ตู้เย็น
ไอ้นนท์กินจุกว่าที่ผมคิด เห็นมันผอม ๆ อย่างนี้แต่กินเก่งไม่เบา ผมสงสัยว่าที่มันกินเข้าไปเนี่ยไปอยู่ไหนหมด ไม่ไปสร้างเป็นกล้ามเนื้อบ้างเลยเหรอ เพิ่งผ่านมาได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงดี ผมชักเริ่มอิ่มแล้ว แต่คนอื่นดูยังกินต่อได้อีก เครื่องยังไม่ตก ผมใช้ตะเกียบคีบหมูที่ย่างสุกแล้วมาจุ่มในถ้วยน้ำจิ้ม เป่าให้หายร้อนสักนิดแล้วเอาเข้าปาก จากนั้นก็ดูดน้ำเก๊กฮวยตาม
“กินน้ำตามทุกคำแบบนั้นก็อิ่มไวกันพอดี เดี๋ยวกินไม่คุ้มเอานะเว้ย” ไอ้นนท์หันมาว่าผม
ผมยักไหล่ให้มัน จะชวนมันทะเลาะต่อหน้ารุ่นพี่ก็ใช่เรื่อง แต่มันก็พูดถูก ผมติดนิสัยกินข้าวคำน้ำคำ ถ้าไม่กินน้ำตามเข้าไปมันกลืนอาหารไม่ลง ทำแบบนี้อิ่มไวแน่นอนเพราะน้ำเต็มท้อง ไม่คุ้มสำหรับมากินบุฟเฟ่ต์
เมื่อทุกคนกินจนยัดต่อไม่ไหวแล้วก็แยกย้ายกันกลับ ผมเดินตามไอ้นนท์มาที่มอไซด์ เราสองคนไม่ได้พูดคุยตกลงอะไรกัน ผมขึ้นซ้อนท้ายแล้วมันก็ขี่รถมาส่งผมที่คอนโดโดยไม่ต้องเอ่ยปากขอ ผมลงจากรถ กำลังจะเอ่ยปากขอบคุณ แต่มันชิงพูดขึ้นก่อน
“ขอกูขึ้นไปห้องมึงหน่อยดิ พอดีมีเรื่องจะปรึกษา”
ผมแปลกใจกับคำขอ “จะปรึกษาเรื่องอะไร?”
“ไว้ค่อยขึ้นไปคุยกันที่ห้อง”
ไม่รอให้ผมอนุญาต ไอ้นนท์ก็ขี่มอไซด์เข้าไปจอดในคอนโดผม ผมยืนรอมันอยู่ที่ล็อบบี้ พอมันโผล่มาเราสองคนก็ขึ้นลิฟต์ ไม่พูดอะไรกันเลยจนเข้ามาถึงห้อง
“เอ้า… จะปรึกษากูเรื่องอะไร?”
ไอ้นนท์มองห้องของผมอย่างชื่นชม แล้วมันก็เดินไปทิ้งตัวลงบนโซฟา
“ห้องมึงนี่น่าอยู่เนอะ แยกเป็นสัดเป็นส่วนดี ถ้าเอาห้องกูมาเทียบ ห้องกูกลายเป็นรูหนูไปเลย อยากอยู่คอนโดแบบนี้บ้างจัง” ไอ้นนท์ยกมือขึ้นประสานท้ายทอย นั่งไขว้ห้างแล้วกระดิกเท้าดุ๊กดิ๊กท่าทางสบายใจ
ผมเดินมายืนค้ำหัวมัน “ว่าไง จะคุยได้หรือยังเรื่องที่มึงว่า กูอยากอาบน้ำละเนี่ย เนื้อตัวเหม็นกลิ่นหมูกระทะไปหมด”
“มึงรู้แล้วใช่ไหมว่ากูต้องประกวดเดือนคณะ”
“อืม… เห็นมึงเสนอหน้าไปอยู่”
“กูไม่ได้เสนอหน้าไปเอง พี่เขาดึงตัวกูไปต่างหาก”
“ถ้าจะปรึกษาเรื่องการประกวด กูคงช่วยอะไรมึงไม่ได้หรอก เพราะเรื่องพวกนี้กูไม่มีประสบการณ์”
“มึงฟังกูก่อนดิ งานประกวดจะจัดวันศุกร์หน้า แล้วกูต้องหาการแสดงขึ้นไปโชว์ แต่กูไม่รู้ว่าจะเอาอะไรไปแสดงดี”
“เอาง่าย ๆ ก็ร้องเพลง มึงร้องเพลงเป็นไหมล่ะ?”
“ถ้าเอาแค่ร้องก็คงพอได้มั้ง แต่มันจะเพี้ยนและไม่เพราะน่ะสิ”
ผมชักสนใจขึ้นมาแล้ว ไอ้นนท์ทั้งขยันทำงาน เรียนเก่งจนได้ทุนจากมหาลัย รู้จักแบ่งเวลา รูปลักษณ์ดึงดูดให้คนสนใจ คนอะไรจะสมบูรณ์แบบขนาดนั้น ไม่มีหรอก… มันต้องบกพร่องอะไรสักเรื่อง และตอนนี้ผมอาจเจอสิ่งที่กำลังมองหา
“ไหนมึงลองร้องเพลงให้กูฟังหน่อย”
พอผมพูดออกไปแบบนั้น ไอ้นนท์ก็ตั้งตัวไม่ทัน
“ร้องเพลงอะไรดีวะ?”
“เอาเพลงที่มึงฟังล่าสุดก็ได้”
ไอ้นนท์เปลี่ยนมานั่งท่าเรียบร้อย ยืดตัวให้หลังตรงแล้วเริ่มร้องเพลง เพลงที่มันร้องเป็นเพลงไทย ชื่อเพลงว่าฝนตกไหม เพลงของวงทรีแมนดาวน์ ตอนแรกผมพยายามรวบรวมสมาธิไม่ให้ขำถ้ามันร้องเพี้ยน แต่กลายเป็นว่ามันร้องใช้ได้ มีเพี้ยนอยู่บางโน้ต มันร้องท่อนฮุกจบแล้วก็หยุด พลางจ้องหน้าผมด้วยสายตาไม่มั่นใจ ผมเงียบไปนานเพราะเซอร์ไพรซ์กับเสียงของมัน
“เป็นไงบ้างวะ ไม่ไหวใช่ไหม?”
“มึงร้องใช้ได้เลยนะ เนื้อเสียงมึงดี มีแค่ร้องเพี้ยนบางช่วง ถ้าซ้อมเพลงเดิมบ่อย ๆ น่าจะร้องได้ดีกว่านี้”
“จริงเหรอวะ มึงไม่ได้อำกูเล่นใช่ไหม?”
“กูจะอำมึงให้ได้อะไรขึ้นมา มึงร้องใช้ได้กูก็บอกไปตามนั้น”
“แล้วที่บอกว่ากูร้องเพี้ยนบางช่วงอ่ะ แก้ยังไงได้บ้างวะ?”
“กูร้องเพลงไม่เป็น จะไปรู้ได้ไง” ผมลงมานั่งโซฟากับไอ้นนท์ “เอาอย่างนี้ไหม เดี๋ยวกูไปขอให้ไอ้ดินปืนช่วยฝึกมึงให้”
ไอ้นนท์พยักหน้าอย่างยินดี ผมมองมันรวม ๆ รูปลักษณ์มันก็ดูดีอยู่หรอก แต่แค่นี้มันยังไม่พอ ถ้าอยากโดดเด่นออกมาจากความดาษดื่น ผมว่าต้องเสริมองค์ประกอบอะไรสักอย่างเข้าไป เป็นการเติมเสน่ห์เข้าไปให้มัน
“อืม… กูว่าถ้าหาเครื่องดนตรีอะไรสักอย่างให้มึงเล่นด้วย จะดูน่าสนใจขึ้นนะ”
“อย่างกีตาร์งี้เหรอ?”
“มีเวลาอาทิตย์เดียว เอาแค่อูคูเลเล่พอ เพราะจับคอร์ดง่าย จับเป็นแค่สี่คอร์ดก็ดีดเป็นเพลงได้แล้ว ไอ้ดินปืนมีอูคูเลเล่อยู่ตัวหนึ่ง กูไม่เห็นมันเล่นแล้ว ไว้เดี๋ยวไปยืมมันมาให้”
“มึงจะสอนกูเล่นใช่ป่ะ?”
ผมเสนอโน่นนี่นั่นให้ไอ้นนท์อย่างกับเป็นพี่เลี้ยงส่งมันเข้าประกวด แต่แค่เสนอไปเท่านั้น ไม่ได้อยากมีภาระรับผิดชอบอะไรทั้งนั้น เลยบอกปัดมันไป
“มึงก็ฝึกเล่นจากยูทูบเอาดิวะ ภาษาอังกฤษมึงก็ฝึกแบบนั้นไม่ใช่เหรอ?”
“มันไม่เหมือนกันดิวะ มีเวลาจำกัดขนาดนี้ ถ้ามีคนสอนกูเล่นอูคูเลเล่ตัวต่อตัว ยังไงก็ต้องเล่นเป็นเร็วกว่าฝึกเอาเองจากยูทูบอยู่แล้ว”
ผมนิ่งไป จริง ๆ ไม่ควรเสนออะไรที่เป็นการสร้างความหวังให้มัน และเป็นภาระรับผิดชอบให้ตัวเองเลย
“นะ… ไอ้ตู้เย็น มึงช่วยกูหน่อยนะ กูไม่อยากออกไปขายหน้าเพื่อนทั้งคณะนะเว้ย ช่วยสอนกูเล่นอูคูเลเล่หน่อยนะ” ไอ้นนท์ทำเสียงออดอ้อนเป็นลูกหมา มันกระเถิบมาเกาะแขนผมไว้
“กูช่วยมึงแล้วจะได้อะไรตอบแทน?”
“มึงอยากให้กูทำอะไรให้ล่ะ? เอางี้ไหม ช่วงที่มึงสอนกูเล่นอูคูเลเล่ กูจะมาพักอยู่กับมึงชั่วคราว แล้วระหว่างนั้นกูจะทำงานบ้านให้เป็นการตอบแทน กูทำงานบ้านได้หมดทุกอย่างเลยนะ ไม่ว่าจะปัดกวาดเช็ดถู จะให้กูซักกางเกงในให้มึงกูก็ไม่รังเกียจ จะช่วยล้างจาน ช่วยกรอกน้ำเข้าตู้เย็นให้ด้วย” ไอ้นนท์โวเหมือนสิ่งที่มันจะเอามาแลกเปลี่ยนนั้นยิ่งใหญ่เหลือเกิน
“เดี๋ยวนะ มึงบอกว่าช่วงก่อนประกวดเดือนคณะ มึงจะมาพักอยู่กับกูงั้นเหรอ? อย่างนี้กูก็เสียเปรียบสองทางน่ะสิ ทั้งต้องสอนอูคูเลเล่ให้มึง กับต้องเสียงค่าน้ำค่าไฟเพิ่มระหว่างที่มึงมาอยู่ด้วยอีก”
“โถ่… มึงอยากได้เงินใช่ไหม งั้นคิดค่าสอนเท่าไหร่ก็บอกมา” ไอ้นนท์ชกที่ไหล่ผมเบา ๆ
“เออ… กูสอนให้มึงก็ได้ ไม่คิดเงินหรอก จะให้เริ่มสอนเมื่อไหร่ล่ะ?”
“พรุ่งนี้เลยดีไหม ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี”
ผมพยักหน้ารับทราบ
“ไม่เก็บเงินจริง ๆ นะ?”
“จริงดิวะ แต่อย่าลืมเรื่องงานบ้านที่จะทำให้ล่ะ”
ไอ้นนท์ยกมือขึ้นมาทำท่าตะเบ๊ะ ผมไม่คิดจะเก็บเงินมันหรอก แค่มันมาอยู่ด้วยก็ถือว่าได้เพื่อนคลายเหงา ตั้งแต่วันพรุ่งนี้จนถึงสัปดาห์หน้า ชีวิตผมน่าจะมีเรื่องสนุกรออยู่เพียบ
เช้าวันต่อมา ไอ้นนท์โทรมาบอกว่าจะแวะเอาสัมภาระมาเก็บที่ห้องผม เมื่อผมลงมารับมันที่ล็อบบี้ เห็นมันยืนรออยู่พร้อมกระเป๋าเดินทางล้อลากขนาดถือขึ้นเครื่องบินได้
“นี่จะมาอยู่กับกูแค่ชั่วคราว หรือกะจะมาอยู่ถาวรวะ ขนข้าวของมาเยอะขนาดนี้” ผมแซว
“ถ้าได้มาอยู่ถาวรก็ดี อยากให้มาอยู่ไหมล่ะ?” ไอ้นนท์พูดแล้วยื่นหน้ายิ้มแป้นเข้ามาอ้อน
โดนมันทำอย่างนี้ใส่ ผมไปต่อไม่ถูก และไม่รู้ว่าควรตอบยังไง เลยเลือกเงียบและหลบสายตาอ้อน ๆ ของมัน จากนั้นก็เดินไปที่ลิฟต์ พอเข้ามาในห้อง ไอ้นนท์ก็เข็นกระเป๋าไปหลบไว้ข้างโต๊ะวางทีวี แล้วกระโดดไปนั่งโซฟาท่าทางสบายใจ ราวกับเพิ่งเช็คอินเข้าโรงแรม
“เรื่องที่มึงจะสอนกูเล่นอูคูเลเล่ เอายังไงดีวะ?” ไอ้นนท์ถาม
“เมื่อคืนมึงบอกจะให้กูสอนวันนี้เลยไม่ใช่เหรอ?”
“ทีแรกก็กะไว้อย่างนั้นน่ะสิ แต่พอมาคิดดู เราจะเอาเวลาไหนมาสอนกันวะ เรียนก็แทบจะเต็มวัน เสร็จกูต้องมาติวหนังสือให้มึง แล้วต้องออกไปทำงานพิเศษอีก 2 ที่ กว่ากูจะเลิกงานที่ลมเย็นบาร์ก็เที่ยงคืนโน่น”
“กูก็สอนให้หลังจากนั้นไง”
ไอ้นนท์ทำสีหน้าลำบากใจ “มันจะไม่เสียงดัง รบกวนห้องอื่นเหรอวะ?”
“ไม่เป็นไร คอนโดนี้เก็บเสียง”
“แล้วมึงล่ะ ดึกขนาดนั้นคงอยากนอนพักแล้วใช่ไหม? คงไม่อยากแหกตาอยู่รอสอนกูหรอก”
“ช่วยไม่ได้ กูสัญญากับมึงไว้แล้วนี่หว่า”
ไอ้นนท์หน้าชื่นตาบาน “มึงโคตรมีน้ำใจเลยว่ะ ถ้าวันศุกร์หน้าผ่านไปได้ด้วยดี กูขอยกเครดิตให้มึงเลย กูไม่หวังจะได้ตำแหน่งอะไรหรอก ขอแค่โชว์ออกมาแล้วไม่ขายหน้าคนอื่นก็พอ”
ผมติดรถไอ้นนท์เข้าไปคณะอีกเช่นเคย ระหว่างที่มันมาพักอยู่กับผม ผมก็สบายใจได้ว่าจะมีคนไปส่งที่คณะทุกเช้า หลังจากเรียนเสร็จหมดทุกคาบ ผมก็มาติวหนังสือกับมันที่ห้องสมุดคณะเหมือนวันอื่น ๆ ครบหนึ่งชั่วโมงก็แยกย้ายกัน ไอ้นนท์ต้องไปทำงานพิเศษต่อ วันนี้ผมไม่มีไปเล่นดนตรีสดที่ร้าน เลยโทรนัดไอ้ดินปืนเรื่องขอยืมอูคูเลเล่ และเกริ่นกับมันไว้เรื่องขอให้ช่วยสอนไอ้นนท์ร้องเพลง
“ไอ้นนท์ประกวดเดือนคณะ กูว่าก็เหมาะอยู่นะ เผลอ ๆ กูว่ามันอาจได้เป็นเดือนคณะด้วยซ้ำ ขนาดกูเป็นผู้ชายแท้ ๆ ยังมองว่ามันหล่อเลย เออ… แล้วมึงไม่ลงประกวดกับเขาด้วยวะ หน้าตามึงพอไปวัดไปวาได้อยู่นะ เผื่อจะได้ตำแหน่งคู่กับไอ้นนท์” ไอ้ดินปืนหยอก
“เพ้อเจ้อละมึงเนี่ย ไหนล่ะอูคูเลเล่?”
ไอ้ดินปืนเปิดตู้แล้วส่งอูคูเลเล่ที่เก็บอยู่ในกระเป๋าสีดำให้ผม
“วันเสาร์นี้กูไปช่วยพี่รหัสทำงานที่คณะทั้งวัน มึงพามันไปเจอกูที่คณะกูนะ เดี๋ยวกูสอนมันให้”
ผมพยักหน้าว่ารับรู้ พอค่ำก็นัดไอ้หมอกออกไปกินข้าวด้วยกัน 3 คน เสร็จแล้วไอ้ดินปืนก็มาส่งผมที่คอนโด อาบน้ำเสร็จผมก็เปิดคอมตอบคอมเมนต์แฟนคลับ จากนั้นเล่นเกมตีป้อมจนถึง 4 ทุ่ม รู้สึกเบื่อเลยปิดคอม ปกติผมจะเข้านอนประมาณ 5 ทุ่ม แต่คืนนี้ต้องรอสอนไอ้นนท์เล่นอูคูเลเล่ นัดกันไว้เที่ยงคืน แต่ไม่รู้มันจะกลับมากี่โมง เหลือเวลาอีกตั้ง 2 ชั่วโมง ผมเลยเปิดทีวี เข้าเน็ตฟลิกซ์หาซีรีส์ดัง ๆ ดูเป็นการฆ่าเวลาระหว่างรอ
Leave a comment