ตู้เย็น
หลังจากเรียนคาบสุดท้ายเสร็จ ผมก็มาที่ห้องสมุดคณะเพื่อติวหนังสือกับไอ้นนท์ มาถึงก็เห็นมันนั่งอยู่ในห้องกระจกห้องเดิม ผมเปิดประตูเข้าไป ถอดกระเป๋าสะพายแล้วนั่งตรงข้ามมัน
“วันนี้ติวภาษาอังกฤษนะ มึงเรียนเป็นไงบ้าง ฟังที่อาจารย์พูดออกทุกคำไหม?” ไอ้นนท์ถาม
“กูฟังไม่รู้เรื่องทุกคำขนาดนั้น แต่ก็พอจับใจความสำคัญได้”
“มีตรงไหนที่มึงอยากเสริมไหม พวกหลักแกรมม่าข้อไหนที่มึงยังไม่เข้าใจบ้าง?”
“ไม่รู้ดิ กูไม่ได้แกรมม่า เลยไม่รู้ว่าตัวเองอ่อนตรงไหน”
“จริง ๆ ภาษาอังกฤษใช้ไม่ถูกหลักแกรมม่า ฝรั่งก็พอจะเดาออกจากบริบท สิ่งสำคัญในการสื่อสารทุกภาษาคือ มึงต้องมีคลังศัพท์ภาษานั้นในหัวเยอะ ๆ จะได้มีคำพอให้มึงใช้อธิบายสิ่งที่มึงต้องการสื่อสารได้ กูเลยปริ้นท์ 1,000 คำศัพท์ภาษาอังกฤษมาให้มึงท่อง”
ไอ้นนท์บอกแล้วเลื่อนปึกเอกสารมาไว้ตรงหน้าผม
“จากนี้ไปทุกวันก่อนติว มึงต้องท่องศัพท์ให้ได้วันละ 20 คำ เริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้เลย”
ผมหยิบเอกสารตรงหน้าขึ้นมาเปิดดูข้างในผ่าน ๆ
“โห… ศัพท์ยากจังวะ ยาว ๆ ทั้งนั้นเลย วันละ 20 คำใครจะไปจำไหววะ” ผมพูดเมื่อเห็นศัพท์หน้าตาแปลก ๆ ในนั้น
“มึงเรียนมหาลัยแล้วนะเว้ย จะมาหวังท่อง แคทแมว ด็อกหมา อยู่หรือไงวะ”
ไอ้นนท์สอนผมเรื่องเทนซ์ มันคือการผันกริยาในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อบอกว่าประโยคนั้นพูดถึงอดีต, ปัจจุบัน หรืออนาคต เทนซ์แบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลาตามที่บอกไว้เมื่อกี้ และทั้ง 3 ช่วงเวลายังแบ่งออกตามลักษณะของเหตุการณ์ได้อีก 4 แบบ ดังนั้นเมื่อนับรวมกันจะมีทั้งหมด 12 เทนซ์ วันนี้ไอ้นนท์อธิบาย 4 เทนซ์แรกที่ใช้บอกเล่าเหตุการณ์ในปัจจุบัน
“ไหนลองทบทวนความรู้หน่อย ถ้ามึงจะบอกใครสักคนว่าตอนนี้ฝนตกมา 3 ชั่วโมงแล้ว มึงจะใช้เทนซ์ไหน?”
ผมนิ่งไปเมื่อได้ยินคำถามของไอ้นนท์ มันเพิ่งสอนผมไปได้ 4 เทนซ์ คำตอบคือ 1 ใน 4 นี่แหละ ผมก้มมองชื่อเทนซ์ทั้ง 4 ในสมุดที่ขีดปากกาไฮไลท์ไว้ ต้องเลือกสุ่มตอบไปสักอัน สำหรับผมมันคือคำถามวัดดวง ไม่ใช่วัดความรู้
“เพรสเซนท์ เพอร์เฟค คอนทินิวอัส” ผมตอบไม่เต็มเสียง เพราะไม่มีความมั่นใจเลยนี่นา
“ถูกต้อง! แสดงว่ามึงเข้าใจนี่ งั้นวันนี้พอแค่นี้ คืนนี้อย่าลืมท่องศัพท์ไว้ด้วยล่ะ วันละ 20 คำ”
รอดตัวไป การติวจบลงแค่นี้ ผมผ่อนคลายตัวเองขึ้น ไอ้นนท์เริ่มเก็บของพร้อมชวนผมคุยไปด้วย
“วันนี้วงมึงเล่นดนตรีสดครั้งแรกนี่ ตื่นเต้นไหมวะ?”
“กูเฉย ๆ แต่ไอ้ดินปืนกับไอ้หมอกนอนไม่หลับเมื่อคืน แถมวันนี้ก็ดีดกันใหญ่ในกรุ๊ปไลน์ เออ… แล้วมึงจะไปดูพวกกูเล่นปะ?”
ไอ้นนท์เงยมองผม เหมือนผมถามอะไรแปลก ๆ ออกไป
“คืนนี้กูก็ทำงานที่ร้านนั้น ยังไงก็เห็นวงมึงเล่นอยู่แล้วป่าววะ”
เออ… จริงนี่หว่า ผมลืมไปว่าไอ้นนท์ทำงานพาร์ทไทม์เป็นพนักงานเสิร์ฟที่ลมเย็นบาร์
“แล้วนี่มึงจะไปที่ร้านเลยปะ ร้านพี่สุเมธเปิด 4 โมงนี่ ตอนนี้ก็ใกล้เวลาแล้ว” ผมถาม
“กูเข้างานที่ร้านพี่สุเมธ 2 ทุ่มครึ่ง ก่อนหน้านั้นต้องไปทำงานที่ร้านคาเฟ่”
“คาเฟ่อะไรวะ?”
“กรีนเฮาส์คาเฟ่”
“กรีนเฮาส์คาเฟ่? ร้านที่พี่ข้าวนัดเจอมึงเมื่อวันก่อนอะนะ?”
“อืม… ที่นั่นเขาขาดคนพอดี กูเลยได้ไปช่วยงานเขา เข้างาน 5 โมง เลิก 2 ทุ่ม”
“โห… มึงรับงานหลายจ๊อบจังวะ ทุกวันนี้มึงมีรายได้ทางไหนบ้าง บอกให้กูฟังหน่อยสิ”
“จันทร์ถึงศุกร์ก็มีติวหนังสือให้มึง เสร็จแล้วก็ไปทำงานที่คาเฟ่ จากนั้นไปทำงานที่บาร์ถึงเที่ยงคืน ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ทั้งวันขับรถส่งอาหารเดลิเวอรี”
“ทำงานเยอะขนาดนี้ ไม่เหนื่อยบ้างเหรอวะ?”
“ไม่เหนื่อยนะ แบบนี้กูมีความสุขดี ยิ่งเห็นยอดเงินในบัญชีเพิ่มขึ้น ๆ กูยิ่งชื่นใจ แล้วมึงอ่ะ วันนี้จะไปที่ร้านพี่สุเมธยังไง?”
“เดี๋ยวไอ้ดินปืนมารับที่คอนโด จะไปกินข้าวเย็นกันก่อนแล้วค่อยเข้าไปที่ร้านตอน 2 ทุ่มครึ่ง”
“มึงจะกลับคอนโดเลยปะ เดี๋ยวกูแวะไปส่ง”
“เออ รบกวนมึงด้วยแล้วกัน”
ไอ้นนท์มาส่งผมที่คอนโด ผมขึ้นห้องแล้วแต่งชุดสำหรับออกไปเล่นดนตรีคืนนี้ ไม่ได้เลือกชุดที่หล่อมาก แค่ใส่เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนตัวหลวม ๆ กับกางเกงเข้ารูปสีขาว แล้วเอาเสื้อใส่ในกางเกง ผมดูตัวเองในกระจก แหม… นี่อุตส่าห์เลือกชุดที่ไม่หล่อมากแล้วนะ แต่ทำไมแต่งออกมาแล้วดูดีจังหว่า นั่งเล่นเกมมือถือได้ 2 ตา ไอ้ดินปืนก็โทรมาหา
“ฮัลโหลไอ้นนท์ อยู่ที่คอนโดป่าววะ เดี๋ยวกูไปรับ”
ผมยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกา ยังไม่ 6 โมงเลย
“ไหนตอนแรกนัดจะมารับกูตอนทุ่มหนึ่งไง นี่มันยังไม่ 6 โมงเลยนะ รีบไปไหนวะ”
“กูตื่นเต้นนี่หว่า อยู่แต่ในห้องมันว้าวุ่น อยากออกไปสูดอากาศ ออกไปเดินเล่นให้มันโล่ง ๆ มึงไปเป็นเพื่อนกูหน่อยดิ”
“แล้วมึงอยากไปไหน?”
“ไม่รู้เหมือนกันว่ะ”
“อืม… งั้นมานั่งเล่นที่ห้องกูไหม มึงยังไม่เคยมาเลยนี่”
“โอเคเพื่อน งั้นเดี๋ยวกูออกไปเจอมึงที่ห้องก่อน แล้วไว้ทุ่มหนึ่งค่อยออกไปเจอไอ้หมอกด้วยกัน กินข้าวเย็นเสร็จแล้วค่อยเข้าไปที่ร้าน”
“ได้ มึงมาถึงแล้วโทรบอกนะ เดี๋ยวกูลงไปรับ”
ไอ้ดินปืนมาถึง ผมลงไปรับมันขึ้นมาบนห้อง หาน้ำผลไม้กับขนมให้มันกินระหว่างนั่งดูทีวีช่องสารคดี พอได้เวลา 1 ทุ่ม ผมก็โทรไปหาไอ้หมอก นัดแนะร้านที่จะไปกินมื้อเย็นแล้วก็ออกไปพร้อมกับไอ้ดินปืน เราทั้งคู่หิ้วกีตาร์ไปคนละตัว กินมื้อเย็นอิ่มแล้วก็ขี่มอไซด์เข้าไปที่ร้านลมเย็นบาร์ มาถึงก็เจอกับไอ้นนท์ที่เพิ่งจะจอดมอไซด์ไว้ใต้ต้นหูกระจงที่หน้าร้าน
“อ้าวไอ้นนท์ เพิ่งมาถึงเหมือนกันเหรอ?” ไอ้หมอกทัก เมื่อขี่รถเข้าไปจอดข้าง ๆ รถของไอ้นนท์
“วันนี้จะจัดเต็มกันเลยใช่ไหม ดูจากจำนวนรถแล้ว ในร้านลูกค้าน่าจะแน่นเชียวล่ะ” ไอ้นนท์พูด
“หูย… คนอย่างเยอะเลยว่ะไอ้ตู้เย็น” ไอ้ดินปืนหันมาบอกผม เมื่อมันชะเง้อมองเข้าไปในร้าน
“มีเท่าไหร่โชว์ออกมาให้หมดเลยนะ วงพวกมึงเจ๋งอยู่แล้ว กูจะคอยให้กำลังใจอยู่ข้างล่าง งั้นขอตัวไปทำงานก่อน” พูดจบไอ้นนท์ก็เดินเข้าไปในครัว
พวกเราทั้งหมดเดินไปที่บาร์ หวังจะได้เจอกับพี่สุเมธ แต่ที่บาร์มีบาร์เทนเดอร์ยืนชงเครื่องดื่มอยู่ พวกเรากำลังจะถามหาพี่สุเมธจากบาร์เทนเดอร์คนนั้น ประจวบกับพี่สุเมธเดินออกมาจากในครัวพอดี พอเห็นพวกเราพี่แกก็ยิ้มกว้าง เดินจ้ำเข้ามาหา
“มากันแล้วเหรอ พร้อมหรือยังล่ะ เดี๋ยวพี่ขึ้นไปเปิดเวทีให้”
พี่สุเมธไม่รอฟังพวกเราตอบ พี่แกกระโดดขึ้นเวทีแล้วคว้าไมโครโฟน เสียงเพลงที่เปิดคลอบรรยากาศถูกปิด แล้วเสียงกระตืนรือร้อนของพี่สุเมธก็ดังออกลำโพง
“สวัสดีคุณลูกค้าทุกท่านครับ ต้อนรับเข้าสู่ร้านลมเย็นบาร์ในวันที่อากาศสบาย ๆ นะครับ ร้านของเรานอกจากอาหารจะอร่อย เครื่องดื่มรสชาติดีแล้วเนี่ย อีกไฮไลท์เด็ดเลยคือดนตรีสด วันนี้ทางร้านภูมิใจเสนอวงดนตรีหน้าใหม่ที่ยังไม่เคยปรากฎตัวสู่สาธารณะชนมาก่อน แต่ผมรับรองว่าวงนี้เนี่ยมีทีเด็ด เป็นว่าที่เพชรเม็ดงามที่จะส่องประกายเฉิดฉายอยู่ในวงการเพลง ขอเสียงปรบมือต้อนรับวงอินเดอะมูดฟอร์เลิฟ”
สิ้นเสียงของพี่สุเมธมีเสียงปรบมือเปาะแปะ ไม่ยิ่งใหญ่เหมือนที่คิดแฮะ ถ้าเสียงปรบมือดังเกรียวกราวกว่านี้ พวกผมคงจะเกิดความฮึกเหิมขึ้นบ้าง พี่สุเมธลงจากเวทีแล้ว พวกเราจึงต้องขึ้นไปเพื่อไม่ให้ขาดตอน
ผมกับไอ้หมอกเข้าประจำที่ จัดแจงเครื่องดนตรีให้พร้อม ไอ้ดินปืนมายืนหลังไมโครโฟน ท่าทางมันดูประหม่า ผมเห็นมันสูดหายใจฮึบ แล้วเข้าสู่โหมดเอาจริงเอาจัง พลังงานมาเต็มเหมือนตอนมาออดิชันเมื่อวันก่อน
“สวัสดีครับ พวกเราวงอินเดอะมูดฟอร์เลิฟนะครับ เป็นวงน้องใหม่ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ เริ่มต้นเพลงแรก พวกเราขอเล่นเพลงจากวงที่มีสมาชิกเป็น 3 หนุ่มเหมือนกันนะครับ ใครเป็นแฟน บีจีส์ บ้างครับ เดาได้ไหมเอ่ยว่าพวกเรากำลังจะเล่นเพลงอะไร ใบ้ให้ว่าเป็นเพลงประกอบหนัง เป็นเพลงแนวบัลลาด บรรยายถึงความสัมพันธ์ของคน 2 คนที่มีต่อกันได้สวยงามราวกับบทกวี ขอเชิญทุกคนฟังเพลง ฮาวดีพอิสยัวร์เลิฟ ได้เลยครับ”
สิ้นเสียงไอ้ดินปืนพูดจบ ไอ้หมอกที่รอพร้อมอยู่ก็ขึ้นอินโทรเพลง
ไอโนว์ยัวร์อายส์อินเดอะมอร์นิ่งซัน
ไอฟีลยูทัชมีอินเดอะพัวริงเรน
เล่นไปได้ครึ่งเพลง ลูกค้าด้านล่างที่ตอนแรกเพิกเฉยพวกเรา เริ่มมีบางโต๊ะที่หันมาดูพวกเราบนเวที ยิ้มกันอย่างพออกพอใจแล้วโยกตัวเบา ๆ ไปกับเสียงเพลง พอเพลงจบมีเสียงปรบมือดังกว่าเมื่อตอนขึ้นมาบนเวที ถือว่าพอใช้ได้สำหรับเสียงตอบรับในการเล่นเพลงแรก
“ต่อกันอีกสักเพลงนะครับ กับเพลงของบีจีส์ ผมดูแล้วเนี่ยมีหลายคนนะที่ชอบเพลงของวงนี้ เพลงต่อไปเป็นเพลงที่ทุกคนจะนึกถึงเมื่อพูดถึงวงบีจีส์ นั่นคือเพลง ทูมัชเฮฟเวน”
ไอ้ดินปืนพูดสำหรับเข้าเพลงที่ 2 เสร็จ ไอ้หมอกก็ขึ้นดนตรีทันที พอถึงท่อนฮุกของเพลง ผมเห็นหลายคนร้องตามได้ เชื่อเถอะว่าแม้ไม่ได้เป็นแฟนวงบีจีส์ ก็ต้องเคยได้ยินเพลงนี้ผ่านหูมาบ้าง
โนบอดี้เก็ทส์ ทูมัชเฮฟเวนโนมอร์
อิทส์มัชฮาร์ดเดอร์ทูคัมบาย แอมเว็ตติงอินไลน์
พอเพลงนี้จบ เสียงปรบมือดังขึ้นเกรียวทั้งร้าน บางคนเป่าปาก โห่ฮาอย่างชอบใจ พวกเขาคงชอบที่ไอ้ดินปืนร้อง เพราะเพลงนี้ขึ้นชื่อว่าคัฟเวอร์ยากที่สุดในโลกเพลงหนึ่ง
ไอ้นนท์ที่เอาอาหารมาเสิร์ฟให้ลูกค้าที่โต๊ะหันมาชูนิ้วโป้งให้ผม ก่อนจะแวบกลับไปในครัว ผมพอใจกับผลตอบรับมาก ยังเหลือเวลาเล่นอีกตั้งเยอะ ผมหวังว่าทุกคนจะชอบเพลงที่พวกเราเล่นและอยู่ฟังไปด้วยกันจนจบ
มีลูกค้าโต๊ะหนึ่งลุกมากันหน้าเวที 3 คน แต่ละคนถือแก้วเครื่องดื่มติดมือมาด้วย ยื่นให้พวกเราคนละแก้ว ไอ้ดินปืนก้าวเข้าไปรับพร้อมยิ้มขอบคุณ มันหันมาพยักพเยิดให้ผมกับไอ้หมอกมารับเครื่องดื่มด้วย ผมกับไอ้หมอกออกไปรับ แล้วพวกเราก็ดื่มเครื่องดื่มพร้อมกันจนหมดแก้ว
ผมหน้าเหยเก ไม่เคยกินเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก่อนในชีวิต และไม่คิดว่ารสชาติมันจะแย่ขนาดนี้ พอกลืนลงไปผมรู้สึกร้อนรุ่มอยู่ในอก เหมือนมีไฟกำลังลุกอยู่ในนั้น
“ฮ่า ๆ ๆ ไม่อร่อยเหรอน้อง ไว้เดี๋ยวพี่ชงเหล้ามาให้ใหม่นะ รับรองอร่อยกว่าแก้วนี้แน่” ลูกค้าคนที่ให้เครื่องดื่มกับผมพูด
พวกเราส่งแก้วคืนให้ ไอ้ดินปืนดูคึกคักขึ้นมา ผมรู้สึกว่ามันเริ่มเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับบรรยากาศในตอนนี้แล้ว การออกมาเล่นดนตรีกลางคืนคงเลี่ยงลูกค้าที่พอใจเอาเครื่องดื่มมาให้อย่างนี้ไม่ได้
ลูกค้าคนเดิมไม่ได้พูดเล่นว่าจะชงเครื่องดื่มแก้วใหม่มาให้ พอพวกเราเล่นเพลงที่ 3 จบ เขาก็ถือแก้วเครื่องดื่มมาแล้วยื่นมาทางผม ไอ้ดินปืนแซวและพูดออกไมค์ให้ผมไปรับ
ผมเดินไปรับ ครั้งนี้เครื่องดื่มในแก้วเป็นสีฟ้า รสชาติเหมือนน้ำผลไม้ กลิ่นไม่แรงเท่าแก้วแรก ตอนนี้ในท้องของผมร้อนรุ่ม เหมือนมีกาต้มน้ำอยู่ในนั้น
พวกเราเล่นกันต่ออีก 1 ชั่วโมง ผมรู้สึกในหัวมันหนัก ๆ ตื้อ ๆ มาตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้ว ดวงไฟในร้านเดี๋ยวแยกเป็น 2 ดวงบ้าง 3 ดวงบ้าง ท้องไส้ผมปั่นป่วน ร้อนรุ่มไปทั่วทั้งร่างกาย ผมเริ่มไม่รับรู้แล้วว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ รู้สึกเวียนหัวมาก แล้วขาก็ยืนพยุงตัวเองไม่อยู่ ร่างของผมล้มตึงไปกลางเวที ท่ามกลางความตกใจของทุกคนที่เห็น
Leave a comment