัน ผมเลยเลิกโทร เปลี่ยนมาเคาะประตูเรียกให้มันมาเปิด แต่ก็เงียบฉี่

“ไอ้ตู้เย็น! เปิดประตูให้กูหน่อย” ผมพูดใส่ประตู ลองเอามือจับลูกบิดแล้วพบว่าหมุนได้ ประตูไม่ได้ล็อก ผมเลยผลักประตูเข้าไปข้างใน

ในห้องผมได้ยินเสียงทีวีเปิดอยู่ ที่หน้าทีวีโซฟามีไอ้ตู้เย็นนอนแอ้งแม้ง อ้าว… หลับไปซะแล้ว วันนี้อดเรียนเล่นอูคูเลเล่เลย ไม่เป็นไรค่อยมาเรียนพรุ่งนี้เช้าก็ได้ ผมเดินมาสะกิดปลุกไอ้ตู้เย็นให้ลุกไปนอนในห้อง

“เฮ้ย! ไอ้ตู้เย็น… ลุกไปนอนที่เตียงดี ๆ ป่ะ”

ไอ้ตู้เย็นสะลึมสะลือตื่นขึ้นมา

“อ้าวไอ้นนท์… กลับมาแล้วเหรอ?” มันเอามือขึ้นมาเช็ดมุมปากที่มีน้ำลายซึมออกมา

“ไปนอนในห้องเถอะ เดี๋ยวกูขออาบน้ำแล้วจะเข้านอนเหมือนกัน”

“อ้าว… ไม่ให้สอนเล่นอูคูเลเล่ก่อนเหรอ?”

“ไว้พรุ่งนี้เช้าก็ได้ คืนนี้ดึกแล้ว นอนพักกันดีกว่า”

“เอางั้นเหรอวะ ตามใจมึงละกัน” พูดแล้วมันก็ลุกขึ้นจากโซฟา พลางบิดขี้เกียจไปมา “โอ้ย… นอนโซฟานี้แล้วเมื่อชะมัด วันก่อนมึงนอนตรงนี้ได้ไงวะ?”

“กูนอนที่ไหนก็หลับได้หมดแหละ”

“มึงเข้าไปนอนกับกูในห้องดีกว่า ขืนนอนบนโซฟานี้ พรุ่งนี้ตื่นมามึงได้ปวดเมื่อยไปทั้งวันแน่”

“ไม่เป็นไรเว้ย กูนอนตรงนี้ก็ได้ ไม่อยากรบกวนมึงแล้ว มึงไปนอนเถอะ”

“ไม่ได้ก็คือไม่ได้ไง อาบน้ำเสร็จมึงเข้าไปนอนกับกูในห้องนะ เตียงกูนุ่มกว่าโซฟานี้ตั้งเยอะ เข้าใจไหม? อย่าดื้อสิ!” พูดแล้วไอ้นนท์ก็เดินเข้าห้องนอนไป

ตอนที่มันจ้องตาผมแล้วพูดคำว่า อย่าดื้อสิ ในใจผมเหมือนมีแสงสว่างวาบ เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับใคร ผมยิ้มให้กับความอบอุ่นที่เกิดขึ้นอยู่ในใจ แล้วค้นเอาผ้าเช็ดตัวออกมาจากกระเป๋าล้อลาก จากนั้นเดินเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำ

หลังจากอาบน้ำสะอาดสะอ้าน และเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ที่หอมกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มแล้ว ผมก็ตามไอ้ตู้เย็นเข้าไปในห้องนอน พอผมเข้าไปไอ้ตู้เย็นก็ตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย แล้วขยับไปฝั่งซ้ายของเตียงเพื่อเว้นที่ฝั่งขวาให้ผมนอน

เตียงห้องมันเป็นขนาด 5 ฟุต นอน 2 คนได้กำลังพอดี แต่ไม่ได้สบายมากเวลาจะขยับหรือพลิกตัว ผมลงไปนอนแล้วปิดโคมไฟตรงหัวเตียง

“ราตรีสวัสดิ์เว้ย” ไอ้ตู้เย็นพูดเสียงงึมงำ

“มึงนอนสบายไหมเนี่ย ขยับมาฝั่งกูอีกก็ได้นะ ที่ยังเหลือ”

“ไม่เป็นไร แค่นี้แหละ กูนอนได้”

“มึงจะตกเตียงอยู่แล้วมั้ง ขยับมาเถอะน่า”

“อือ… บอกว่าไม่ไง”

“มึงไม่ขยับมา งั้นกูขยับไปเบียดมึงนะ” พูดแล้วผมก็ขยับเอาตัวไปเบียดมัน

“อะไรของมึงเนี่ย ถอยไปหน่อย เบียดกูจนจะตกเตียงแล้ว”

ไอ้ตู้เย็นเอาตัวดันผม ผมยอมขยับกลับมา ตอนนี้เราสองคนน่าจะครองพื้นที่บนเตียงเท่า ๆ กัน แป๊บเดียวเท่านั้นผมก็ได้ยินเสียงไอ้ตู้เย็นกรนเบา ๆ เป็นเสียงที่ไม่ได้ก่อความรำคาญ แต่สร้างความอุ่นใจให้ผมมากกว่าว่ามีคนอยู่ข้าง ๆ

แสงแดดอ่อน ๆ ตอนเช้า ส่องทะลุม่านห้องนอนที่ไอ้ตู้เย็นแง้มไว้เล็กน้อยปลุกให้ผมตื่น ผมนอนตะแคงหันหน้าเข้าหามันพอดี หน้าตอนหลับของมันตลกดี อ้าปากหวอ ส่งเสียงกรนดังเบา ๆ ออกมา ผมว่าน่าจะปลุกให้มันตื่นได้แล้ว แต่ขอปลุกแบบแกล้งไปด้วยดีกว่า

ผมเอานิ้วชี้ดันปลายจมูกมันให้เหมือนหมู ทำอย่างนี้มันยังไม่ตื่น เลยเอานิ้วโป้งไปเปิดเปลือกตามัน มองเห็นตาขาวและตาดำแค่ครึ่งเดียว ดูตลกจนผมเผลอหัวเราะออกมา ท่าทางเสียงหัวเราะของผมนี่แหละที่ปลุกมันขึ้นมา

“อรุณสวัสดิ์” ผมทัก

ไอ้ตู้เย็นบิดตัว ยืดแขนยืดขาอยู่บนเตียง เสร็จแล้วหันมาถามผม

“เมื่อคืนนอนเป็นไงบ้าง?”

“นอนไม่ค่อยหลับ เสียงมึงกรนดังทั้งคืนเลย”

ไอ้ตู้เย็นประหลาดใจ ทำตาโต “จริงเหรอ… กูนอนกรนจริงเหรอวะ?”

“จริงดิวะ กรนซะจนเตียงสั่นเลย”

“ไอ้บ้า! มึงโกหกแล้ว กี่โมงแล้วเนี่ย นาฬิกากูยังไม่ปลุกเลย”

“ลุกไปล้างหน้าแปรงฟันได้แล้ว เช้านี้มึงต้องสอนกูเล่นอูคูเลเล่ได้แล้วนะ เวลากระชั้นชิดเข้ามาเรื่อย ๆ แล้ว”

“รู้แล้วน่า”

ไอ้ตู้เย็นถกผ้าห่มออกแล้วลุกออกจากห้องไป ผมลุกตามแล้วจัดเตียง พับผ้าห่มให้เรียบร้อย ก่อนออกไปหยิบแปรงสีฟันและโฟมล้างหน้าออกมาจากกระเป๋า อ้าว… ลืมหยิบยาสีฟันมาด้วย ไม่เป็นไรยืมของไอ้ตู้เย็นใช้ก่อน

ผมเดินถือของเข้าไปในห้องน้ำ แม้ไอ้ตู้เย็นจะใช้ห้องน้ำอยู่ก็ตาม มันยืนแปรงฟันอยู่หน้ากระจก ผมเดินเข้าไปวางโฟมล้างหน้าไว้ข้างอ่างล้างหน้า หยิบยาสีฟันของมันบีบลงบนแปรงสีฟันของตัวเองแล้วเอาเข้าปาก ไอ้ตู้เย็นยืนงง มันก้มลงคายฟองยาสีฟันแล้วหันมาพูดกับผม

“กูยังล้างหน้าแปรงฟันไม่เสร็จเลย มึงรีบเข้ามาทำไมเนี่ย?”

“ทำเวลาไง จะได้มีเวลาเหลือไปฝึกเล่นอูคูเลเล่”

ล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ เราสองคนก็มานั่งที่โซฟา ไอ้ตู้เย็นเดินไปหยิบอูคูเลเล่ที่ใส่ไว้ในกระเป๋าอย่างดี ออกมาส่งยื่นให้ผม ผมรับมาแล้วจับพลิกดูไปมา อูคูเลเล่ทำจากไม้สีเหมือนคาราเมล น้ำหนักและขนาดเหมาะมือ ผมลองจับอยู่ในท่าพร้อมดีด

“เป็นไง… ดูเหมาะกับกูไหม?” ผมถามไอ้ตู้เย็น

“แค่ถือไว้เฉย ๆ ไม่มีใครที่ไหนเขามากรี๊ดมึงหรอก พร้อมหรือยังล่ะ กูจะได้สอนสักที”

“เริ่มได้เลยครับอาจารย์”

ไอ้นนท์อธิบายว่าอูคูเลเล่มี 4 สาย เริ่มนับสายที่ 1 จากล่างขึ้นบน ส่วนยาว ๆ ที่ใช้จับคอร์ดเรียกว่าคอ ตรงคอจะมีเฟรตคั่นแบ่งเป็นช่อง ๆ เริ่มนับช่องที่ 1 จากด้านนอกเข้ามาหาตัวผู้เล่น

“ก่อนเล่นมึงต้องตั้งสายก่อนนะ เดี๋ยวกูให้มึงฝึกตั้งสายเลย”

ว่าแล้วไอ้ตู้เย็นก็เอาอุปกรณ์เล็ก ๆ มีหน้าจอมาหนีบไว้ที่ส่วนหัวของอูคูเลเล่

“มึงลองดีดสายที่ 1 ดู สายนี้จะเป็นเสียงโน้ตตัวเอ เห็นไหมว่าที่เครื่องเข็มมันชี้ไม่ตรงกลาง มึงหมุนลูกบิดจนกว่าเข็มจะชี้มาตรงกลาง”

ผมดีดไปหมุนลูกบิดไป จนดีดสายที่ 1 แล้วเข็มในเครื่องชี้มาตรงกลาง จากนั้นมันก็ให้ผมตั้งสายที่เหลือต่อจนครบ

“วันก่อนมึงร้องเพลงฝนตกไหม กูเลยไปหาคอร์ดเพลงนี้ให้ เอาแบบง่าย ๆ แค่ 4 คอร์ดก็เล่นเป็นเพลงได้ ลองฝึกจับคอร์ดเลยนะ คอร์ดแรกคือคอร์ดซี เอานิ้วนางวางไว้สายที่ 1 ช่องที่ 3 แล้วดีดทุกสาย”

ผมทำตาม เสียงที่ออกมาใสไพเราะ เริ่มมีความหวังแล้วว่าอูคูเลเล่น่าจะเล่นได้ไม่ยากนัก

“นี้คอร์ดซีนะจำไว้ คอร์ดต่อไปคอร์ดเอไมเนอร์ เอานิ้วกลางวางไว้สายที่ 4 ช่องที่ 2 แล้วดีดทุกสาย”

ได้มา 2 คอร์ดแล้ว จับแค่คอร์ดละนิ้วเอง ผมมองตำแหน่งมือที่วางอยู่บนสายอูคูเลเล่เพื่อจดจำเป็นภาพ คอร์ดซีวางนิ้วนางไว้สายที่ 1 ช่องที่ 3 คอร์ดเอไมเนอร์วางนิ้วกลางไว้สายที่ 4 ช่องที่ 2

“คอร์ดที่ 3 คอร์ดเอฟ ตอนนี้นิ้วกลางมึงวางอยู่สายที่ 4 ช่องที่ 2 อยู่แล้วใช่ไหม คอร์ดนี้มึงวางนิ้วชี้เพิ่มไว้สายที่ 2 ช่องที่ 1 แล้วดีดทุกสาย”

ผมยิ้มเพราะอูคูเลเล่เล่นง่ายกว่าที่คิดไว้ เพียงแค่วางนิ้วเพิ่มจากคอร์ดเดิมก็ได้คอร์ดใหม่แล้ว เอาล่ะ เหลือคอร์ดสุดท้ายแล้ว

“คอร์ดสุดท้าย คอร์ดจีเซเว่น เอานิ้วชี้วางไว้ที่เดิม นิ้วกลางวางไว้สายที่ 3 ช่องที่ 2 และนิ้วนางวางไว้สายที่ 1 ช่องที่ 2 แล้วดีดทุกสาย”

ครบทั้ง 4 คอร์ดแล้ว ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย ผมจำเป็นภาพไว้ในหัวได้หมดแล้ว

“ไหนมึงลองดีดตั้งแต่คอร์ดแรกให้กูดูซิ จำได้ไหมว่าคอร์ดแรกคือคอร์ดอะไร?”

“จำได้ คอร์ดซีไง” ผมพูดแล้ววางนิ้วนางไว้สายที่ 1 ช่องที่ 3 แล้วดีดทุกสาย

“ถูกต้อง ลองคอร์ดต่อไปเลย”

ผมดีดต่อจนครบทุกคอร์ด แม้จะจำเป็นภาพได้แล้วว่าคอร์ดไหนจับยังไง แต่ผมต้องคอยมองที่สายอูคูเลเล่ตลอดถึงจะจับได้ถูก ต้องฝึกจับคอร์ดให้บ่อย ๆ จนกล้ามเนื้อชินและจดจำ จนขยับมือไปยังตำแหน่งที่ถูกต้องได้เองโดยไม่ต้องมอง

“มึงฝึกไปนะ กูจะเล่นมือถือรอ”

ผมพยักหน้า แล้วเรา 2 คนก็ต่างจดจ่อกับสิ่งที่ตนเองทำตรงหน้า ในห้องมีเพียงเสียงผมดีดอูคูเลเล่ ไม่มีเสียงพูดคุยใด ๆ ตอนนี้ยังเช้าอยู่เลย เริ่มต้นวันใหม่เงียบเหงา โดยไม่มีบทสนทนาอย่างนี้ผมว่าน่าเสียดายไปหน่อย เลยหาเรื่องชวนไอ้ตู้เย็นคุย

“วันนี้วงมึงไปเล่นที่ลมเย็นบาร์ใช่ไหม?”

“ใช่ วงกูเล่นวันจันทร์กับพฤหัส”

“คราวหน้าถ้ามีลูกค้ายื่นแก้วเหล้าให้ มึงก็อย่ารับมาดื่มอีกล่ะ เดี๋ยวเมาแล้วจะลำบากคนอื่นอีก” ผมแซวมันเล่น

“ไม่มีแล้วน่า”

“เออ… พรุ่งนี้เราทำอาหารเช้ากินเองกันไหม? เห็นห้องมึงมีครัวด้วย แต่มึงคงไม่เคยใช้เลยล่ะสิ น่าเสียดายแย่”

“กูทำอาหารไม่เป็น”

“เดี๋ยวกูโชว์ฝีมือเอง มึงอยากกินอะไรล่ะ?”

ไอ้ตู้เย็นทำหน้าคิด “อืม… กูอยากกินบีฟเวลลิงตัน”

“กูไม่ใช่กรรมการมาสเตอร์เชฟนะไอ้บ้า จะทำเมนูซับซ้อนอย่างนั้นได้ไงล่ะ เอาที่มันพื้น ๆ หากินได้ง่าย ๆ ตามร้านทั่วไปสิ”

“งั้นเอาหมูผัดกระเทียมละกัน ไม่ได้กินนานละ”

“โอเค งั้นพรุ่งนี้กูทำคะน้าน้ำมันหอย”

“อ้าว… แล้วแบบนี้มึงจะถามกูทำไมวะ กวนตีนแต่เช้าเลยนะมึงเนี่ย”

ผมหัวเราะ เริ่มต้นวันใหม่โดยการหยอกล้อกับไอ้ตู้เย็น ผมว่าน่าจะเป็นวิธีที่ดีของผม พรุ่งนี้ผมจะโชว์ฝีมือการทำอาหารให้มันดู ผมคิดถึงการทำอาหาร ตั้งแต่ออกมาอยู่คนเดียวก็ไม่มีโอกาสได้ทำอาหารกินเองเลย เพราะผมอยู่หอห้องเล็ก ๆ ที่ไม่มีครัวมาตลอด


Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” เขียนโดยแกรี เคลเลอร์ แก่นหลักของหนังสือเล่มนี้คือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่เกิดจากการเลือกสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด แล้วทำมันให้ดีที่สุดจนสำเร็จครับ แกรีย้อนไปดูผลงานในอดีตของตัวเอง เขาพบรูปแบบสำคัญที่เกิดขึ้นซ้ำเหมือนกันทุกครั้ง นั่นคือช่วงที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุด...

พระ เฟอร์รารี่ และความหมายของชีวิต – 7 หลักการสู่ความสุขและความสมดุล ที่คุณนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต

ไอติมฮีลใจ ep นี้ มาแนะนำหนึ่งในหนังสือที่หลายสื่อยกย่องกันว่าโด่งดังที่สุดในศตวรรษที่ 21 ตีพิมพ์ครั้งแรกตอนปี 1999 และขายดีต่อเนื่องมานานกว่า 25 ปี ยอดขายรวมมากกว่า 15 ล้านเล่ม แปลไปแล้วกว่า 92 ภาษา หนังสือเล่มนี้ผมรู้จักมาพักหนึ่งแล้วครับ เคยเห็นแต่ฉบับภาษาอังกฤษ พอเห็นว่ามีฉบับแปลไทยก็ซื้อเลยทันที หนังสือเล่มที่ว่านี้คือ The Monk Who...

4 ปี นรกในเขมร เรื่องจริงจากบันทึกของภรรยาท่านทูต ที่ชีวิตเหมือนตกนรกในช่วงยุคเขมรแดง

ไอติมเล่า ep นี้ มาสรุปเนื้อหาจากหนังสือ 4 ปี นรกในเขมร เนื้อหาในเล่มเป็นเรื่องจริงในยุคเขมรแดงจากบันทึกของยาสึโนะ นาอิโต หญิงชาวญี่ปุ่นที่เกิดในตระกูลซามูไร แต่งงานกับโศ ทันลัน นักการทูตชาวกัมพูชาที่เรียนจบจากฝรั่งเศส และถูกส่งตัวไปทำงานที่ญี่ปุ่น ตอนนั้นคุณนาอิโตะอายุ 23 ปี คุณโศอายุ 39 ปี และมีลูกติด 3 คนจากภรรยาเก่า...

จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เปลี่ยนคนที่ยังลังเลให้ซื้อทันที

สินค้าดี มีคนสนใจ แต่ทำไมไม่มีคนซื้อ? บางทีอาจเป็นเพราะสมองของลูกค้าไม่ยอมให้ซื้อก็เป็นได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เขียนโดยฌอน ดีซูซา นักการตลาดที่พบว่าต่อให้ลูกค้าสนใจแค่ไหน แต่พวกเขาจะยังไม่ซื้อ จนกว่าสมองจะได้รับข้อมูลครบถ้วน และตามลำดับที่ถูกต้อง ฌอนบอกว่าสมองของคนเราทำงานเหมือนสายพานลำเลียงกระเป๋าที่สนามบินครับ ตอนขึ้นเครื่องเราโหลดกระเป๋ามาด้วยทั้งหมด 7 ใบ พอลงจากเครื่องเราต้องมายืนรอให้กระเป๋าออกมาตามสายพาน...

Of Mice and Men: เพื่อนยาก – มิตรภาพและความฝันของคนยากจนที่ไม่อาจเป็นจริง

ไอติมบุ๊คคลับ ep นี้ มาเล่าเนื้อหาจากวรรณกรรมเรื่องเพื่อนยาก (Of Mice and Men) ผลงานชิ้นเอกของจอห์น สไตน์เบค (John Steinbeck) ซึ่งเป็นวรรณกรรมคลาสสิกที่สะท้อนภาพชีวิตและการดิ้นรนของแรงงานในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาครับ เรื่องนี้เล่าถึงความสัมพันธ์ของเพื่อน ความฝัน และโชคชะตาที่โหดร้าย ผมอ่านเรื่องนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ยังจำตอนจบของเรื่องที่สะเทือนใจได้ถึงทุกวันนี้อยู่เลยครับ เรื่องนี้มีตัวละครหลักอยู่สองตัว เป็นเพื่อนที่แตกต่างกันทั้งรูปลักษณ์และนิสัย คนแรกชื่อจอร์จ...

Related Articles

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 27 (จบ)

ตู้เย็น ช่วงก่อนสอนปลายภาค ไอ้นนท์ช่วยเก็งข้อสอบให้ผมล่วงหน้าตั้ง 2 สัปดาห์ ช่วงนั้นผมหัวหมุนมากเป็นพิเศษ และแปลกใจมากที่ไอ้นนท์ไม่กังวลเกี่ยวกับการสอบเลย วันธรรมดาหลังเลิกเรียน มันยังไปทำงานพิเศษที่ร้านกรีนเฮาส์คาเฟ่และลมเย็นบาร์จนถึงเที่ยงคืน เสาร์อาทิตย์ยังออกไปขี่รถรับส่งอาหาร ระหว่างที่มันไม่อยู่ด้วย ผมก็พยายามทบทวนหนังสือ...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 26

นนท์ ถึงแม้ผมจะคุ้นเคยกับคอนโดของไอ้ตู้เย็นแล้ว แต่พอมันไม่อยู่ ห้องนี้ดูเหมือนจะใหญ่เกินไปสำหรับอยู่คนเดียว ผมเกิดอาการคิดถึงมันขึ้นมา เกิดความรู้สึกเหงาขึ้นมา ทั้งที่แต่ก่อนอยู่ตามลำพังมาได้ตลอด พอห่างจากผม ไม่รู้ว่าไอ้ตู้เย็นจะรู้สึกเหงาและคิดถึงแบบเดียวกันหรือเปล่า อยู่ห้องก็ไม่มีอะไรให้ทำ วันนี้ผมเลยจะออกไปขี่รถรับส่งอาหารไวกว่าปกติละกัน ขณะกำลังจะลุกไปเตรียมตัว...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 25

ตู้เย็น อาบน้ำเย็น ๆ ชำระล้างเหงื่อไคลจนสะอาดสะอ้านแล้วผมก็สดชื่นขึ้นมาทันที ผมนุ่งผ้าเช็ดตัวเดินออกมาจากห้องน้ำ กำลังจะเข้าไปแต่งตัวในห้องนอนก็เห็นไอ้นนท์นั่งอยู่บนโซฟาหน้าทีวี หัวเราะคิกคัก สายตาจ้องไปที่หน้าจอมือถือในมือ “ขำอะไรวะ แบ่งกูดูบ้างสิ” “พี่แองโจลี่ส่งคลิปที่มึงใส่ชุดมาสคอตมาให้ดู มึงนี่ใช้ได้เหมือนกันนะ...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 24

นนท์ ผมตามพี่แองโจลี่มาลองชุดกับพี่ไก่แจ้ เสื้อผ้าวันนี้มาในธีมสีแดงสดใสร้อนแรง พี่ไก่แจ้เลือกให้พวกเราคนละ 2 ชุด จากนั้นพาทุกคนมาที่หน้าเวทีเพื่อซ้อมเดินแบบ ซ้อมกันอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงก็ได้พัก พี่แองโจลี่เอาน้ำเย็นมาให้ผมกับไมค์คนละขวด ผมรับมาดื่มแล้วถามหาไอ้ตู้เย็น...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!