ถึงเวลาร้านปิด ทุกคนทะยอยกันกลับทางใครทางมัน กลุ่มของเหรียญยังมีสติกันครบ ยกเว้นหยวนที่หมดสภาพไปแล้ว ลำบากเหรียญและแบงค์ต้องหิ้วปีกกลับมาขึ้นรถของพี่ปอนด์ เหรียญกำชับให้เพื่อน ๆ หาถุงพลาสติกติดมือขึ้นรถไปด้วย เผื่อหยวนอ้วกระหว่างทางจะได้ไม่เหลือหลักฐานทิ้งไว้บนรถ ดูเหมือนฟรังก์จะติดใจบรรยากาศร้านในวงเหล้า ระหว่างทางกลับเธอเล่ามุกตลกที่โดนใจซ้ำให้เพื่อนในรถฟังอีกครั้ง คนระดับเธอมาเจออะไรแบบนี้เท่ากับได้เปิดโลกทัศน์เลยทีเดียว หยวนไม่ได้ก่อปัญหาอะไรระหว่างอยู่ในรถ เขานอนหราอ้าปากกรนอยู่ที่เบาหลัง หมดสภาพนายแบบแคทวอล์กไปเสียสิ้น ถนนเวลานี้โล่ง มีรถแล่นอยู่ไม่กี่คันเพราะมันดึกมาแล้ว เหรียญวางแผนอยู่ในใจว่าปิดเทอมนี้จะใช้เวลาทำอะไรบ้าง เขาคงต้องกลับบ้านไปให้พ่อแม่เห็นหน้าค่าตาบ้าง เพราะตั้งแต่มาเรียนที่นี่ เขากลับบ้านไปแค่ครั้งเดียวเอง คิดอย่างเพลิน ๆ...
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความกังวลใจให้กับคนทุกระดับในสังคม แม้แต่ทางมหาวิทยาลัยก็ออกประกาศเตือนนักศึกษาให้ขับขี่รถอย่างระมัดระวัง งดสังสรรค์จนดึกดื่น ตลอดเวลาหนึ่งภาคการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย มีข่าวเกี่ยวกับผีชุดขาวให้ได้ยินไม่เคยขาด หลังสอบวิชาหนึ่งเสร็จ เหรียญและเพื่อน ๆ นัดกันกินมื้อกลางวันที่โรงอาหารประจำคณะ กินไปพลางพูดเรื่องข้อสอบที่เพิ่งทำมา จนเข้าเรื่องผีชุดขาวในที่สุด “สักวันหนึ่งจะมีคนใดคนหนึ่งในกลุ่มเราเจอผีชุดขาวไหมวะ?” แบงก์เริ่มประเด็น “อย่าพูดแช่งกันเองแบบนี้สิ พวกเราก็ไม่ใช่พวกชอบเที่ยวกลางคืนสักหน่อย” ฟรังก์ปราม “ฉันนี่สิน่ากลัว บางทีเลิกงานเดินแบบดึก ๆ ก็หวั่นใจกลัวจะเจอผีชุดขาวเหมือนกัน” หยวนว่า “แต่พักนี้ไม่ค่อยได้ยินข่าวผีชุดขาวออกอาละวาดเลยนะ” เหรียญตั้งข้อสังเกต...
ใกล้เวลาเรียนวิชาแรกเข้าไปทุกที อาจารย์ประจำวิชายังไม่มีทีท่าว่าจะมาถึง ระหว่างนี้มีนักศึกษาชายคนถึงลุกไปเปิดประตูห้องเรียนให้ใครคนหนึ่งเดินเข้ามา ทีแรกทุกคนนึกว่าเป็นอาจารย์ พากันเงียบกริบแล้วหันมามองเป็นตาเดียว ทว่าแท้จริงแล้วเป็นอัฐ เพื่อนร่วมชั้นปี ชายหนุ่มร่างท้วม ผิวคล้ำ ที่ตอนเข้าค่ายวันนั้นยังเห็นปกติสบายดี แต่ตอนนี้เขาต้องเดินกะเผกโดยใช้ไม้ค้ำยันช่วยพยุง ขาข้างขวามีเฝือกดามอยู่ เพื่อนที่นั่งแถวหน้าเห็นสภาพอัฐดังนั้นก็เข้าไปช่วยประคองมานั่ง ทั้งห้องยังคนเงียบกริบ สายตาทุกคู่จ้องมายังเป้าหมายเดียวกัน เจ้าตัวเหมือนจะรู้ตัวว่าในหัวของเพื่อน ๆ มีคำถามเดียวกันที่อยากเอ่ยถามเขา แล้วใครคนหนึ่งก็เป็นตัวแทนถามคำถามประโยคนั้นออกมาในที่สุด “อัฐ… ขานายไปโดนอะไรมา?” “อุบัติเหตุน่ะ รถมอเตอร์ไซด์เราล้ม”...
เล่าจบเพื่อนนักศึกษาใหม่ก็ส่งเสียงฮือฮา ขนลุกขนพองไปกับเรื่องที่อัฐเล่า ไม่อยากจินตนาการเลยว่าหากเป็นต้องไปตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น จะประคองสติไว้กับตัวเช่นใด เหรียญหัวเราะหึในลำคอ แววตาส่องประกายเหมือนคนจับโกหกคนอื่นได้ เขาหันหน้าไปคุยกับเพื่อน ๆ “นี่แบงก์ นายกลัวผีหรือเปล่า?” “ไม่รู้สิว่ากลัวไหม ไม่เคยเจอเองกับตัว แต่ฉันไม่เชื่อหรอกว่าผีมีจริง และก็ไม่อยากเจอด้วย” แบงก์ตอบ “ฉันก็ไม่เคยเจอ” หยวนบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ฉันก็ไม่เคยเจอและไม่เชื่อด้วยว่าผีมีจริง ฉันว่านายอัฐคนนี้มันแต่งเรื่องหลอกเราทุกคน ผีอะไรวะไปติดอยู่ในกระจกโต๊ะเครื่องแป้งออกมาไม่ได้ ปัญญาอ่อนไปฉันว่า” เหรียญสับเละเรื่องที่อัฐเพิ่งเล่าจบ “แต่ฉันเชื่อนะ”...
อากาศยานลำยักษ์เหินอยู่กลางเวหา เหนือแผ่นดินที่มีภูมิทัศน์เป็นภูเขาสูงต่ำเขียวขจี เมฆเกาะกลุ่มก้อนสีหม่นคล้ำ ดูคล้ายพร้อมจะสาดสายฟ้าสู่เบื้องล่างในเร็วนี้ ไฟสัญญาณแจ้งให้ผู้โดยสารรัดเข็มขัดที่นั่งสว่างขึ้น เสียงนักบินประจำเครื่องดังขึ้นผ่านลำโพง แจ้งให้ผู้โดยสารทราบว่าเครื่องบินลำนี้กำลังจะถึงที่หมายในอีกไม่ช้า ทิวทัศน์ด้านล่างเริ่มมีตึกรามบ้านช่องให้เห็นบ้างแล้ว ท้องถนนแม้จะมีรถราหลายคันสัญจรแต่ยังดูโล่งมาก เมื่อเทียบกับท้องถนนในเมืองหลวงที่แน่นขนัดไปเสียทุกสาย เครื่องบินลดระดับความสูงลงกะทันหัน ทำเอาผู้โดยสารเสียวตรงท้องน้อย หัวใจหล่นวูบไปตาตุ่ม ในที่สุดเครื่องบินจากเมืองหลวงลำนี้ก็พาผู้โดยสารมาถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ ชายหนุ่มวัยรุ่นนั่งรออยู่ตรงที่นั่งเพื่อรอผู้โดยสารคนอื่นทยอยลงจากเครื่อง เมื่อเครื่องบินโล่งดีแล้วเขาค่อยลุกขึ้นมาหยิบกระเป๋าของตนเอง จากช่องเก็บสัมภาระเหนือที่นั่งลากตามคนอื่นออกไป เมื่อมองออกมาจากอาคารผู้โดยสารขาเข้าจะเห็นเครื่องบินจอดอยู่บนลานไม่กี่ลำ มีภูเขาสีเขียวสดบดบังบางส่วนด้วยหมอกจาง ๆ เป็นฉากหลัง สายฝนโปรยปรายเบา ๆ...
แววเข้าไปประคองบัวลุกจากเตียง พาเธอซ้อนรถมอเตอร์ไซค์มาหาหมอที่คลินิกหน้าปากซอย รอคิวเดี๋ยวเดียวก็ได้เข้าไปตรวจ หมอวินิจฉัยว่าบัวปวดหัวเพราะเป็นไมเกรน จากนี้ไปต้องระวังไม่ให้ตัวเองเครียด พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าปล่อยให้ร่างกายอ่อนเพลียและขาดน้ำ ไม่อย่างนั้นอาการปวดหัวเช่นนี้จะกำเริบอีก หลังรับยาและจ่ายค่ายาเรียบร้อยแล้ว แววก็พาบัวกลับบ้าน พากลับมาส่งถึงห้อง ประคองลงนอนที่เตียง “พี่บัวต้องกินอะไรลงท้องหน่อยนะถึงจะกินยาได้” แววบอกด้วยความเป็นห่วง ตอนนี้เธอนับถือบัวเหมือนพี่สาวคนหนึ่ง “ขอบใจจ้ะ พี่ขอนอนพักสักแป๊บ แล้วเดี๋ยวจะลุกมากินข้าวกินยา น้องแววกลับไปเถอะพี่ไม่รบกวนแล้ว” “ถ้าพี่เป็นอะไรหรือต้องการอะไรเรียกหนูได้เลยนะ หรือถ้าลุกไม่ไหว จะโทรหาก็ได้” แววบอกแล้วทิ้งบัวให้อยู่คนเดียวในห้องตามลำพัง...
อากาศกรุงเทพคืนนี้ร้อนอบอ้าว ไม่มีลมพัด ทุกอย่างนิ่งสนิท ที่เมื่อวานแววหลับไปอย่างง่ายดาย เนื่องด้วยความเหนื่อยและอ่อนเพลีย แต่คืนนี้เธอปกติสบายดี ตาสองข้างลืมโพลงอยู่กลางความมืด ในห้องพักเล็กแคบที่เปิดพัดลมเพดานหวังหมุนเวียนอากาศ แต่กลับไม่ช่วยอะไร ทั้งที่เพิ่งอาบน้ำไป แต่ตอนนี้เหงื่อเม็ดเล็กเริ่มผุดออกมาตามร่างกาย เธอคิดถึงบ้านขึ้นมาจับใจ บ้านเกิดที่ท้องฟ้าระยิบระยับไปด้วยหมู่ดาว ลมสบายพัดผ่านตลอดคืน เพียงเปิดหน้าต่างรับ ต่างจากที่นี่ราวฟ้ากับเหว แววทนความอุดอู้อยู่ในห้องไม่ไหว ตอนนี้เวลาประมาณสี่ทุ่ม เธอเปิดประตูออกมาจากห้องพัก ทุกอย่างเงียบสนิท สาวใช้ทุกคนต่างหลับกันหมดแล้วในห้องของใครของมัน เธอหวังว่าอยู่ที่นี่นานวันเข้า ร่างกายของเธอคงปรับตัวให้ชินกับอากาศและนอนหลับได้อย่างสบายใจเหมือนกับคนอื่น...
แววยกมือไหว้ทุกคนตรงม้านั่ง ทุกคนเป็นผู้หญิงและดูอายุมากกว่าเธอ บัวแนะนำให้เธอรู้จักเพื่อนร่วมงานทีละคน เริ่มจาก “ป้าอารี” ผู้อาวุโสที่สุด เปรียบเสมือนหัวหน้าแม่บ้าน คอยดูแลความเรียบร้อยเป็นระเบียบทุกอย่างของบ้านหลังนี้ อยู่ที่นี่มานานกว่าใครเป็นสิบปีเห็นจะได้ แกดูเป็นคนใจดี ท่าทางโอบอ้อมอารีเหมือนชื่อ พูดจาไพเราะน่าฟัง ไม่ปากร้ายเหมือนคนใช้ในละคร “ดาว” หลานสาวแท้ ๆ ของป้าอารี ดูอายุห่างจากแววไม่มาก หลังเรียนจบชั้น ม.3 ก็ติดสอยห้อยตามป้าอารีมาทำงานเป็นแม่บ้านที่กรุงเทพ รับหน้าที่ดูแลทำความสะอาดเครื่องแต่งกายให้แก่นายจ้างทั้งสอง “นุ้ย”...
เพิ่งสิ้นฤดูทำนา ไร่ท้องทุ่งโล่งเตียน มีกองฟางตั้งอยู่หลายหย่อม รอการนำไปเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์เคี้ยวเอื้อง กว่าจะเวียนมาถึงฤดูนี้อีกครั้ง ระหว่างนี้ท้องนาแทบไร้ประโยชน์เพราะไม่สามารถเพาะปลูกได้ เนื่องจากไม่มีฝนตก มีไว้เพียงเพื่อผูกวัวควายไว้กับหลักเท่านั้น ชาวบ้านที่เป็นเกษตรกรจะย้ายมาทำอาชีพรับจ้าง ไปทำงานโรงงาน หรือขับรถส่งของ บ้างก็เข้ากรุงเทพหางานหาการทำ พอฤดูทำนาเวียนมาอีกคราจึงค่อยขอลากลับมาทำอาชีพเดิม แวว สาวชาวบ้านที่ประกอบอาชีพเกษตรกรเหมือนคนอื่น ๆ ในชุมชน เพิ่งจะหมดงานรับจ้างทำนาไป เธออาศัยอยู่กับน้าผู้เป็นน้องสาวท้องเดียวกับแม่ของเธอ แค่สองคนในเรือนไม้เล็ก ๆ ไม่มีที่นาทำกินเป็นของตัวเอง เธอปรึกษากับเพื่อนว่าจะเข้าเมืองไปทำงานโรงงานสักแห่ง...