รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 9

Share

ตู้เย็น

หลังจากเรียนคาบสุดท้ายเสร็จ ผมก็มาที่ห้องสมุดคณะเพื่อติวหนังสือกับไอ้นนท์ มาถึงก็เห็นมันนั่งอยู่ในห้องกระจกห้องเดิม ผมเปิดประตูเข้าไป ถอดกระเป๋าสะพายแล้วนั่งตรงข้ามมัน

“วันนี้ติวภาษาอังกฤษนะ มึงเรียนเป็นไงบ้าง ฟังที่อาจารย์พูดออกทุกคำไหม?” ไอ้นนท์ถาม

“กูฟังไม่รู้เรื่องทุกคำขนาดนั้น แต่ก็พอจับใจความสำคัญได้”

“มีตรงไหนที่มึงอยากเสริมไหม พวกหลักแกรมม่าข้อไหนที่มึงยังไม่เข้าใจบ้าง?”

“ไม่รู้ดิ กูไม่ได้แกรมม่า เลยไม่รู้ว่าตัวเองอ่อนตรงไหน”

“จริง ๆ ภาษาอังกฤษใช้ไม่ถูกหลักแกรมม่า ฝรั่งก็พอจะเดาออกจากบริบท สิ่งสำคัญในการสื่อสารทุกภาษาคือ มึงต้องมีคลังศัพท์ภาษานั้นในหัวเยอะ ๆ จะได้มีคำพอให้มึงใช้อธิบายสิ่งที่มึงต้องการสื่อสารได้ กูเลยปริ้นท์ 1,000 คำศัพท์ภาษาอังกฤษมาให้มึงท่อง”

ไอ้นนท์บอกแล้วเลื่อนปึกเอกสารมาไว้ตรงหน้าผม

“จากนี้ไปทุกวันก่อนติว มึงต้องท่องศัพท์ให้ได้วันละ 20 คำ เริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้เลย”

ผมหยิบเอกสารตรงหน้าขึ้นมาเปิดดูข้างในผ่าน ๆ

“โห… ศัพท์ยากจังวะ ยาว ๆ ทั้งนั้นเลย วันละ 20 คำใครจะไปจำไหววะ” ผมพูดเมื่อเห็นศัพท์หน้าตาแปลก ๆ ในนั้น

“มึงเรียนมหาลัยแล้วนะเว้ย จะมาหวังท่อง แคทแมว ด็อกหมา อยู่หรือไงวะ”

ไอ้นนท์สอนผมเรื่องเทนซ์ มันคือการผันกริยาในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อบอกว่าประโยคนั้นพูดถึงอดีต, ปัจจุบัน หรืออนาคต เทนซ์แบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลาตามที่บอกไว้เมื่อกี้ และทั้ง 3 ช่วงเวลายังแบ่งออกตามลักษณะของเหตุการณ์ได้อีก 4 แบบ ดังนั้นเมื่อนับรวมกันจะมีทั้งหมด 12 เทนซ์ วันนี้ไอ้นนท์อธิบาย 4 เทนซ์แรกที่ใช้บอกเล่าเหตุการณ์ในปัจจุบัน

“ไหนลองทบทวนความรู้หน่อย ถ้ามึงจะบอกใครสักคนว่าตอนนี้ฝนตกมา 3 ชั่วโมงแล้ว มึงจะใช้เทนซ์ไหน?”

ผมนิ่งไปเมื่อได้ยินคำถามของไอ้นนท์ มันเพิ่งสอนผมไปได้ 4 เทนซ์ คำตอบคือ 1 ใน 4 นี่แหละ ผมก้มมองชื่อเทนซ์ทั้ง 4 ในสมุดที่ขีดปากกาไฮไลท์ไว้ ต้องเลือกสุ่มตอบไปสักอัน สำหรับผมมันคือคำถามวัดดวง ไม่ใช่วัดความรู้

“เพรสเซนท์ เพอร์เฟค คอนทินิวอัส” ผมตอบไม่เต็มเสียง เพราะไม่มีความมั่นใจเลยนี่นา

“ถูกต้อง! แสดงว่ามึงเข้าใจนี่ งั้นวันนี้พอแค่นี้ คืนนี้อย่าลืมท่องศัพท์ไว้ด้วยล่ะ วันละ 20 คำ”

รอดตัวไป การติวจบลงแค่นี้ ผมผ่อนคลายตัวเองขึ้น ไอ้นนท์เริ่มเก็บของพร้อมชวนผมคุยไปด้วย

“วันนี้วงมึงเล่นดนตรีสดครั้งแรกนี่ ตื่นเต้นไหมวะ?”

“กูเฉย ๆ แต่ไอ้ดินปืนกับไอ้หมอกนอนไม่หลับเมื่อคืน แถมวันนี้ก็ดีดกันใหญ่ในกรุ๊ปไลน์ เออ… แล้วมึงจะไปดูพวกกูเล่นปะ?”

ไอ้นนท์เงยมองผม เหมือนผมถามอะไรแปลก ๆ ออกไป

“คืนนี้กูก็ทำงานที่ร้านนั้น ยังไงก็เห็นวงมึงเล่นอยู่แล้วป่าววะ”

เออ… จริงนี่หว่า ผมลืมไปว่าไอ้นนท์ทำงานพาร์ทไทม์เป็นพนักงานเสิร์ฟที่ลมเย็นบาร์

“แล้วนี่มึงจะไปที่ร้านเลยปะ ร้านพี่สุเมธเปิด 4 โมงนี่ ตอนนี้ก็ใกล้เวลาแล้ว” ผมถาม

“กูเข้างานที่ร้านพี่สุเมธ 2 ทุ่มครึ่ง ก่อนหน้านั้นต้องไปทำงานที่ร้านคาเฟ่”

“คาเฟ่อะไรวะ?”

“กรีนเฮาส์คาเฟ่”

“กรีนเฮาส์คาเฟ่? ร้านที่พี่ข้าวนัดเจอมึงเมื่อวันก่อนอะนะ?”

“อืม… ที่นั่นเขาขาดคนพอดี กูเลยได้ไปช่วยงานเขา เข้างาน 5 โมง เลิก 2 ทุ่ม”

“โห… มึงรับงานหลายจ๊อบจังวะ ทุกวันนี้มึงมีรายได้ทางไหนบ้าง บอกให้กูฟังหน่อยสิ”

“จันทร์ถึงศุกร์ก็มีติวหนังสือให้มึง เสร็จแล้วก็ไปทำงานที่คาเฟ่ จากนั้นไปทำงานที่บาร์ถึงเที่ยงคืน ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ทั้งวันขับรถส่งอาหารเดลิเวอรี”

“ทำงานเยอะขนาดนี้ ไม่เหนื่อยบ้างเหรอวะ?”

“ไม่เหนื่อยนะ แบบนี้กูมีความสุขดี ยิ่งเห็นยอดเงินในบัญชีเพิ่มขึ้น ๆ กูยิ่งชื่นใจ แล้วมึงอ่ะ วันนี้จะไปที่ร้านพี่สุเมธยังไง?”

“เดี๋ยวไอ้ดินปืนมารับที่คอนโด จะไปกินข้าวเย็นกันก่อนแล้วค่อยเข้าไปที่ร้านตอน 2 ทุ่มครึ่ง”

“มึงจะกลับคอนโดเลยปะ เดี๋ยวกูแวะไปส่ง”

“เออ รบกวนมึงด้วยแล้วกัน”

ไอ้นนท์มาส่งผมที่คอนโด ผมขึ้นห้องแล้วแต่งชุดสำหรับออกไปเล่นดนตรีคืนนี้ ไม่ได้เลือกชุดที่หล่อมาก แค่ใส่เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนตัวหลวม ๆ กับกางเกงเข้ารูปสีขาว แล้วเอาเสื้อใส่ในกางเกง ผมดูตัวเองในกระจก แหม… นี่อุตส่าห์เลือกชุดที่ไม่หล่อมากแล้วนะ แต่ทำไมแต่งออกมาแล้วดูดีจังหว่า นั่งเล่นเกมมือถือได้ 2 ตา ไอ้ดินปืนก็โทรมาหา

“ฮัลโหลไอ้นนท์ อยู่ที่คอนโดป่าววะ เดี๋ยวกูไปรับ”

ผมยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกา ยังไม่ 6 โมงเลย

“ไหนตอนแรกนัดจะมารับกูตอนทุ่มหนึ่งไง นี่มันยังไม่ 6 โมงเลยนะ รีบไปไหนวะ”

“กูตื่นเต้นนี่หว่า อยู่แต่ในห้องมันว้าวุ่น อยากออกไปสูดอากาศ ออกไปเดินเล่นให้มันโล่ง ๆ มึงไปเป็นเพื่อนกูหน่อยดิ”

“แล้วมึงอยากไปไหน?”

“ไม่รู้เหมือนกันว่ะ”

“อืม… งั้นมานั่งเล่นที่ห้องกูไหม มึงยังไม่เคยมาเลยนี่”

“โอเคเพื่อน งั้นเดี๋ยวกูออกไปเจอมึงที่ห้องก่อน แล้วไว้ทุ่มหนึ่งค่อยออกไปเจอไอ้หมอกด้วยกัน กินข้าวเย็นเสร็จแล้วค่อยเข้าไปที่ร้าน”

“ได้ มึงมาถึงแล้วโทรบอกนะ เดี๋ยวกูลงไปรับ”

ไอ้ดินปืนมาถึง ผมลงไปรับมันขึ้นมาบนห้อง หาน้ำผลไม้กับขนมให้มันกินระหว่างนั่งดูทีวีช่องสารคดี พอได้เวลา 1 ทุ่ม ผมก็โทรไปหาไอ้หมอก นัดแนะร้านที่จะไปกินมื้อเย็นแล้วก็ออกไปพร้อมกับไอ้ดินปืน เราทั้งคู่หิ้วกีตาร์ไปคนละตัว กินมื้อเย็นอิ่มแล้วก็ขี่มอไซด์เข้าไปที่ร้านลมเย็นบาร์ มาถึงก็เจอกับไอ้นนท์ที่เพิ่งจะจอดมอไซด์ไว้ใต้ต้นหูกระจงที่หน้าร้าน

“อ้าวไอ้นนท์ เพิ่งมาถึงเหมือนกันเหรอ?” ไอ้หมอกทัก เมื่อขี่รถเข้าไปจอดข้าง ๆ รถของไอ้นนท์

“วันนี้จะจัดเต็มกันเลยใช่ไหม ดูจากจำนวนรถแล้ว ในร้านลูกค้าน่าจะแน่นเชียวล่ะ” ไอ้นนท์พูด

“หูย… คนอย่างเยอะเลยว่ะไอ้ตู้เย็น” ไอ้ดินปืนหันมาบอกผม เมื่อมันชะเง้อมองเข้าไปในร้าน

“มีเท่าไหร่โชว์ออกมาให้หมดเลยนะ วงพวกมึงเจ๋งอยู่แล้ว กูจะคอยให้กำลังใจอยู่ข้างล่าง งั้นขอตัวไปทำงานก่อน” พูดจบไอ้นนท์ก็เดินเข้าไปในครัว

พวกเราทั้งหมดเดินไปที่บาร์ หวังจะได้เจอกับพี่สุเมธ แต่ที่บาร์มีบาร์เทนเดอร์ยืนชงเครื่องดื่มอยู่ พวกเรากำลังจะถามหาพี่สุเมธจากบาร์เทนเดอร์คนนั้น ประจวบกับพี่สุเมธเดินออกมาจากในครัวพอดี พอเห็นพวกเราพี่แกก็ยิ้มกว้าง เดินจ้ำเข้ามาหา

“มากันแล้วเหรอ พร้อมหรือยังล่ะ เดี๋ยวพี่ขึ้นไปเปิดเวทีให้”

พี่สุเมธไม่รอฟังพวกเราตอบ พี่แกกระโดดขึ้นเวทีแล้วคว้าไมโครโฟน เสียงเพลงที่เปิดคลอบรรยากาศถูกปิด แล้วเสียงกระตืนรือร้อนของพี่สุเมธก็ดังออกลำโพง

“สวัสดีคุณลูกค้าทุกท่านครับ ต้อนรับเข้าสู่ร้านลมเย็นบาร์ในวันที่อากาศสบาย ๆ นะครับ ร้านของเรานอกจากอาหารจะอร่อย เครื่องดื่มรสชาติดีแล้วเนี่ย อีกไฮไลท์เด็ดเลยคือดนตรีสด วันนี้ทางร้านภูมิใจเสนอวงดนตรีหน้าใหม่ที่ยังไม่เคยปรากฎตัวสู่สาธารณะชนมาก่อน แต่ผมรับรองว่าวงนี้เนี่ยมีทีเด็ด เป็นว่าที่เพชรเม็ดงามที่จะส่องประกายเฉิดฉายอยู่ในวงการเพลง ขอเสียงปรบมือต้อนรับวงอินเดอะมูดฟอร์เลิฟ”

สิ้นเสียงของพี่สุเมธมีเสียงปรบมือเปาะแปะ ไม่ยิ่งใหญ่เหมือนที่คิดแฮะ ถ้าเสียงปรบมือดังเกรียวกราวกว่านี้ พวกผมคงจะเกิดความฮึกเหิมขึ้นบ้าง พี่สุเมธลงจากเวทีแล้ว พวกเราจึงต้องขึ้นไปเพื่อไม่ให้ขาดตอน

ผมกับไอ้หมอกเข้าประจำที่ จัดแจงเครื่องดนตรีให้พร้อม ไอ้ดินปืนมายืนหลังไมโครโฟน ท่าทางมันดูประหม่า ผมเห็นมันสูดหายใจฮึบ แล้วเข้าสู่โหมดเอาจริงเอาจัง พลังงานมาเต็มเหมือนตอนมาออดิชันเมื่อวันก่อน

“สวัสดีครับ พวกเราวงอินเดอะมูดฟอร์เลิฟนะครับ เป็นวงน้องใหม่ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ เริ่มต้นเพลงแรก พวกเราขอเล่นเพลงจากวงที่มีสมาชิกเป็น 3 หนุ่มเหมือนกันนะครับ ใครเป็นแฟน บีจีส์ บ้างครับ เดาได้ไหมเอ่ยว่าพวกเรากำลังจะเล่นเพลงอะไร ใบ้ให้ว่าเป็นเพลงประกอบหนัง เป็นเพลงแนวบัลลาด บรรยายถึงความสัมพันธ์ของคน 2 คนที่มีต่อกันได้สวยงามราวกับบทกวี ขอเชิญทุกคนฟังเพลง ฮาวดีพอิสยัวร์เลิฟ ได้เลยครับ”

สิ้นเสียงไอ้ดินปืนพูดจบ ไอ้หมอกที่รอพร้อมอยู่ก็ขึ้นอินโทรเพลง

ไอโนว์ยัวร์อายส์อินเดอะมอร์นิ่งซัน

ไอฟีลยูทัชมีอินเดอะพัวริงเรน

เล่นไปได้ครึ่งเพลง ลูกค้าด้านล่างที่ตอนแรกเพิกเฉยพวกเรา เริ่มมีบางโต๊ะที่หันมาดูพวกเราบนเวที ยิ้มกันอย่างพออกพอใจแล้วโยกตัวเบา ๆ ไปกับเสียงเพลง พอเพลงจบมีเสียงปรบมือดังกว่าเมื่อตอนขึ้นมาบนเวที ถือว่าพอใช้ได้สำหรับเสียงตอบรับในการเล่นเพลงแรก

“ต่อกันอีกสักเพลงนะครับ กับเพลงของบีจีส์ ผมดูแล้วเนี่ยมีหลายคนนะที่ชอบเพลงของวงนี้ เพลงต่อไปเป็นเพลงที่ทุกคนจะนึกถึงเมื่อพูดถึงวงบีจีส์ นั่นคือเพลง ทูมัชเฮฟเวน

ไอ้ดินปืนพูดสำหรับเข้าเพลงที่ 2 เสร็จ ไอ้หมอกก็ขึ้นดนตรีทันที พอถึงท่อนฮุกของเพลง ผมเห็นหลายคนร้องตามได้ เชื่อเถอะว่าแม้ไม่ได้เป็นแฟนวงบีจีส์ ก็ต้องเคยได้ยินเพลงนี้ผ่านหูมาบ้าง

โนบอดี้เก็ทส์ ทูมัชเฮฟเวนโนมอร์

อิทส์มัชฮาร์ดเดอร์ทูคัมบาย แอมเว็ตติงอินไลน์

พอเพลงนี้จบ เสียงปรบมือดังขึ้นเกรียวทั้งร้าน บางคนเป่าปาก โห่ฮาอย่างชอบใจ พวกเขาคงชอบที่ไอ้ดินปืนร้อง เพราะเพลงนี้ขึ้นชื่อว่าคัฟเวอร์ยากที่สุดในโลกเพลงหนึ่ง

ไอ้นนท์ที่เอาอาหารมาเสิร์ฟให้ลูกค้าที่โต๊ะหันมาชูนิ้วโป้งให้ผม ก่อนจะแวบกลับไปในครัว ผมพอใจกับผลตอบรับมาก ยังเหลือเวลาเล่นอีกตั้งเยอะ ผมหวังว่าทุกคนจะชอบเพลงที่พวกเราเล่นและอยู่ฟังไปด้วยกันจนจบ

มีลูกค้าโต๊ะหนึ่งลุกมากันหน้าเวที 3 คน แต่ละคนถือแก้วเครื่องดื่มติดมือมาด้วย ยื่นให้พวกเราคนละแก้ว ไอ้ดินปืนก้าวเข้าไปรับพร้อมยิ้มขอบคุณ มันหันมาพยักพเยิดให้ผมกับไอ้หมอกมารับเครื่องดื่มด้วย ผมกับไอ้หมอกออกไปรับ แล้วพวกเราก็ดื่มเครื่องดื่มพร้อมกันจนหมดแก้ว

ผมหน้าเหยเก ไม่เคยกินเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก่อนในชีวิต และไม่คิดว่ารสชาติมันจะแย่ขนาดนี้ พอกลืนลงไปผมรู้สึกร้อนรุ่มอยู่ในอก เหมือนมีไฟกำลังลุกอยู่ในนั้น

“ฮ่า ๆ ๆ ไม่อร่อยเหรอน้อง ไว้เดี๋ยวพี่ชงเหล้ามาให้ใหม่นะ รับรองอร่อยกว่าแก้วนี้แน่” ลูกค้าคนที่ให้เครื่องดื่มกับผมพูด

พวกเราส่งแก้วคืนให้ ไอ้ดินปืนดูคึกคักขึ้นมา ผมรู้สึกว่ามันเริ่มเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับบรรยากาศในตอนนี้แล้ว การออกมาเล่นดนตรีกลางคืนคงเลี่ยงลูกค้าที่พอใจเอาเครื่องดื่มมาให้อย่างนี้ไม่ได้

ลูกค้าคนเดิมไม่ได้พูดเล่นว่าจะชงเครื่องดื่มแก้วใหม่มาให้ พอพวกเราเล่นเพลงที่ 3 จบ เขาก็ถือแก้วเครื่องดื่มมาแล้วยื่นมาทางผม ไอ้ดินปืนแซวและพูดออกไมค์ให้ผมไปรับ

ผมเดินไปรับ ครั้งนี้เครื่องดื่มในแก้วเป็นสีฟ้า รสชาติเหมือนน้ำผลไม้ กลิ่นไม่แรงเท่าแก้วแรก ตอนนี้ในท้องของผมร้อนรุ่ม เหมือนมีกาต้มน้ำอยู่ในนั้น

พวกเราเล่นกันต่ออีก 1 ชั่วโมง ผมรู้สึกในหัวมันหนัก ๆ ตื้อ ๆ มาตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้ว ดวงไฟในร้านเดี๋ยวแยกเป็น 2 ดวงบ้าง 3 ดวงบ้าง ท้องไส้ผมปั่นป่วน ร้อนรุ่มไปทั่วทั้งร่างกาย ผมเริ่มไม่รับรู้แล้วว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ รู้สึกเวียนหัวมาก แล้วขาก็ยืนพยุงตัวเองไม่อยู่ ร่างของผมล้มตึงไปกลางเวที ท่ามกลางความตกใจของทุกคนที่เห็น


Share

Leave a comment

Leave a Reply

What's New

เทคนิคเพิ่มพลัง บอกลาความเหนื่อยล้า เติมร่างกายให้มีแรง ทำทุกสิ่งได้สำเร็จ

เพื่อน ๆ กำลังรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งวัน-ทุกวันอยู่หรือเปล่าครับ? อาการแบบนี้ไม่ปกตินะครับ เพื่อน ๆ อาจคิดว่าใคร ๆ ก็เหนื่อยกันทั้งนั้น และความเหนื่อยล้านี้มีไว้แลกความสำเร็จ แต่ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นครับ ความเหนื่อยล้าทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดต่ำลง อะไรหลายอย่างดูจะยากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเริ่มเป็นคนหงุดหงิดง่าย หรือมีอาการหมดไฟกับสิ่งที่ทำอยู่ครับ ความเหนื่อยล้าคืออาการที่ร่างกายกำลังบอกอะไรเราบางอย่าง ซึ่งสาเหตุของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นได้จากทั้งการทำงาน การกิน และการใช้ชีวิตครับ ep นี้ ไอติมจะพาเพื่อน...

Theranos สตาร์ทอัพลวงโลก คดีหลอกลวงครั้งใหญ่แห่งซิลิคอนแวลลีย์

ซิลิคอนแวลลีย์ (Silicon Valley) เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลก ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอ่าวซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ ที่นี่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมากมาย เช่น Apple, Google, Facebook, NVIDIA และ Intel ครับ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งผลิตหัวกะทิมากมายมาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีให้พวกเราได้ใช้ และเป็นศูนย์รวมของ Venture Capital หรือกลุ่มนักลงทุนที่พร้อมจะอัดฉีดเงินให้กับสตาร์ทอัพที่มีไอเดียเจ๋ง...

The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” ละทิ้งทุกอย่าง แล้วหาสิ่งเดียวที่ทำแล้วพาไปสู่ความสำเร็จ

หนังสือหลายเล่มเสนอแนวคิดว่าให้ตัดสิ่งไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเวลาทำแต่สิ่งสำคัญแค่ไม่กี่อย่าง แต่หนังสือเล่มนี้เสนอแนวคิดที่สุดโต่งกว่านั้นมาก นั่นคือการตัดทุกอย่าง แล้วเหลือสิ่งที่ต้องทำเพียงแค่สิ่งเดียวเท่านั้น ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำหนังสือ The ONE Thing กฎแห่ง “สิ่งเดียว” เขียนโดยแกรี เคลเลอร์ แก่นหลักของหนังสือเล่มนี้คือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่เกิดจากการเลือกสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด แล้วทำมันให้ดีที่สุดจนสำเร็จครับ แกรีย้อนไปดูผลงานในอดีตของตัวเอง เขาพบรูปแบบสำคัญที่เกิดขึ้นซ้ำเหมือนกันทุกครั้ง นั่นคือช่วงที่เขาประสบความสำเร็จมากที่สุด...

พระ เฟอร์รารี่ และความหมายของชีวิต – 7 หลักการสู่ความสุขและความสมดุล ที่คุณนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต

ไอติมฮีลใจ ep นี้ มาแนะนำหนึ่งในหนังสือที่หลายสื่อยกย่องกันว่าโด่งดังที่สุดในศตวรรษที่ 21 ตีพิมพ์ครั้งแรกตอนปี 1999 และขายดีต่อเนื่องมานานกว่า 25 ปี ยอดขายรวมมากกว่า 15 ล้านเล่ม แปลไปแล้วกว่า 92 ภาษา หนังสือเล่มนี้ผมรู้จักมาพักหนึ่งแล้วครับ เคยเห็นแต่ฉบับภาษาอังกฤษ พอเห็นว่ามีฉบับแปลไทยก็ซื้อเลยทันที หนังสือเล่มที่ว่านี้คือ The Monk Who...

4 ปี นรกในเขมร เรื่องจริงจากบันทึกของภรรยาท่านทูต ที่ชีวิตเหมือนตกนรกในช่วงยุคเขมรแดง

ไอติมเล่า ep นี้ มาสรุปเนื้อหาจากหนังสือ 4 ปี นรกในเขมร เนื้อหาในเล่มเป็นเรื่องจริงในยุคเขมรแดงจากบันทึกของยาสึโนะ นาอิโต หญิงชาวญี่ปุ่นที่เกิดในตระกูลซามูไร แต่งงานกับโศ ทันลัน นักการทูตชาวกัมพูชาที่เรียนจบจากฝรั่งเศส และถูกส่งตัวไปทำงานที่ญี่ปุ่น ตอนนั้นคุณนาอิโตะอายุ 23 ปี คุณโศอายุ 39 ปี และมีลูกติด 3 คนจากภรรยาเก่า...

จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เปลี่ยนคนที่ยังลังเลให้ซื้อทันที

สินค้าดี มีคนสนใจ แต่ทำไมไม่มีคนซื้อ? บางทีอาจเป็นเพราะสมองของลูกค้าไม่ยอมให้ซื้อก็เป็นได้ครับ ไอติมอ่าน ep นี้ มาแนะนำเนื้อหาจากหนังสือ The Brain Audit จิตวิทยาการขายที่สมองปฏิเสธไม่ลง เขียนโดยฌอน ดีซูซา นักการตลาดที่พบว่าต่อให้ลูกค้าสนใจแค่ไหน แต่พวกเขาจะยังไม่ซื้อ จนกว่าสมองจะได้รับข้อมูลครบถ้วน และตามลำดับที่ถูกต้อง ฌอนบอกว่าสมองของคนเราทำงานเหมือนสายพานลำเลียงกระเป๋าที่สนามบินครับ ตอนขึ้นเครื่องเราโหลดกระเป๋ามาด้วยทั้งหมด 7 ใบ พอลงจากเครื่องเราต้องมายืนรอให้กระเป๋าออกมาตามสายพาน...

Related Articles

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 27 (จบ)

ตู้เย็น ช่วงก่อนสอนปลายภาค ไอ้นนท์ช่วยเก็งข้อสอบให้ผมล่วงหน้าตั้ง 2 สัปดาห์ ช่วงนั้นผมหัวหมุนมากเป็นพิเศษ และแปลกใจมากที่ไอ้นนท์ไม่กังวลเกี่ยวกับการสอบเลย วันธรรมดาหลังเลิกเรียน มันยังไปทำงานพิเศษที่ร้านกรีนเฮาส์คาเฟ่และลมเย็นบาร์จนถึงเที่ยงคืน เสาร์อาทิตย์ยังออกไปขี่รถรับส่งอาหาร ระหว่างที่มันไม่อยู่ด้วย ผมก็พยายามทบทวนหนังสือ...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 26

นนท์ ถึงแม้ผมจะคุ้นเคยกับคอนโดของไอ้ตู้เย็นแล้ว แต่พอมันไม่อยู่ ห้องนี้ดูเหมือนจะใหญ่เกินไปสำหรับอยู่คนเดียว ผมเกิดอาการคิดถึงมันขึ้นมา เกิดความรู้สึกเหงาขึ้นมา ทั้งที่แต่ก่อนอยู่ตามลำพังมาได้ตลอด พอห่างจากผม ไม่รู้ว่าไอ้ตู้เย็นจะรู้สึกเหงาและคิดถึงแบบเดียวกันหรือเปล่า อยู่ห้องก็ไม่มีอะไรให้ทำ วันนี้ผมเลยจะออกไปขี่รถรับส่งอาหารไวกว่าปกติละกัน ขณะกำลังจะลุกไปเตรียมตัว...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 25

ตู้เย็น อาบน้ำเย็น ๆ ชำระล้างเหงื่อไคลจนสะอาดสะอ้านแล้วผมก็สดชื่นขึ้นมาทันที ผมนุ่งผ้าเช็ดตัวเดินออกมาจากห้องน้ำ กำลังจะเข้าไปแต่งตัวในห้องนอนก็เห็นไอ้นนท์นั่งอยู่บนโซฟาหน้าทีวี หัวเราะคิกคัก สายตาจ้องไปที่หน้าจอมือถือในมือ “ขำอะไรวะ แบ่งกูดูบ้างสิ” “พี่แองโจลี่ส่งคลิปที่มึงใส่ชุดมาสคอตมาให้ดู มึงนี่ใช้ได้เหมือนกันนะ...

รักไม่รับจ้าง – ตอนที่ 24

นนท์ ผมตามพี่แองโจลี่มาลองชุดกับพี่ไก่แจ้ เสื้อผ้าวันนี้มาในธีมสีแดงสดใสร้อนแรง พี่ไก่แจ้เลือกให้พวกเราคนละ 2 ชุด จากนั้นพาทุกคนมาที่หน้าเวทีเพื่อซ้อมเดินแบบ ซ้อมกันอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงก็ได้พัก พี่แองโจลี่เอาน้ำเย็นมาให้ผมกับไมค์คนละขวด ผมรับมาดื่มแล้วถามหาไอ้ตู้เย็น...

สรุปเนื้อหาและแนะนำหนังสือที่น่าสนใจ ชวนเพื่อน ๆ มาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วันไปด้วยกันครับ

Copyright 2025 Aitim and Co. All rights reserved

error: Content is protected !!