รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 16

Share

นนท์

วันนี้วันเสาร์ ผมมีนัดฝึกร้องเพลงกับไอ้ดินปืนที่คณะนิเทศ หลังจากกินมื้อเช้าที่ทำเองเสร็จแล้ว ผมกับไอ้ตู้เย็นก็มาหาไอ้ดินปืน เห็นมันนั่งอยู่ใต้ตึกคณะคนเดียว มันบอกว่าวันนี้มาช่วยงานพี่รหัส แต่พี่รหัสยังไม่มาเลยช่วยฝึกผมร้องเพลงไปก่อน ผมร้องเพลงฝนตกไหมให้มันฟังหนึ่งรอบ แล้วรอมันวิจารณ์

ผมนำคำแนะนำของไอ้ดินปืนมาปรับใช้ ช่วยได้มากจริง ๆ ผมไม่ได้คาดหวังว่าตัวเองต้องร้องเสียงเพราะแบบนักร้องไมค์ทองคำ เพราะผมเพิ่งเริ่มหัดร้องเพลงได้ไม่ถึงสัปดาห์ ฝึกกันไปสักครึ่งชั่วโมง พี่รหัสของไอ้ดินปืนก็มาถึง หอบอุปกรณ์ถ่ายภาพมาพะรุงพะรัง

“โทษทีนะพี่มาช้าหน่อย รอนานหรือยังล่ะ?” พี่รหัสถามไอ้ดินปืน

“ไม่นานครับพี่”

พี่รหัสไอ้ดินปืนหันมามองผมกับไอ้ตู้เย็น แล้วหันไปมองไอ้ดินปืนด้วยสายตาเหมือนถามว่าไอ้สองคนนี้เป็นใคร

“สองคนนี้เพื่อนผมครับพี่จั๊บ คนนี้ไอ้ตู้เย็น เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัย ม.ต้น มันเป็นมือกีตาร์อยู่วงเดียวกับผม”

“ชื่อตู้เย็นจริงดิ ชื่อแปลกดีเว้ย เกิดมาเพิ่งเคยได้ยินคนชื่อนี้” พี่จั๊บพูดแล้ววางข้าวของที่หอบอยู่

“ส่วนคนนี้ชื่อไอ้นนท์ ว่าที่เดือนคณะวิศวะปีนี้ครับ” ไอ้ดินปืนแนะนำผมซะเวอร์

“อ้าว… ลงประกวดเดือนคณะวิศวะเหรอ ขอให้โชคดีนะ แต่ถ้าหวังจะได้เป็นเดือนมหาลัยต้องลำบากหน่อยหนึ่งล่ะ เพราะต้องผ่านเด็กคณะนิเทศไปให้ได้ก่อน ฮ่า ๆ ๆ พี่ชื่อจั๊บนะ เป็นพี่รหัสไอ้ดินปืน”

“จะขึ้นไปเลยไหมครับ เดี๋ยวผมช่วยขนอุปกรณ์ขึ้นไป” ไอ้ดินปืนพูดกับพี่จั๊บ

“เออ ๆ ไปเลยก็ดี”

“งั้นมึงฝึกตามที่กูแนะนำไปก่อนนะ เดียวอีกสัก 1 ชั่วโมงกูลงมาดู ขอไปช่วยงานพี่จั๊บแป๊บ”

ผมอยู่ต่อที่ใต้ตึกคณะนิเทศกับไอ้ตู้เย็น ฝึกร้องให้มันฟังตามคำแนะนำของไอ้ดินปืน ผมว่าไอ้ตู้เย็นคงเบื่อ แต่ไม่พูดออกมา เล่นฟังผมร้องเพลงเดิมซ้ำ ๆ วนอยู่ไม่รู้ตั้งกี่รอบ แถมเสียงผมก็ไม่ได้เพราะน่าฟังอะไร ใกล้เที่ยงไอ้ดินปืนกับพี่จั๊บก็ลงมาข้างล่าง พวกเราออกไปกินมื้อเที่ยงด้วยกัน

พี่จั๊บเล่าว่าตอนนี้แกค่อนข้างเครียด เพราะคิดงานส่งอาจารย์ไม่ออก โจทย์คือให้ส่งวิดีโอความยาวไม่เกิน 4 นาทีที่คนดูแล้วกระทบกับอารมณ์ อาจดูแล้วซึ้ง ตื่นเต้น หรือหวาดกลัวก็ได้ ผมกับไอ้ตู้เย็นที่ไม่มีหัวด้านสื่อบันเทิง ไม่รู้จะให้คำแนะนำยังไงดี เลยได้แต่นั่งฟังอยู่เงียบ ๆ

ผมอยู่ฝึกร้องเพลงกับไอ้ดินปืนต่อถึง 4 โมงเย็น จากนั้นก็กลับคอนโดกับไอ้ตู้เย็น มาฝึกเล่นอูคูเลเล่ต่อ ช่วงนี้ผมฝึกแบบดีดไปร้องไป ฝึกจนถึง 5 โมงครึ่งก็รู้สึกเจ็บคอ วันนี้ร้องเพลงมาทั้งวันเลยคิดว่าพอแค่นี้ก่อนดีกว่า เลยเดินมาหาไอ้ตู้เย็นที่เล่นคอมอยู่

“พรุ่งนี้มึงว่างหรือเปล่า?” ผมถาม

“ว่าง มีอะไรเหรอวะ?”

“พรุ่งนี้กูว่าจะออกไปขี่รถรับส่งอาหารสักหน่อย หยุดไปนานเดี๋ยวไม่มีเงินใช้ มึงอยากลองเปิดประสบการณ์แนวนี้ดูไหม? ขี่รถส่งอาหารสนุกดีนะเว้ย”

“กูไปด้วยแล้วจะนั่งยังไง? ไม่ใช่ว่ารถมึงต้องติดกล่องเก็บอาหารไว้ท้ายรถเหรอวะ?”

“มึงก็นั่งซ้อนท้ายกูปกตินี่แหละ กล่องเก็บอาหารมันยื่นออกไปนอกรถ เบาะหลังเหลือที่ให้นั่งอีกคนหนึ่งได้ สนใจไหม ประสบการณ์อย่างนี้หาไม่ได้ง่าย ๆ นะเว้ย”

“ขอคิดดูก่อน” ไอ้ตู้เย็นพูดแค่นี้ แล้วก็สนใจสิ่งที่อยู่บนหน้าจอต่อ

ผมไม่เซ้าซี้ เดินกลับมาที่โซฟาแล้วเปิดทีวีหาอะไรดู ตกเย็นผมหยิบของเหลือจากในตู้เย็นมาทำอาหาร ได้เป็นข้าวผัดหมู ทำเสร็จร้อน ๆ ก็เรียกไอ้ตู้เย็นให้มากิน

“พรุ่งนี้มึงจะออกไปวิ่งรับส่งอาหารกี่โมง?” ไอ้ตู้เย็นถามกลางโต๊ะอาหาร

“ปกติออกไป 10 โมง”

“งั้นกูขอไปด้วยแล้วกันวันพรุ่งนี้ อยู่ที่ห้องก็เบื่อ ๆ  อยากหาอะไรใหม่ ๆ ทำ”

“ได้สิ กูรับรองว่าวันพรุ่งนี้มึงจะสนุกแน่”

วันนี้ผมและไอ้ตู้เย็นออกจากคอนโดประมาณ 9 โมงครึ่ง ต้องขี่มอไซด์ไปที่หอผม เพื่อไปเอาเสื้อแจ็คเก็ตและกระเป๋าใส่อาหาร มาถึงผมก็ชวนไอ้ตู้เย็นขึ้นไปบนห้อง พอเราสองคนมายืนอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ แคบ ๆ ผมก็จินตนาการไม่ออกเลยว่าจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันยังไงไม่ให้อึดอัด

“เป็นไง… ห้องกูกระทัดรัดดีไหม? เล็กกว่าห้องมึง 3 เท่าได้มั้ง”

“ห้องเล็กขนาดนี้ มึงไม่อึดอัดเหรอวะ?”

“คับที่อยู่ง่าย คับใจอยู่ยาก แต่ถ้าเป็นไปได้กูก็อยากอยู่ห้องใหญ่ ๆ แบบมึงนะ ได้หายใจหายคอดี ๆ หน่อย”

“งั้นมาอยู่กับกูไหมล่ะ กูว่าห้องกูใหญ่เกินกว่าจะอยู่แค่คนเดียว”

ผมประหลาดใจที่มันชวน “ได้จริงเหรอ? แต่ไม่เป็นไร กูเกรงใจมึงว่ะ”

“กูไม่ได้จะให้มึงมาอยู่ฟรี มึงต้องช่วยหารค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าส่วนกลางกับกูคนละครึ่ง แล้วมึงต้องคอยทำงานบ้านทำอาหารแลกกับค่าเช่า”

“โห… นี่มึงให้กูไปเป็นรูมเมทหรือไปเป็นแม่บ้านวะ? เรื่องนี้เอาไว้ก่อนดีกว่า ย้ายที่อยู่มันเรื่องใหญ่เหมือนกันนะ”

ผมหยิบแจ็คเก็ตและกล่องเก็บอาหาร จากนั้นก็ชวนไอ้ตู้เย็นลงมา แล้วติดตั้งกล่องเก็บอาหารเข้ากับท้ายรถมอไซด์ สวมแจ็คเก็ตให้เรียบร้อย หยิบมือถือขึ้นมาเปิดแอพรับออเดอร์อาหาร เท่านี้ก็เริ่มทำงานได้

“กูเปิดรับออเดอร์แล้ว ถ้ามีลูกค้าสั่งอาหารจากร้านในละแวกนี้ก็จะเด้งขึ้นมาให้กูกดรับงาน แอพมีการแบ่งระดับคนขับด้วยนะ ถ้าใครรับงานบ่อยและได้คะแนนรีวิวดี ออเดอร์ก็จะเด้งไปหาคนนั้นก่อน ถ้าคนระดับบน ๆ ไม่รับงาน จะเด้งมาหาคนขับระดับรอง ๆ ไล่ลงมา สำหรับกูที่วิ่งแค่เสาร์อาทิตย์คงต้องรอสักพักกว่าจะได้ออเดอร์” ผมอธิบายวิธีการทำงานของแอพสั่งอาหารให้ไอ้ตู้เย็นทราบ มันดูตั้งใจฟังเรื่องที่ผมพูด

“คนทำแอพนี่เก่งเนาะ เขียนระบบอะไรซับซ้อนแบบนี้ได้”

“นี่แหละเหตุผลที่กูเลือกเรียนคณะวิศวกรรมซอฟต์แวร์ กูอยากเป็นโปรแกรมเมอร์เก่ง ๆ เขียนแอพพวกนี้ได้ แล้วได้ไปทำงานที่บริษัทเจ๋ง ๆ ในซิลิคอนวัลเล่ย์ แล้วมึงอ่ะ เลือกเรียนคณะนี้เพราะอะไร?”

“พ่อกูบังคับให้เรียนคณะวิศวะ กูเลือกวิศวกรรมซอฟต์แวร์เพราะชอบเล่นเกม อยากจะทำเกม คิดว่าเล่นเกมมาเยอะน่าจะพอช่วยได้ แต่กูคงคิดผิด เกมที่เล่นมาไม่ช่วยอะไรด้านการเรียนกูเลย ตอนนี้กูขอแค่ไม่โดนรีไทร์ก็พอ”

ผมเอามือจับไหล่ไอ้ตู้เย็นเป็นการให้กำลังใจ

“เฮ้ย… อย่าท้อน่า มึงมีกูช่วยติวอยู่ทั้งคน จบ 4 ปีไปพร้อมกันเนี่ยแหละ แล้วไปทำงานที่ต่างประเทศด้วยกัน ถ้าไม่ได้ไปซิลิคอนวัลเล่ย์ อย่างน้อยได้ไปทำงานที่สิงคโปร์ก็ยังดี”

ติ๊ง…

หน้าต่างสรุปออเดอร์เด้งขึ้นมากลางหน้าจอมือถือของผม เป็นออเดอร์ที่ให้ไปรับอาหารจากร้านกรีนเฮาส์คาเฟ่ ร้านที่ผมทำงานพิเศษอยู่ ผมกดรับออเดอร์แล้วแอพก็ขึ้นแผนที่นำทางไปที่ร้าน สำหรับผมไม่ต้องพึ่งแผนที่หรอก เพราะรู้ทางไปอยู่แล้ว มาถึงร้านและได้รับอาหารแล้ว ผมก็เอามาใส่ไว้ในกล่องเก็บอาหารเพื่อรักษาอุณหภูมิ จากนั้นขับเอาไปส่งให้ลูกค้า พอเสร็จงานแรก งานที่ 2 ที่ 3 ก็เด้งเข้ามาติด ๆ กัน

พอสักเที่ยงครึ่ง ผมก็หยุดรับออเดอร์ชั่วคราวเพื่อพักเติมพลัง แถวที่ผมอยู่ตอนนี้มีร้านก๋วยเตี๋ยวเรือร้านหนึ่งเด็ดมาก ไม่ได้กินมานานเพราะไม่ค่อยได้ผ่านมาแถวนี้ ผมลองชวนไอ้ตู้เย็นให้ไปกินร้านนี้ดู

“เที่ยงแล้ว เดี๋ยวพักกินมื้อกลางวันกันก่อน แถวนี้มีร้านก๋วยเตี๋ยวเรือร้านหนึ่งอร่อยมาก ไปกินกันไหม?”

“กูได้หมด”

ผมชอบไอ้ตู้เย็นตรงที่มันเป็นคนง่าย ๆ ภายนอกมันอาจดูเฉยชา ไม่น่าเข้าหา แต่พอขอให้ช่วยหรือชวนทำอะไร มันไม่เคยปฏิเสธเลย อย่างขอให้มันช่วยสอนอูคูเลเล่ ขอให้ช่วยติดต่อไอ้ดินปืนเรื่องสอนร้องเพลง หรือแม้กระทั่งขอมาอาศัยอยู่ด้วยเป็นสัปดาห์ที่คอนโด มันก็ยอมให้ง่าย ๆ ทั้งที่เราสองคนเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน ไม่รู้นะว่าไอ้ตู้เย็นมองว่าเราสนิทกันไหม แต่สำหรับผมมันคือเพื่อนที่สนิทที่สุดในคณะ และเจอหน้าบ่อยที่สุดในช่วงนี้

ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือที่ผมบอกชื่อ ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือแม่เพลินใจ ตอนเรามาถึงเป็นเวลาที่คนอื่นมากินมื้อเที่ยงเหมือนกัน คนเลยเยอะ ร้านค่อนข้างใหญ่แต่ไม่มีโต๊ะว่างเหลือเลย ผมมองหาโต๊ะว่างทั่วร้าน แล้วก็เห็นใครคนหนึ่งโบกมือให้

“ไอ้นนท์นนท์! ทางนี้ ๆ มานั่งด้วยกันสิ”

คนที่โบกมือเรียกคือพี่ริวนั่นเอง ผมส่งยิ้มให้และพยักหน้าตอบรับ หันไปสะกิดไอ้ตู้เย็น แล้วพามันเดินไปหาพี่ริวที่โต๊ะ พี่แป้งก็มาด้วย เราสองคนสวัสดีทักทายพี่ ๆ

“พวกพี่สั่งกันหรือยังครับ?” ผมถาม

“สั่งไปแล้วเมื่อกี้ แต่คงอีกนานกว่าจะได้ ลูกค้าเยอะขนาดนี้ มึงสองคนรีบสั่งเลยดีกว่า เผื่อจะได้ทั้งหมดพร้อมกัน” พี่ริวว่า

เมนูที่ร้านมีให้เลือกไม่เยอะ ผมสั่งก๋วยเตี๋ยวน้ำตกลูกชิ้นหมู ไอ้ตู้เย็นสั่งเกาเหลาต้มยำหมูเด้งกับข้าวเปล่า

“เป็นไงบ้างนนท์นนท์ เตรียมการแสดงสำหรับวันศุกร์นี้ไปถึงไหนแล้ว?” พี่แป้งถาม

“ยังซ้อมไม่ถึงไหนเลยครับ แต่ผมจะพยายามให้ถึงที่สุด”

“สู้ ๆ นะ พี่เป็นกำลังใจให้”

“ชนะให้ได้นะเว้ย เห็นกูอย่างนี้ แต่เมื่อ 2 ปีก่อนกูเกือบได้เป็นเดือนคณะเลยนะเว้ย” พี่ริวโม้

พี่แป้งตีแขนพี่ริวดังป๊าบ

“แหม… ตัวอย่ามาโม้หน่อยเลย ถ้าอย่างตัวได้เป็นเดือนคณะ เค้าคงได้เป็นดาวมหาลัยแล้วล่ะ”

ร้านนี้รออาหารนานสมคำร่ำลือ แต่ก๋วยเตี๋ยวอร่อยตั้งแต่เส้น น้ำซุป ไปจนใบโหระพาก็ยังอร่อย คุ้มค่ากับการเสียเวลาและราคาที่จ่ายไปมาก กินเสร็จพวกเราก็แยกย้ายกับพี่ริวและพี่แป้ง ผมเปิดรับออเดอร์ต่อในแอพ บังเอิญเหลือเกินที่ออเดอร์ล่าสุดนี้สั่งอาหารจากร้านก๋วยเตี๋ยวเรือแม่เพลินใจ ทำให้ผมกับไอ้ตู้เย็นต้องรอกันต่อที่ร้าน

“มึงเหนื่อยไหม? ถ้าอยากกลับเมื่อไหร่บอกนะ” ผมหันไปถามไอ้ตู้เย็น ตอนนี้พวกเราอยู่ระหว่างนำอาหารไปส่งให้ลูกค้า พระอาทิตย์คล้อยตกดินแล้ว

“ไม่เหนื่อย… กูจะเหนื่อยได้ไง แค่ซ้อนท้ายมึงเฉย ๆ นั่งกินลมชมวิวเมืองแบบนี้ก็เพลินดีเหมือนกัน”

“มึงไม่เหนื่อยก็ดี แต่กูเริ่มเหนื่อยแล้ว เอาเป็นว่าส่งออเดอร์นี้เป็นออเดอร์สุดท้าย แล้วก็จะกลับไปทำข้าวเย็นให้มึงกิน โอเคไหม?”

“แล้วแต่มึงเลย ถ้าเหนื่อยก็ควรกลับไปพัก”

ออเดอร์ที่ผมกำลังเอาไปส่งรับมาจากร้านยำ สถานที่ที่ต้องเอาไปส่งให้ลูกค้าอยู่อีกไม่ไกล ผมอยู่ในถนนเส้นที่คุ้นเคย แต่รู้สึกเหมือนรถค่อนข้างติด ปกติวันเสาร์เวลาแบบนี้ ถนนเส้นนี้ขับคล่องสบาย ๆ ไม่รู้ว่าข้างหน้าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า

ยิ่งขับเข้ามารถก็ยิ่งติด ถนนเปิดให้วิ่งเลนขวาเลนเดียว ผมเห็นแสงไปวิบวับสีแดงสลับสีน้ำเงิน ข้างหน้าเกิดอุบัติเหตุแน่เลย ขออย่าให้ร้ายแรง ไม่มีใครเป็นอันตรายด้วยเถอะ ขออย่าให้ถึงขั้นเลือดตกยางออกเลย เพราะผมกลัวเลือด

ผมว่าจะไม่หันไปมองสถานที่เกิดเหตุ แต่ห้ามความซุกซนของสายตาตัวเองไม่ได้ แล้วก็เจอดีเข้าจนได้ เห็นในสิ่งที่ไม่อยากเห็น มีผู้ชายคนหนึ่งนอนหมดสติอยู่ที่พื้น ทั้งตัวเขาอาบไปด้วยสีแดง แขนข้างซ้ายหักจนเห็นกระดูกสีขาวแหลม ๆ แทงทะลุเนื้อออกมา ผมได้กลิ่นคาวเลือดที่มีกลิ่นเหมือนเหล็ก

พลันเลือดในร่างกายผมก็สูบฉีดได้ไม่ทั่ว รู้สึกเย็บเยียบที่ใบหน้า ในสมอง ที่มือและที่เท้า ผมพยายามประคองสติไม่ให้วูบ ขอขับให้พ้นสถานที่เกิดเหตุไปได้ซะก่อน


Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” เขียนโดยแกรี เคลเลอร์ แก่นหลักของหนังสือเล่มนี้คือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่เกิดจากการเลือกสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด แล้วทำมันให้ดีที่สุดจนสำเร็จครับ แกรีย้อนไปดูผลงานในอดีตของตัวเอง เขาพบรูปแบบสำคัญที่เกิดขึ้นซ้ำเหมือนกันทุกครั้ง นั่นคือช่วงที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุด...

พระ เฟอร์รารี่ และความหมายของชีวิต – 7 หลักการสู่ความสุขและความสมดุล ที่คุณนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต

ไอติมฮีลใจ ep นี้ มาแนะนำหนึ่งในหนังสือที่หลายสื่อยกย่องกันว่าโด่งดังที่สุดในศตวรรษที่ 21 ตีพิมพ์ครั้งแรกตอนปี 1999 และขายดีต่อเนื่องมานานกว่า 25 ปี ยอดขายรวมมากกว่า 15 ล้านเล่ม แปลไปแล้วกว่า 92 ภาษา หนังสือเล่มนี้ผมรู้จักมาพักหนึ่งแล้วครับ เคยเห็นแต่ฉบับภาษาอังกฤษ พอเห็นว่ามีฉบับแปลไทยก็ซื้อเลยทันที หนังสือเล่มที่ว่านี้คือ The Monk Who...

4 ปี นรกในเขมร เรื่องจริงจากบันทึกของภรรยาท่านทูต ที่ชีวิตเหมือนตกนรกในช่วงยุคเขมรแดง

ไอติมเล่า ep นี้ มาสรุปเนื้อหาจากหนังสือ 4 ปี นรกในเขมร เนื้อหาในเล่มเป็นเรื่องจริงในยุคเขมรแดงจากบันทึกของยาสึโนะ นาอิโต หญิงชาวญี่ปุ่นที่เกิดในตระกูลซามูไร แต่งงานกับโศ ทันลัน นักการทูตชาวกัมพูชาที่เรียนจบจากฝรั่งเศส และถูกส่งตัวไปทำงานที่ญี่ปุ่น ตอนนั้นคุณนาอิโตะอายุ 23 ปี คุณโศอายุ 39 ปี และมีลูกติด 3 คนจากภรรยาเก่า...

จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เปลี่ยนคนที่ยังลังเลให้ซื้อทันที

สินค้าดี มีคนสนใจ แต่ทำไมไม่มีคนซื้อ? บางทีอาจเป็นเพราะสมองของลูกค้าไม่ยอมให้ซื้อก็เป็นได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เขียนโดยฌอน ดีซูซา นักการตลาดที่พบว่าต่อให้ลูกค้าสนใจแค่ไหน แต่พวกเขาจะยังไม่ซื้อ จนกว่าสมองจะได้รับข้อมูลครบถ้วน และตามลำดับที่ถูกต้อง ฌอนบอกว่าสมองของคนเราทำงานเหมือนสายพานลำเลียงกระเป๋าที่สนามบินครับ ตอนขึ้นเครื่องเราโหลดกระเป๋ามาด้วยทั้งหมด 7 ใบ พอลงจากเครื่องเราต้องมายืนรอให้กระเป๋าออกมาตามสายพาน...

Related Articles

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 27 (จบ)

ตู้เย็น ช่วงก่อนสอนปลายภาค ไอ้นนท์ช่วยเก็งข้อสอบให้ผมล่วงหน้าตั้ง 2 สัปดาห์ ช่วงนั้นผมหัวหมุนมากเป็นพิเศษ และแปลกใจมากที่ไอ้นนท์ไม่กังวลเกี่ยวกับการสอบเลย วันธรรมดาหลังเลิกเรียน มันยังไปทำงานพิเศษที่ร้านกรีนเฮาส์คาเฟ่และลมเย็นบาร์จนถึงเที่ยงคืน เสาร์อาทิตย์ยังออกไปขี่รถรับส่งอาหาร ระหว่างที่มันไม่อยู่ด้วย ผมก็พยายามทบทวนหนังสือ...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 26

นนท์ ถึงแม้ผมจะคุ้นเคยกับคอนโดของไอ้ตู้เย็นแล้ว แต่พอมันไม่อยู่ ห้องนี้ดูเหมือนจะใหญ่เกินไปสำหรับอยู่คนเดียว ผมเกิดอาการคิดถึงมันขึ้นมา เกิดความรู้สึกเหงาขึ้นมา ทั้งที่แต่ก่อนอยู่ตามลำพังมาได้ตลอด พอห่างจากผม ไม่รู้ว่าไอ้ตู้เย็นจะรู้สึกเหงาและคิดถึงแบบเดียวกันหรือเปล่า อยู่ห้องก็ไม่มีอะไรให้ทำ วันนี้ผมเลยจะออกไปขี่รถรับส่งอาหารไวกว่าปกติละกัน ขณะกำลังจะลุกไปเตรียมตัว...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 25

ตู้เย็น อาบน้ำเย็น ๆ ชำระล้างเหงื่อไคลจนสะอาดสะอ้านแล้วผมก็สดชื่นขึ้นมาทันที ผมนุ่งผ้าเช็ดตัวเดินออกมาจากห้องน้ำ กำลังจะเข้าไปแต่งตัวในห้องนอนก็เห็นไอ้นนท์นั่งอยู่บนโซฟาหน้าทีวี หัวเราะคิกคัก สายตาจ้องไปที่หน้าจอมือถือในมือ “ขำอะไรวะ แบ่งกูดูบ้างสิ” “พี่แองโจลี่ส่งคลิปที่มึงใส่ชุดมาสคอตมาให้ดู มึงนี่ใช้ได้เหมือนกันนะ...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 24

นนท์ ผมตามพี่แองโจลี่มาลองชุดกับพี่ไก่แจ้ เสื้อผ้าวันนี้มาในธีมสีแดงสดใสร้อนแรง พี่ไก่แจ้เลือกให้พวกเราคนละ 2 ชุด จากนั้นพาทุกคนมาที่หน้าเวทีเพื่อซ้อมเดินแบบ ซ้อมกันอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงก็ได้พัก พี่แองโจลี่เอาน้ำเย็นมาให้ผมกับไมค์คนละขวด ผมรับมาดื่มแล้วถามหาไอ้ตู้เย็น...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!