นนท์
วันนี้วันเสาร์ ผมมีนัดฝึกร้องเพลงกับไอ้ดินปืนที่คณะนิเทศ หลังจากกินมื้อเช้าที่ทำเองเสร็จแล้ว ผมกับไอ้ตู้เย็นก็มาหาไอ้ดินปืน เห็นมันนั่งอยู่ใต้ตึกคณะคนเดียว มันบอกว่าวันนี้มาช่วยงานพี่รหัส แต่พี่รหัสยังไม่มาเลยช่วยฝึกผมร้องเพลงไปก่อน ผมร้องเพลงฝนตกไหมให้มันฟังหนึ่งรอบ แล้วรอมันวิจารณ์
ผมนำคำแนะนำของไอ้ดินปืนมาปรับใช้ ช่วยได้มากจริง ๆ ผมไม่ได้คาดหวังว่าตัวเองต้องร้องเสียงเพราะแบบนักร้องไมค์ทองคำ เพราะผมเพิ่งเริ่มหัดร้องเพลงได้ไม่ถึงสัปดาห์ ฝึกกันไปสักครึ่งชั่วโมง พี่รหัสของไอ้ดินปืนก็มาถึง หอบอุปกรณ์ถ่ายภาพมาพะรุงพะรัง
“โทษทีนะพี่มาช้าหน่อย รอนานหรือยังล่ะ?” พี่รหัสถามไอ้ดินปืน
“ไม่นานครับพี่”
พี่รหัสไอ้ดินปืนหันมามองผมกับไอ้ตู้เย็น แล้วหันไปมองไอ้ดินปืนด้วยสายตาเหมือนถามว่าไอ้สองคนนี้เป็นใคร
“สองคนนี้เพื่อนผมครับพี่จั๊บ คนนี้ไอ้ตู้เย็น เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัย ม.ต้น มันเป็นมือกีตาร์อยู่วงเดียวกับผม”
“ชื่อตู้เย็นจริงดิ ชื่อแปลกดีเว้ย เกิดมาเพิ่งเคยได้ยินคนชื่อนี้” พี่จั๊บพูดแล้ววางข้าวของที่หอบอยู่
“ส่วนคนนี้ชื่อไอ้นนท์ ว่าที่เดือนคณะวิศวะปีนี้ครับ” ไอ้ดินปืนแนะนำผมซะเวอร์
“อ้าว… ลงประกวดเดือนคณะวิศวะเหรอ ขอให้โชคดีนะ แต่ถ้าหวังจะได้เป็นเดือนมหาลัยต้องลำบากหน่อยหนึ่งล่ะ เพราะต้องผ่านเด็กคณะนิเทศไปให้ได้ก่อน ฮ่า ๆ ๆ พี่ชื่อจั๊บนะ เป็นพี่รหัสไอ้ดินปืน”
“จะขึ้นไปเลยไหมครับ เดี๋ยวผมช่วยขนอุปกรณ์ขึ้นไป” ไอ้ดินปืนพูดกับพี่จั๊บ
“เออ ๆ ไปเลยก็ดี”
“งั้นมึงฝึกตามที่กูแนะนำไปก่อนนะ เดียวอีกสัก 1 ชั่วโมงกูลงมาดู ขอไปช่วยงานพี่จั๊บแป๊บ”
ผมอยู่ต่อที่ใต้ตึกคณะนิเทศกับไอ้ตู้เย็น ฝึกร้องให้มันฟังตามคำแนะนำของไอ้ดินปืน ผมว่าไอ้ตู้เย็นคงเบื่อ แต่ไม่พูดออกมา เล่นฟังผมร้องเพลงเดิมซ้ำ ๆ วนอยู่ไม่รู้ตั้งกี่รอบ แถมเสียงผมก็ไม่ได้เพราะน่าฟังอะไร ใกล้เที่ยงไอ้ดินปืนกับพี่จั๊บก็ลงมาข้างล่าง พวกเราออกไปกินมื้อเที่ยงด้วยกัน
พี่จั๊บเล่าว่าตอนนี้แกค่อนข้างเครียด เพราะคิดงานส่งอาจารย์ไม่ออก โจทย์คือให้ส่งวิดีโอความยาวไม่เกิน 4 นาทีที่คนดูแล้วกระทบกับอารมณ์ อาจดูแล้วซึ้ง ตื่นเต้น หรือหวาดกลัวก็ได้ ผมกับไอ้ตู้เย็นที่ไม่มีหัวด้านสื่อบันเทิง ไม่รู้จะให้คำแนะนำยังไงดี เลยได้แต่นั่งฟังอยู่เงียบ ๆ
ผมอยู่ฝึกร้องเพลงกับไอ้ดินปืนต่อถึง 4 โมงเย็น จากนั้นก็กลับคอนโดกับไอ้ตู้เย็น มาฝึกเล่นอูคูเลเล่ต่อ ช่วงนี้ผมฝึกแบบดีดไปร้องไป ฝึกจนถึง 5 โมงครึ่งก็รู้สึกเจ็บคอ วันนี้ร้องเพลงมาทั้งวันเลยคิดว่าพอแค่นี้ก่อนดีกว่า เลยเดินมาหาไอ้ตู้เย็นที่เล่นคอมอยู่
“พรุ่งนี้มึงว่างหรือเปล่า?” ผมถาม
“ว่าง มีอะไรเหรอวะ?”
“พรุ่งนี้กูว่าจะออกไปขี่รถรับส่งอาหารสักหน่อย หยุดไปนานเดี๋ยวไม่มีเงินใช้ มึงอยากลองเปิดประสบการณ์แนวนี้ดูไหม? ขี่รถส่งอาหารสนุกดีนะเว้ย”
“กูไปด้วยแล้วจะนั่งยังไง? ไม่ใช่ว่ารถมึงต้องติดกล่องเก็บอาหารไว้ท้ายรถเหรอวะ?”
“มึงก็นั่งซ้อนท้ายกูปกตินี่แหละ กล่องเก็บอาหารมันยื่นออกไปนอกรถ เบาะหลังเหลือที่ให้นั่งอีกคนหนึ่งได้ สนใจไหม ประสบการณ์อย่างนี้หาไม่ได้ง่าย ๆ นะเว้ย”
“ขอคิดดูก่อน” ไอ้ตู้เย็นพูดแค่นี้ แล้วก็สนใจสิ่งที่อยู่บนหน้าจอต่อ
ผมไม่เซ้าซี้ เดินกลับมาที่โซฟาแล้วเปิดทีวีหาอะไรดู ตกเย็นผมหยิบของเหลือจากในตู้เย็นมาทำอาหาร ได้เป็นข้าวผัดหมู ทำเสร็จร้อน ๆ ก็เรียกไอ้ตู้เย็นให้มากิน
“พรุ่งนี้มึงจะออกไปวิ่งรับส่งอาหารกี่โมง?” ไอ้ตู้เย็นถามกลางโต๊ะอาหาร
“ปกติออกไป 10 โมง”
“งั้นกูขอไปด้วยแล้วกันวันพรุ่งนี้ อยู่ที่ห้องก็เบื่อ ๆ อยากหาอะไรใหม่ ๆ ทำ”
“ได้สิ กูรับรองว่าวันพรุ่งนี้มึงจะสนุกแน่”
วันนี้ผมและไอ้ตู้เย็นออกจากคอนโดประมาณ 9 โมงครึ่ง ต้องขี่มอไซด์ไปที่หอผม เพื่อไปเอาเสื้อแจ็คเก็ตและกระเป๋าใส่อาหาร มาถึงผมก็ชวนไอ้ตู้เย็นขึ้นไปบนห้อง พอเราสองคนมายืนอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ แคบ ๆ ผมก็จินตนาการไม่ออกเลยว่าจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันยังไงไม่ให้อึดอัด
“เป็นไง… ห้องกูกระทัดรัดดีไหม? เล็กกว่าห้องมึง 3 เท่าได้มั้ง”
“ห้องเล็กขนาดนี้ มึงไม่อึดอัดเหรอวะ?”
“คับที่อยู่ง่าย คับใจอยู่ยาก แต่ถ้าเป็นไปได้กูก็อยากอยู่ห้องใหญ่ ๆ แบบมึงนะ ได้หายใจหายคอดี ๆ หน่อย”
“งั้นมาอยู่กับกูไหมล่ะ กูว่าห้องกูใหญ่เกินกว่าจะอยู่แค่คนเดียว”
ผมประหลาดใจที่มันชวน “ได้จริงเหรอ? แต่ไม่เป็นไร กูเกรงใจมึงว่ะ”
“กูไม่ได้จะให้มึงมาอยู่ฟรี มึงต้องช่วยหารค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าส่วนกลางกับกูคนละครึ่ง แล้วมึงต้องคอยทำงานบ้านทำอาหารแลกกับค่าเช่า”
“โห… นี่มึงให้กูไปเป็นรูมเมทหรือไปเป็นแม่บ้านวะ? เรื่องนี้เอาไว้ก่อนดีกว่า ย้ายที่อยู่มันเรื่องใหญ่เหมือนกันนะ”
ผมหยิบแจ็คเก็ตและกล่องเก็บอาหาร จากนั้นก็ชวนไอ้ตู้เย็นลงมา แล้วติดตั้งกล่องเก็บอาหารเข้ากับท้ายรถมอไซด์ สวมแจ็คเก็ตให้เรียบร้อย หยิบมือถือขึ้นมาเปิดแอพรับออเดอร์อาหาร เท่านี้ก็เริ่มทำงานได้
“กูเปิดรับออเดอร์แล้ว ถ้ามีลูกค้าสั่งอาหารจากร้านในละแวกนี้ก็จะเด้งขึ้นมาให้กูกดรับงาน แอพมีการแบ่งระดับคนขับด้วยนะ ถ้าใครรับงานบ่อยและได้คะแนนรีวิวดี ออเดอร์ก็จะเด้งไปหาคนนั้นก่อน ถ้าคนระดับบน ๆ ไม่รับงาน จะเด้งมาหาคนขับระดับรอง ๆ ไล่ลงมา สำหรับกูที่วิ่งแค่เสาร์อาทิตย์คงต้องรอสักพักกว่าจะได้ออเดอร์” ผมอธิบายวิธีการทำงานของแอพสั่งอาหารให้ไอ้ตู้เย็นทราบ มันดูตั้งใจฟังเรื่องที่ผมพูด
“คนทำแอพนี่เก่งเนาะ เขียนระบบอะไรซับซ้อนแบบนี้ได้”
“นี่แหละเหตุผลที่กูเลือกเรียนคณะวิศวกรรมซอฟต์แวร์ กูอยากเป็นโปรแกรมเมอร์เก่ง ๆ เขียนแอพพวกนี้ได้ แล้วได้ไปทำงานที่บริษัทเจ๋ง ๆ ในซิลิคอนวัลเล่ย์ แล้วมึงอ่ะ เลือกเรียนคณะนี้เพราะอะไร?”
“พ่อกูบังคับให้เรียนคณะวิศวะ กูเลือกวิศวกรรมซอฟต์แวร์เพราะชอบเล่นเกม อยากจะทำเกม คิดว่าเล่นเกมมาเยอะน่าจะพอช่วยได้ แต่กูคงคิดผิด เกมที่เล่นมาไม่ช่วยอะไรด้านการเรียนกูเลย ตอนนี้กูขอแค่ไม่โดนรีไทร์ก็พอ”
ผมเอามือจับไหล่ไอ้ตู้เย็นเป็นการให้กำลังใจ
“เฮ้ย… อย่าท้อน่า มึงมีกูช่วยติวอยู่ทั้งคน จบ 4 ปีไปพร้อมกันเนี่ยแหละ แล้วไปทำงานที่ต่างประเทศด้วยกัน ถ้าไม่ได้ไปซิลิคอนวัลเล่ย์ อย่างน้อยได้ไปทำงานที่สิงคโปร์ก็ยังดี”
ติ๊ง…
หน้าต่างสรุปออเดอร์เด้งขึ้นมากลางหน้าจอมือถือของผม เป็นออเดอร์ที่ให้ไปรับอาหารจากร้านกรีนเฮาส์คาเฟ่ ร้านที่ผมทำงานพิเศษอยู่ ผมกดรับออเดอร์แล้วแอพก็ขึ้นแผนที่นำทางไปที่ร้าน สำหรับผมไม่ต้องพึ่งแผนที่หรอก เพราะรู้ทางไปอยู่แล้ว มาถึงร้านและได้รับอาหารแล้ว ผมก็เอามาใส่ไว้ในกล่องเก็บอาหารเพื่อรักษาอุณหภูมิ จากนั้นขับเอาไปส่งให้ลูกค้า พอเสร็จงานแรก งานที่ 2 ที่ 3 ก็เด้งเข้ามาติด ๆ กัน
พอสักเที่ยงครึ่ง ผมก็หยุดรับออเดอร์ชั่วคราวเพื่อพักเติมพลัง แถวที่ผมอยู่ตอนนี้มีร้านก๋วยเตี๋ยวเรือร้านหนึ่งเด็ดมาก ไม่ได้กินมานานเพราะไม่ค่อยได้ผ่านมาแถวนี้ ผมลองชวนไอ้ตู้เย็นให้ไปกินร้านนี้ดู
“เที่ยงแล้ว เดี๋ยวพักกินมื้อกลางวันกันก่อน แถวนี้มีร้านก๋วยเตี๋ยวเรือร้านหนึ่งอร่อยมาก ไปกินกันไหม?”
“กูได้หมด”
ผมชอบไอ้ตู้เย็นตรงที่มันเป็นคนง่าย ๆ ภายนอกมันอาจดูเฉยชา ไม่น่าเข้าหา แต่พอขอให้ช่วยหรือชวนทำอะไร มันไม่เคยปฏิเสธเลย อย่างขอให้มันช่วยสอนอูคูเลเล่ ขอให้ช่วยติดต่อไอ้ดินปืนเรื่องสอนร้องเพลง หรือแม้กระทั่งขอมาอาศัยอยู่ด้วยเป็นสัปดาห์ที่คอนโด มันก็ยอมให้ง่าย ๆ ทั้งที่เราสองคนเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน ไม่รู้นะว่าไอ้ตู้เย็นมองว่าเราสนิทกันไหม แต่สำหรับผมมันคือเพื่อนที่สนิทที่สุดในคณะ และเจอหน้าบ่อยที่สุดในช่วงนี้
ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือที่ผมบอกชื่อ ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือแม่เพลินใจ ตอนเรามาถึงเป็นเวลาที่คนอื่นมากินมื้อเที่ยงเหมือนกัน คนเลยเยอะ ร้านค่อนข้างใหญ่แต่ไม่มีโต๊ะว่างเหลือเลย ผมมองหาโต๊ะว่างทั่วร้าน แล้วก็เห็นใครคนหนึ่งโบกมือให้
“ไอ้นนท์นนท์! ทางนี้ ๆ มานั่งด้วยกันสิ”
คนที่โบกมือเรียกคือพี่ริวนั่นเอง ผมส่งยิ้มให้และพยักหน้าตอบรับ หันไปสะกิดไอ้ตู้เย็น แล้วพามันเดินไปหาพี่ริวที่โต๊ะ พี่แป้งก็มาด้วย เราสองคนสวัสดีทักทายพี่ ๆ
“พวกพี่สั่งกันหรือยังครับ?” ผมถาม
“สั่งไปแล้วเมื่อกี้ แต่คงอีกนานกว่าจะได้ ลูกค้าเยอะขนาดนี้ มึงสองคนรีบสั่งเลยดีกว่า เผื่อจะได้ทั้งหมดพร้อมกัน” พี่ริวว่า
เมนูที่ร้านมีให้เลือกไม่เยอะ ผมสั่งก๋วยเตี๋ยวน้ำตกลูกชิ้นหมู ไอ้ตู้เย็นสั่งเกาเหลาต้มยำหมูเด้งกับข้าวเปล่า
“เป็นไงบ้างนนท์นนท์ เตรียมการแสดงสำหรับวันศุกร์นี้ไปถึงไหนแล้ว?” พี่แป้งถาม
“ยังซ้อมไม่ถึงไหนเลยครับ แต่ผมจะพยายามให้ถึงที่สุด”
“สู้ ๆ นะ พี่เป็นกำลังใจให้”
“ชนะให้ได้นะเว้ย เห็นกูอย่างนี้ แต่เมื่อ 2 ปีก่อนกูเกือบได้เป็นเดือนคณะเลยนะเว้ย” พี่ริวโม้
พี่แป้งตีแขนพี่ริวดังป๊าบ
“แหม… ตัวอย่ามาโม้หน่อยเลย ถ้าอย่างตัวได้เป็นเดือนคณะ เค้าคงได้เป็นดาวมหาลัยแล้วล่ะ”
ร้านนี้รออาหารนานสมคำร่ำลือ แต่ก๋วยเตี๋ยวอร่อยตั้งแต่เส้น น้ำซุป ไปจนใบโหระพาก็ยังอร่อย คุ้มค่ากับการเสียเวลาและราคาที่จ่ายไปมาก กินเสร็จพวกเราก็แยกย้ายกับพี่ริวและพี่แป้ง ผมเปิดรับออเดอร์ต่อในแอพ บังเอิญเหลือเกินที่ออเดอร์ล่าสุดนี้สั่งอาหารจากร้านก๋วยเตี๋ยวเรือแม่เพลินใจ ทำให้ผมกับไอ้ตู้เย็นต้องรอกันต่อที่ร้าน
“มึงเหนื่อยไหม? ถ้าอยากกลับเมื่อไหร่บอกนะ” ผมหันไปถามไอ้ตู้เย็น ตอนนี้พวกเราอยู่ระหว่างนำอาหารไปส่งให้ลูกค้า พระอาทิตย์คล้อยตกดินแล้ว
“ไม่เหนื่อย… กูจะเหนื่อยได้ไง แค่ซ้อนท้ายมึงเฉย ๆ นั่งกินลมชมวิวเมืองแบบนี้ก็เพลินดีเหมือนกัน”
“มึงไม่เหนื่อยก็ดี แต่กูเริ่มเหนื่อยแล้ว เอาเป็นว่าส่งออเดอร์นี้เป็นออเดอร์สุดท้าย แล้วก็จะกลับไปทำข้าวเย็นให้มึงกิน โอเคไหม?”
“แล้วแต่มึงเลย ถ้าเหนื่อยก็ควรกลับไปพัก”
ออเดอร์ที่ผมกำลังเอาไปส่งรับมาจากร้านยำ สถานที่ที่ต้องเอาไปส่งให้ลูกค้าอยู่อีกไม่ไกล ผมอยู่ในถนนเส้นที่คุ้นเคย แต่รู้สึกเหมือนรถค่อนข้างติด ปกติวันเสาร์เวลาแบบนี้ ถนนเส้นนี้ขับคล่องสบาย ๆ ไม่รู้ว่าข้างหน้าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า
ยิ่งขับเข้ามารถก็ยิ่งติด ถนนเปิดให้วิ่งเลนขวาเลนเดียว ผมเห็นแสงไปวิบวับสีแดงสลับสีน้ำเงิน ข้างหน้าเกิดอุบัติเหตุแน่เลย ขออย่าให้ร้ายแรง ไม่มีใครเป็นอันตรายด้วยเถอะ ขออย่าให้ถึงขั้นเลือดตกยางออกเลย เพราะผมกลัวเลือด
ผมว่าจะไม่หันไปมองสถานที่เกิดเหตุ แต่ห้ามความซุกซนของสายตาตัวเองไม่ได้ แล้วก็เจอดีเข้าจนได้ เห็นในสิ่งที่ไม่อยากเห็น มีผู้ชายคนหนึ่งนอนหมดสติอยู่ที่พื้น ทั้งตัวเขาอาบไปด้วยสีแดง แขนข้างซ้ายหักจนเห็นกระดูกสีขาวแหลม ๆ แทงทะลุเนื้อออกมา ผมได้กลิ่นคาวเลือดที่มีกลิ่นเหมือนเหล็ก
พลันเลือดในร่างกายผมก็สูบฉีดได้ไม่ทั่ว รู้สึกเย็บเยียบที่ใบหน้า ในสมอง ที่มือและที่เท้า ผมพยายามประคองสติไม่ให้วูบ ขอขับให้พ้นสถานที่เกิดเหตุไปได้ซะก่อน
Leave a comment