นนท์
เมื่อวานตอนเย็นผมโทรไปที่ร้านกรีนเฮาส์คาเฟ่ เพื่อสอบถามเรื่องทำงานพาร์ทไทม์ ได้คุยกับพี่ส้มเจ้าของร้านคร่าว ๆ ถึงขอบเขตของการทำงาน ความยืดหยุ่นในการทำงานและเรื่องค่าตอบแทน วันนี้พี่ส้มนัดสัมภาษณ์ผมที่ร้านเพื่อดูหน้าค่าตา พูดคุยสอบถามทัศนะคติว่าเหมาะสมที่จะร่วมงานกับร้านไหม
ผมมาถึงร้านตรงตามเวลานัด เดินเข้าไปก็ตรงไปถามพนักงานที่เคาน์เตอร์ แล้วบอกว่ามีนัดกับพี่ส้ม ปรากฎว่าพนักงานคนที่ผมคุยด้วยคือพี่ส้ม
“พี่นี่แหละพี่ส้ม ใช่น้องนนท์ที่นัดสัมภาษณ์งานไว้หรือเปล่า?”
“ใช่ครับ สวัสดีครับพี่ส้ม”
พนักงานที่เพิ่งล้างแก้วเสร็จ เดินมาอยู่ข้างพี่ส้ม “พนักงานใหม่เหรอพี่ อุ้ย! หล่อเชียว รับเข้าทำงานค่ะ สะดวกเริ่มงานเลยไหมจ๊ะ เดี๋ยวพี่กิ่งแก้วคนนี้จะสอนงานให้”
ผมยิ้มแก้เขินให้พี่กิ่งแก้ว พี่เขาเป็นผู้ชายออกสาว
“เดี๋ยวสิกิ่งแก้ว รอพี่คุยกับน้องเขาก่อน มา ๆ เราไปนั่งตรงโน้นดีกว่า”
พี่ส้มพูดแล้วเดินออกมาจากเคาน์เตอร์ เดินนำผมไปนั่งที่โต๊ะข้างกระจกใสที่มองทะลุออกไปเห็นสวนนอกร้าน
“ทำไมถึงอยากมาทำงานที่นี่ล่ะจ๊ะ?”
“วันก่อนผมมีนัดที่ร้านนี้ เห็นร้านพี่บรรยากาศดี ร่มรื่น น่าทำงาน ไม่ไกลจากมหาลัยเท่าไหร่ แถมยินดีรับนักศึกษา ผมก็เลยคิดว่าเหมาะกับตัวเองดี เลยอยากมาหารายได้เสริมครับ”
“หารายได้แบ่งเบาภาระพ่อแม่สินะจ๊ะ”
“พ่อกับแม่ผมเสียไปนานแล้วครับ ผมออกมาอยู่คนเดียวได้สักพักแล้ว งานไหนที่ตัวเองทำได้ผมทำหมด ใครจ้างอะไรผมไม่เคยเกี่ยง พอเข้ามหาลัยผมอยากเก็บเงินให้ได้เยอะ ๆ ผมฝันว่าอยากไปทำงานที่ต่างประเทศ”
“โห… ทำงานส่งตัวเองเรียนได้พี่นับถือเลย ยิ่งค่าเทอมมหาลัยสมัยนี้แพง ๆ อยู่ด้วย”
“โชคดีว่าผมได้ทุนจากมหาลัยครับ ตรงนี้เลยช่วยผมได้เยอะเลย”
“ว้าว… เด็กทุนซะด้วย โอเค พี่รับเราเข้าทำงาน เด็กเก่ง เด็กขยันแบบนี้พี่สนับสนุน”
“ขอบคุณครับพี่”
ในที่สุดผมก็ได้ยินคำที่อยากได้ยิน ผมบอกพี่ส้มว่าสะดวกเข้างานทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ ช่วงเย็น ๆ เป็นต้นไป โดยพี่ส้มจะจ่ายค่าแรงให้เป็นรายชั่วโมง พี่ส้มแนะนำร้านว่าเปิดมาได้ 4 ปีแล้ว แกเข้ามาดูแลร้านทุกวัน เคยมีพนักงานประจำ 2 คน คือพี่กิ่งแก้วกับอีกคนเพิ่งลาออกไปเลี้ยงลูก ร้านเลยต้องรับพนักงานเพิ่ม
พี่ส้มให้ผมเริ่มทำงานวันจันทร์หน้านี้เลย แรกเริ่มให้ผมลองทำงานวันละ 3 ชั่วโมงก่อน เข้างานตอน 5 โมงเย็น เลิก 2 ทุ่ม หลังจากร่ำลากันเสร็จ ผมก็ขี่มอไซด์ออกมาจากร้าน จะกลับหอไปเปลี่ยนชุดเพื่อเตรียมทำงานขับรถรับส่งอาหารเดลิเวอรี ระหว่างทาง พลันสายตาของผมก็เหลือบไปเห็นป้ายไวนิลเขียนว่ารับสมัครพนักงานตัวเบ้อเริ่ม แขวนอยู่หน้ากำแพงร้านแห่งหนึ่ง ผมเบรกมอไซด์แล้วหันไปดู
รับสมัครพนักงานเสิร์ฟพาร์ทไทม์ สนใจติดต่อด้านในร้าน
มองเข้าไปในร้านน่าจะเป็นร้านเหล้า ใช่จริง ๆ ด้วย ที่หน้าร้านมีป้ายติดไว้ว่าลมเย็นบาร์ ผมสนใจงานเสิร์ฟอาหารที่นี่ ถ้าเป็นร้านเหล้าก็ต้องเปิดดึก ผมเลิกงานที่กรีนเฮาส์คาเฟ่ตอน 2 ทุ่ม มีเวลาเหลืออีกตั้งเยอะ เอาเวลาที่ว่างมาเปลี่ยนเป็นเงินดีกว่า
ผมเลี้ยวรถเข้าไปในร้าน จอดมอไซด์ไว้ใต้ต้นหูกระจงที่ปลูกติดกับกำแพงหน้าร้าน พอดับเครื่องมอไซด์ก็ได้ยินเสียงเพลงดังมาจากในร้าน ผมเดินเข้าไปเห็นผู้ชาย 3 คนยืนเล่นเพลงของ แซม สมิธ อยู่บนเวที ผมไม่ได้สนใจพวกเขา แต่สนใจพี่ผู้ชายเสื้อดำที่นั่งอยู่หน้าเวทีมากกว่า ดูราศีแล้วน่าจะเป็นเจ้าของร้าน
“สวัสดีครับพี่ ผมเห็นป้ายรับสมัครพนักงานเสิร์ฟติดอยู่หน้าร้าน ไม่ทราบว่ายังรับอยู่หรือเปล่าครับ?”
“รับอยู่ ๆ ไอ้น้องสนใจเหรอ ดี ๆ ที่ร้านกำลังขาดคนพอดี สะดวกเริ่มงานเมื่อไหร่ล่ะ วันนี้เลยไหม?”
“ผมสะดวกเริ่มงานวันจันทร์หน้าครับ เสาร์อาทิตย์พอดีติดงานอื่น ขอทำงานแค่วันจันทร์ถึงศุกร์ได้ไหมครับ?”
“ไม่มีปัญหา งั้นพี่ขอชื่อกับเบอร์โทรเราหน่อย”
ผมบอกชื่อกับเบอร์โทรให้พี่เขาไป
“โอเค เรียบร้อย ยินดีที่ได้ร่วมงานกันนะ”
“พี่รับผมเข้าทำงานแล้วเหรอครับ?”
“ใช่น่ะสิ ลืมบอกไปพี่ชื่อสุเมธนะ เป็นเจ้าของร้านนี้”
“ขอบคุณครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับพี่สุเมธ”
ผมออกจะประหลาดใจเล็กน้อยที่ถูกรับเข้าทำงานง่ายขนาดนี้ แค่ถามชื่อกับเบอร์โทร ไม่ต้องสัมภาษณ์อะไรสักคำ ก็ดีเหมือนกัน ผมจะได้รีบไปขับเดลิเวอรี
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ”
“เดี๋ยวสิ ถ้าไม่รีบไปไหน ช่วยอยู่ดูวงนี้เล่นดนตรีเป็นเพื่อนพี่หน่อย ไม่นานหรอก วงนี้มาสมัครเล่นที่ร้านน่ะ น้องช่วยดูหน่อยว่าใช้ได้ไหม?” พี่สุเมธพยักพเยิดไปบนเวที
ผมหันไปมองบนเวที พวกเขาเป็นวงดนตรีที่มีกัน 3 คน เดี๋ยวนะ มือกีตาร์คนนั้นหน้าคุ้น ๆ ไอ้ตู้เย็นนี่หว่า ไม่ยักรู้ว่ามันเล่นดนตรีเป็นกับเขาด้วย ผมยิ้มแล้วยักคิ้วทักทายมัน ท่าทางมันเขินอายที่เจอคนรู้จักในเวลาเช่นนี้
“จบไปแล้วนะครับกับเพลง แอมน็อทดิโอนลีวัน ของ แซม สมิธ จากอัลบั้ม อินเดอะโลนลีอาว นะครับ เพลงนี้เนี่ยเรียกว่าเป็นเพลงแจ้งเกิดของศิลปินคนนี้เลยก็ว่าได้ ใครอยากฟังเพลงไหนของศิลปินคนนี้ขอเข้ามาได้นะครับ วงเราเล่นได้แทบทุกเพลงของคนนี้ เอาล่ะครับ ต่อไปวงอินเดอะมูดฟอร์เลิฟ เราจะพาทุกท่านไปฟังเพลงของศิลปินรุ่นใหญ่กันบ้างกับเพลง น็อทติงส์กอนนาเชนจ์มายเลิฟฟอร์ยู ของ จอร์จ เบนสัน ขอเสียงปรบมือให้กำลังใจพวกเราและเชิญฟังได้เลยครับ”
ผมเคลิ้มตามคำพูดของนักร้องนำและปรบมือไปเองโดยไม่รู้ตัว นอกจากเขาคนนี้จะร้องเพลงเพราะ สำเนียงใช้ได้ ลีลาการพูดคุยกับคนฟังยังเหมือนดีเจอีกด้วย แล้วพวกเขาก็ขึ้นอินโทรเพลง
ตอนแรกที่ได้ยินชื่อเพลง ผมไม่รู้จักว่าเป็นเพลงอะไร แต่พอถึงท่อนฮุกถึงได้คุ้นหูว่าเคยได้ยินมาผ่าน ๆ เป็นเพลงประจำยุค 80 มั้งถ้าจำไม่ผิด ผมลื่นไหลไปกับอารมณ์เพลง เนื้อหาของเพลงหวานซึ้งกินใจ จนนึกว่ากำลังอยู่ในงานแต่งงานของคู่บ่าวสาวสักคู่หนึ่ง รู้ตัวอีกทีเพลงก็จบแล้ว ผมปรบมืออย่างชื่นชมจากใจจริง
“ขอบคุณครับ เพลงที่เพิ่งจบไปเมื่อกี้ชื่อเพลง น็อทติงส์กอนนาเชนจ์มายเลิฟฟอร์ยู ของ จอร์จ เบนสัน เป็นเพลงปี 1985 เนื้อหาว่าด้วยความรักของชายหนุ่มที่มีให้แฟนสาว เป็นความรักที่มั่นคง แม้ชีวิตเขาจะเปลี่ยนแปลง โลกนี้จะแปรเปลี่ยนไปยังไง ก็ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนความรักของเขาที่มีให้เธอได้ อาจฟังดูน้ำเน่าใช่ไหมครับ แต่สำหรับผมเพลงนี้เป็นเพลงโรแมนติกเพลงโปรดของผมเลย”
นักร้องนำเพื่อนไอ้ตู้เย็นคนนี้น่าประทับใจ เสียงร้องเพราะ มีพูดเนื้อหาเกี่ยวกับเพลงให้คนฟังได้ทราบ ผมไม่เคยฟังดนตรีสดกลางคืน ไม่รู้ว่านักร้องวงอื่นคุยเล่นกับคนฟังอย่างนี้ไหม แต่แบบนี้ผมชอบ ดูมีปฏิสัมพันธ์มากกว่าแค่ร้องเพลงแล้วจบไป
“เพลงต่อไปเพลงสุดท้ายของวันนี้แล้วนะครับ ขยับมาเล่นเพลงยุคปัจจุบันที่คุ้นหูพวกเรากันบ้างนะครับ เป็นเพลงจากวงโปรด วงไอดอลของพวกเราเลยก็ว่าได้ นั่นคือวงมารูนไฟว์ วงนี้เนี่ยมีผลงานเพลงออกมามากมาย เพลงที่ดัง ๆ มีอยู่หลายเพลง วันนี้พวกเราเลือกเพลงจังหวะสนุก ๆ อย่าง ซันเดย์มอร์นิ่ง ครับ เชิญฟังกันได้เลย”
ผมรู้จักเพลงนี้ ซันเดย์มอร์นิ่ง เป็นเพลงที่ดังเพลงหนึ่งของวงมารูนไฟว์ ต่างประเทศหลายคนชอบเอาไปคัฟเวอร์ประกวดในรายการ เดอะวอยซ์ หรือพวกรายการ ก็อททาเลนท์ ทั้งหลาย วงมารูนไฟว์ เป็นวงโปรดของผมเหมือนกัน ผมชอบเปิดเพลงของพวกเขาแล้วอ่านเนื้อร้องตาม เป็นวิธีฝึกภาษาอังกฤษแบบหนึ่งของผม พอนักร้องเริ่มร้อง ผมก็เริ่มร้องตามเบา ๆ
“ซันเดย์มอร์นิ่ง เรนอิสฟอลลิ่ง”
เมื่อเพลงจบผมและพี่สุเมธก็ปรบมือให้นักดนตรีวงนี้ด้วยความชอบใจ นักร้องนำดูจะอิ่มอกอิ่มใจที่มีคนชอบเพลงที่เขาร้องและเล่น แม้จะฟังกันอยู่แค่สองคนก็เถอะ ผมมองไปที่ไอ้ตู้เย็น มันทำหน้านิ่งไม่ยินดียินร้าย แหม… ทำเป็นเก๊กเข้าเถอะ เมื่อมันสบตาผม ผมก็ยกนิ้วโป้งให้ มันเห็นแล้วทำยักไหล่ เหมือนในใจจะพูดว่า ไม่ต้องชมกูหรอก กูเก่งจริง กูรู้ตัวเองดี น่าหมั่นไส้มันจริง ๆ
“โอเค! นัมเบอร์วัน! พี่ให้มาเล่นช่วง 3 ทุ่ม ตอนลูกค้ากำลังพีค ๆ ของดี ๆ อย่างนี้โลกต้องได้เห็น” พี่สุเมธลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้จนเก้าอี้ล้ม สองมือชูกดไลค์ให้นักดนตรีที่เพิ่งทำการแสดงจบ
“ให้พวกผมมาเล่นวันไหนบ้างครับ ตอนนี้เพิ่งเปิดเทอม เรียนยังไม่หนัก พวกผมสะดวกมาเล่นได้ทุกวันเลย” นักร้องนำถามพี่สุเมษอย่างกระตือรือร้น
“จริง ๆ พี่ก็อยากให้พวกน้องมาเล่นทุกวันนะ แต่ร้านพี่มีวงอื่นมาเล่นด้วย งั้นวงน้องมาเล่นวันจันทร์กับพฤหัสก็แล้วกัน
“โอเคครับ เดี๋ยววันจันทร์นี้พวกผมไม่ทำให้พี่ผิดหวังแน่นอน”
พี่สุเมธยกมือเยี่ยมให้อีกครั้ง แล้วเดินถือแก้วกาแฟไปที่บาร์
“ไม่เห็นเคยบอกเลยว่าเล่นกีตาร์เป็นด้วย” ผมทักไอ้ตู้เย็น ตอนมันกับเพื่อน ๆ กำลังเก็บข้าวของ
“ก็มึงไม่เคยชวนคุยเรื่องพวกนี้นี่ จู่ ๆ จะให้กูบอกว่าเล่นกีตาร์เป็นมันก็ยังไง ๆ ไหมวะ?”
“ไว้สอนกูเล่นกีตาร์บ้างดิ อยากมีความสามารถพิเศษกับเขาบ้าง”
“กูเก็บตังค์นะ ทีมึงยังไม่ติวให้กูฟรีเลย”
“เพื่อนมึงเหรอไอ้ตู้เย็น?” นักร้องนำหันไปถามไอ้ตู้เย็น
ไอ้ตู้เย็นพยักพเยิด “เพื่อนที่คณะน่ะ”
“หวัดดี เราชื่อนนท์ เรียนอยู่คณะวิศวกรรมสาขาซอฟต์แวร์” ผมแนะนำตัวอย่างสุภาพสำหรับคนรุ่นเดียวกันที่ยังไม่รู้จัก
“กูชื่อดินปืนนะ อยู่คณะนิเทศ ไอ้คนที่เล่นคีย์บอร์ดนั่นชื่อหมอก อยู่คณะรัฐศาสตร์”
ฝ่ายนั้นใช้สรรพนามเหมือนพวกเราสนิทกันมานาน ผมไม่ติดใจที่จะใช้สรรพนามกูมึงกับใคร แต่ถ้าเป็นคนที่เพิ่งเคยเจอ ผมจะลองเชิงใช้คำว่าเราเรียกแทนตัวเองไปก่อน ถ้าสนิทค่อยขยับขยาย แต่อย่างนี้ก็ดีแล้ว ฝ่ายนั้นหยิบยื่นความเป็นกันเองให้
“ยินดีด้วยนะที่ได้เล่นที่นี่ ว่าแต่ชื่อวงอะไรเหรอ?”
“อินเดอะมูดฟอร์เลิฟ ชื่อมาจากหนังของหว่องกาไวน่ะ” ไอ้ดินปืนตอบ
“ไม่เคยดูแฮะ”
“ว่าแต่มึงมาทำอะไรที่นี่เนี่ย?” ไอ้ตู้เย็นถาม
“กูเห็นเขาติดป้ายรับสมัครพนักงานเสิร์ฟเลยมาสมัครดู พี่เขารับง่าย ๆ เลย งั้นกูขอตัวกลับก่อนนะ เดี๋ยวจะรีบไปวิ่งรถรับส่งอาหาร”
“มึงจะขยันไปไหนวะ ทำงานเหมือนติดหนี้ธนาคารอยู่ 10 ล้านงั้นน่ะ”
ผมหัวเราะกับคำเปรียบเปรยของไอ้ตู้เย็น
“ไว้เจอกันนะพวกมึง”
ผมยกมือขึ้นโบก แล้วเดินกลับมาที่มอไซด์ ได้ฟังเพลงที่วงของไอ้ตู้เย็นเพิ่งเล่นไป ผมเหมือนได้เติมพลัง อาชีพนักร้องนักดนตรีเป็นอาชีพที่น่านับถือนะ เป็นอาชีพที่คอยส่งพลังบวกให้ผู้คน ถ่ายทอดอารมณ์สู่คนฟังผ่านเสียงเพลง
Leave a comment