แววเข้าไปประคองบัวลุกจากเตียง พาเธอซ้อนรถมอเตอร์ไซค์มาหาหมอที่คลินิกหน้าปากซอย รอคิวเดี๋ยวเดียวก็ได้เข้าไปตรวจ หมอวินิจฉัยว่าบัวปวดหัวเพราะเป็นไมเกรน จากนี้ไปต้องระวังไม่ให้ตัวเองเครียด พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าปล่อยให้ร่างกายอ่อนเพลียและขาดน้ำ ไม่อย่างนั้นอาการปวดหัวเช่นนี้จะกำเริบอีก หลังรับยาและจ่ายค่ายาเรียบร้อยแล้ว แววก็พาบัวกลับบ้าน พากลับมาส่งถึงห้อง ประคองลงนอนที่เตียง
“พี่บัวต้องกินอะไรลงท้องหน่อยนะถึงจะกินยาได้” แววบอกด้วยความเป็นห่วง ตอนนี้เธอนับถือบัวเหมือนพี่สาวคนหนึ่ง
“ขอบใจจ้ะ พี่ขอนอนพักสักแป๊บ แล้วเดี๋ยวจะลุกมากินข้าวกินยา น้องแววกลับไปเถอะพี่ไม่รบกวนแล้ว”
“ถ้าพี่เป็นอะไรหรือต้องการอะไรเรียกหนูได้เลยนะ หรือถ้าลุกไม่ไหว จะโทรหาก็ได้” แววบอกแล้วทิ้งบัวให้อยู่คนเดียวในห้องตามลำพัง
คืนนี้อากาศดีไม่ร้อนอบอ้าว แววอาบน้ำเสร็จเป็นคนสุดท้ายแล้วกลับเข้าห้อง เพิ่งจะสามทุ่มเธอยังไม่ง่วงเลย เมื่อตอนกลางวันที่ไปธนาคาร ระหว่างเดินเล่นเธอซื้อนิตยสารมาเล่มหนึ่ง ว่าจะนอนอ่านสักพักแล้วค่อยเข้านอน
ตุ้บ!
เกร็ง…งงง!
แววสะดุ้งทำนิตยสารหลุดมือ เสียงดังมาจากห้องของบัวซึ่งเป็นห้องที่อยู่ติดกับห้องของเธอ ไม่รีรอ เธอรีบลุกเดินออกจากห้อง เปิดประตูเข้าไปยังห้องของบัว เห็นบัวนั่งตัวอ่อนอยู่กับพื้นหันหลังพิงเตียง อาหารที่แววเอามาให้ หกเรี่ยราดเลอะพื้น แววรีบมุ่งไปหาบัวทันที
“พี่บัวเกิดอะไรขึ้นจ๊ะ?”
“พี่เดินไม่ทันระวัง เลยสะดุดเตียงน่ะ เพิ่งลุกไปเข้าห้องน้ำมา”
“แล้วพี่ได้กินอะไรไปบ้างหรือยังจ๊ะ?”
“กินบ้างแล้วนิดหน่อย มันไม่ค่อยหิว ยาที่หมอให้มาพี่ก็กินแล้ว”
แววสังเกตเห็นที่หน้าแข้งของบัวถลอกเป็นแผล มีเลือดซิบออกมา
“พี่ได้แผลด้วยนี่ เจ็บมากไหมจ๊ะ?”
“เจ็บนิดหน่อยจ้ะ คงครูดกับมุมเตียงน่ะ”
“เดี๋ยวหนูทำแผลให้ รอแป๊บนะจ๊ะ ขอไปเอาอุปกรณ์ทำแผลที่เรือนใหญ่ก่อน” ว่าแล้วแววก็ตั้งท่าจะลุกไป
“อย่าไปนะแวว!” จู่ ๆ บัวก็ทำเสียงดัง ไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงจากไหน “อย่าไปเลย อย่าไปรบกวนเจ้านายเขา มันดึกแล้ว”
แววลังเลว่าจะไปไม่ไปดี เห็นเลือดซิบที่หน้าแข้งของบัวก็ตัดสินใจ
“ไปแป๊บเดียวเงียบ ๆ ไม่รบกวนคุณเขาหรอกจ้ะ” พูดแล้วแววก็พรวดออกจากห้องไป
“อย่าไปเลยแวว…” เสียงบัวเบาและขาดช่วงไป เธอหมดแรงจะรั้งแววแล้ว
แววเดินออกมาจากห้องพักของสาวใช้ คืนนี้อากาศข้างนอกแปลกไป ความเย็นมันเลียผิวจนต้องเอามือลูบให้รู้สึกดีขึ้นบ้าง บรรยากาศเงียบสงัดเป็นปกติเช่นทุกวัน แต่วันนี้ดูวังเวงอย่างไรชอบกล อยู่บ้านหลังนี้มาหนึ่งเดือน เธอเพิ่งจะออกมาเดินนอกบ้านตอนกลางคืนครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง
พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!
แววตกใจกับเสียงกระพือปีก อะไรบางอย่างบินโฉบหัวของเธอไป เธอรีบเอามือกุมหัวแล้วย่อตัวลงเพื่อหลบเจ้าสิ่งนั้น หันหน้าตามไปดูมัน เห็นเป็นตัวสีดำ ๆ กระพือปีกหายเข้าไปในพุ่มใบของไม้ใหญ่ ค้างคาวนั่นเอง ครั้งที่แล้วเธอก็เจอแบบนี้ แต่ครั้งนี้มีค้างคาวถึง 3-4 ตัวบินวนไปเวียนมาอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น ตกใจเป็นบ้า รีบเข้าไปเอาอุปกรณ์ทำแผล แล้วรีบกลับห้องดีกว่า บรรยากาศอย่างนี้ทำเอาขนลุกเหมือนกัน
จนเดินมาถึงสนามหญ้าข้างเรือนใหญ่ แววแหงนหน้ามองขึ้นไปที่ชั้นสอง เห็นแสงไฟสว่างส่องทะลุม่านผ้าโปร่ง เป็นห้องของเจ้านายทั้งสองอย่างแน่นอน เพราะตอนกลางคืนไม่มีใครอยู่ในเรือนใหญ่นอกจากสองคนนั้น ด้วยความเงียบสงัดของค่ำคืนทำให้แววได้ยินเสียงแว่วมาจากในห้องนั้น
อ้า…
โอ้…
ซี๊ด…
มันเป็นเสียงแบบเดิมที่เธอเคยได้ยิน ตอนออกมาเดินเล่นครั้งที่แล้ว เป็นเสียงเบา ๆ เล็ก ๆ ของสุดา เสียงของความเจ็บ ทว่าเต็มไปด้วยความสุขความสมหวัง เจ้านายทั้งสองจะมีกิจกรรมอะไรกันดึก ๆ ดื่น ๆ เธอไม่สนใจหรอก แค่จะมาเอาอุปกรณ์ทำแผลกลับไปเท่านั้น
แววล้วงกุญแจออกมา ปกติกุญแจพวงนี้บัวจะเป็นคนเก็บรักษา แต่เนื่องจากวันนี้บัวป่วยไม่สามารถทำหน้าที่ได้ แววจึงต้องรับหน้าที่ปิดเรือนใหญ่แทน ไขกุญแจแล้วเธอค่อย ๆ แง้มประตูออก พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้มีเสียง แล้วเดินย่องเข้าไปข้างในทั้งรองเท้า จากนั้นแง้มประตูปิด ค่อย ๆ ก้าวเท้ามุ่งไปในห้องครัว เพราะอุปกรณ์ทำแผลเก็บไว้ในห้องนั้น แววไม่ได้เปิดไฟ จึงใช้เวลาสักครู่ในการระบุว่ากล่องพลาสติกกล่องไหนเป็นกล่องเก็บยา กล่องไหนเป็นกล่องเก็บอุปกรณ์ทำแผล
เมื่อแน่ใจแล้วว่ากล่องอุปกรณ์ทำแผลอยู่ในมือแล้วแน่ ๆ แววก็ตั้งท่าจะกลับ ทว่าได้ยินเสียงก้าวเอี๊ยด ๆ ลงบันไดมาจากชั้นสอง เธอตกใจกระวนกระวาย จำในหัวได้ไม่เคยลืมว่าบ้านนี้มีกฎห้ามสาวใช้คนใดออกมาเดินเพ่นพ่านนอกห้องตอนกลางคืนโดยเด็ดขาด หากถูกจับได้เธอจะถูกลงโทษเช่นใด คงไม่ร้ายแรงถึงขั้นโดนไล่ออกหรอกมั้ง
แววเหลียวซ้ายมองขวา ในหัวคิดว่าจะไปหลบซอกไหนในห้องครัวดี เธอเห็นใต้อ่างล้างจานมีพื้นที่พอให้ซุกตัวได้ก็ไถลตัวไปอยู่ในนั้น เสียงสวิตซ์ไฟถูกกดดังคลิก! ห้องสว่างโล่ แววเห็นคนที่เดินมาแค่ครึ่งล่าง คงเป็นสุดาเพราะดูจากชุดที่ใส่เป็นชุดคลุมยาวผ้าซาตินสีโอลด์โรส
สุดาเดินมาหยุดหน้าตู้เย็นโดยหันหลังให้แวว คงกระหายน้ำมั้งหลังเสร็จสิ้นกิจกรรม ประตูตู้เย็นเปิดออก สุดาหยิบถุงบางอย่างออกมาวางลงที่พื้น มันเป็นถุงใหญ่อยู่พอควร แววเดาว่าน่าจะเป็นถุงใส่เนื้อไก่สดที่เหลือจากการทำอาหารวันนี้ สุดาทึ้งถุงให้ขาดแล้วลงมือกินเนื้อไก่สดอย่างมูมมาม!
แววทั้งอึ้ง ทั้งตกใจและไม่คาดคิดกับภาพขนหัวลุกที่ได้เห็นเบื้องหน้า ซึ่งห่างออกไปไม่กี่เมตร เข้าใจแล้วว่าทำไมแต่ละวันถึงให้ซื้อไก่มาเกินความต้องการ ที่บัวบอกว่าไก่ที่เหลือในแต่ละวันหายไปเพราะป้าอารีเป็นคนเอาไปทิ้งนั้นไม่จริงเลย สุดาเป็นคนกินต่างหาก เนื้อไก่ดิบสด ๆ เหม็นกลิ่นคาวคลุ้ง น้ำหนัก 4-5 กิโลกรัมสุดาเป็นคนกินคนเดียวหมด คนปกติไม่มีพฤติกรรมเช่นนี้หรอก แบบนี้คนแถวบ้านเธอเรียกว่าปอบ!
แววได้แต่ภาวนาอยู่ในใจขอให้สุดาไม่เห็นเธอ กินไก่เสร็จแล้วเดินออกจากห้องครัวไปซะ เธอคุดคู้นั่งกอดกล่องอุปกรณ์ทำแผล ตัวสั่นงันงกอยู่ใต้อ่างล้างจาน แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์คงไม่ได้ยินคำภาวนาของเธอ สุดาเหมือนมีลางว่าไม่ได้อยู่ตามลำพังในห้องครัวนี้เพียงคนเดียว เธอหยุดยัดไก่เข้าปาก ค่อย ๆ หมุนหัวหันมาด้านหลัง
สายตาของสุดาปะทะกับสายตาของแววอย่างจัง
น้ำตารื้นรอบขอบตาแวว เธอกลัวสายตาเยี่ยงสัตว์เดรัจฉานจ้องกินเลือดเนื้อของสุดาที่มองมา เธอค่อย ๆ เขยิบตัวออกมาจากใต้อ่างล้างจาก ในหัวคิดแต่ขอหนีไปให้ไกลจากบ้านหลังนี้ เธอลุกขึ้นยืน โดยสายตายังปะทะกับสุดาอยู่ ตั้งหน้าวิ่งออกไปจากห้องครัว แต่ชนเข้าอย่างจังกับมาร์คสามีของสุดาเสียก่อน
คืนนี้สองคนผัวเมียแต่งตัวต่างไปจากทุกวัน สุดาสวมชุดนอนคลุมยาวผ้าซาตินโดยไม่มีผ้าพันคอประดับอันเป็นเอกลักษณ์ นั่นจึงเผยให้เห็นแผลที่รอบคอของเธอ แผลที่เป็นรูเล็ก ๆ เหมือนถูกเขี้ยวของสัตว์กัดเจาะเพื่อดูดกินเลือด มีทั้งแผลเก่าที่แห้งเป็นสะเก็ด และแผลใหม่ที่ยังช้ำเลือด ตลอดมาเธอใช้ผ้าพันคอปกปิดแผลอันน่าสะอิดสะเอียนเหล่านี้
มาร์คสวมชุดนอนผ้าซาตินสีเงิน เสื้อแขนสั้นกางเกงขายาว เปิดอวดเนื้อหนังให้แววได้เห็นเป็นครั้งแรก ผิวของเขาขาวซีดอย่างแท้จริง ขาวราวกับหิมะ ขาวราวกับผิวไม่เคยต้องแสงอาทิตย์ มุมปากของเขาเลอะเลือด ยิ้มกว้างของเขาเผยให้เห็นเขี้ยวยาวสองคู่บนและล่าง แบบนี้สินะที่นิยามว่าเป็นผีดูดเลือด จะแวมไพร์หรือแดรกคูลาก็แล้วแต่คนจะเรียก
รอบตัวเขามีค้างคาวบินวนเวียน อาจเป็นลูกสมุนหรือลูกอันเป็นทายาทสืบสกุลก็เป็นได้ สาเหตุนี้เองที่เขาต้องแต่งตัวมิดชิด สวมถุงมือและแว่นกันแดดอยู่เสมอ แม้อยู่ในที่ร่ม เพื่อไม่ให้ตนถูกแสงอาทิตย์ อันเป็นจุดอ่อนของผีดูดเลือด และปกปิดไม่ให้ใครเห็นสีผิว
เสียงโอดครวญของสุดาที่แววได้ยิน ไม่ใช่เสียงสุขสมของคนกำลังร่วมรัก แต่เป็นเสียงเจ็บปวดขณะกำลังโดนสามีดูดเลือดจากคอเพื่อเป็นอาหาร ถึงว่าแต่ละมื้อมาร์คกินข้าวแค่แมวดม และสาเหตุที่สุดาเคี้ยวของหวานแล้วคายทิ้ง เพราะต้องรักษาระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงเกิน ต้องรักษาคุณภาพของเลือดตัวเองอันเป็นอาหารของสามี
“ฮ่า ๆ ๆ รู้ความจริงจนได้นะ แต่รู้เร็วไปหน่อย ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาของเธอ เสียดายนะที่ฉันเพิ่งได้ลิ้มรสอาหารฝีมือเธอได้เพียงเดือนเดียว” สุดาพูดน้ำเสียงเปี่ยมจริตจะก้าน ไม่ต่างจากชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป ทิ้งมาดผู้ดีหายไปสิ้น
ใจของแววเต้นรัวราวกับจะระเบิดออกมา ไม่มีช่องให้เธอเบียดตัวหนีออกไปได้ ข้างหลังเป็นผีปอบ ข้างหน้าเป็นผีดูดเลือดที่กระชับวงล้อมแคบเข้ามาเรื่อย ๆ
“แปลกใจใช่ไหมว่าทำไมคนอย่างฉันถึงมาอยู่ในที่แบบนี้ได้ จะเล่าให้ฟังว่าแต่ก่อนฉันก็เป็นสาวบ้านนอกอย่างเธอนี่แหละ ฉันกระเสือกกระสน ผลักตัวเองมาอยู่เมืองหลวงจนได้ เพราะถ้าขืนอยู่ที่บ้านนอกต่อ มีหวังฉันไม่รอดอยู่มาถึงทุกวันนี้หรอก คงถูกชาวบ้านเผาทั้งเป็นตายไปเสียก่อน มาถึงที่นี่ก็ชุบเนื้อชุบตัวเสียใหม่ พาตัวเองไปอยู่ในสังคมดี ๆ มีหน้ามีตา จนราชรถมาเกยได้แต่งงานกับคุณมาร์ค เราสองคนต่างกัน แต่อยู่กันได้เพราะเราล้วนมีความลับด้วยกันทั้งคู่”
ตอนนี้สุดากระชับวงแคบเข้ามาจนประจัญซึ่ง ๆ หน้ากับแวว
“เขาเรียกว่าอยู่เป็น ใครปรับตัวไม่ได้ วิ่งตามโลกไม่ทันก็แพ้ไป หายไป เธอน่าจะทำตามกฎหน่อยนะ ดูอย่างพวกสาวใช้คนอื่นสิ บัว ป้าอารี ดาว นุ้ย พวกนั้นน่ะอยู่เป็น รู้อะไรเป็นกฎ รู้อะไรควรพูดไม่ควรพูด ถึงได้อยู่ด้วยกันกับฉันในบ้านหลังนี้ได้มาจนถึงตอนนี้ เสียใจด้วยนะที่ฉันไม่มีโอกาสครั้งที่สองให้เธอ”
แววกลัวจนชาไปทั้งตัว เธอรู้สึกว่ามีอะไรตะปบให้หัวเอียงไปด้านข้าง ก่อนจะรู้สึกเจ็บจี๊ดที่ต้นคอ เหมือนมีเข็มขนาดใหญ่สี่เล่มเจาะลงไปที่ต้นคอ เลือดถูกสูบออกไปอย่างรวดเร็วจากรูที่เข็มเหล่านั้นเจาะ ทำเธอรู้สึกหน้ามืดกำลังจะหมดสติสลบไสล อย่างนี้สิดีหน่อย ถ้าไม่อย่างนั้นเธอคงเจ็บและทรมานแย่ ตอนที่ถูกสุดาเอามือกระซากเข้าหน้าท้อง แล้วสาวไส้ยาว ๆ ของเธอออกมากิน
จบ
Leave a comment