นนท์
กิจกรรมรับน้องที่คณะสนุกมาก แถมยังได้เสื้อยืดกับกางเกงวอร์มมาฟรีอย่างละตัวอีก ผมเข้าไปได้ 2 ฐานแล้ว พอเดินมาเข้าฐานที่ 3 กับเพื่อนในกลุ่ม ผมก็สะดุดตาเข้ากับผู้ชายคนหนึ่ง ผมจำหน้าเขาได้ เพราะคือคนที่ผมทำเขาเปื้อนน้ำโคลนเมื่อเช้า เขาคนนั้นจ้องเขม็งมองมาด้วยสายตาเย็นยะเยือก เขาเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นหรือไงนะ เมื่อเช้าก็ทำตัวเย็นชาใส่ผม ผมไม่รู้ว่าจะตอบกลับสายตาแบบนั้นของเขายังไงดี เลยยิ้มแหย ๆ พลางผงกหัวปลก ๆ เป็นเชิงขอโทษ
พอถึงช่วงแนะนำตัว ผมตั้งใจฟังว่าผู้ชายคนนั้นชื่ออะไร หลังจากจบกิจกรรมจะได้เข้าไปทักและเอ่ยปากขอโทษอย่างเป็นทางการ เขาแนะนำตัวเองด้วยใบหน้าเรียบเฉยว่าชื่อตู้เย็น ชื่อตู้เย็นเนี่ยนะ ผมแอบขำอยู่ในใจแบบเก็บอาการไว้ แต่คงเก็บอาการไม่ค่อยอยู่ เพราะตู้เย็นค้อนสายตามองมาทางผม เมื่อถึงตาผม ผมก็แนะนำตัวไปว่าชื่ออะไร แล้วรุ่นพี่ก็ตั้งชื่อเล่นให้ผมใหม่ว่านนท์นนท์ แต่ท่าทางตู้เย็นจะไม่ชอบชื่อนี้นะ ผมเห็นเขาแบะปากใส่ผม แล้วทำไมเขาถึงเอาแต่จ้องผมล่ะเนี่ย
มาถึงช่วงกิจกรรมแล้ว ฐานนี้คือฐานชักกะเย่อทัวร์นาเมนท์ กลุ่มนางแมวป่าและม้าโพนี่ได้เริ่มก่อน พบกับกลุ่มหนูหริ่งหนูหรั่ง ผมสงสัยว่าใครตั้งชื่อกลุ่มว่านางแมวป่าและม้าโพนี่ ชื่อโคตรเฟี้ยวเลย คิดว่าคงไม่ใช่ตู้เย็นหรอกนะที่เป็นคนตั้ง ทั้ง 2 กลุ่มยืนเรียงแถวประจันหน้ากัน จับเชือกเส้นใหญ่คนละด้าน
ผมดูหน่วยก้านแล้ว กลุ่มนางแมวป่าและม้าโพนี่แพ้แน่ ๆ เพราะทั้งกลุ่มมีตู้เย็นเป็นผู้ชายอยู่คนเดียว แต่ไม่นึกว่ากลุ่มนี้จะแพ้อย่างหมดรูปขนาดนี้ พอรุ่นพี่ให้สัญญาณนับ 3 กลุ่มนางแมวป่าและม้าโพนี่ก็ถูกดึงมาอยู่ฝั่งกลุ่มหนูหริ่งหนูหรั่งแทบจะทันที ตามกติกาคือกลุ่มที่ได้ที่โหล่ต้องโดนทำโทษด้วยลูกโป่งน้ำ ผมอยากให้ทีมนี้ได้ที่โหล่ จะได้เป็นคนลงโทษตู้เย็น เผื่อเราจะได้สนิทกันมากขึ้น จนทำให้เขาเลิกจ้องผมด้วยสายตาเย็นชาซะที
กลุ่มผมได้แข่งกับกลุ่มโลมาและวาฬ ดูแล้วกลุ่มผมน่าจะชนะ เพราะในกลุ่มมีผู้ชายนักกีฬาอยู่ 2 คน ซึ่งก็เป็นจริงดังคาด กลุ่มผมเอาชนะกลุ่มโลมาและวาฬไปได้ โดยกลุ่มโลมาและวาฬต้องไปชิงที่โหล่กับกลุ่มนางแมวป่าและม้าโพนี่ ซึ่งกลุ่มที่แพ้คือกลุ่มนางแมวป่าและม้าโพนี่อย่างไม่ต้องสงสัย ได้การล่ะ ผมจะต้องชิงที่ 1 มาให้ได้ เพื่อที่ผมจะได้แกล้งตู้เย็นให้คะแนนความสนิทของเราทั้งคู่เพิ่มมากขึ้น
กลุ่มราชสีห์กับหนูของผมต้องชิงแชมป์กับกลุ่มหนูหริ่งหนูหรั่ง ผมเป็นหัวหน้ากลุ่มยืนจับเชือกอยู่หน้าสุด สายตาของผมปะทะกับสายตาของหัวหน้ากลุ่มหนูหริ่งหนูหรั่ง ฝ่ายนั้นสายตาแน่วแน่ ไม่มีท่าทียอมแพ้ ฝ่ายผมเองก็ไม่มีทางยอมแพ้เหมือนกัน เมื่อพี่แป้งนับ 3 ผมก็ออกแรงดึงเชือกในมือสุดแรง ในหัวของผมคิดแต่เพียงว่าต้องเอาชนะการแข่งชักกะเย่อครั้งนี้ให้ได้
เสียงพี่ฐานตะโกนเชียร์ด้วยชื่อของผม ยิ่งทำให้ผมมีแรงฮึบขึ้นอีก พวกเราเอาชนะกลุ่มหนูหริ่งหนูหรั่งไปได้ ทุกคนในกลุ่มดีใจกระโดดโลดเต้นกันใหญ่ ผมยิ้มหน้าบานแล้วหันไปมองตู้เย็น ฝ่ายนั้นหลบสายตาแล้วผ่อนลมหายใจเฮือกใหญ่
พี่แป้งเรียกกลุ่มนางแมวป่าและม้าโพนี่ออกมาข้างหน้า แล้วแจกลูกโป่งน้ำให้สมาชิกกลุ่มผมคนละลูก การลงโทษเริ่มจากสมาชิกกลุ่มไล่มาถึงตาผมที่ได้เป็นคนลงโทษตู้เย็นสมใจ แด่มิตรภาพที่กำลังจะผลิบานของพวกเราสองคน ผมขยับลูกโป่งน้ำในมือ กำลังจะยกขึ้นวางไว้บนหัวของตู้เย็น แต่พี่แป้งเข้ามาคั่นซะก่อน
“เดี๋ยว ๆ เป็นถึงหัวหน้ากลุ่มจะให้โดนลงโทษเหมือนลูกทีมไม่ได้” พี่แป้งยื่นลูกโป่งน้ำอีกใบมาแลกกับของผม ผมรับมาแล้วดูข้างใน เห็นอะไรยุบยับ มันคือเม็ดแมงลักนั่นเอง โอ้โห… สนุกแล้วสิคราวนี้ ถ้าโดนเม็ดแมงลักติดผมเข้าไปล่ะก็ ล้างออกยากแน่
ผมปล่อยอารมณ์ให้ครื้นเครงไปกับบรรยากาศและเสียงเชียร์รอบตัว ยกลูกโป่งน้ำวางไว้บนหัวของตู้เย็น พี่แป้งส่งเข็มสำหรับจิ้มลูกโป่งน้ำให้ผม แต่ผมนึกพิเรนท์ขึ้นมาได้แว๊บ ไม่รับเข็มจากพี่แป้ง แล้วยกลูกโป่งน้ำขึ้นเหนือหัวของตู้เย็นแล้วทุ่มใส่หัวของเขาสุดแรง ลูกโป่งใส่น้ำแตกโพละ น้ำระเบิดออกมาเปียกหัวตู้เย็นพร้อมกับเม็ดแมงลักที่พองตัวได้ที่ ติดเต็มผมของเขาจนเหนียวเหนอะไปหมด
ผมหัวเราะกับสภาพเปียกปอนเหมือนลูกหมาตกน้ำของตู้เย็นในตอนนี้ ผมตบไหล่เขาเป็นเชิงบอกว่าแค่เล่นกันสนุก มาสนุกไปด้วยกันกับทุกคนเถอะ แต่เจ้าตัวไม่สนุกเอาสักกะนิด เขาหันหน้าบึ้งตึงใส่ผม ท่าทางจะโกรธแฮะ สายตาเย็นชาที่จ้องมาทำเอาผมสันหลังเย็นวาบ ผมทำได้เพียงส่งยิ้มแหย ๆ ให้
“ขอเสียงปรบมือให้กับเพื่อน ๆ กลุ่มนางแมวป่าและม้าโพนี่กับกลุ่มราชสีห์กับหนูหน่อยเร็ว” พี่แป้งออกมาพูด “เอาล่ะค่ะ น้อง ๆ ก็เข้ากันมา 3 ฐานแล้ว เดี๋ยวเราจะพักกัน 20 นาที แล้วให้น้อง ๆ ไปต่ออีก 3 ฐานที่เหลือนะ โอเคทุกคนแยกย้ายกันไปพักได้จ้ะ”
ทุกคนกระจายแยกย้ายกันไปพัก ผมเห็นตู้เย็นเดินมุ่งไปยังอาคารเรียน คงจะไปเข้าห้องน้ำเพื่อล้างเม็ดแมงลักที่ติดหัวออก เรื่องมาลงเอยไม่เหมือนที่ผมคาดไว้สักนิด ผมคิดว่าที่ทำไปแบบนั้น ตู้เย็นจะสนุกเหมือนที่ผมรู้สึกซะอีก คะแนนความสนิทของผมกับเขาจากเดิมที่เป็นศูนย์ ตอนนี้ติดลบซะแล้ว ผมจะไปหาเขาแล้วเอ่ยคำขอโทษแค่ปากเปล่าคงไม่พอซะแล้ว ต้องทำให้ตู้เย็นเห็นว่าที่ผมทำไปเพียงเพื่อมิตรภาพของเราจะงอกเงยอย่างงดงามเท่านั้น ผมถามยืมหวีจากเพื่อนผู้หญิงในกลุ่ม พอมีคนให้ยืม ผมก็ตามตู้เย็นไปที่ห้องน้ำ
มาถึงห้องน้ำผมเห็นตู้เย็นยืนอยู่หน้าอ่างล้างหน้า เปิดก๊อกน้ำให้ไหลแรงสุดแล้วจุ่มหัวลงไป ผมเดินถือหวีเข้าไปหาใกล้ ๆ
“ให้ช่วยไหม?”
ตู้เย็นเงยหัวที่เปียกมะล่อกขึ้นมามองผม หน้าตาบอกบุญไม่รับ
“เราชื่อนนท์นะ อยู่สาขาวิศวกรรมซอฟต์แวร์” ผมแนะนำตัวอย่างสุภาพ
“เออ… กูรู้แล้ว ป้ายชื่อมึงก็เขียนไว้อยู่”
ผมตะลึงนิดหน่อยที่อีกฝ่ายใช้คำว่ามึงกูตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ ขณะที่ผมตั้งใจใช้คำสุภาพอย่างเรากับนาย
“เราไม่ได้ตั้งใจนะ”
ตู้เย็นเขม่นมองผม “มึงไม่ได้ตั้งใจ? แต่มึงทุ่มลูกโป่งเข้าหัวกูยังงั้น นี่เรียกว่าไม่ได้ตั้งใจเหรอ?”
“เปล่า ๆ เราหมายถึงไม่ได้ตั้งใจใช้ลูกโป่งที่มีเม็ดแมงลักอยู่ข้างใน”
“แต่มึงก็เห็นอยู่แต่แรกแล้วป่ะวะ ว่ามีเม็ดแมงลักอยู่ข้างใน”
“ก็ใช่… แต่พี่เขายื่นมาให้ไง เราไม่รู้จะปฏิเสธยังไง”
ตู้เย็นทำหน้าไม่เชื่อแล้วก้มหัวจ่อก๊อกน้ำ ผมยื่นมือไปแปรงหัวให้ หวังจะเอาเม็ดแมงลักออกให้ แต่ตู้เย็นตกใจ ผงะถอยหลังไป
“มึงทำอะไรวะ?”
ผมตกใจตาม หดมือเข้าหาตัว “ตกใจหมดเลย แค่จะหวีเอาเม็ดแมงลักออกให้”
“งั้นก็บอกกันก่อนดิวะ”
“โทษที จะหวีให้ละนะ”
ตู้เย็นขยับเข้ามาใกล้อ่างล้างหน้าเหมือนเดิมแล้วก้มหัวลง ผมเอาหวีแปรงผมให้เขา เม็ดแมงลักบางส่วนติดหวีออกมา
“ออกบ้างไหมวะ?”
ผมยื่นหวีที่มีเม็ดแมงลักติดอยู่ให้เขาดู แล้วเอาหวีไปล้างกับก๊อกน้ำ ก่อนจะเอามาหวีให้ตู้เย็นต่อ
“มึงทำหัวกูเละ มึงต้องรีบผิดชอบเอาเม็ดแมงลักออกให้หมดเลยนะ”
“รู้แล้วน่า ไว้ใจได้ เดี๋ยวเราหวีเอาเม็ดแมงลักออกให้เอง แป๊บเดียวก็หมดแล้วล่ะ” ผมเพิ่มแรงกดไปที่หวี แต่หวีไม่ยอมไป
“โอ้ย!” ตู้เย็นร้อง “เบามือหน่อยดิวะ ผมกูจะหลุดมาด้วยอยู่แล้วเนี่ย”
“โทษที มือหนักไปหน่อย กลัวมันออกไม่หมดน่ะ”
ผมใช้เวลาพักทั้ง 20 นาทีในการหวีเม็ดแมงลักออกจากหัวให้ตู้เย็น เมื่อผมบอกว่าน่าจะหมดแล้วเขาเพียงมองหน้าผมด้วยสายตานิ่ง ๆ เดินไปหยิบกระดาษทิชชู่แล้วออกจากห้องน้ำไปโดยไม่เอ่ยขอบคุณสักคำ เขาเป็นพวกต่อต้านสังคมหรือเปล่านะ ผมคิดผิดหรือเปล่าที่อยากจะสร้างมิตรภาพกับคนอย่างเขา เพราะมันน่าจะเหนื่อยและอาจเสียแรงเปล่าก็ได้
เสร็จกิจกรรมรับน้องเวลาก็ลุล่วงมาถึงช่วงเย็น ท้องฟ้าฉาบไปด้วยแสงอาทิตย์ยามอัสดงเป็นสีส้ม ชมพู ม่วง เหมือนเป็นท้องฟ้าที่ผ่านการตกแต่งด้วยโปรแกรมโฟโต้ชอป เด็กปี 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ทะยอยแยกย้ายกันกลับที่พัก ผมว่าจะไปหาอะไรกินแถวหลังมหาลัย แถวนั้นของอร่อยเยอะ แถมราคาประหยัดเงินในกระเป๋าอีกด้วย ผมเดินไปเอารถมอไซด์ที่จอดไว้ตรงลาดจอดหน้าคณะ เห็นตู้เย็นอยู่ข้างหน้าสภาพดูอิดโรย ผมจะลองพยายามสานมิตรภาพกับเขาอีกสักครั้งดีไหมนะ ชวนเขาไปกินข้าวด้วย เพื่อขอโทษเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ ผมรีบก้าวไปสะกิดไหล่เขา
“ไปกินข้าวกันไหม? เดี๋ยวเราเลี้ยงเอง”
“เลี้ยงทำไมวะ?” เสียงตู้เย็นฟังดูขึงขัง
“เพื่อเป็นการขอโทษเรื่องที่ทำนายเปียกน้ำโคลนเมื่อเช้า และก็ขอโทษที่เล่นลงโทษนายแรงไปหน่อย”
ตู้เย็นนิ่งคิดไปแป๊บหนึ่ง ก่อนจะเพยิดหน้าเป็นเชิงรับคำเชิญ ผมยิ้มดีใจ ถือว่ามิตรภาพระหว่างผมกับเขาคืบหน้าไปหน่อยนึงแล้ว ผมยกมือขึ้นพาดไหล่เขาแล้วพาเดินมาที่มอไซด์ของผม
“นายอยากกินไรเป็นพิเศษไหม?” ผมถามระหว่างกำลังใส่หมวกกันน็อกให้ตัวเอง
“มึงเป็นคนเลี้ยงก็แล้วแต่มึงจะพาไปเลย ขอร้านที่อร่อย ๆ แล้วกัน”
“โอเค เดี๋ยวร้านที่จะพาไปนี้รับรองว่าอร่อย ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน”
ผมถอยมอไซด์ออกมาจากช่องจอด ขึ้นขี่แล้วกดสตาร์ทเครื่อง เมื่อตู้เย็นขึ้นซ้อนท้ายผมก็ออกรถ ขี่ออกประตูคณะวิศวกรรมศาสตร์ไปสู่ถนนหลังมหาลัย ตลอดทั้งถนนเส้นนี้เต็มไปด้วยร้านอาหารราคาถูกเปิดให้บริการหลายร้าน แต่ละร้านเริ่มมีคนมานั่งกินมื้อเย็นกันบ้างแล้ว ผมขี่มาจอดหน้าร้านข้าวต้มเจ๊ปาน ร้านอร่อยที่ผมเคยมากินกับเพื่อนตอนมาสอบเข้า
“ถึงแล้ว ร้านนี้แหละ ข้าวต้มเจ๊ปาน เปิดยันตี 3 แน่ะ เมนูเด็ดของร้านนี้คือข้าวต้มกุ้ง กินไปชามเดียวจุกถึงเช้า”
“ข้าวต้มกุ้ง?” ตู้เย็นร้องเสียงดัง มันมีอะไรให้ตกใจขนาดนั้น
“ใช่ เมนูซิกเนเจอร์ประจำร้านเลยนะ เด็กมหาลัยเราทุกคนต้องได้มากิน”
“แหวะ ไม่อยากกินว่ะ ตอนนี้กูเลี่ยนข้าวต้มกุ้ง เปลี่ยนไปกินอย่างอื่นไม่ได้เหรอวะ?”
“ทำไมอ่ะ ไหนบอกว่ากินอะไรก็ได้ไง ร้านนี้อร่อยนะ ไม่ลองกินดูหน่อยเหรอ?”
ตู้เย็นส่ายหัว
“งั้นเปลี่ยนไปกินก๋วยเตี๋ยวร้านข้าง ๆ ไหมล่ะ? แต่ร้านนั้นไม่รับประกันนะว่าอร่อยหรือเปล่า เพราะเรายังไม่เคยไปกินเหมือนกัน”
ตู้เย็นไม่ตอบอะไรผม แต่เดินนำเข้าไปในร้านก๋วยเตี๋ยวป้าตุ้มแล้วหย่อนก้นลงนั่ง ผมเดินไปนั่งโต๊ะเดียวกับเขา
“ผมเอาเส้นเล็กต้มยำพิเศษ ใส่ทุกอย่างครับ” ตู้เย็นตะโกนสั่งป้าที่ยืนอยู่หน้าหม้อก๋วยเตี๋ยว
“ส่วนผมเอาบะหมี่เกี๊ยวพิเศษครับ” ผมตะโกนสั่งอาหารให้ตัวเอง แล้วหันมาชวนตู้เย็นคุย “นายเรียนสาขาอะไรเหรอ เราเรียนสาขาวิศวกรรมซอฟต์แวร์”
“กูก็เรียนสาขาวิศวกรรมซอฟต์แวร์เหมือนกัน แต่เป็นภาคพิเศษนะ แล้วมึงเลิกใช้คำว่าเรากับนายได้ป่ะ กูฟังแล้วจั๊กกะจี้ เหมือนกูเป็นคู่เกย์กับมึงงั้นแหละ”
“ได้ดิวะไอ้ตู้เย็น หอมึงอยู่แถวไหน เดี๋ยวกินก๋วยเตี๋ยวเสร็จกูขี่รถไปส่งมึงเอง” ผมพูดไปยิ้มไป ดีใจที่มิตรภาพของผมกับมันพัฒนาไปอีกขั้น
รอเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ก๋วยเตี๋ยวที่เราสั่งก็มาเสิร์ฟ ค่อนข้างได้น้อยกว่าที่ผมคิดนะ ขนาดสั่งพิเศษแต่ดูท่าว่ากินหมดผมก็ยังไม่อิ่ม ผมหยิบตะเกียบและช้อนเตรียมจะลงมือกิน แล้วตู้เย็นก็มาคีบลูกชิ้นในชามของผมเข้าปากมันไป
“เฮ้ย! ของกูนะโว้ย ยิ่งได้น้อย ๆ อยู่ มาแย่งของกูทำไมวะ”
“ก็กูหิวนี่หว่า รับน้องวันนี้เหนื่อยชิบหาย กูแบกกลุ่มอยู่คนเดียว แถมโดนไอ้เชี่ยที่ไหนไม่รู้มาแกล้งลงโทษอีก”ไอ้เชี่ยที่ว่านั่นคือผมเองแหละ พูดมายังงี้ผมก็ไม่กล้าเดือดร้อนเรื่องลูกชิ้นต่อ ผมคีบผักกวางตุ้งในชามเข้าปากเป็นคำแรก หลังจากกินก๋วยเตี๋ยวจนเกลี้ยงชาม ผมก็ขี่รถมาส่งตู้เย็นที่คอนโดของมัน โดยขับทะลุมหาลัยไป ทีแรกผมนึกว่ามันอยู่หอพักธรรมดา ที่ไหนได้มันอยู่คอนโดหรู แถมเรียนภาคพิเศษอีก คงเป็นลูกคุณหนูบ้านมีฐานะ ผมจำได้เลา ๆ ว่าเมื่อวานเคยมาส่งอาหารที่คอนโดแห่งนี้ และหน้าลูกค้าที่สั่งอาหารก็คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นไอ้ตู้เย็นนี่แหละ
Leave a comment