ตู้เย็น
ไอ้นนท์กลับมาเป็นเหมือนครั้งก่อนอีกแล้ว ครั้งนี้ดูอาการรุนแรงกว่าครั้งก่อน และเห็นได้ชัดว่ามันโกรธผม เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ผมคิดว่าเราปรับความเข้าใจกันและกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว แต่พอค่ำนี้มันเห็นผมมาที่ร้านกับนานะก็แสดงอาการโกรธผมอย่างเห็นได้ชัด ถ้าตอนนี้ไม่ได้มีนานะอยู่ด้วย ผมคงออกไปตามไอ้นนท์แล้วถามจริง ๆ จัง ๆ ว่ามันเป็นอะไร ถ้าความผิดนั้นเกิดจากผม ผมยินดีขอโทษมันทุกประการ
วันนี้ถึงแม้ผมจะไม่มีรถมอไซด์ไปรับนานะ แต่นัดของเราก็ไม่ล่ม เธอส่งข้อความมาบอกผมเมื่อตอนพักกลางวันว่ามอไซด์ของเธอซ่อมเสร็จแล้ว อยากจะเอาไปลองเครื่องยนต์หน่อยเลยจะมารับผม หลังจากที่ไปส่งไอ้หมอกซื้อของเสร็จ ผมก็มากับนานะ เธอถามผมว่าจะไปกินอะไรที่ร้านไหนดี วันนี้ผมเห็นคนแชร์ว่าที่ร้านกรีนเฮาส์คาเฟ่มีโปรโมชั่นซื้อ 1 ฟรี 1 เลยชวนเธอมาที่นี่ และถือโอกาสมาเยี่ยมไอ้นนท์ตอนกำลังทำงานด้วย แต่ผลออกมาไม่ดีดังคาด
“นนท์นนท์เป็นอะไรของเขา?” นานะเอ่ย
“เอ่อ… อ๋อ… ได้ยินช่วงนี้มันบอกว่าทำงานหนัก ไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อน เลยรู้สึกไม่ค่อยสบายนิดหน่อยน่ะ อย่าไปถือสาอะไรมันเลยนะ”
“อืม… เราเข้าใจ นายก็ดูแลเพื่อนนายดี ๆ หน่อยละกันนะ ระวังสุขภาพจะแย่เอา”
ผมพยักหน้า “ไว้คืนนี้จะบอกมันดู”
นานะชวนผมคุยเรื่องสัพเพเหระ แต่สมาธิของผมไม่ได้จดจ่อกับสิ่งที่เธอกำลังพูดอยู่เลย ผมใจลอยคิดถึงไอ้นนท์ ป่านนี้มันจะเป็นยังไงบ้างนะ ยังจะไปทำงานที่ลมเย็นบาร์อยู่หรือเปล่า แต่คนมีความรับผิดชอบอย่างมันไม่น่าจะทิ้งงานไปดื้อ ๆ
ผมยังจำสายตาที่มันจ้องมองมาตอนก่อนเดินออกไปจากร้านได้ เป็นสายตาที่มองมายังผมอย่างผิดหวัง ผมไม่อยากให้ใครมองผมด้วยสายตาแบบนั้นเลย เพราะมันน่าเศร้าใจ คืนนี้ถ้ามีโอกาสผมต้องพูดกับมันให้เคลียร์ ไม่สิ… ไม่ต้องรอโอกาส ยังไงผมต้องคุยกับมันให้ได้
ผมกับนานะนั่งอยู่ที่ร้านกรีนเฮาส์คาเฟ่จนถึง 2 ทุ่ม จากนั้นออกไปหามื้อเย็นกิน ตอนนี้ใจผมไม่อยู่กับร่องกับรอยเป็นอย่างมาก ผมไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามื้อเย็นนานะพาไปกินอะไร รู้ตัวอีกทีก็ขี่มอไซด์พาเธอเข้ามาในร้านลมเย็นบาร์แล้ว
ตอนนี้เป็นเวลา 3 ทุ่ม อีกครึ่งชั่วโมงวงอินเดอะมูดฟอร์เลิฟของผมและเพื่อน ๆ จะขึ้นแสดง ผมหาโต๊ะตำแหน่งดีที่สุดที่ยังเหลือให้นานะนั่ง จากนั้นขอตัวไปหาไอ้ดินปืนและไอ้หมอก ระหว่างนั้นผมสวนทางกับไอ้นนท์ที่ยกเอาอาหารจากในครัวออกมาเสิร์ฟ มันเดินผ่านผมไปเหมือนผมไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น ผมชะงัก คิดว่าจะหันไปคุยกับมันดีไหม แต่ตอนนี้ไม่น่าจะใช่เวลาที่เหมาะสมเท่าไหร่ ไว้รอให้ทั้งผมและมันเสร็จงานกันก่อน ไว้ค่อยคุยกันตอนนั้นก็ได้
สิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้คือรวบรวมสมาธิมาจดจ่อกับสิ่งที่กำลังจะทำ นั่นคือการขึ้นแสดงดนตรี ไอ้ดินปืนร้องเพลงและเอนเตอร์เทนคนดูอย่างลื่นไหลเหมือนปกติ พี่ ๆ ลูกค้าประจำที่ชื่นชอบพวกเราก็จองที่นั่งโต๊ะหน้าสุด เฮฮาสนุกสนานไปกับการแสดงเหมือนปกติ ไอ้นนท์ก็ขยันขันแข็งเอาอาหารออกมาเสิร์ฟลูกค้าด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเหมือนปกติ ทุกอย่างรอบตัวผมดำเนินไปเหมือนปกติเช่นที่ผ่านมา จะมีก็แต่ผมที่รู้สึกว่ามีเศษความไม่ปกติปักทิ่มอยู่ในใจ ผมอยากถอนเสี้ยนหนามนั้นออกเหลือเกิน
ใกล้ 5 ทุ่มครึ่งแล้ว การแสดงของพวกเรากำลังจะสิ้นสุด จู่ ๆ ผมก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้น แว๊บแรกที่มันโผล่เข้ามาในหัว ผมรู้สึกว่ามันเป็นความคิดที่ดี แต่อีก 2 วินาทีถัดมาผมก็ไม่มั่นใจแล้วว่ามันจะออกมาดี แต่ยังไงก็ต้องลอง ผมไม่เคยรวบรวมความกล้ามากขนาดนี้มาก่อนเลย เมื่อกล้าหาญพอผมก็เดินเข้าไปกระซิบข้างหูไอ้ดินปืน
“เหรอ… มึงจะเอาอย่างนั้นแน่นะ?” ไอ้ดินปืนเอ่ยเมื่อผมพูดกับมันจบ
ผมพยักหน้ายืนยัน นึกให้กำลังใจตัวเองว่าดีกว่ามาเสียใจเอาทีหลังว่าไม่ได้ทำ จากนั้นผมและไอ้ดินปืนก็สลับที่ยืนกัน ผมมายืนหน้าไมโครโฟน ไอ้ดินปืนหลบไปอยู่ข้างหลัง มันกระซิบบอกไอ้หมอก แล้วพวกเราก็บรรเลงเพลงสุดท้ายของคืนนี้ โดยที่ผมเป็นคนร้อง
ฝนตกอีกแล้ว
คืนนี้คงหนาวกว่าคืนไหน ๆ
ตัวฉันก็ใช้ชีวิตไป
แค่ผ่าน ๆ ไป
เท่านั้น เท่านั้น
ผมร้องเพลงฝนตกไหมของวงทรีแมนดาวน์ เป็นเพลงที่ผมเคยสอนให้ไอ้นนท์เล่นอูคูเลเล่ สำหรับผมถ้าให้นึกถึงเพลงที่สื่อความทรงจำระหว่างผมกับมันก็จะเป็นเพลงนี้ ถึงเนื้อเพลงจะไม่เข้ากับสถานการณ์ในตอนนี้ แต่ผมอยากร้องเพลงนี้ให้ไอ้นนท์นึกถึงช่วงเวลาที่เราทั้ง 2 คนอยู่ด้วยกัน
“ขอบคุณครับ” ผมกล่าวหลังจากดนตรีจบลง ตัดจบการแสดงคืนนี้ดื้อ ๆ อย่างนี้เลย
ตอนนี้เป็นเวลา 5 ทุ่มครึ่ง พอการแสดงจบ ลูกค้าก็ทยอยเช็คบิลเพื่อกลับบ้าน พวกเราลงมาจากเวที นานะเดินเข้ามาหา ตลอดการแสดงผมลืมนึกถึงเธอไปเลยว่ากำลังนั่งดูอยู่ในร้าน รู้สึกผิดขึ้นมานิดหน่อยที่วันนี้ไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับเธอเท่าไหร่ ทั้งที่เป็นคนชวนเธอออกมาเอง
“เล่นกันดีมาก ๆ เลยอ่ะ เราขอเป็นแฟนคลับพวกนายนะ” นานะว่า
“ด้วยความยินดีคร้าบ…” ไอ้ดินปืนพูด “เออนี่… นานะมาที่นี่ยังไงเหรอ?”
“เอามอไซด์มาน่ะ มาพร้อมกับตู้เย็น” นานะหันมาถามผม “แล้วนี่นายจะให้เราไปส่งที่คอนโดเลยไหม?”
“ไม่เป็นไร เอ่อ… เรารอกลับพร้อมไอ้นนท์น่ะ”
“งั้นก็ดีแล้ว คุยกันให้รู้เรื่องนะ”
พอได้ยินอย่างนั้น ต่อมสงสัยของไอ้ดินปืนก็ทำงาน
“มึงกับไอ้นนท์มีปัญหาอะไรกันวะ?”
“ไม่ใช่เรื่องของมึง อย่าสงสัยเลยแล้วกันนะ”
“ด่ามันสั้น ๆ ว่าอย่าเสือกก็จบแล้ว” ไอ้หมอกพูดหยอกเฮฮา
“โอเค… งั้นกลับก่อนนะทุกคน” นานะยกมือขึ้นมาโบกให้พวกผม
“เดี๋ยวเราขี่มอไซด์ตามไปเป็นเพื่อนเธอดีกว่า ดึกขนาดนี้แล้วอันตรายสำหรับผู้หญิงตัวคนเดียว ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับผู้หญิงที่เป็นถึงดาวคณะ เราคงโกรธตัวเองแย่ที่ไม่ยอมดูแล”
นานะยิ้มให้ “ขอบใจนะ”
“งั้นพวกกูกลับก่อนนะไอ้ตู้เย็น” ไอ้ดินปืนว่า
ผมโบกไม้โบกมือลาเพื่อน ๆ ตอนนี้ไม่มีลูกค้าเหลืออยู่ที่ร้านสักคน ผมเดินมานั่งเก้าอี้ตัวที่ใกล้หน้าครัวมากที่สุด เห็นไอ้นนท์เดินเข้าเดินออก เก็บจานจากโต๊ะลูกค้าเข้าไปให้พนักงานอีกคนในครัวล้าง มันทำเป็นไม่สนใจผม
เข็มนาฬิกาที่ผมใส่ดูเหมือนจะเดินช้ากว่าปกติ ทุกครั้งที่ผมยกข้อมือขึ้นมาดู พบว่าเวลาผ่านไปแค่ 2-3 นาทีเท่านั้นเอง ไอ้นนท์เลิกงานเที่ยงคืนตรง เมื่อไหร่จะถึงเวลานั้นเนี่ย ผมอึดอัดอยากคุยกับมันให้รู้เรื่องรู้ราวสักที
เข็มนาฬิกาทั้งเข็มสั้น เข็มยาวและเข็มวินาทีชี้ตรงกันที่เลข 12 ผมลุกเดินเข้าไปในครัว เห็นไอ้นนท์ยืนล้างจานอยู่ก็ส่งเสียงเรียกไป
“ไอ้นนท์… เที่ยงคืนแล้ว มึงจะเลิกงานหรือยัง?”
มันทำนิ่งใส่ ผมไม่เซ้าซี้ต่อ ยืนเอาหลังพิงกรอบประตูแล้วหันหน้าไปมองมัน ยังใจเย็นอยู่อย่างนี้เมื่อไหร่จะได้กลับ ผมรอมันอย่างนั้นประมาณ 10 นาที มันก็เก็บข้าวของเดินออกมาจากครัวผ่านหน้าผมไป มันเดินไปที่มอไซด์ ผมเดินไปยืนข้าง ๆ
“คืนนี้มึงแวะมาที่คอนโดกูหน่อยนะ กูอยากคุยกับมึงให้เข้าใจ”
“กูไม่อยากไป วันนี้กูเหนื่อย เดี๋ยวกูจะกลับหอเลย” มันตอบแบบไม่หันมามองหน้า
“มึงไปส่งกูที่คอนโดหน่อยดิวะ”
“แล้วมึงมายังไงล่ะ ทำไมไม่กลับอย่างนั้น?”
พวกเราเดินมาถึงมอไซด์ มันขึ้นนั่งแล้วล้วงกุญแจออกมาจากกระเป๋า เอามาเสียบสตาร์ทเครื่อง ผมไม่เคยโดนมันเย็นชาใส่ขนาดนี้มาก่อนเลย
“มึงจะทิ้งกูลงจริงเหรอวะ?” ผมเอ่ยเสียงอ่อน
ไอ้นนท์ถอนหายใจแรง
“เออ… ขึ้นมา เดี๋ยวกูไปส่ง”
ผมรีบขึ้นนั่งซ้อนท้าย เอา 2 มือจับบ่าไอ้นนท์ไว้ มันออกรถมุ่งตรงไปส่งผมที่คอนโด อากาศตอนกลางคืนสดชื่นเย็นสบาย บรรยากาศเงียบสงบ เผลอแป๊บเดียวพวกเราก็มาถึงคอนโดของผมแล้ว ทีอย่างนี้ล่ะเวลาผ่านไปเร็วจัง ผมยังอยากนั่งซ้อนท้ายไอ้นนท์ต่ออีกสักหน่อย
“ถึงแล้ว ลงไปได้หรือยัง?” ไอ้นนท์พูดเสียงแข็ง
ผมอยากพามันขึ้นไปคุยเปิดใจที่บนห้อง แต่ถ้าผมลงจากรถมันเมื่อไหร่ มันต้องรีบบิดรถออกไปแน่เหมือนครั้งที่แล้ว ผมจะไม่ให้ความตั้งใจสูญเปล่า รีบก้าวลงจากรถแล้วเอื้อมไปดึงกุญแจรถออกมา
“เฮ้ย! มึงทำอะไรวะ เอากุญแจรถกูคืนมา”
“ขึ้นไปคุยกับกูบนห้องหน่อยสิ”
“กูไม่มีอะไรจะคุยกับมึง”
“มึงไม่มี แต่กูมี” พูดแล้วผมก็เดินมาที่ประตูล็อบบี้ ไอ้นนท์ยังอยู่ที่เดิม “มาเร็วดิ ข้างล่างคอนโดกูตอนกลางคืนยุงเยอะนะ ขืนยังอยู่ตรงนั้น เดี๋ยวมึงก็ได้เป็นไข้เลือดออกเอาหรอก”
ไอ้นนท์ถอนหายใจแรงอีกครั้ง มันเข็นมอไซด์ไปจอบแอบไว้ข้างตึก จากนั้นก็ยอมเดินตามผมมา ผมพามันขึ้นลิฟต์แล้วเข้ามาในห้อง ถึงอยากจะคุยกับมันให้รู้เรื่องเคลียร์ใจกันไป แต่พอถึงเวลาก็ไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นยังไงดี
“เอ้า… มีอะไรก็รีบพูดมา พูดจบก็คืนกุญแจรถมาให้กู กูจะได้กลับหอ”
“คืนนี้มึงนอนกับกูที่นี่เถอะนะ เดี๋ยวยืมเสื้อผ้ากูไปใส่ก่อนได้ คราวนี้จะยืมกางเกงในด้วยก็ได้ กูไม่รังเกียจมึง”
“เรื่องอะไรกูต้องนอนค้างที่ห้องมึงด้วยวะ มีอะไรก็พูดมาได้แล้ว”
“ใจเย็นดิวะ มึงจะอาบน้ำก่อนไหม หรือจะให้กูอาบก่อน?” ผมเฉไฉ จะหว่านล้อมให้มันยอมค้างคืนด้วยให้ได้
“จะมาอาบอะไรตอนนี้ กูว่ามึงมีอะไรก็รีบพูดมา จะได้จบ ๆ สิ้นเรื่องกันไป แล้วรีบคืนกุญแจรถกูมา คืนนี้กูจะกลับไปอาบน้ำ กลับไปนอนที่หอกู” ไอ้นนท์เน้นเสียงประโยคหลังเพื่อย้ำความตั้งใจของตัวเอง
ผมเงียบไป เดินมานั่งที่โซฟา ส่วนไอ้นนท์ยังยืนอยู่ที่ประตูห้อง
“ไหน… มึงจะพูดเรื่องอะไร?”
ผมไม่รู้จะสรรหาเรื่องอะไรมาถ่วงเวลามันยังไงแล้ว เลยยอมเข้าเรื่อง
“มึงน่าจะพอเดาได้นะว่ากูอยากคุยกับมึงเรื่องอะไร ช่วงนี้มึงดูแปลกไปนะไอ้นนท์”
“กูต่างหากที่ต้องพูดคำนั้นกับมึง 2-3 วันมานี้มึงดูแปลกไปมากกว่านะไอ้ตู้เย็น”
Leave a comment